หน้าหลัก > บริการอื่น ๆ > เกร็ดความรู้

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หรือ พระนามเดิมว่าพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์

พระบิดาแห่งกฎหมายไทย

พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หรือ พระนามเดิมว่าพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๑๔ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๕) กับ เจ้าจอมมารดากลับ ประสูติเมื่อวันพุธที่ ๒๑ ตุลาคม  ๒๔๑๗  ทรงเข้ารับการศึกษาวิชาภาษาไทยครั้งแรกที่สำนักพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อยอาจารยางกูร)  และทรงศึกษาภาษาอังกฤษขั้นต้นในสำนักครูรามสามิ  จากนั้นไปศึกษาภาษาไทยต่อที่สำนักพระยาโอวาทวรกิจ (แก่นเปรียญ) และโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบโดยมีเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นอาจารย์ผู้สอน เมื่อเจริญพระชันษาได้ ๑๐ ชันษา ทรงเข้าพิธีโสกันต์  ในปีถัดมาทรงผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ระหว่างที่ทรงผนวชได้แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถที่เหนือกว่าบุคคลทั่วไปด้วยทรงจำพระวินัยสงฆ์ได้อย่างแม่นยำชนิดพระสงฆ์ที่บวชเรียนมาแล้วหลายพรรษา ก็ยังไม่สามารถท่องจำวินัยสงฆ์ได้แม่นยำเช่นพระองค์ท่าน

หลังจากทรงลาผนวชแล้วได้เสด็จไปศึกษาต่อ ณ โรงเรียนมัธยมกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา  ปี  พระองค์ทรงสอบเรียนต่อกฎหมายที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ดได้ด้วยพระชนมายุเพียงแค่ ๑๔ ชันษา แต่ทางมหาวิทยาลัยไม่ยอมให้ทรงเข้าศึกษาต่อ เนื่องจากติดข้อบังคับที่ว่าพระชนมายุไม่ถึง ๑๘ ชันษา  แต่ทรงเสด็จไปขอร้องเป็นกรณีพิเศษต่อทางมหาวิทยาลัยโดยอ้างว่า “คนไทยเกิดง่ายตายเร็ว”  สุดท้ายมหาวิทยาลัยยินยอมให้สอบอีกครั้ง ซึ่งทรงสอบได้และศึกษาต่อจนจบหลักสูตรปริญญาตรีด้านกฎหมายชั้นเกียรตินิยม ภายในเวลา ๓ ปี ด้วย
พระชนมายุเพียง ๑๗
ชันษาเท่านั้น  นับเป็นบัณฑิตที่มีอายุน้อยที่สุด

เมื่อเสด็จกลับมาเมืองไทยทรงเข้ารับราชการที่กรมราชเลขานุการ  ไม่ช้าก็ทรงสามารถทำงานได้ทุกตำแหน่งในกรม จนเป็นที่ยกย่องของข้าราชการในกรมอย่างยิ่ง ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี  ในขณะเดียวกันทรงมีตำแหน่งเป็นสภานายกพิเศษจัดตั้งศาลมณฑลและศาลเมือง (ศาลจังหวัด) ขึ้นในท้องที่ต่าง  โดยทรงจัดตั้งศาลหัวเมืองในมณฑลอยุธยาขึ้นเป็นแห่งแรก  แม้ว่าในช่วงเวลานั้นจะมีคดีความในศาลคั่งค้างอยู่มาก แต่ก็ทรงตัดชำระความด้วยพระองค์เองจนเสร็จสิ้นภายในเวลาอันรวดเร็วได้อย่างถูกต้องและเที่ยงธรรม สร้างความเลื่อมใสและศรัทธาแก่ประชาชนทุกคน

จากพระวิริยะอุตสาหะ ตลอดจนพระปรีชาสามารถที่ได้ทรงงานเพื่อพัฒนาวงการศาลยุติธรรมไทยให้ได้มาตรฐานสากล  ครั้นเมื่อตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมว่างลงเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ต่างเห็นพ้องต้องกันในการทูลเกล้าฯถวายพระนามพระองค์ท่านขึ้นเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ด้วยพระชนมายุเพียง ๒๒ ชันษาเท่านั้น นับเป็นเสนาบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยหรือประวัติศาสตร์โลกก็ว่าได้   แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพตลอดระยะเวลา ๑๔ ปี ระหว่างดำรงตำแหน่งเสนาบดีได้ทรงมุ่งมั่นในการปรับปรุงแก้ไขระเบียบศาล และงานยุติธรรมของประเทศไทยให้มีความเจริญรุดหน้าเทียบเท่านานาอารยประเทศ จนทำให้กระบวนการยุติธรรมไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดมา ด้วยพระปณิธานสูงสุดในการทรงงาน   ประการ คือ การมีผู้พิพากษาที่ดีมีคุณธรรม กับการพัฒนากฎหมายไทย 

ทรงเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนกฎหมายขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๐  โดยให้เหตุผลในการก่อตั้งว่า การที่จะดำเนินการกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปอย่างราบรื่นจำเป็นต้องมีจำนวนผู้มีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเพิ่มขึ้น  และวิธีการที่จะทำให้มีผู้รู้กฎหมายมากขึ้นคือ การเปิดสอนวิชากฎหมายให้เป็นที่แพร่หลาย  จึงเป็นที่มาของโรงเรียนสอนกฎหมาย แต่ในขณะนั้นประเทศไทยยังขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย  พระองค์จำเป็นต้องคัดเลือกและสอนนักเรียนด้วยพระองค์เองทุกวิชา  พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้มีการสอบไล่เป็นเนติบัณฑิตขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้เนติบัณฑิตเหล่านี้นำความรู้ที่เรียนมาไปรับราชการเป็นการช่วยแบ่งเบาพระภาระที่มีจำนวนมาก 

ปัญหาอีกประการหนึ่งสำหรับศาลไทยในเวลานั้น คือ การเพิ่มจำนวนของศาลกงสุลต่างชาติในเมืองไทย  ดังนั้น เมื่อเกิดคดีความ หรือข้อโต้แย้งระหว่างชาวต่างชาติกับคนไทยขึ้น  คนไทยมักตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะชาวต่างชาติอ้างว่ากฎหมายไทยล้าหลังไม่ทันสมัย ต้องขึ้นศาลกงศุลต่างชาติเพื่อพิจารณาคดี   ทั้งนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลไทยยังไม่พร้อมที่จะรับข้อกฎหมายใหม่ๆ ในเวลานั้น พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยการจ้างชาวต่างชาติมาเป็นผู้พิพากษา ส่งผลให้ผู้พิพากษาศาลไทยเกิดความกระตือรือร้นเร่งศึกษาวิชากฎหมายไทยและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น  ทำให้ศาลไทยได้รับความเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ  ถึงกับมีการยกเลิกศาลกงสุลและยินยอมให้คนชาติมาขึ้นศาลไทย

สำหรับการแก้ไขตัวบทกฎหมายนั้น พระองค์ทรงกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัวให้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ตรวจชำระพระราชกำหนด  บทพระอัยการ  ตลอดจนจัดระเบียบกฎหมายที่ใช้มาเป็นเวลานานจนล้าสมัย เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสศึกษาและเข้าใจตัวกฎหมายได้ง่ายขึ้น และเพื่อสะดวกต่อการพิจารณาคดี  คณะกรรมการชุดที่ว่านี้ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทั้งฝ่ายไทยและต่างประเทศ โดยทรงเป็นองค์ประธานคณะกรรมการในการชำระกฎหมายด้วยพระองค์เอง  จนประสบความสำเร็จเป็นประมวลกฎหมายไทยฉบับแรก  ทั้งนี้ เมื่อมีการประกาศการใช้กฎหมายแล้ว ยังได้ทรงเขียนอธิบายตัวบทกฎหมายให้มีความเข้าใจได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อสะดวกต่อการศึกษาและให้มีการตีความที่ตรงกับเจตนารมณ์ของผู้ร่างอันถือเป็นรากฐานสำคัญของการก่อตั้งวิชานิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง  ในปัจจุบัน  ต่อมาคณะกรรมการชุดดังกล่าวยังได้ตรากฎหมายขึ้นมาใช้อีกหลายฉบับจนกระทั่งได้ยกฐานะเป็นกรมร่างกฎหมายและพัฒนากลายมาเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกาในปัจจุบัน

ผลจากการที่ทรงงานอย่างหนักเพื่อประเทศมาเป็นระยะเวลานาน พระองค์ทรงประชวรในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ด้วยพระอาการปวดพระเศียร จึงกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเสนาบดี แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะโปรดเกล้าฯให้ทรงหยุดพักรักษาพระองค์ได้ แต่พระอาการประชวรยังไม่ดีขึ้น  ถึงกระนั้นก็ตามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖)  พระองค์ท่านก็ยังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิราชในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ และทรงเลื่อนพระอิสริยะศักดิ์เป็นพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ในปีเดียวกัน  พระองค์ทรงประชวรหนักขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ด้วยโรควัณโรคที่พระวักกะจำเป็นต้องเสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และสิ้นพระชนม์ที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๔๖๓ รวมพระชนมายุได้ ๔๗ ชันษา นับว่าเป็นการสูญเสียที่สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ประชาชนและข้าราชการศาลยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง

เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์  เนติบัณฑิตยสภากำหนดให้วันที่ ๗ สิงหาคมเป็น “วันรพี” พร้อมทั้งจัดงานบำเพ็ญกุศลทักษิณานุสรณ์เป็นประจำทุกปีจนถึงทุกวันนี้