˹ѡ >
ػ çѺѧԴ ͻѺاҴ¤ѺԴҧԴͧ˹ҷ ç зԹ ا෾ ѹء ԧҤ

สรุปผล
โครงการสัมมนารับฟังความคิดเห็น
เพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
ณ โรงแรม เดอะทวิน ทาวเวอร์ กรุงเทพฯ
วันศุกร์ ที่ ๒๖  สิงหาคม ๒๕๕๔  [pdf]


สรุปผลการสัมมนารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. .... ของวิทยากรและผู้เข้าร่วมสัมมนาในการสัมมนารับฟังความคิดเห็น แบ่งออกเป็น ส่วน ดังนี้

ส่วนที่ การบรรยายสรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. .... โดยนายโกมล จิรชัยสุทธิกุล ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายปกครอง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

จากการบังคับใช้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ ที่ผ่านมาเกิดปัญหาในทางปฏิบัติต่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากการใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ เพื่อบังคับตามคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน ความเหมาะสมในการนำวิธีการออกคำสั่งทางปกครองและใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อบังคับชำระหนี้ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นหนี้ทางแพ่งว่าจะถูกต้องตามหลักกฎหมายหรือไม่ หรือปัญหากรณีที่เจ้าหน้าที่ร่วมกันทำละเมิดกับเอกชน ซึ่งการเรียกเงินจากเจ้าหน้าที่ต้องใช้การบังคับทางปกครอง ขณะที่การเรียกเงินจากเอกชนต้องดำเนินการฟ้องคดีต่อศาล จึงทำให้การกระทำละเมิด มูลเดียวกันใช้สิทธิเรียกร้องด้วยวิธีที่แตกต่างกัน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีประเด็นปัญหาจากบทบัญญัติของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ ที่ยังไม่ชัดเจนอันนำมาสู่ปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งตามร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. .... ได้มีการปรับปรุงเพื่อแก้ไขปัญหา จากการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ โดยมีสาระสำคัญของการแก้ไขสรุปได้ ดังนี้

. นิยาม เจ้าหน้าที่ ซึ่งเดิมไม่รวมถึงลูกจ้างตามสัญญาจ้างและเป็นปัญหาในทางปฏิบัติมาก เช่น กรณีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นแพทย์หรือพยาบาลที่เป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างและเจ้าหน้าที่เหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับแพทย์หรือพยาบาลที่เป็นข้าราชการทุกประการ แต่กลับไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ จึงต้องกำหนดนิยามเอาไว้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

. นิยาม หน่วยงานของรัฐ ได้ทำการแก้ไขเพื่อให้ครอบคลุมถึงหน่วยงานของรัฐที่เป็น นิติบุคคลมหาชนทั้งหมด โดยไม่ต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เผื่อในอนาคตมีหน่วยงานใหม่เกิดขึ้น หน่วยงานดังกล่าวจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้โดยไม่ต้องตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐอีก ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ

. ความรับผิดของหน่วยงานของรัฐ ได้กำหนดหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดสำหรับการทำละเมิดของคณะกรรมการให้ชัดเจนขึ้น โดยตามกฎหมายเดิม กรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐ แห่งใด กระทรวงการคลังจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดในการกระทำละเมิดนั้น ซึ่งกระทรวงการคลัง ไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการทำละเมิดของคณะกรรมการมาก่อน จึงเป็นปัญหาและอุปสรรคแก่การสอบข้อเท็จจริงและการแก้ต่างคดีเป็นอย่างมาก ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ งานธุรการของคณะกรรมการนั้นเป็นผู้รับผิด หรือกรณีที่คณะกรรมการปฏิบัติงานให้กับหน่วยงานใดก็ให้หน่วยงานนั้นเป็นผู้รับผิด

. ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ กำหนดให้ต้องหักส่วนความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐออกเสียก่อน แล้วจึงคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมแต่ละกรณี ในการคิดจำนวนค่าสินไหมทดแทน สำหรับกรณีเจ้าหน้าที่ทำละเมิดโดยทุจริต ได้แก้ไขให้เอกชนสามารถฟ้องคดีต่อหน่วยงานของรัฐได้ เพราะถือเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะสอดคล้องกับกฎหมาย ของประเทศฝรั่งเศสและประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ ยังกำหนดให้เจ้าหน้าที่ที่ทำละเมิดโดยทุจริตไม่ได้รับประโยชน์ใด ตามพระราชบัญญัตินี้

. การยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ได้กำหนดระยะเวลาการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐให้เร็วยิ่งขึ้น และกำหนดให้เมื่อมีการยื่นคำขอแล้วให้อายุความคดีละเมิดสะดุดหยุดลง เพื่อให้เอกชนมีระยะเวลาในการดำเนินคดีละเมิดได้ต่อไป นอกจากนี้ ได้กำหนดให้ผู้เสียหาย ไม่สามารถยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐและใช้สิทธิทางศาลเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมกันทั้งสองทางได้ โดยหากเอกชนได้ยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐไปแล้ว และประสงค์จะดำเนินคดีทางศาล เอกชนผู้นั้นจะต้องถอนคำขอ หรือกรณีที่มีการฟ้องคดีแล้วมายื่นคำขอภายหลัง หน่วยงานของรัฐก็สามารถปฏิเสธคำขอได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้ผลการวินิจฉัยระหว่างหน่วยงานของรัฐกับศาลแตกต่างกัน ซึ่งเมื่อหน่วยงานของรัฐได้มีคำวินิจฉัยแล้ว หากผู้เสียหายไม่พอใจจะต้องฟ้องคดีเพื่อโต้แย้ง คำวินิจฉัยภายในเก้าสิบวัน แต่หากจะใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทางศาลจะมีอายุความหนึ่งปีโดยเริ่มต้นนับใหม่เนื่องจากอายุความสะดุดหยุดลงจากการยื่นคำขอแล้ว

. การออกกฎกระทรวงกำหนดแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ได้กำหนดให้มีการออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้มีฐานอำนาจตามกฎหมายรองรับการออกกฎหมายลำดับรองในเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ ฉบับปัจจุบัน เป็นระเบียบที่ออกโดยอาศัยมติคณะรัฐมนตรีมิได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ โดยเนื้อหาของ ร่างกฎกระทรวงจะเป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว แต่จะมีการแก้ไขข้อบกพร่องในทางปฏิบัติบางประการ เช่น กรณีหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ทำละเมิด กรณีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐหลายแห่งร่วมกันทำละเมิด หรือแนวทางการปฏิบัติตามความเห็นของกระทรวงการคลัง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังกำหนดให้คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งในกระทรวงการคลังมีได้หลายคณะ เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาสำนวนความรับผิดทางละเมิดของกระทรวงการคลัง

. การแจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง ได้กำหนดให้การแจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง โดยหากหน่วยงานของรัฐจะใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ จะต้องดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้มาตรการบังคับทางปกครองที่ไม่มีประสิทธิภาพ

. เขตอำนาจศาลในการพิจารณาคดีกรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ได้กำหนดให้การฟ้องคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการฟ้องขอให้เพิกถอน การใช้อำนาจทางปกครองให้ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม เพื่อสอดคล้องกับการแก้ไขให้คำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและคำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้กรณีที่มีการฟ้องคดีปกครองเพื่อโต้แย้งการใช้อำนาจทางปกครองอันเป็นเหตุแห่งมูลละเมิดต่อ ศาลปกครองและศาลปกครองได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ศาลยุติธรรมจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีปกครองดังกล่าว ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการดำเนินคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

. อายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องมูลละเมิด ได้เพิ่มเติมบทบัญญัติให้กรณีที่คดีใกล้ ขาดอายุความหรือเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนถึงแก่ความตาย ให้หน่วยงานของรัฐรีบฟ้องคดีเพื่อไม่ให้ขาดอายุความหรือฟ้องทายาทของเจ้าหน้าที่ภายในอายุความมรดก นอกจากนี้ ได้กำหนดให้นำ อายุความอย่างยาวสิบปีมาใช้กับความรับผิดทางละเมิดด้วยเพื่อให้เกิดความชัดเจน และกำหนดให้ในกรณีที่เป็นการทำละเมิดซึ่งเป็นความผิดอาญาก็ให้นำอายุความทางอาญาที่ยาวกว่ามาใช้บังคับด้วย สำหรับเอกชนที่ร่วมกันทำละเมิดกับเจ้าหน้าที่ ก็ได้กำหนดอายุความสองปีในการใช้สิทธิเรียกร้องต่อเอกชน เพื่อให้อายุความสำหรับเอกชนและเจ้าหน้าที่ไม่แตกต่างกันสำหรับการทำละเมิดเหตุเดียวกัน

๑๐. อายุความในการใช้สิทธิไล่เบี้ย ได้กำหนดอายุความสองปีในการใช้สิทธิไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดกรณีหน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกผู้เสียหายไปก่อน เนื่องจากหน่วยงานของรัฐมีขั้นตอนต้องดำเนินการเพื่อพิจารณาความรับผิดของเจ้าหน้าที่ เช่น ต้องทำการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด นอกจากนี้ ได้ตัดเรื่องเจ้าหน้าที่ใช้สิทธิ ไล่เบี้ยจากหน่วยงานของรัฐออกไป เนื่องจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เห็นว่ากรณีนี้เป็นเรื่องการจัดการงานนอกสั่งไม่ใช่เรื่องละเมิดจึงไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้ และอายุความการจัดการงาน นอกสั่งมีกำหนดสิบปียาวกว่าการใช้สิทธิไล่เบี้ยในมูลละเมิด

๑๑. บทเฉพาะกาล ได้กำหนดบทเฉพาะกาลรองรับภายหลังจากที่ร่างพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแล้ว หากมีกรณีที่หน่วยงานของรัฐได้ออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไปก่อนที่ ร่างพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้หน่วยงานของรัฐทำการบังคับทางปกครองเพื่อบังคับตามคำสั่งดังกล่าวต่อไป และกำหนดรองรับกรณีที่มีการฟ้องคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ต่อศาลปกครองก่อนที่ ร่างพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีต่อไปให้แล้วเสร็จ แต่สำหรับเอกชน ผู้ได้รับความเสียหายจากการละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ หากได้ยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไว้ก่อนที่ร่างพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙

ประเด็นข้อโต้แย้งจากผู้แทนศาลปกครอง

ผู้แทนศาลปกครองมีข้อโต้แย้งตามร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. .... ในบางประเด็น ดังนี้

. การกำหนดให้ฟ้องคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ต่อศาลยุติธรรม ซึ่งการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรมต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าการใช้อำนาจทางปกครองของเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นการก้าวล่วงเขตอำนาจของศาลปกครองและอาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ศาลปกครองมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง

. หากผู้เสียหายฟ้องคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ต่อศาลยุติธรรมและในขณะเดียวกันก็ฟ้องขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าที่ อาจเป็นผลให้คำพิพากษาของทั้งสองศาลขัดแย้งกันได้

ซึ่งในประเด็นโต้แย้งของศาลปกครองทั้งสองประเด็นนี้ ได้มีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ความเห็นไว้อย่างชัดเจนว่า ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองเพื่อนำไปสู่การพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ได้ เนื่องจากประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองเป็นประเด็นรองไม่ใช่ประเด็นหลักแห่งคดี นอกจากนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) มีความเห็นว่า เป็นเรื่องปกติที่การแบ่งแยกเขตอำนาจศาลไม่อาจทำได้อย่างเด็ดขาด จึงจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเพื่อแก้ปัญหากรณีที่คำพิพากษาในข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันของสองศาลขัดแย้งกัน สำหรับประเด็นการกำหนดให้การฟ้องคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ต่อศาลยุติธรรมเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น มีนักวิชาการหลายท่านให้ความเห็นว่าไม่เป็นการขัดรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

. ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับร่างมาตรา ๑๔ และร่างมาตรา ๒๗ ที่กำหนดให้คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง และการแจ้งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง ผู้แทนศาลปกครองเห็นว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยควรทำการแก้ไขปัญหาในเรื่องของการบังคับทางปกครองให้มีประสิทธิภาพมากกว่า และการกำหนดให้คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐไม่เป็นคำสั่งทางปกครองยังอาจขัดกับหลักเกณฑ์ของคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ นอกจากนี้ การกำหนดให้เอกชนผู้ได้รับความเสียหายจากการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ต้องฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม จะทำให้เอกชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก เนื่องจาก ศาลยุติธรรมใช้กระบวนพิจารณาคดีระบบกล่าวหา ขณะที่ศาลปกครองใช้ระบบไต่สวน และการกำหนดให้การแจ้งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นคำสั่งทางปกครองจะทำให้ไม่มีการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณาทางปกครองตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งมีคำวินิจฉัยให้เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน

สำหรับประเด็นข้อสังเกตนี้ขอเรียนว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทำการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ ในส่วนของการใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา ๕๗ โดยกำหนดให้การบังคับทางปกครองเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการบังคับทางปกครอง และสำนักงานฯ ก็ได้ทำการยกร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ ซึ่งมีแนวทางว่าจะกำหนดให้มีหน่วยงานกลางซึ่งอาจเป็นกรมบังคับคดีหรือกระทรวงการคลังทำการบังคับทางปกครอง และกำหนดให้หน่วยงานกลางสามารถมอบอำนาจให้เอกชนทำการบังคับทางปกครองแทนได้ นอกจากนี้ จะกำหนดรายละเอียดขั้นตอนของการบังคับทางปกครอง เช่น การอายัดเงินเดือนเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะสามารถทำได้หรือไม่อย่างชัดเจน หรือกำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการยึดทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งจะต้องพิจารณาในรายละเอียดถึงความเหมาะสมต่อไป อย่างไรก็ดี แม้จะมีกฎหมายดังกล่าวขึ้นใช้บังคับ แต่การบังคับทางปกครองในทางปฏิบัติก็ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้โดยง่าย โดยเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐบางประเภท เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจไม่มีเจ้าหน้าที่ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ซึ่งจากการสอบถามจากเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งทำหน้าที่บังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาก็ได้รับชี้แจงว่า งานบังคับคดีแม้จะเป็นการบังคับตามคำพิพากษาของศาล แต่ก็ยังมีปัญหาในการดำเนินการ และเจ้าหน้าที่ผู้ทำการบังคับคดีถูกฟ้องคดีเป็นจำนวนมากเพราะการบังคับคดีกระทบต่อทรัพย์สินของเอกชน

อนึ่ง จากการศึกษากฎหมายของประเทศฝรั่งเศสพบว่า ผู้ที่จะทำการบังคับทางปกครองในประเทศฝรั่งเศสจะต้องสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทเป็นขั้นต่ำ และต้องผ่านการฝึกอบรมจากสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญ โดยประเทศฝรั่งเศสมีพัฒนาการในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองมาเป็นระยะเวลาร้อยกว่าปีจึงจะสามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างในปัจจุบัน

สำหรับข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการกำหนดให้คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐและการแจ้งให้เจ้าหน้าที่รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นคำสั่งทางปกครองนั้น ได้มีนักวิชาการให้ความเห็นไว้ว่าความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ในระบบกฎหมายไทยเป็นการละเมิดตามกฎหมายเอกชน เนื่องจากตามกฎหมายไทยยังไม่มีการกำหนดเรื่องละเมิดทางปกครองเอาไว้ต่างหาก ยังคงมีอยู่แต่เรื่องละเมิดตามที่ปรากฏในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น เมื่อในปัจจุบันหนี้มูลละเมิดจากการปฏิบัติหน้าที่ยังเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การกำหนดให้คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐและการแจ้งให้เจ้าหน้าที่ รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นคำสั่งทางปกครองจึงสามารถทำได้ สำหรับข้อโต้แย้งที่ว่าหากกำหนดให้ฟ้องคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ต่อศาลยุติธรรมจะทำให้เอกชนที่ได้รับความเสียหายเข้าถึงความยุติธรรมได้ยากนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เห็นว่า ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่ทำการพิจารณาคดีละเมิดมายาวนานจึงมีความเชี่ยวชาญในคดีลักษณะนี้และน่าจะให้ความยุติธรรมได้ดีกว่า และกระบวนพิจารณาแบบกล่าวหาก็ไม่เป็นอุปสรรคที่จะทำให้คู่ความไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองของคู่ความฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ให้สิทธิแก่คู่ความที่จะขอเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของคู่ความอีกฝ่ายโดยยื่นคำขอต่อศาลได้ สำหรับกระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดตลอดจนการวินิจฉัยให้เจ้าหน้าที่รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่ง ศาลยุติธรรมจะเข้าไปทำการตรวจสอบนั้น เห็นว่า ศาลยุติธรรมน่าจะพิจารณาประเด็นหลักมากกว่าประเด็นรองซึ่งเป็นเพียงเรื่องของรูปแบบ แตกต่างจากศาลปกครอง อย่างไรก็ดี ในส่วนของกระบวนการนี้ก็ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎกระทรวงที่จะออกตามร่างพระราชบัญญัตินี้ซึ่งจะทำให้เกิดความยืดหยุ่นยิ่งขึ้น เนื่องจากหากดำเนินขั้นตอนผิดพลาดก็สามารถทำการแก้ไขให้ถูกต้องได้ ทั้งนี้ ขอเรียนว่าความบกพร่องในทางรูปแบบบางครั้งก็ไม่ใช่สาระสำคัญของคดี บางกรณีข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐโดยทุจริต แต่เมื่อมีการนำคดีขึ้นสู่ศาลปกครองโดยเจ้าหน้าที่ฟ้องโต้แย้งคำสั่งที่เรียกให้ตนชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยอ้างความบกพร่องของกระบวนการพิจารณาทางปกครอง ซึ่งปรากฏว่ามีการไม่แจ้งข้อกล่าวหา จึงทำให้กระบวนการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งเรียกให้ชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน ทั้ง ที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นเป็นผู้ทุจริตทำให้หน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหาย และต้องไปเริ่มต้นกระบวนการสอบสวนใหม่ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้คดีขาดอายุความไป กรณีดังกล่าวน่าจะเป็นข้อเสียมากกว่า

ส่วนที่ การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. .... โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ

. นายสุวัฒน์ ปิ่นนิกร รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง มีความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. .... สรุปได้ว่า

ก่อนหน้าที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ จะมีผลใช้บังคับนั้น การดำเนินการเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามระเบียบความรับผิดชอบของข้าราชการในทางแพ่งซึ่งออกตามมติคณะรัฐมนตรี โดยกรณีที่มีความเสียหายเกิดขึ้น หน่วยงานของรัฐจะทำการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางแพ่ง หากปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หน่วยงานของรัฐจะส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีเจ้าหน้าที่ผู้นั้น หากผลการสอบปรากฏว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หน่วยงานของรัฐก็จะส่งสำนวนการสอบสวนมายังกระทรวงการคลังเพื่อทำการตรวจพิจารณาว่ามีเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ หากกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดก็จะส่งเรื่องให้สำนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อไป

ภายหลังจากที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ ใช้บังคับ กระบวนการเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ได้เปลี่ยนแปลงไปและทำให้งานของกระทรวงการคลังมีมากขึ้น โดยสำนวนการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานของรัฐทั้งหมดถูกส่งมายังกระทรวงการคลังเพื่อตรวจสอบสำนวน ซึ่งปัจจุบันมีประมาณพันกว่าสำนวน และกระทรวงการคลังต้องเร่งตรวจสำนวนให้เสร็จภายในอายุความหนึ่งปีถึงหนึ่งปีครึ่ง หากกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่าเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงต้องรับผิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน และหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รับผิดตามความเห็นของกระทรวงการคลัง ในการฟ้องคดีเพื่อโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว เจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดจะฟ้องกระทรวงการคลังเป็นจำเลยด้วย ซึ่งขณะนี้มีคดีที่กระทรวงการคลังถูกฟ้องประมาณห้าร้อยกว่าคดี ทำให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังปัจจุบันทำหน้าที่สองทาง คือ () ตรวจสำนวนการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และ () ทำคำให้การต่อสู้คดีในศาล นอกจากนี้ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ ยังกำหนดว่า ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใด ให้ถือว่ากระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลละเมิดนั้น ทำให้กระทรวงการคลังถูกฟ้องเป็นคดีต่อศาล และต้องแบ่งเจ้าหน้าที่บางส่วนมารับผิดชอบสำนวนคดีที่ถูกฟ้อง โดยต้องศึกษาความเป็นมา ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อต่อสู้คดีในศาล ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นปัญหาอุปสรรคอย่างหนึ่งเนื่องจากกระทรวงการคลังไม่ทราบเรื่องที่ถูกฟ้องคดีมาก่อน

ปัญหาของการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้อีกประการหนึ่งคือเรื่องของการใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ เพื่อบังคับตามคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งแม้คำสั่งดังกล่าวจะเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ในการบังคับทางปกครองก็ไม่ประสบผลสำเร็จในทางปฏิบัติ และกระทรวงการคลังได้รับข้อร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐหลายแห่งและหลายครั้งว่าไม่สามารถทำการบังคับทางปกครองให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ซึ่งพอสรุปเหตุผลที่ทำให้การใช้มาตรการบังคับทางปกครองไม่สัมฤทธิ์ผล ได้แก่

. การขาดหน่วยงานกลางที่ใช้มาตรการบังคับทางปกครองแทนหน่วยงานของรัฐ และ กรมบังคับคดีก็ไม่รับที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ให้ เนื่องจากกรณีนี้ไม่ใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาล

. การขาดกฎระเบียบข้อบังคับที่กำหนดแนวทางปฏิบัติในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองอย่างชัดเจน

. การดำเนินการบังคับทางปกครองนั้นจะต้องอาศัยความช่วยเหลือจากส่วนราชการอื่นๆ เช่น เจ้าพนักงานตำรวจ แต่หน่วยงานของรัฐหลายแห่งที่ดำเนินการบังคับทางปกครองกลับไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าพนักงานตำรวจอย่างเพียงพอ ซึ่งเข้าใจว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดถือแนวทางปฏิบัติตาม มาตรา ๒๗๙ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่จะให้ความช่วยเหลือแต่เพียงเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น

. เจ้าหน้าที่ผู้ทำการบังคับทางปกครองมีโอกาสและมีความเสี่ยงที่จะถูกผู้อยู่ภายใต้การบังคับทางปกครองฟ้องร้องคดี

. เจ้าหน้าที่ผู้ทำการบังคับทางปกครองไม่ได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินรวมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอื่น เนื่องจากการบังคับทางปกครองไม่ใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษา

ทั้งนี้ จากการรวบรวมสถิติย้อนหลังของกรมบัญชีกลาง พบว่า ในเรื่องความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐไม่สามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้สัมฤทธิ์ผล และก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐเป็นจำนวนมาก ดังนี้

ในปี .. ๒๕๔๗ มีความเสียหายจากการละเมิดเกิดขึ้นเป็นจำนวนประมาณ ,๘๖๐ ล้านบาท จากการตรวจสอบสำนวนมีเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดเป็นจำนวนประมาณ ๖๗๓ ล้านบาท แต่กลับมีการนำเงินส่งคลังเพียง ๕๓ ล้านบาท

ในปี .. ๒๕๔๘ มีความเสียหายจากการละเมิดเกิดขึ้นเป็นจำนวนประมาณ ,๐๑๓ ล้านบาท จากการตรวจสอบสำนวนมีเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดเป็นจำนวนประมาณ ,๔๓๐ ล้านบาท แต่กลับมีการนำเงินส่งคลังเพียง ๗๓ ล้านบาท

ในปี .. ๒๕๔๙ มีความเสียหายจากการละเมิดเกิดขึ้นเป็นจำนวนประมาณ ,๒๐๐ ล้านบาท จากการตรวจสอบสำนวนมีเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดเป็นจำนวนประมาณ ๕๖๐ ล้านบาท แต่กลับมีการนำเงินส่งคลังเพียง ๗๒ ล้านบาท

ในปี .. ๒๕๕๐ มีความเสียหายจากการละเมิดเกิดขึ้นเป็นจำนวนประมาณ ,๘๒๕ ล้านบาท จากการตรวจสอบสำนวนมีเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดเป็นจำนวนประมาณ ๔๑๓ ล้านบาท แต่กลับมีการนำเงินส่งคลังเพียง ๗๘ ล้านบาท

ในปี .. ๒๕๕๑ มีความเสียหายจากการละเมิดเกิดขึ้นเป็นจำนวนประมาณ ,๕๕๕ ล้านบาท จากการตรวจสอบสำนวนมีเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดเป็นจำนวนประมาณ ๗๒๑ ล้านบาท แต่กลับมีการนำเงินส่งคลังเพียง ๕๒ ล้านบาท

ในปี .. ๒๕๕๒ มีความเสียหายจากการละเมิดเกิดขึ้นเป็นจำนวนประมาณ ๗๕๐ ล้านบาท จากการตรวจสอบสำนวนมีเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดเป็นจำนวนประมาณ ๒๘๐ ล้านบาท และปี .. ๒๕๕๒ มีความเสียหายจากการละเมิดเกิดขึ้นเป็นจำนวนประมาณ ,๓๐๐ ล้านบาท จากการตรวจสอบสำนวนมีเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดเป็นจำนวนประมาณ ๖๑๒ ล้านบาท แต่ยอดจำนวนเงินที่นำส่งคลังของปี .. ๒๕๕๒ และ .. ๒๕๕๓ ยังไม่สามารถทำการคำนวณได้

นอกจากนี้ หากพิจารณาคดีที่เจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนฟ้องหน่วยงานของรัฐต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ปรากฏว่า ศาลปกครองได้ยกเหตุความบกพร่องในกระบวนการพิจารณาสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาเป็นเหตุแห่งการเพิกถอนคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยศาลปกครองยังมิได้พิจารณาว่าเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจริงหรือไม่ เช่น ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่เจ้าหน้าที่ผู้ถูกกล่าวหาในฐานะผู้ต้องรับผิด แต่แจ้งในฐานะพยาน จึงไม่ได้ให้โอกาสเจ้าหน้าที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานอย่างเพียงพอและเป็นธรรม ทั้งที่หากย้อนกระบวนการกลับไปทำการสอบสวนใหม่อีกครั้งผลการพิจารณาก็ไม่ได้แตกต่างออกไป นอกจากนี้ สำนวนความรับผิดทางละเมิดหลายสำนวนที่ส่งมาให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ อายุความใกล้จะครบกำหนดสิบปีนับแต่วันกระทำละเมิด หรือใกล้จะครบกำหนดสองปีนับแต่วันที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ทำให้กระทรวงการคลังต้องเร่งตรวจสำนวนให้แล้วเสร็จก่อนที่คดีจะขาดอายุความ แต่พอหน่วยงานของรัฐออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเห็นของกระทรวงการคลัง และเจ้าหน้าที่ไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำสั่งดังกล่าว หน่วยงานของรัฐกลับไม่สามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้สัมฤทธิ์ผล ทำให้รัฐเกิดความเสียหายจำนวนมาก ดังนั้น หากในทางวิชาการจะดำเนินการออกหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าวข้างต้นได้ ก็จะเกิดประโยชน์กับประเทศเป็นอย่างมาก

. รศ.ดร. กมลชัย รัตนสกาววงศ์ มีความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. .... สรุปได้ว่า การพิจารณาเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐต้องมีความเข้าใจทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

. ทฤษฎีทรัพย์สินของรัฐ

รัฐเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของรัฐตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิในการฟ้องคดีต่อรัฐไว้ด้วย ซึ่งแต่เดิมหากมีการฟ้องคดีให้รัฐเป็นจำเลย รัฐจะเข้าสู้คดี ในกระบวนพิจารณาในฐานะจำเลยหรือไม่ก็ได้ และหากรัฐไม่เข้ามาเป็นคู่ความในคดี ศาลจะต้องยกฟ้อง แต่ในปัจจุบันรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิในการฟ้องคดีต่อหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวกับการทำนิติกรรม ความรับผิดทางละเมิด หรือความรับผิดตามสัญญา เห็นได้ว่า รัฐมีสถานะเสมือนเป็นเอกชนด้วย ทรัพย์สินของรัฐในกฎหมายมหาชน บรรดาทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ นั้น หากเป็นการใช้ทรัพย์สินของรัฐโดยทั่วไปจะไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่หากเป็นการใช้ทรัพย์สินของรัฐในลักษณะพิเศษ เช่น การใช้ถนนที่ปกติจะใช้เพื่อการจราจร แต่นำมาใช้ในการโฆษณาสินค้า จึงมิใช่การใช้ถนนโดยปกติทั่วไป แต่เป็นการใช้ในลักษณะพิเศษ ทรัพย์สินต่าง ที่รัฐเป็นเจ้าของในฐานะเอกชนจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังในการดูแลรักษาทรัพย์สินของรัฐในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สำหรับทรัพย์สินของรัฐในส่วนท้องถิ่นจะมีคลังท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลรักษาและมีอำนาจทำนิติกรรมสัญญาหรือนิติเหตุผูกพันทรัพย์สินดังกล่าว

ที่มาของทรัพย์สินของรัฐโดยนิติสัมพันธ์ทางกฎหมายมหาชน เช่น ภาษีซึ่งเป็นที่มารายได้หลักของรัฐ เนื่องจากรัฐใช้อำนาจเหนือเอกชนในการจัดเก็บ ส่วนที่มาของทรัพย์สินของรัฐโดยนิติสัมพันธ์ทางกฎหมายทางแพ่ง เช่น ค่าปรับตามสัญญา เนื่องจากการเข้าเป็นคู่สัญญากับเอกชนและเอกชนทำผิดสัญญา หรือกรณีที่เอกชนกระทำละเมิดต่อรัฐและรัฐได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เห็นได้ว่า รัฐอาจมีนิติสัมพันธ์ทางกฎหมายมหาชนและนิติสัมพันธ์ทางกฎหมายทางแพ่ง ความไม่เข้าใจดังกล่าวส่งผลให้มีการพิจารณาว่าผู้บังคับบัญชาออกคำสั่งตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ แล้วเข้าใจว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วนิติสัมพันธ์ทางกฎหมายมหาชนไม่ใช่ที่มาของมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่เกิดจากนิติสัมพันธ์ทางแพ่งซึ่งเป็นนิติเหตุ ดังนั้น คำสั่งตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวย่อมเป็นหนังสือทวงหนี้ ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง

. ทฤษฎีความรับผิดทางละเมิด

รัฐมีความรับผิดต่อบุคคลภายนอกซึ่งเป็นความรับผิดแทนเจ้าหน้าที่ของรัฐมีแนวคิดมาจากกรณีนายจ้างรับผิดแทนลูกจ้าง โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญของประเทศไทยกำหนดไว้ไม่ชัดเจน แต่กฎหมายพื้นฐานแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีกำหนดไว้ในมาตรา ๓๔ เรียกว่าความรับผิดของรัฐ (Staatshaftung)” ซึ่งกำหนดไว้ในส่วนของสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง (Grundrecht) บุคลากรภาครัฐที่เรียกว่าข้าราชการบางคนได้รับการแต่งตั้งและมีอำนาจที่จะใช้อำนาจของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น อธิบดีมีอำนาจในการออกใบอนุญาต ซึ่งอำนาจในการออกใบอนุญาตเป็นอำนาจรัฐ ดังนั้น อธิบดีจึงเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้งมาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามบทบัญญัติ ของกฎหมาย แต่ข้าราชการบางคนไม่มีการใช้อำนาจรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น พนักงานพิมพ์งานหรือพนักงานขับรถ ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการเหล่านี้ไม่มีการใช้อำนาจรัฐ ดังนั้น ข้าราชการเหล่านี้ จึงไม่ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่สรุปได้ว่า ข้าราชการที่ใช้อำนาจรัฐปฏิบัติหน้าที่ย่อมเป็นเจ้าหน้าที่ดังนั้น ในกรณีที่ข้าราชการถูกไล่เบี้ยจากการกระทำละเมิดแล้วเรียกว่าเจ้าหน้าที่ย่อมไม่ถูกต้องและอาจเกิดความสับสนในการตีความกฎหมาย เนื่องจากในกรณีนี้เป็นการไล่เบี้ยข้าราชการตัวอย่างเช่น บทบัญญัติ มาตรา ๕๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ที่กำหนดว่ามาตรการบังคับทางปกครองไม่ใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่ด้วยกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ในที่นี้หมายถึงหน่วยงานของรัฐ (Beh?rde)” แต่ไม่ใช่ข้าราชการ

. ทฤษฎีคำสั่งทางปกครอง

คำว่าคำสั่งทางปกครองหมายถึงการกระทำของฝ่ายปกครองซึ่งเป็นการใช้อำนาจรัฐและมีนิติสัมพันธ์ทางกฎหมายมหาชน เช่น การจัดเก็บภาษีซึ่งมีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดให้อำนาจในการจัดเก็บไว้ หรือการแต่งตั้งข้าราชการ ในชั้นการพิจารณายกร่างกฎหมายจะใช้ถ้อยคำว่านิติกรรมทางปกครองแต่อาจเกิดความสับสนกับนิติกรรมทางแพ่งจึงใช้ถ้อยคำว่าคำสั่งทางปกครองซึ่งคำสั่งทางปกครองต้องเป็นการใช้อำนาจรัฐบนพื้นฐานของกฎหมายมหาชน การกระทำของฝ่ายปกครองในลักษณะของคำสั่งทางปกครอง และการบังคับตามคำสั่งทางปกครองดังกล่าวเรียกว่ามาตรการบังคับทางปกครองโดยรัฐสามารถดำเนินการบังคับได้เอง แต่บทบัญญัติของกฎหมายในอดีตกำหนดไว้ลักลั่นกัน เช่น บทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรซึ่งหนี้ภาษีอากรเป็นหนี้ทางปกครอง เจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีเพื่อบังคับให้ชำระภาษีอากร แต่สามารถดำเนินมาตรการบังคับทางปกครองได้ทันที หรือกรณีหนี้ทางปกครองที่มีลักษณะเป็นการกระทำการ เช่น การรื้อถอนอาคารซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการบังคับทางปกครองได้เอง ตัวอย่างเช่น กรณีการรื้อถอนอาคารนิวเวิลด์ที่บางลำพู เนื่องจากก่อสร้างผิดแบบตามกฎหมายควบคุมอาคาร เดิมกรุงเทพมหานครมีอำนาจที่จะรื้อถอนอาคารได้เอง แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ จึงแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้สามารถฟ้องคดีต่อศาลเพื่อระงับข้อพิพาทได้ แม้ว่าคดีถึงที่สุดและกรุงเทพมหานครจะชนะคดี แต่ผู้ประกอบการก็ยังไม่รื้อถอนอาคารกลับประกอบกิจการมาโดยตลอด อาจกล่าวได้ว่า กรุงเทพมหานคร ชนะคดีตามกฎหมาย แต่แพ้คดีในความเป็นจริงเพราะไม่สามารถบังคับให้รื้อถอนอาคารได้ และในท้ายที่สุด ก็ได้แก้ไขกฎหมายกลับมาให้กรุงเทพมหานครสามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้เช่นเดิม ดังนั้น หากหนี้ที่จะดำเนินการบังคับเป็นหนี้ตามกฎหมายมหาชนก็ควรจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามระบบ เช่น ค่าธรรมเนียมที่ดิน แม้ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดให้สามารถดำเนินการบังคับทางปกครองได้ก็ต้องนำบทบัญญัติในส่วนของมาตรการบังคับทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ มาใช้บังคับได้ อาจกล่าวได้ว่าการพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดจะต้องพิจารณาแนวคิดเกี่ยวกับทรัพย์สิน ที่มาของทรัพย์สิน และนิติสัมพันธ์ ส่วนการฟ้องร้องความรับผิดดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไร เป็นเรื่องที่จะพิจารณาต่อไป ดังนี้

.. ประเภทความรับผิด

.. ความรับผิดตามสัญญา เช่น การกู้ การซื้อขาย การแลกเปลี่ยน การให้ หรือการยืม เช่น กรณีเจ้าหน้าที่ทำสัญญายืมเงินทดรองเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศ หากถูกโจรกรรมไประหว่างเดินทาง ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็มิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หากพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่แล้วเจ้าหน้าที่อาจจะไม่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐเกิดจากสัญญายืมเงินทดรอง การเรียกคืนเงินยืมจึงเป็นความรับผิดตามสัญญายืมเงินทดรองจึงไม่จำต้องพิจารณาว่า ในกรณีที่เงินสูญหายเกิดจากการกระทำด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าหน้าที่หรือไม่ เมื่อเจ้าหน้าที่ยืมเงินมาจำนวนเท่าไรจึงต้องชดใช้เต็มจำนวนซึ่งเป็นความรับผิดทางแพ่ง ในกรณีดังกล่าวศาลปกครองเคยมีคำวินิจฉัยว่าการทำสัญญายืมเงินทดรองเพื่อใช้ในการจัดสัมมนา และกระทำการด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงทำให้เงินสูญหายจึงต้องให้เจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชาแบ่งสัดส่วนความรับผิดซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง

.. ความรับผิดทางละเมิด

ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่อาจกระทำละเมิดได้ ประเภท ได้แก่

. เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดโดยแท้ เช่น เดินชนกระจก ขับรถชน เพราะประมาทเลินเล่อ

. เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายแล้วก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น การออกใบอนุญาต การออกคำสั่ง การจดทะเบียน หรือการบังคับใช้กฎหมายในส่วนของการให้บริการ ในกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายไม่ให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะไม่ยอมปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ เนื่องจากเกรงว่าจะต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของการตราพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ซึ่งให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ และในกรณีที่เจ้าหน้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายด้วยความประมาทเลินเล่อ หน่วยงานของรัฐก็จ่ายค่าสินไหมทดแทนแทนเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เจ้าหน้าที่มีหน้าที่ดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมาย เช่น การดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยเจ้าหน้าที่ฟ้องขับไล่เอกชน หากเจ้าหน้าที่มิได้กระทำด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว หรือในกรณีเจ้าหน้าที่กระทำโดยสุจริตก็ไม่ต้องรับผิด เช่น มาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง .. ๒๕๕๐ กำหนดว่า

ห้ามมิให้กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด และอนุกรรมการ กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้ง หรือกระทำการหรือละเว้นกระทำการ โดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติ

ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครอง

.. ความรับผิดในตำแหน่งหน้าที่

ความรับผิดทางละเมิดแยกจากความรับผิดในตำแหน่งหน้าที่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะมีความรับผิดในตำแหน่งหน้าที่ต้องเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ต่ำกว่ามาตรฐาน เพราะเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายต่อประชาชนอย่างเท่าเทียมกันและมีมาตรฐาน ซึ่งความรับผิดในตำแหน่งหน้าที่ในระบบกฎหมายเยอรมัน เรียกว่า “Amtshaftung” แต่ความรับผิดทางละเมิดต้องพิจารณาตามวิสัยและพฤติการณ์ของแต่ละบุคคลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ วรรคสี่ ดังนั้น ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและเกิดความเสียหายขึ้น จะพิจารณาความรับผิดของเจ้าหน้าที่จากวิสัยและพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ และกรณีที่เจ้าหน้าที่เดินชนกระจกหรือพนักงานขับรถก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ก็มิใช่ความรับผิดในตำแหน่งหน้าที่ เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวมิใช่การบังคับใช้กฎหมาย อย่างมีมาตรฐาน ซึ่งตามระบบกฎหมายเยอรมัน การที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดโดยมิใช่กรณีที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ต่ำกว่ามาตรฐาน เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะไม่ได้รับความคุ้มครองในการปฏิบัติหน้าที่ และสามารถพิจารณาความรับผิดตามวิสัยและพฤติการณ์ได้ ดังนั้น การพิจารณาให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่จึงต้องพิจารณาเฉพาะความรับผิดในตำแหน่งหน้าที่ที่เป็นการบังคับใช้กฎหมายต่ำกว่ามาตรฐาน

.. ความรับผิดของรัฐต่อประชาชน

เป็นกรณีที่รัฐรับผิดต่อประชาชนโดยตรงแล้วจึงไปใช้สิทธิไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายอีกครั้ง บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ซึ่งกำหนดปะปนกันทั้งบทบัญญัติในส่วนของสารบัญญัติ เช่น การให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ระดับใด ความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หรือการหักส่วนความรับผิด และบทบัญญัติในส่วนของวิธีสบัญญัติ เช่น วิธีการได้มาซึ่งค่าสินไหมทดแทน

. การกระทำละเมิดโดยแท้

ความรับผิดทางละเมิดโดยแท้มีองค์ประกอบภายใน ได้แก่ การกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และองค์ประกอบภายนอก ได้แก่ ความเสียหาย ดังนั้น ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งตามบทบัญญัติของกฎหมายโดยมิได้มีความจงใจที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นการเฉพาะจึงไม่ควรจะเป็นการกระทำละเมิด แต่ในบางครั้งเจ้าหน้าที่อาจตีความกฎหมายผิดพลาดหรือเกิดความบกพร่องในรูปแบบของคำสั่งทางปกครอง และศาลปกครองพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีดังกล่าวไม่น่าจะถือว่าเจ้าหน้าที่กระทำละเมิด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตมิได้มีเจตนาร้าย

. การระงับข้อพิพาท

ภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะพิจารณาใน ศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองก็ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้ว่ามาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ใช้คำว่าคำสั่งแต่การออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายมิได้มีฐานมาจากนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชน ดังนั้น ต้องถือว่าคำสั่งดังกล่าวมีสถานะเป็นหนังสือแจ้งให้ชำระนี้เท่านั้น นอกจากนี้ บทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มีการกำหนดอายุความการใช้สิทธิเรียกร้องไว้ด้วย ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในอายุความที่กฎหมายกำหนดด้วย ดังนั้น หากพิจารณาว่า คำว่าคำสั่งตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ เป็นคำสั่งทางปกครองก็ไม่สมควรต้องกำหนดอายุความในการฟ้องคดีเอาไว้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการบังคับทางปกครองได้เองโดยไม่จำต้องฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้ดำเนินการบังคับคดี

. องค์กรตุลาการ

ในปัจจุบันมีการขยายเขตอำนาจของศาลยุติธรรมในการพิจารณาคดีรับฝากมากขึ้น เช่น ข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือคดีภาษีอากรซึ่งเป็นคดีปกครองก็อยู่ในเขตอำนาจของศาลภาษีอากร หรือข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศซึ่งมีทั้งคดีแพ่ง คดีปกครอง และคดีอาญาก็อยู่ในเขตอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ หรือข้อพิพาทแรงงาน ซึ่งเป็นคดีปกครองก็อยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงาน อีกทั้งวิธีพิจารณาคดียังใช้แบบเดียวกับคดีแพ่ง กล่าวคือ มีการแต่งตั้งผู้พิพากษาสมทบทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างด้วย

ในครั้งที่มีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นในประเทศไทยนั้น ได้ยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good Governance) และหลักความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (Economic of Scale) ดังนั้น การพิจารณาคดีที่มีการเรียกค่าสินไหมทดแทนจึงได้ฝากให้ศาลปกครองพิจารณาไปด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายและเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ทั้งที่ในความเป็นจริงการเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นความรับผิดในทางแพ่ง ดังนั้น ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ในประเทศไทยจึงไม่มีละเมิดทางปกครองแต่เป็นความรับผิดในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ต่ำกว่ามาตรฐาน โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ โดยหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อเอกชนผู้เสียหายโดยตรง และอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง โดยฝากให้ศาลปกครองพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้ด้วย เมื่อหน่วยงานของรัฐได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เอกชนผู้เสียหายแล้วจึงมาใช้สิทธิไล่เบี้ยและพิจารณา วิสัยและพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่เป็นรายบุคคล

. ความรับผิด

ควรพิจารณาแยกระหว่างความรับผิดในตำแหน่งหน้าที่ออกจากความรับผิดทางละเมิดโดยแท้

. นายธานิต เกศวพิทักษ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา มีความเห็นต่อ ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. .... สรุปได้ว่า

ประเด็นที่หนึ่ง ปัญหาเรื่องเขตอำนาจศาล เห็นด้วยกับ รศ. ดร. กมลชัยฯ ว่า แม้การกระทำละเมิดจะเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่โดยเนื้อหาสาระแล้วยังคงเป็นการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม การที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ ได้บัญญัติในมาตรา วรรคหนึ่ง () ให้คดีเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ก็เพื่อความประหยัดและความสะดวกในการพิจารณาพิพากษาคดีในมูลกรณีเดียวกันให้แล้วเสร็จไปในคราวเดียวกัน เพราะศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีฟ้องโต้แย้งกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นตามมาตรา วรรคหนึ่ง () และคดีฟ้องว่าเจ้าหน้าที่ละเลยหรือล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา วรรคหนึ่ง () อยู่แล้ว กฎหมายจึงบัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีละเมิดที่เกี่ยวพันกับมาตรา วรรคหนึ่ง () และ () ไปพร้อมกันด้วย ทั้งนี้ ในทำนองเดียวกันกับการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่มอบให้ ศาลอาญาทำหน้าที่พิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดค่าสินไหมทดแทนได้ด้วย หรือคดีปกครองบางประเภทที่มอบให้ศาลชำนัญพิเศษพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) เช่น คดีแรงงานที่เกี่ยวกับคดีปกครอง หากศาลแรงงานพิจารณาคดีหลักไปแล้ว ก็สามารถพิจารณาพิพากษาคดีละเมิดไปได้

ปัญหาการกำหนดให้การฟ้องคดีเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่อันเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองออกกฎหรือคำสั่ง หรือการละเลยต่อหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่นั้นล่าช้าอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม อาจขัดต่อมาตรา ๒๒๓ ของรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่า ไม่เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบันมีคดีปกครองที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมจำนวนมาก เช่น คดีภาษีอากร คดีแรงงาน

ปัญหาในการกำหนดเขตอำนาจศาลว่าศาลใดควรมีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีประเภทใด จะต้องพิจารณาที่เนื้อหาสาระของคดีเป็นสำคัญ กรณีการกระทำละเมิด ไม่ว่าจะเป็นละเมิดในทางแพ่งหรือละเมิดในทางปกครอง ต่างก็เป็นเรื่องการกระทำละเมิดตามมาตรา ๔๒๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงสมควรอยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม กรณีจึงสมควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่าคดีละเมิดที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองก็เป็นคดีละเมิดที่โดยหลักแล้วควรจะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม โดยเฉพาะในส่วนของการกระทำละเมิดทางกายภาพ หากให้ศาลปกครองพิจารณาคดีในส่วนนี้อาจเกิดปัญหาได้ เช่น กรณีการกระทำละเมิดของแพทย์ในการรักษาพยาบาล หากเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชน ให้ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม แต่ถ้าเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ ให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ก็จะเกิดปัญหาความลักลั่น ทั้งที่เป็นการกระทำละเมิดอย่างเดียวกัน

ส่วนปัญหาที่ว่าการวินิจฉัยของศาลปกครองในคดีปกครองและการวินิจฉัยของศาลยุติธรรมในคดีละเมิดอาจขัดแย้งกันได้นั้น เห็นว่า เมื่อได้เพิ่มความเป็นวรรคสามของร่างมาตรา ๒๕ ให้ศาลยุติธรรมถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลปกครองแล้ว ก็น่าจะป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ อย่างไรก็ดี โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่า หากคดีของศาลปกครองยังไม่ถึงที่สุด ศาลยุติธรรมไม่จำเป็นต้องรอผล คดีปกครอง เพราะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด กำหนดให้กระบวนการพิจารณาคดีของศาลหนึ่งต้องรอผลการพิจารณาของอีกศาลหนึ่งก่อน เนื่องจากจะเกิดความล่าช้าและไม่เป็นธรรมต่อผู้เสียหาย ดังที่กล่าวกันว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือ ความอยุติธรรม ดังนั้น จึงต้องเชื่อมั่นในระบบการพิจารณาพิพากษาคดีของ ศาลยุติธรรมว่าสามารถพิจารณาพิพากษาคดีในเรื่องที่มีความเกี่ยวข้องกับคดีปกครองได้ และเห็นด้วยกับ รศ. ดร. กมลชัยฯ ว่า การออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ว่าจะเป็นการกระทำละเมิด เสมอไป หลักความรับผิดทางละเมิดต้องเป็นไปตามกฎหมายละเมิด

การกำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลแทนการออกคำสั่งทางปกครองและบังคับทางปกครองนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะการกำหนดให้คำสั่งเรียกให้ชำระเงินเป็นคำสั่งทางปกครองไม่สอดคล้องกับหลักวิชาการและทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากหน่วยงานของรัฐไม่สามารถดำเนินการบังคับทางปกครองได้ โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่เป็นจำนวนมากและไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ จึงสมควรให้ ศาลยุติธรรมและกรมบังคับคดีซึ่งเป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญมากที่สุดในการบังคับชำระหนี้เข้ามาดำเนินการแทนหน่วยงานของรัฐ ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการบังคับคดีตามที่กำหนดในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งก็มีความชัดเจนในขั้นตอนต่าง และมีหลักประกันความเป็นธรรมต่อผู้ถูกบังคับ โดยให้รอการวินิจฉัยของศาลในกรณีที่มีปัญหาโต้แย้ง นอกจากนี้ การกำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลจะช่วยแก้ปัญหาระบบอุปถัมภ์ในวงราชการได้ เพราะที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐจำนวนมากใช้วิธีถ่วงเรื่อง โดยสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดล่าช้าจนพ้นอายุความออกคำสั่งเรียกให้ใช้เงิน หรือบางกรณีก็ไม่เอาผิดเจ้าหน้าที่ หากเปลี่ยนให้ฟ้องศาล ศาลก็จะเป็นผู้พิจารณาเองว่าเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดหรือไม่ อย่างไร ซึ่งจะเป็นธรรมทั้งต่อตัวเจ้าหน้าที่และต่อทางราชการ

ประเด็นที่สอง ปัญหาเรื่องอายุความ เห็นว่า ร่างมาตรา ๒๙ ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในเรื่องอายุความชัดเจนยิ่งขึ้นทั้งอายุความอย่างสั้นสองปีและอายุความอย่างยาวสิบปี และวรรคสองของร่างมาตราดังกล่าวยังได้บัญญัติเรื่องอายุความอาญาที่ยาวกว่าไว้ด้วย อย่างไรก็ดี การใช้อายุความอาญาที่ยาวกว่านั้น จะต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาด้วย ทว่ากรณีผู้เสียหายฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อทางราชการ หากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายจะต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐ แต่ฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ จึงมีปัญหาว่าในกรณีเช่นนี้ จะมีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างไร

ส่วนที่ การแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมสัมมนาซึ่งแบ่งออกเป็น กลุ่มย่อย

ข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. .... ของผู้เข้าร่วมการสัมมนารับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อย สรุปได้ดังนี้

. การกำหนดให้คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐในกรณีที่เอกชนยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง (ร่างมาตรา ๑๔ วรรคสอง) และหากไม่พอใจ ผลคำวินิจฉัยต้องฟ้องคดีต่อศาล (ร่างมาตรา ๑๖)

-ผู้แทนกรมบัญชีกลาง เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากจะเป็นการสอดคล้องกับการกำหนดให้การฟ้องคดีเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมตามร่างนี้ อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่าโดยหลักแล้วการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐกรณีที่เอกชนยื่นคำขอให้หน่วยงาน ของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอาจเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่กรณี ซึ่งหากการละเมิดไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจแล้วคำวินิจฉัยกรณีนี้ย่อมไม่ถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง นอกจากนี้ กรณีที่เอกชนไม่พอใจ คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐ และประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาล ควรจะต้องแยกเป็นกรณีการละเมิดเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครอง ให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และกรณีการละเมิดเกิดจากการกระทำทางกายภาพ ให้ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เห็นด้วยกับประเด็นนี้เพราะสอดคล้องกับการที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดกระบวนการใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกรณีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่โดยวิธีการฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งจะทำให้เอกชนผู้ได้รับความเสียหายสามารถดำเนินคดีทางศาลได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองเสียก่อน

อนึ่ง มีข้อสังเกตว่าการฟ้องคดีเพื่อเรียกให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีนี้ ควรจะต้องพิจารณาว่าการทำละเมิดของเจ้าหน้าที่นั้นเป็นการใช้อำนาจของรัฐหรือเป็นเพียงการกระทำทางกายภาพ ซึ่งในกรณีแรกควรกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ในขณะที่กรณีหลังควรกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม

-ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นด้วยกับประเด็นนี้ แต่มีข้อสังเกตว่าการกำหนดให้ คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐไม่เป็นคำสั่งทางปกครองจะขัดกับนิยามของคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ หรือไม่

-ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม เห็นด้วยกับประเด็นนี้ แต่มีข้อสังเกตว่าความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่อาจแบ่งแยกได้เป็นสองกรณี คือ () การละเมิดโดยใช้อำนาจทางปกครอง และ () การละเมิดที่เป็นเรื่องทางแพ่งโดยแท้ และเขตอำนาจศาลในแต่ละกรณีก็จะแตกต่างกัน โดยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่มีการแบ่งแยกการทำละเมิดทั้งสองกรณีเอาไว้ จึงอาจทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้ ซึ่งหากมีการแยกการทำละเมิดออกเป็นสองส่วนข้างต้น อาจเกิดประโยชน์ให้ไม่ต้องตีความว่ากรณีใดที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลใด ทั้งนี้ อาจกำหนดในส่วนของละเมิดทางปกครองให้ชัดเจนในร่างพระราชบัญญัตินี้

-ผู้แทนกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ในระบบกฎหมายของประเทศไทยยังคงอิงกับมาตรา ๔๒๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเห็นว่าศาลยุติธรรมก็สามารถทำหน้าที่ในการตัดสินคดีเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมได้ในทำนองเดียวกับที่ศาลยุติธรรมพิจารณาพิพากษาคดีความรับผิดจากสินค้าอันไม่ปลอดภัยหรือความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค

-ผู้แทนสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เห็นด้วยกับประเด็นนี้ โดยมีความเห็นว่าเรื่องความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องทางแพ่ง และศาลยุติธรรมอันเป็นศาลที่มีประสบการณ์ในการพิจารณาคดีละเมิดมีความเหมาะสมที่จะพิจารณาคดีความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

-ผู้แทนกรมสรรพากร เห็นด้วยกับประเด็นนี้ แต่มีข้อสังเกตว่าความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่อาจแบ่งแยกได้เป็นสองกรณี คือ () กรณีที่เป็นละเมิดทางแพ่ง และ () กรณีที่เป็นการละเมิดโดยใช้อำนาจทางปกครอง และมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าหากให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมอาจเกิดความล่าช้าในการพิจารณาคดีได้

-ผู้แทนกรมศุลกากร เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะศาลยุติธรรมมีประสบการณ์ อันยาวนานในการกำหนดค่าเสียหายที่เป็นธรรมในกรณีละเมิด

-ผู้แทนกรมสรรพสามิต เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะคำวินิจฉัยเป็นเรื่องการแสดงเจตนาของหน่วยงานที่จะไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพียงแต่ทำให้เกิดสิทธิแก่เอกชนในการนำไปฟ้องศาล

-ผู้แทนธนาคารอาคารสงเคราะห์ เห็นด้วยกับประเด็นนี้ โดยมีข้อสังเกตว่า ในทางปฏิบัติการที่เอกชนจะฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีมากขึ้น จึงมีหลายกรณีที่เอกชน ไม่ดำเนินคดีเพราะไม่ต้องการเสียค่าใช้จ่าย

-ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เห็นด้วยกับประเด็นนี้ และเห็นว่ากำหนดระยะเวลาการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ น่าจะเหมาะสมอยู่แล้ว

-ผู้แทนคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง เห็นด้วยกับประเด็นนี้ โดยชี้แจงเพิ่มเติมว่า เจตนารมณ์ที่ปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิด สืบเนื่องจากการใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ ประกอบกับมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะกระบวนการใช้มาตรการบังคับทางปกครองในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินจะโยงกับแนวปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ในทางปฏิบัติ กรมบัญชีกลางพบว่า หน่วยราชการประสบปัญหาการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง เพราะไม่กล้าที่จะใช้อำนาจบังคับทางปกครอง บางหน่วยงานต้องไปออกระเบียบการใช้อำนาจบังคับทางปกครองเอง เช่น กรมที่ดิน และมีหน่วยงานส่วนน้อยเท่านั้นที่ใช้อำนาจบังคับทางปกครอง ยึด อายัด ทรัพย์สินนำส่งกระทรวงการคลังได้ ส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองเองได้ เนื่องจากกระบวนการบังคับคดีไม่ได้ทำได้โดยง่าย หากเจ้าหน้าที่ที่บังคับคดีไม่มีความรู้ ความชำนาญอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ กรมบังคับคดีก็ไม่รับดำเนินการบังคับทางปกครองให้แก่หน่วยราชการต่าง เมื่อเจ้าหน้าที่ไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำสั่งของหน่วยราชการ และหน่วยราชการฟ้องศาลปกครอง ศาลปกครองก็ไม่รับพิจารณา กรณีจึงกลายเป็นช่องว่างไม่สามารถบังคับคดีได้ การปรับปรุงร่างพระราชบัญญัตินี้ จึงมุ่งหวังที่จะแก้ปัญหาการบังคับคดีให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า ความพยายามในการอุดช่องว่างนี้ ผูกโยงกับความคิดของกฎหมายในแต่ละด้าน ทำให้ต้องมีการชั่งน้ำหนักว่าการกำหนดให้คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐ ในกรณีที่เอกชนยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง รวมถึงการกำหนดให้กรณีที่หน่วยงานของรัฐมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ไม่เป็นคำสั่งทางปกครองนั้น มีความเป็นไปได้หรือไม่ และจะก่อให้เกิดผลอย่างไร นอกจากนี้ ช่องโหว่ของกฎหมายอีกประการหนึ่ง เกิดขึ้นจากการที่ศาลปกครองวินิจฉัยถึงการยกเลิกคำสั่งทางปกครองด้วยเหตุที่ว่า กระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้มีการแจ้งสิทธิหรือข้อกล่าวหาตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งไม่ได้พิจารณาในเนื้อหาของคำสั่งทางปกครองนั้น

-ผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เห็นด้วยกับประเด็นนี้ แต่มีข้อสังเกตว่า หากคำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐไม่เป็นคำสั่งทางปกครองแล้ว หน่วยงานของรัฐยังต้องปฏิบัติตามกระบวนการแจ้งสิทธิหรือแจ้งข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิด .. ๒๕๓๙ และพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ อีกต่อไปหรือไม่

-ผู้แทนองค์การจัดการน้ำเสีย เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากในฐานะของผู้ปฏิบัติงานได้เห็นสภาพปัญหามาโดยตลอด ซึ่งแม้จะกำหนดให้หน่วยงานของรัฐสามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครอง เองได้ แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถบังคับคดีได้จริง ทั้งในแง่ของการไม่มีเจ้าหน้าที่บังคับคดี หรืออำนาจบังคับคดีกับทรัพย์สิน

- ผู้แทนกรมที่ดิน เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากเมื่อมีการแก้ไขให้หนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นคำสั่งทางปกครองแล้ว ก็ควรแก้ไขบทบัญญัติในส่วนที่เอกชนยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้สอดคล้องกัน

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะ การปฏิเสธความรับผิดทางละเมิดไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง

-ผู้แทนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากหากความเสียหายเป็นผลมาจากคำสั่งทางปกครอง การพิจารณาชดใช้ค่าเสียหายก็ควรจะเป็นคำสั่งทางปกครองเช่นกัน แต่ในกรณีนี้ความเสียหายมิได้เกิดจากคำสั่งทางปกครอง การพิจารณาชดใช้ค่าเสียหายจึงไม่ควรเป็นคำสั่งทางปกครอง

-ผู้แทนกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกรุงเทพมหานคร เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นการขอให้ชดใช้เงินซึ่งเกิดจากมูลหนี้ทางแพ่งตามกฎหมายเอกชน ไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายมหาชน หากเอกชนไม่พอใจคำวินิจฉัยควรใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล ทั้งนี้ ปัจจุบันเอกชนมีวิธีการขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน วิธี ดังนี้

. กรณีผู้เสียหายที่แท้จริงยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งหน่วยงานของรัฐจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ แม้จะใช้ระยะเวลานานกว่าที่หน่วยงานจะพิจารณาแล้วเสร็จ แต่เอกชนมักจะไม่ฟ้องคดีเนื่องจากใช้ระยะเวลา นานกว่าและต้องมีการว่าจ้างทนายความเพื่อช่วยดำเนินคดีซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง

. บริษัทประกันในฐานะรับช่วงสิทธิมาจากผู้เสียหายโดยตรง โดยส่วนใหญ่จะยื่น Notice กำหนดระยะเวลาให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หากไม่ชำระก็จะฟ้องคดีต่อศาลทันทีโดยไม่รอ คำวินิจฉัยจากหน่วยงานของรัฐผู้กระทำละเมิด

-ผู้แทนเมืองพัทยา เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกองทัพเรือ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพื่อความเป็นธรรมต่อเอกชน เพราะการวินิจฉัยของหน่วยงานอาจเป็นการเข้าข้างเจ้าหน้าที่หรือช่วยเหลือเจ้าหน้าที่กันเองได้ ศาลยุติธรรมเป็นสถาบันที่สร้างความน่าเชื่อถือมากที่สุด

-ผู้แทนการเคหะแห่งชาติ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนองค์การสะพานปลา เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมทางหลวงชนบท เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะคำสั่งทางปกครอง เป็นการใช้อำนาจรัฐบนพื้นฐานกฎหมายมหาชนหรือกฎหมายปกครอง กรณีดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง เพราะไม่ใช่หนี้ที่เกิดจากกฎหมายมหาชน เป็นหนี้ทางแพ่ง

-ผู้แทนองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนการประปานครหลวง เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนองค์การตลาด เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานจังหวัดนนทบุรี เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนเทศบาลสมุทรปราการ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนเทศบาลนครปฐม เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะเจตนารมณ์ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ เป็นเรื่องทางละเมิดเท่านั้น

-ผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ยื่นคำร้องจะสามารถฟ้องคดีได้โดยไม่ต้องใช้สิทธิอุทธรณ์

-ผู้แทนองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากมาตรการบังคับทางปกครองในปัจจุบันไม่สามารถบังคับได้อย่างแท้จริง และยังมีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลระหว่างศาลปกครองกับศาลยุติธรรมด้วย ทั้งนี้ ขอเสนอให้มีหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบเรื่องมาตรการบังคับทางปกครองโดยเฉพาะ

-มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะเป็นกรณีพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน ซึ่งรัฐมีอำนาจมากกว่าเอกชน อาจเกิดความไม่เป็นธรรมในขั้นตอนการดำเนินการได้

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากการทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ไม่ใช่การละเมิดตามกฎหมายเอกชน เป็นแต่เพียงการนำบทบัญญัติมาตรา ๔๒๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ โดยอนุโลมเท่านั้น ดังนั้น ประเด็นนี้จึงน่าจะขัดกับหลักการของพระราชบัญญัติดังกล่าว และการที่ คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐเป็นคำสั่งทางปกครองจะเป็นประโยชน์กับเอกชนเนื่องจากเอกชนผู้ได้รับความเสียหายอาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์เพื่อให้หน่วยงานของรัฐได้ทบทวนคำวินิจฉัยของตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีต่อศาล

-ผู้แทนธนาคารออมสิน ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการดำเนินคดีในศาลยุติธรรมจะเป็นภาระกับเอกชนไม่ว่าจะเป็นภาระในการพิสูจน์ความผิดของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่และในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี โดยเฉพาะในเรื่องวิธีพิจารณาคดีซึ่งศาลปกครองจะใช้ระบบไต่สวนจึงน่าจะให้ความยุติธรรมแก่เอกชนผู้ได้รับความเสียหายได้มากกว่าศาลยุติธรรม

-ผู้แทนโรงงานยาสูบ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะหากให้ดำเนินคดีต่อศาลยุติธรรมจะเป็นภาระแก่เอกชนในเรื่องของค่าธรรมเนียมศาล นอกจากนี้ วิธีพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมเป็นระบบกล่าวหาซึ่งอาจเกิดปัญหาแก่เอกชนในการดำเนินคดีเพราะเอกชนเข้าถึงเอกสารหลักฐานที่อยู่ในความครอบครองดูแลของรัฐได้ยาก จึงอาจต้องกำหนดวิธีพิจารณาคดีความรับผิดทางละเมิดไว้เป็นการเฉพาะโดยให้ใช้ระบบไต่สวนในลักษณะเดียวกับวิธีพิจารณาของคดีของศาลแรงงาน

-ผู้แทนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้เนื่องจากคำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐหากเป็นคำสั่งทางปกครองแล้ว กรณีที่เอกชนผู้ได้รับความเสียหายไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย ก็สามารถอุทธรณ์โต้แย้งได้ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเอกชนที่ไม่ต้องเสียเวลาในการดำเนินคดีทางศาล นอกจากนี้ การกำหนดให้คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่เป็นคำสั่งทางปกครองและเอกชนต้องดำเนินคดีทางศาลก็จะไม่เกิดผลดี ต่อเอกชนเพราะว่าการหาพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความรับผิดของหน่วยงานของรัฐสามารถทำได้ยาก

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการที่เอกชนยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ควรจะเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งหากไม่พอใจผลคำวินิจฉัยก็ควรต้องฟ้องคดีต่อศาลปกครอง การกำหนดให้เอกชนไปฟ้องคดีต่อ ศาลยุติธรรมเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนและเพิ่มภาระในส่วนของการนำสืบด้วย

-ผู้แทนกรมชลประทาน ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะหากพิจารณานิยามคำสั่งทางปกครองตามมาตรา แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ จะเห็นว่า การแจ้งผลคำวินิจฉัย เป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นกับบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง

-ผู้แทนกรมบังคับคดี ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะลักษณะของคำสั่งทางปกครองกำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ การกำหนดว่าคำสั่งที่มีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองไม่ให้เป็นคำสั่งทางปกครองอาจขัดกับบทบัญญัติของกฎหมาย

-ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากคำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐเป็นไปตามนิยามคำว่าคำสั่งทางปกครองโดยแท้ ซึ่งหากผู้รับคำสั่งเห็นว่าไม่ชอบ ย่อมสามารถขอให้มีการตรวจสอบคำสั่งและกระบวนการพิจารณาได้ หากกำหนดให้คำวินิจฉัยไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง จะไม่มีกระบวนการตรวจสอบการทำคำวินิจฉัย สิทธิของประชาชนถูกลดทอนลง

-ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากกระบวนการในการดำเนินคดีในศาลยุติธรรมนั้นเป็นระบบกล่าวหา เอกชนอาจไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างเพียงพอ ซึ่งแตกต่างกับกระบวนการดำเนินคดีในศาลปกครองซึ่งเป็นระบบไต่สวน ซึ่งศาลสามารถแสวงหาข้อเท็จจริงได้มากกว่า แต่กรณีนี้อาจแก้ไขด้วยการแบ่งแยกลักษณะของการกระทำละเมิดว่าเป็นการกระทำละเมิดทางแพ่งทั่วไป หรือกรณีเป็นการกระทำละเมิดทางปกครอง

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการกระทำทางปกครองซึ่งจะต้องพิสูจน์ว่าหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดก่อน การกำหนดให้เอกชนยื่นคำขอให้หน่วยงานชดใช้ค่าเสียหายเมื่อหน่วยงานวินิจฉัยแล้วไม่ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง และให้ฟ้องศาลยุติธรรมนั้น จึงไม่น่าจะถูกต้องหรือไม่สอดคล้องกับมาตรา () แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ

-ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะกระบวนการเริ่มต้นจากการพิจารณาทางปกครอง

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐน่าจะเป็นคำสั่งทางปกครอง เพราะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยมีการวินิจฉัยอย่างเป็นรูปแบบและเป็นลายลักษณ์อักษรอันมีผลกระทบต่อสิทธิของประชาชน

-ผู้แทนกรมปศุสัตว์ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการวินิจฉัยของศาลปกครองและศาลยุติธรรมเป็นคนละระบบ ดังนั้น การใช้อำนาจของศาลใดควรคำนึงถึงคู่กรณีว่าเป็นใคร หากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ควรที่จะใช้กฎหมายปกครองในการปฏิบัติ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายมหาชนและยังให้เกิดความก้าวหน้าในการพัฒนามาตรการบังคับทางปกครองเพื่อใช้กับการออกคำสั่งทางปกครองในกรณีอื่น ด้วย

-ผู้แทนกรมการค้าต่างประเทศ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากคำวินิจฉัยมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจอย่างหนึ่งของรัฐต่อเอกชน โดยเนื้อหาจึงมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองอยู่ในตัว หากเอกชนไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐจึงต้องฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองต่อศาลปกครอง

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้

. การกำหนดให้กรณีที่หน่วยงานของรัฐมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง เป็นแต่เพียงหนังสือติดตามทวงถามเท่านั้น (ร่างมาตรา ๒๑ วรรคท้าย) และหากเจ้าหน้าที่ไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต้องใช้วิธีการฟ้องคดีต่อศาล (ร่างมาตรา ๒๖)

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมบัญชีกลาง เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการที่คำสั่งที่เรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง และผู้รับคำสั่งจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวจะต้องทำการอุทธรณ์ก่อน แต่ในการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์กลับต้องผูกพันตามความเห็นของกรมบัญชีกลางซึ่งจะทำให้การพิจารณาอุทธรณ์ไม่เป็นประโยชน์และทำให้กระบวนการล่าช้า

-ผู้แทนกรมสรรพสามิต เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะเป็นการเตือนให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ หากไม่ชดใช้จะนำคดีไปสู่ศาล

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนโรงงานยาสูบ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนโรงงานไพ่ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะจะเป็นประโยชน์แก่การบังคับคดีตามคำพิพากษา

-ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะสอดคล้องกับหลักเรื่องละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

-ผู้แทนการเคหะแห่งชาติ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมปศุสัตว์ เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะเจ้าหน้าที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการบังคับตามคำสั่งทางปกครองไม่เท่ากัน หากมีการพิจารณาคดีโดยศาลจะเกิดผลสัมฤทธิ์มากกว่า

-ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนองค์การตลาด เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะจะทำให้การบังคับคดีใช้อำนาจศาล ในการดำเนินการ

-ผู้แทนองค์การสะพานปลา เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมทางหลวงชนบท เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะเป็นมูลหนี้ที่เกิดจากกฎหมายแพ่ง หนังสือติดตามทวงถามจึงไม่ใช่มาตรการบังคับทางปกครองแต่อย่างใด

-ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนการประปานครหลวง เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะจะทำให้การบังคับคดีใช้อำนาจศาลในการดำเนินการ

-ผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะจะทำให้การบังคับคดีใช้อำนาจศาลในการดำเนินการ

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะหน่วยงานของรัฐประสบปัญหาการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ไม่มีหน่วยงานกลางในการบังคับทางปกครอง

-ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพื่อประโยชน์ในการบังคับคดี

-ผู้แทนกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเพียงหนังสือทวงถาม ไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง

-ผู้แทนสำนักงานจังหวัดนนทบุรี เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนเทศบาลสมุทรปราการ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนธนาคารอาคารสงเคราะห์ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ธนาคารออมสิน เห็นด้วยกับประเด็นนี้ ในทางปฏิบัติของธนาคารออมสินหากมีกรณีที่เจ้าหน้าที่ของธนาคารออมสินต้องรับผิดต่อธนาคารออมสินในเรื่องความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินคดีต่อศาลแรงงาน จึงไม่มีปัญหาในการบังคับให้ชำระค่าสินไหมทดแทน ซึ่งหากธนาคารออมสินจะต้องใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อบังคับชำระเงินจากเจ้าหน้าที่ก็อาจไม่สามารถดำเนินการได้

-ผู้แทนองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย เห็นด้วยกับประเด็นนี้ อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า การออกกฎหมายยกเว้นว่ากรณีใดไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง โดยใช้กฎหมายที่มีลำดับศักดิ์เท่ากัน คือ กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ไม่น่าจะกระทำได้

-ผู้แทนกรมที่ดิน เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะปัจจุบันมีการตีความเจตนารมณ์ของบทบัญญัติของกฎหมายไม่ถูกต้อง จึงควรกำหนดให้ชัดเจนว่าสิ่งใดเป็นคำสั่งทางปกครองบ้างเพื่อให้เกิดความชัดเจน

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกรุงเทพมหานคร เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะหากพิจารณาว่าคำสั่งตามมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ เป็นคำสั่งทางปกครองแล้ว โดยหลักการเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครองหรือผู้บังคับบัญชาต้องสามารถพิจารณาทบทวนคำสั่งทางปกครองดังกล่าวได้ แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งหรือผู้บังคับบัญชาไม่สามารถทบทวนเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำสั่งดังกล่าวได้ และส่วนใหญ่ศาลปกครองจะเพิกถอนคำสั่งตามมาตรา ๑๒ เนื่องจากความบกพร่องในรูปแบบเท่านั้น ไม่เคยพิจารณาว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายในเนื้อหา กล่าวคือ เจ้าหน้าที่ได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงให้หน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหายหรือไม่ อีกทั้งที่ผ่านมา ผู้กระทำละเมิดมักจะหลบหนีทำให้ผู้ที่ต้องรับผิดส่วนใหญ่เป็นผู้บังคับบัญชา ดังนั้น เพื่อความยุติธรรมควรให้ศาลเป็นผู้พิจารณาว่าผู้ใด ต้องรับผิด กล่าวโดยสรุป บทบัญญัติของร่างกฎหมายฉบับนี้อาจแก้ไขปัญหาต่าง ให้ดีขึ้น และลดขั้นตอนในกระบวนการสอบสวนลงโดยให้ศาลเป็นผู้พิจารณา จึงเห็นชอบด้วย

-ผู้แทนองค์การจัดการน้ำเสีย เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการกำหนดให้ไม่เป็นคำสั่งทางปกครองจะเป็นผลดีกับประชาชนมากกว่า หากไม่พอใจ สามารถฟ้องศาลคดีต่อศาลได้ โดยไม่ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวก่อนที่จะฟ้องคดีต่อศาล และการกำหนดให้ไม่เป็นคำสั่งทางปกครองจะเกิดประโยชน์กับหน่วยงานของรัฐมากกว่า เนื่องจากในทางปฏิบัติ หน่วยงานของรัฐจะมีปัญหาในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองยึดหรืออายัดทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิด หน่วยงานของรัฐจึงไม่สามารถยึดหรืออายัดทรัพย์สินได้หากไม่มีหมายศาล

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ และควรกำหนดให้เป็นคำสั่งทางปกครองซึ่งจะทำกระบวนการพิจารณามีขั้นตอนที่เป็นไปตามกฎหมาย เนื่องจากในการเรียกให้เจ้าหน้าที่รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจะต้องพิจารณาในหลายเรื่อง เช่น ความมีส่วนผิดของหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ควรจะต้องรับผิดหรือไม่

-ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นผลจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองตามมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ ได้ ซึ่งควรจะแก้ไขปัญหาในส่วนนี้มากกว่าการกำหนดให้ไม่เป็นคำสั่งทางปกครองแล้วให้ใช้วิธีการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน นอกจากนี้ การกำหนดให้การเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง อาจขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ซึ่งมุ่งคุ้มครองเจ้าหน้าที่ แตกต่างจากการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งทั่ว ไป

อย่างไรก็ดี ผู้เข้าร่วมสัมมนาจากสำนักงานศาลยุติธรรมบางท่านเห็นด้วยกับประเด็นนี้ โดยเห็นว่าขั้นตอนนี้เป็นเพียงกระบวนการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้เท่านั้นไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง และกรณีดังกล่าวจะทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สะดวกและมีความชัดเจน และเป็นการลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงานลง

-ผู้แทนกรมสรรพากร ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจาก คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายมีผลกระทบต่อบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง การยกเว้นไม่ให้เป็นคำสั่งทางปกครองจึงไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ปัญหาสำคัญของเรื่องคือการบังคับทางปกครองของหน่วยงาน จึงควรแก้ไขให้ตรงจุด เช่น อาจจัดตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาทำหน้าที่บังคับคดีปกครองให้กับหน่วยงานต่าง

-ผู้แทนองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากหากกำหนดให้การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต้องทำโดยฟ้องคดีต่อศาลแล้วจะทำให้กระบวนการสอบสวนความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ไม่มีประโยชน์และกลายเป็นกระบวนการที่เสียเวลา นอกจากนี้ เห็นว่าควรแก้ปัญหาให้การใช้มาตรการบังคับทางปกครองมีประสิทธิภาพมากขึ้น

-สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากก่อนที่จะมีหนังสือทวงถามให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาในชั้นเจ้าหน้าที่ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหนังสือทวงถามให้ชำระเงินน่าจะเป็นคำสั่งทางปกครอง

-ผู้แทนองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ ทั้งนี้ เคยมีกรณีที่เอกชนฟ้องคดีต่อศาลเรียกให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยไม่มีการยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐ ในขณะที่ศาลพิจารณาอยู่นั้น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงเพื่อลงโทษทางวินัยและพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเรียกให้พนักงานรับผิด เมื่อพนักงานรู้ว่าตนต้องรับผิด จึงฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน ศาลแรงงานวินิจฉัยว่าการลงโทษทางวินัยสามารถทำได้แต่ความรับผิดทางแพ่งไม่สามารถทำได้เนื่องจากศาลอีกคดีหนึ่งยังไม่ได้วินิจฉัยว่าพนักงานต้องรับผิดหรือไม่ ดังนั้น หน่วยงานของรัฐไม่มีสิทธิเรียกให้พนักงานรับผิด กรณีดังกล่าวเท่ากับว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ไม่มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติเลยหากมีการฟ้องคดีต่อศาลแล้ว

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการกำหนดให้การแจ้งให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นคำสั่งทางปกครองจะทำให้การอุทธรณ์อันเป็นขั้นตอนการเยียวยาในชั้นแรกขาดหายไป

-ผู้แทนองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการที่เจ้าหน้าที่ไม่ใช้มาตรการบังคับทางปกครองและให้อำนาจดังกล่าวเป็นหน้าที่ของศาล เป็นการผลักภาระไปให้ศาล ซึ่งหากจะเปลี่ยนหลักการเรื่องมาตรการบังคับทางปกครอง ยังเห็นว่า ศาลปกครองเป็นศาลที่มีความชำนาญในการพิจารณาเรื่องทางปกครองมากกว่าศาลยุติธรรม

-ผู้แทนกรมบังคับคดี ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณีนี้เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการและหน่วยงานของรัฐซึ่งมีลักษณะเป็นการใช้อำนาจบังคับเหนือข้าราชการผู้รับคำสั่งทางปกครอง กรณีจึงแตกต่างจากการทำละเมิดระหว่างเอกชนด้วยกัน ที่ทั้งสองฝ่ายมีสถานะเท่าเทียมกัน จึงไม่เห็นชอบด้วยหากกำหนดให้คำสั่งตามมาตรา ๑๒ ไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง

-ผู้แทนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เห็นด้วยที่กรณีเจ้าหน้าที่ไม่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำสั่งดังกล่าว ให้ฟ้องคดีต่อศาลได้

-ผู้แทนเมืองพัทยา ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ กับหน่วยงานของรัฐจึงควรให้ศาลปกครองเป็นผู้พิจารณา

-ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกองทัพเรือ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากจะทำให้กลับไปใช้หลักการเดิมในการกระทำละเมิดตามกฎหมายแพ่ง ทำให้กฎหมายไม่มีการพัฒนา เปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามกาลสมัย

-ผู้แทนกรมศุลกากร ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ คำสั่งใดถือเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่ย่อมเป็นไปตามหลักการของกฎหมายมหาชนซึ่งไม่อาจจะเปลี่ยนหลักการนี้ได้เพราะเป็นเรื่องของหลักการสากล เช่น คำสั่งของฝ่ายปกครองเกี่ยวกับภาษีอากรของรัฐถือเป็นคำสั่งทางปกครองแต่ฟ้องต่อศาลยุติธรรม เป็นต้น เห็นว่าควรเขียนข้อยกเว้นให้ฟ้องศาลยุติธรรมได้โดยไม่เปลี่ยนหลักการจึงไม่จำเป็นต้องระบุไว้

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากหนังสือแจ้งแม้รูปแบบจะไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง แต่โดยเนื้อหาเข้าข่ายเป็นคำสั่งทางปกครอง

-ผู้แทนกรมชลประทาน ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ โดยขอให้พิจารณาความหมายของคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ และเจตนารมณ์ในการร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙

-ผู้แทนสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากปัญหาอยู่ที่การไม่มีองค์กรกลางในการบังคับทางปกครอง ควรแก้ไขระบบให้มีการตั้งองค์กรที่เหมาะสมและ มีความสามารถในการบังคับทางปกครองโดยเฉพาะเพื่อใช้มาตรการบังคับทางปกครองกับหนี้ละเมิดได้ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาการใช้มาตรการบังคับทางปกครองต่อไป

-ผู้แทนองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะควรตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ก่อน

-ผู้แทนกรมการค้าต่างประเทศ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ควรมีโอกาสโต้แย้งค่าสินไหมทดแทนที่ไม่เป็นธรรมต่อศาลปกครองได้ หรือควรให้ศาลพิสูจน์ค่าสินไหมทดแทนให้เกิดความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ได้ด้วย

-ผู้แทนเทศบาลนครปฐม ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากหากเป็นคำสั่งทางปกครองเป็นอำนาจศาลปกครองในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งระบบการพิจารณาศาลปกครองใช้ระบบไต่สวน ย่อมเกิดความยุติธรรมมากกว่า

. กำหนดให้ผู้เสียหายซึ่งประสงค์จะฟ้องเรียกเฉพาะค่าสินไหมทดแทนต้องฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม ไม่สามารถฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนแต่เพียงอย่างเดียวต่อศาลปกครองได้ หากจะฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ต้องฟ้องว่าการกระทำทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือละเลยล่าช้าในการปฏิบัติตามกฎหมายจึงฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรณีดังกล่าวต่อศาลปกครองได้ อย่างไรก็ดี หากการกระทำเดียวกัน มีการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อศาลปกครอง และศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุด ศาลยุติธรรมจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลปกครองพิจารณา แต่หากคดีของศาลปกครองยังไม่ถึงที่สุด ศาลยุติธรรมไม่จำเป็นต้องรอข้อเท็จจริงจากศาลปกครอง (ร่างมาตรา ๒๕)

-ผู้แทนกรมบัญชีกลาง เห็นด้วยกับประเด็นนี้ แต่มีข้อสังเกตว่าเอกชนอาจต้องรับภาระในเรื่องของค่าธรรมเนียมในการดำเนินคดี ซึ่งควรต้องพิจารณาลดภาระของเอกชนในส่วนนี้ด้วย นอกจากนี้ หาก กำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมและมีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองด้วยก็ควรจะต้องรอประเด็นจาก ศาลปกครองเสียก่อน อย่างไรก็ดี ศาลยุติธรรมอาจไม่ยอมรอประเด็นที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง

อย่างไรก็ดี ผู้แทนกรมบัญชีกลางบางท่านไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะจะทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของศาลยุติธรรมและศาลปกครองเป็นอย่างมาก

-ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการรอข้อเท็จจริงจากศาลปกครอง จะทำให้การพิจารณาในส่วนค่าเสียหายของศาลยุติธรรมเนิ่นช้า อีกทั้งหากการพิจารณาของทั้งสองศาลมีความเห็นขัดแย้ง ก็มีคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล .. ๒๕๔๒ วินิจฉัยชี้ขาดได้อยู่แล้ว แต่มีข้อสังเกตว่าหากศาลยุติธรรมมีคำพิพากษาก่อนศาลปกครองศาลปกครองจะนำผลการพิจารณาของศาลยุติธรรมมาร่วมวินิจฉัยหรือไม่ หากไม่ กรณีดังกล่าวอาจทำให้ผลการพิจารณาคดีของทั้งสองศาลขัดแย้งกันได้ และทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมได้

-ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะกรณีเป็นคดีเกี่ยวเนื่องก็ต้องรอผลคดีจากศาลที่พิจารณาก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งของผลคำพิพากษาคดี แต่ถ้าคดียังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ศาลยุติธรรมก็สามารถที่จะพิพากษาได้เลยโดยไม่รอข้อเท็จจริงจากศาลปกครองเพราะความล่าช้าอาจจะก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมได้ อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่า การจะกำหนดให้กรณีใดขึ้นสู่การพิจารณาของศาลใด ควรจะพิจารณาจากมูลคดีเป็นหลัก เมื่อมูลคดีเกิดจากการละเมิดทางกายภาพก็ควรขึ้นสู่ศาลยุติธรรม

-ผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมที่ดิน เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพื่อความสะดวกในการพิจารณาของศาล

-ผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนธนาคารอาคารสงเคราะห์ เห็นด้วยกับประเด็นนี้ โดยมีข้อสังเกตว่าควรพิจารณาเรื่องค่าธรรมเนียมการดำเนินคดีในศาลยุติธรรมด้วย

-ผู้แทนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการกำหนดให้การฟ้องคดีเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนอย่างเดียวให้ฟ้องต่อศาลยุติธรรมนั้น ศาลยุติธรรมสามารถวินิจฉัยเบื้องต้นถึงความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของเจ้าหน้าที่อันเป็นประเด็นรองแห่งคดีไปพร้อมกับการพิจารณาประเด็นหลักคือเรื่องค่าเสียหายได้ และเห็นด้วยกับการกำหนดให้กรณีที่มีการฟ้องคดีต่อทั้งศาลยุติธรรมและศาลปกครอง ศาลยุติธรรมต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ยุติในศาลปกครอง อย่างไรก็ดี หากในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมหากข้อเท็จจริงที่พิจารณาในศาลปกครองยังไม่เป็นที่ยุติ ก็ไม่ควรต้องให้ศาลยุติธรรมรอเพราะศาลยุติธรรมน่าจะสามารถวินิจฉัยข้อเท็จจริงเองได้

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เห็นด้วยกับประเด็นนี้ อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการป้องกันคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน การฟ้องคดีเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายควรถือข้อเท็จจริงในทางปกครองอันเป็นมูลเหตุทางแพ่งก่อน

-ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานจังหวัดนนทบุรี เห็นด้วยกับประเด็นนี้ โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นค่าธรรมเนียมศาล ว่าผู้ฟ้องคดีจะต้องเสียค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่ หรือควรกำหนดว่าผู้ใดต้องเสียพิเศษ นอกจากนี้ กระบวนการพิจารณาของศาลยุติธรรมมีถึงสามชั้นศาล การพิจารณาคดีจะมีความล่าช้ากว่าเดิมที่อยู่ในอำนาจศาลปกครองหรือไม่

-ผู้แทนเทศบาลสมุทรปราการ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนเทศบาลนครปฐม เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะเป็นอำนาจอิสระในการพิจารณาของแต่ละศาล

-ผู้แทนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งกับการฟ้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหม สามารถแยกฟ้องคนละเขตอำนาจศาลได้

-ผู้แทนกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกรุงเทพมหานคร เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะเมื่อเป็นการโต้แย้งตามหลักกฎหมายเอกชน ควรฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมอันเป็นประเด็นหลักแห่งคดี

อย่างไรก็ดี ผู้แทนสำนักงานปลัดกรุงเทพมหานครบางท่านไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ โดย เห็นว่าน่าจะโอนสำนวนไปรวมพิจารณา ศาลใดศาลหนึ่งเพื่อมิให้เกิดความขัดกันในผลคำพิพากษา โดยพิจารณาประเด็นที่ฟ้องว่าประเด็นหลักอยู่ในเขตอำนาจศาลใดก็ให้ศาลนั้นรับพิจารณาไปคราวเดียวกัน นอกจากนี้ ควรกำหนดเรื่องการนับอายุความระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

-ผู้แทนกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เห็นด้วยกับประเด็นนี้ โดยควรยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้ด้วย เพราะเดิมหากเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองแล้วจะไม่มีค่าธรรมเนียม

-ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมศุลกากร เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนโรงงานยาสูบ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนโรงงานไพ่ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสถาบันคุ้มครองเงินฝาก เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนการเคหะแห่งชาติ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมปศุสัตว์ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนองค์การสะพานปลา เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนการประปานครหลวง เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนองค์การตลาด เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะหากจะกำหนดให้ฟ้องคดีแทนการออกคำสั่งทางปกครอง ก็ควรจะต้องฟ้องคดีต่อศาลปกครองซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจวินิจฉัยเกี่ยวกับการกระทำทางปกครอง อีกทั้งการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เอกชนจะมีภาระในการดำเนินคดีน้อยกว่า

-ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ทั้งศาลยุติธรรมและศาลปกครอง และเป็นการเปิดให้มีการเลือกปฏิบัติเป็นสองทาง อาจทำให้เกิดความสับสนต่อเอกชนในการที่จะขอความคุ้มครองจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งการแบ่งเขตอำนาจศาลควรแบ่งจากมูลเหตุแห่งการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าจะแบ่งโดยลักษณะแห่งข้อเรียกร้องที่ต้องการจะได้รับความคุ้มครอง อีกทั้งการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมอาจทำให้การคุ้มครองสิทธิผู้ฟ้องคดีน้อยลง

อย่างไรก็ดี ผู้เข้าร่วมสัมมนาจากสำนักงานศาลยุติธรรมอีกท่านหนึ่งเห็นด้วยกับประเด็นนี้ -ผู้แทนกรมสรรพากร ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะการกำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมเป็นระบบกล่าวหา อย่างไรก็ดี ผู้แทนกรมสรรพากรอีกท่านเห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้เนื่องจากกระบวนพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมเป็นระบบกล่าวหาซึ่งยุ่งยากแก่เอกชนผู้ดำเนินคดีมากกว่าในศาลปกครองซึ่งเป็นระบบไต่สวน และอาจก่อให้เกิดการขัดกันในคำพิพากษา เพราะยื่นฟ้องได้สองศาล นอกจากนี้ ศาลยุติธรรมไม่น่าจะมีอำนาจวินิจฉัยคดีปกครองได้

-ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะปัจจุบันหากเป็นเรื่องที่ไม่ใช่การละเมิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ก็จะต้องฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม แต่หากเป็นการละเลยล่าช้าต่อหน้าที่ก็ให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองซึ่งน่าจะถูกต้องอยู่แล้ว

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะทางปฏิบัติ ส่วนราชการไม่มีปัญหาเรื่องการฟ้องคดีเนื่องจากอัยการเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับคดี แต่ในส่วนของวิธีการดำเนินกระบวนพิจารณาทางศาลมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ศาลปกครองใช้วิธีพิจารณาระบบ ไต่สวน ในขณะที่ศาลยุติธรรมใช้วิธีพิจารณาระบบกล่าวหา ซึ่งในแง่ของพยานหลักฐานและการต่อสู้คดี ระบบกล่าวหาจะทำให้ประชาชนเสียเปรียบกว่า นอกจากนี้ หากพิจารณาในแง่ของการใช้อำนาจ ถ้าเป็นละเมิดโดยใช้อำนาจของรัฐควรขึ้นสู่ศาลปกครอง แต่หากเป็นละเมิดทั่วไป เช่น รถชน ไม่ได้เป็นการใช้อำนาจของรัฐ ก็ควรขึ้นสู่ศาลยุติธรรม

-ผู้แทนกรมบังคับคดี ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากหน่วยงานของรัฐมีอำนาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง แต่ไม่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงคืนอำนาจให้กับศาลซึ่งเป็นการลดทอนอำนาจของฝ่ายบริหาร และเมื่อจะดำเนินการบังคับทางปกครองอย่างเร่งด่วนก็ไม่อาจดำเนินการได้ อีกทั้งยังมีเหตุผลไม่เพียงพอที่จะแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าว

อย่างไรก็ดี มีความเห็นเพิ่มเติมว่า หากจะต้องใช้วิธีการฟ้องคดีต่อศาลจริง เห็นด้วยว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ควรขึ้นสู่ศาลยุติธรรม เพราะกระบวนการพิจารณาใช้ระบบกล่าวหา ซึ่งน่าจะให้ความยุติธรรมมากกว่าระบบไต่สวน แต่คงต้องมีการศึกษาระบบกฎหมายต่างประเทศเพิ่มเติมว่าระบบกล่าวหาหรือระบบไต่สวนมีมาตรฐานในการพิจารณาสูงหรือต่ำกว่ากัน ดังนั้น จึงมีข้อสังเกตว่า การให้ศาลยุติธรรมถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลปกครอง ทำนองเดียวกับคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญานั้นเหมาะสมหรือไม่ เพราะโดยส่วนตัวเห็นว่าระบบการพิจารณาคดีแบบไต่สวนจะมีมาตรฐานในการพิจารณาต่ำกว่าระบบกล่าวหา

-ผู้แทนเมืองพัทยา ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะผลการพิจารณาของทั้งสองศาลอาจจะขัดแย้งกันในภายหลังได้ นอกจากนี้ ขอบเขตอำนาจของศาลยุติธรรมควรมีเฉพาะกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดโดยมิได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่

-ผู้แทนกองทัพเรือ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะควรแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด โดยจัดตั้งหน่วยงานกลางในการใช้มาตรการทางปกครอง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและรวดเร็วเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานของรัฐที่เสียหายมากกว่ากำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาล

-ผู้แทนกรมสรรพสามิต ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะหากแยกฟ้องสองศาล ควรจะรอให้ข้อเท็จจริงอันเป็นมูลละเมิดทางปกครองยุติก่อนแล้วจึงดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อไป

-ผู้แทนธนาคารออมสิน ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะกรณีฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนควรฟ้องต่อศาลปกครองเนื่องจากระบบการพิจารณาของศาลปกครองที่ใช้ระบบไต่สวนทำให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมจากการไต่สวนของศาลปกครองมากกว่าศาลยุติธรรมที่ใช้ระบบกล่าวหา การแบ่งแยกให้ฟ้องคดีมีผลเสียมากกว่า ส่วนปัญหาในการบังคับคดีควรกำหนดให้กรมบังคับคดีซึ่งมีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ดำเนินการ หากกำลังคนหรือหน่วยงานไม่พอ อาจเพิ่มงบประมาณได้

-ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะมูลความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐหรือหน่วยงานทางปกครองเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ดังนั้น ปฐมเหตุของเรื่องจึงเป็นข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำทางปกครอง อันอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ส่วนประเด็นเรียกค่าสินไหมทดแทนน่าจะถือเป็นประเด็นรอง

-ผู้แทนกรมชลประทาน ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ ทั้งนี้ ขอให้พิจารณาเจตนารมณ์ในการร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙

-ผู้แทนกรมปศุสัตว์ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะเป็นการซ้ำซ้อนต่อกระบวนการพิจารณาของศาลและผู้เสียหาย อีกทั้งยังขัดต่อรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐ

-ผู้แทนสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะจะมีปัญหาในการบังคับตามคำพิพากษาของทั้งสองศาล ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาสับสน และไม่สามารถตอบโจทย์ได้ว่าเหตุใดผลของคำพิพากษาจึงต่างกัน

-ผู้แทนกรมทางหลวงชนบท ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เนื่องจากหากคดีของศาลปกครองยังไม่ถึงที่สุด ศาลยุติธรรมไม่จำเป็นต้องรอข้อเท็จจริงจากศาลปกครองเพราะหากคำพิพากษาออกมา ไม่สอดคล้องกันอาจทำให้มีปัญหาในทางปฏิบัติภายหลังจากศาลได้พิพากษาแล้ว เห็นควรให้รอผลคำพิพากษาของอีกศาลหนึ่งก่อนหรือฟ้องศาลใดศาลหนึ่งเพียงศาลเดียวเพื่อลดขั้นตอนหรือลดระยะเวลาได้มาก

-ผู้แทนองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนกรมการค้าต่างประเทศ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะควรที่จะกำหนดให้อยู่ในอำนาจศาลใดศาลหนึ่ง มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาการตีความคำพิพากษาและขั้นตอนของการปฏิบัติตามกฎหมายอีกหลายประเด็นแก่เจ้าหน้าที่ เช่น การยื่นคำให้การ หรือพิจารณาโอนคดี ซึ่งน่าจะล่าช้ากว่าเดิม

-ผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะหากเป็นละเมิดทางปกครองเรียกค่าสินไหมทดแทนควรให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครองต่อไปเนื่องจากเป็นคดีที่พิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนตามมาตรา วรรคหนึ่ง () แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ

-ผู้แทนกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้

-ผู้แทนเทศบาลสมุทรปราการ ไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้

. บทนิยามคำว่า เจ้าหน้าที่ ในมาตรา

-ผู้แทนหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการแก้ไขบทนิยามคำว่าเจ้าหน้าที่อย่างไรก็ดี ผู้แทนบางหน่วยงานไม่เห็นด้วยหรือมีข้อสังเกต สรุปได้ ดังนี้

-ผู้แทนสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มีข้อสังเกตว่า ปัจจุบันการจ้างของหน่วยงานของรัฐมีการจ้างลูกจ้างในลักษณะของการจ้างเหมาบริการ โดยมิได้ทำสัญญาจ้างทำเพียงแต่บันทึกข้อตกลงการจ้างเท่านั้นจะเข้าในนิยามนี้หรือไม่

-ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ มีข้อสังเกตว่า ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาว่าลูกจ้างเหมาบริการเป็นลูกจ้างตามกฎหมายแพ่ง ดังนั้น จึงควรกำหนดความหมายของเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจนว่ารวมถึงลูกจ้างตามสัญญาจ้างเหมาบริการด้วย

-ผู้แทนโรงงานยาสูบ มีข้อสังเกตว่า ควรกำหนดให้ครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจ ที่ไม่เป็นนิติบุคคล เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการตีความว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่หรือไม่

-ผู้แทนโรงงานไพ่ มีข้อสังเกตว่า ควรกำหนดให้ชัดเจนว่ารวมถึงพนักงานรัฐวิสาหกิจด้วย

-ผู้แทนเมืองพัทยา มีข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ กับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต .. ๒๕๔๒ และพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต .. ๒๕๕๑ กำหนดความหมายไว้ไม่สอดคล้องกัน จึงควรตีความให้เหมือนกัน

. บทนิยามคำว่าหน่วยงานของรัฐในมาตรา

-ผู้แทนหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการแก้ไขบทนิยามคำว่าหน่วยงานของรัฐอย่างไรก็ดี ผู้แทนบางหน่วยงานไม่เห็นด้วยหรือมีข้อสังเกต สรุปได้ ดังนี้

-ผู้แทนกรมสรรพสามติและผู้แทนโรงงานไพ่ มีข้อสังเกตว่า ความหมายของหน่วยงานของรัฐยังไม่ครอบคลุมรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลที่สังกัดอยู่ในส่วนราชการต่าง เช่น โรงงานไพ่

-ผู้แทนโรงงานยาสูบ มีข้อสังเกตว่า แม้ปัจจุบันคณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีคำวินิจฉัยว่าโรงงานยาสูบถือเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงการคลัง จึงเป็นหน่วยงานของรัฐตามความหมายของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ก็ตาม แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับคำยืนยันจากกระทรวงการคลังว่ามีความเห็นกรณีดังกล่าวอย่างไร และยังมีความเห็นทางวิชาการว่าหน่วยงานของรัฐไม่รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ดังนั้น จึงควรแก้ไขความหมายของหน่วยงานของรัฐให้รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นนิติบุคคลด้วย

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีข้อสังเกตว่า ควรใช้คำว่าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลแทนคำว่าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมเพราะจะได้ตรงตามวัตถุประสงค์และมีความครอบคลุมมากกว่า เนื่องจากปัจจุบันมีหน่วยงานหลายหน่วยงานเป็น นิติบุคคลโดยมิได้มีฐานะเป็นกรม จึงมิได้จัดอยู่ในบทนิยาม เช่น สถานศึกษา เป็นต้น

-ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีข้อสังเกตว่า รัฐวิสาหกิจกับองค์กรวิชาชีพเวลา มีเหตุละเมิดจะมีข้อจำกัดในการใช้อย่างไร เพราะไม่ใช่ทุกกรณีที่หน่วยงานของรัฐข้างต้นจะใช้อำนาจทางปกครอง บางกรณีก็เป็นการกระทำทั่ว ไป จะใช้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดฯ หรือไม่

. การเสนอเพิ่มเติมบทนิยามอื่น

-ผู้แทนองค์การจัดการน้ำเสีย มีข้อสังเกตว่าควรกำหนดให้ชัดเจนว่าอย่างไรเป็นประมาทเลินเล่อธรรมดาอย่างไรเป็นประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

. หน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดเมื่อเจ้าหน้าที่ละเมิดในหน้าที่ (มาตรา )

-ผู้แทนหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการกำหนดหลักความรับผิดของหน่วยงานของรัฐกรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ดี ผู้แทนบางหน่วยงานไม่เห็นด้วยหรือ มีข้อสังเกตสรุปได้ ดังนี้

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีข้อสังเกตว่า กรณีนี้ไม่ควรกำหนดว่าเป็นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพราะเป็นเรื่องความรับผิดของรัฐต่อเอกชนที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของรัฐ จึงควรมีกฎหมายกำหนดไว้ต่างหากจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพราะมีตรรกะที่แตกต่างกัน

-ผู้แทนกรมปศุสัตว์ มีข้อสังเกตว่า แม้หน่วยงานของรัฐเป็นนิติบุคคลหนึ่งซึ่งต้องรับผิดในการกระทำของเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่หากพิจารณาในด้านบุคคลภายนอกแล้วเขาจะทราบหรือไม่ว่า กรณีใดเป็นการกระทำในหน้าที่ ดังนั้น หากสามารถพัฒนากฎหมายให้หน่วยงานต้องรับผิดในการกระทำของเจ้าหน้าที่ในทุกเรื่องแล้วจึงกลับมาไล่เบี้ยเอากับเจ้าหน้าที่ จะเป็นการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนได้มากกว่า

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีข้อสังเกตว่า ควรตัดวรรคสองของร่างมาตรา ออก และนำไปขยายความในบทนิยามคำว่าหน่วยงานของรัฐในมาตรา แทน

. การหักส่วนแห่งความรับผิดของหน่วยงานของรัฐออกจากค่าสินไหมทดแทนที่เรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ (ร่างมาตรา ๑๐)

-ผู้แทนกรมศุลกากร มีข้อสังเกตว่า กรณีเกิดการบกพร่องหรือละเลยของหน่วยงานของรัฐ ผู้แทนหน่วยงานของรัฐหรือผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบดูและระบบงานต้องรับผิดชอบในความเสียหายนี้ด้วย มิเช่นนั้นการดำเนินงานของรัฐจะเกิดความเสียหาย เช่น อธิบดีหรือผู้บังคับบัญชาระดับต่าง ที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลระบบงานของหน่วยงานของรัฐไม่ออกระเบียบคำสั่งเพื่อควบคุมป้องกันการกระทำละเมิดหรือออกไม่รัดกุมมีช่องว่างอันก่อให้เกิดความเสียหายได้ เป็นต้น แต่เมื่อเกิดการละเมิดของเจ้าหน้าที่ สามารถหักส่วนแห่งความรับผิดของหน่วยงานของรัฐออกจากค่าสินไหมทดแทนที่เรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ได้ ไม่มีผู้ต้องรับผิดชอบ จึงไม่ถูกต้องตามหลักของความรับผิดชอบ

. เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดโดยจงใจหรือทุจริตจะไม่ได้รับประโยชน์ใด (ร่างมาตรา ๑๓)

-ผู้แทนหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ที่กระทำละเมิดโดยจงใจหรือทุจริตไม่ได้รับประโยชน์ใด ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ อย่างไรก็ดี ผู้แทนบางหน่วยงานไม่เห็นด้วยหรือมีข้อสังเกต สรุปได้ ดังนี้

-ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม มีข้อสังเกตว่า การไม่เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ที่กระทำการโดยทุจริตได้มีโอกาสผ่อนชำระหนี้ หรือไม่ให้โอกาสหน่วยงานของรัฐในการพิจารณาวินิจฉัยใช้ดุลพินิจได้เลย อาจทำให้เกิดภาระในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง รวมทั้งต้องดำเนินการใช้สิทธิทางศาลมากขึ้น ซึ่งจะเป็นภาระต่อการปฏิบัติงานและสิ้นเปลืองงบประมาณภาครัฐ

-ผู้แทนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีข้อสังเกตว่า ควรยกเว้นเรื่องการผ่อนชำระเงิน เพื่อให้หน่วยงานมีโอกาสได้รับชำระเงินจากผู้กระทำละเมิดกรณีไม่สามารถจ่ายเงินได้ทั้งจำนวน

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกรุงเทพมหานคร มีข้อสังเกตว่า กรณีเจ้าหน้าที่กระทำทุจริตแม้จะอาศัยโอกาสจากการที่ตนมีตำแหน่งหน้าที่เป็นช่องทางในการทุจริตก็ตาม ควรที่จะบังคับตามประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยเรียกหรือใช้ราคาทรัพย์สินที่ทุจริตคืนไปพร้อมกับการฟ้องคดีอาญา ไม่ควรจะนำพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มาบังคับใช้อีก ยกเว้นกรณีผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ผู้ทุจริต

-ผู้แทนกรมบัญชีกลาง มีข้อสังเกตว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดโดยจงใจมิใช่โดยทุจริต น่าจะได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ บ้าง

-ผู้แทนกรมสรรพากร มีข้อสังเกตว่า ควรพิจารณาให้รอบคอบกว่านี้

-ผู้แทนกรมปศุสัตว์ มีข้อสังเกตว่า การแบ่งแยกการกระทำเพื่อกำหนดขอบเขตความคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าวจะมีกรอบการพิจารณาที่เสี่ยงต่อการพิจารณาที่ไม่เป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่หรือไม่เพราะการเกิดเรื่องแต่ละครั้งมีข้อเท็จจริงแตกต่างกันและหากต่อมาภายหลังมีการเปลี่ยนหรือกลับความเห็นจะมีการเยียวยาผู้นั้นอย่างไร

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีข้อสังเกตว่า สาเหตุของการกระทำความผิดบางครั้ง อาจมีมูลเหตุจูงใจจากผู้บังคับบัญชาที่มีการใช้ดุลพินิจที่มากกว่าในการสั่งการให้กระทำ ดังนั้น หน่วยงานจึงควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีข้อสังเกตว่า เพื่อความเป็นธรรมและจะเกิดประโยชน์กับส่วนราชการมากกว่า ร่างมาตรา ๑๓ ควรอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ที่กระทำโดยจงใจหรือทุจริตสามารถขอทำข้อตกลงรับสภาพหนี้ ผ่อนชำระค่าสินไหมทดแทน หรือวางหลักประกันกับหน่วยงานของรัฐได้ด้วย

๑๐. การย่นระยะเวลาพิจารณาคำขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของหน่วยงานเมื่อผู้เสียหายยื่นคำขอจาก ๓๖๐ วัน เป็น ๑๘๐ วัน และกำหนดให้การยื่นคำขอทำให้อายุความสะดุดหยุดลง (มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่งและวรรคสาม)

-ผู้แทนหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการร่นระยะเวลาในการพิจารณาคำขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของหน่วยงานของรัฐ อย่างไรก็ดี ผู้แทนบางหน่วยงานไม่เห็นด้วยหรือมีข้อสังเกต สรุปได้ ดังนี้

-ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีข้อสังเกตว่า เห็นด้วยกับการกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาคำขอของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งจะเร่งรัดให้หน่วยงานดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว อย่างไรก็ดี การกำหนดระยะเวลาพิจารณาคำขอ ๑๒๐ วัน และขยายได้ไม่เกิน ๖๐ วัน อาจไม่เพียงพอสำหรับการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดในบางกรณี

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกรุงเทพมหานคร มีข้อสังเกตว่า การย่นเวลาพิจารณาคำขอทำให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายรวดเร็วขึ้น แต่ในด้านเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดมักมีสำนวนที่ต้องสอบสวนหลายสำนวน ขณะที่ต้องรับผิดชอบราชการประจำและงานตามนโยบายของผู้บริหาร ในทางปฏิบัติที่ผ่านมาแม้มาตรา ๑๑ จะกำหนดระยะเวลาไว้ ๑๘๐ วัน ก็ยังดำเนินการไม่เสร็จต้องขอขยายเวลาการสอบสวน

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีข้อสังเกตว่า ควรกำหนดเพิ่มเติมให้มีวิธีปฏิบัติตามคำขอของเอกชน เพื่อป้องกันการถูกตรวจสอบจากหน่วยงานอื่น

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้แทนกรมชลประทาน ผู้แทนองค์การสะพานปลา ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนการประปานครหลวง ผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผู้แทนเทศบาลสมุทรปราการ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ไม่เห็นด้วยกับการร่นระยะเวลาการพิจารณาคำขอให้สั้นลง เพราะจะเป็นปัญหาต่อหน่วยงานของรัฐที่พิจารณาคำขอไม่ทัน

-ผู้แทนองค์การขนส่งมวลชน ไม่เห็นด้วยกับกรณีที่เอกชนยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เพราะเมื่อใช้เวลา ๑๘๐ วัน รัฐควรพิจารณาให้แล้วเสร็จ หากไม่เห็นด้วยกับรัฐหรือไม่พอใจค่าเสียหายที่รัฐพิจารณาให้จ่ายต้องยื่นฟ้องภายในระยะเวลาที่กำหนด

-ผู้แทนเทศบาลนครปฐม มีข้อสังเกตว่า เป็นการจำกัดสิทธิเกินไป

-ผู้แทนธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีข้อสังเกตว่า ควรขยายระยะเวลาการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐ และหากหน่วยงานของรัฐพิจารณาไม่แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนดจะมีผลอย่างไร สำหรับกรณีการยื่นคำขอของเอกชนทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เห็นควรแก้ไขเป็นหักทอนจำนวนวันที่หน่วยงานของรัฐพิจารณาออกจากอายุความ เนื่องจากเอกชนอาจใช้สิทธิตามมาตรานี้ประวิงเวลา เพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลงในขณะที่ใกล้ขาดอายุความตามกฎหมาย

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน การที่ร่างมาตรา ๑๔ เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำขอให้หน่วยงานชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอีกช่องทางหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงเมื่อประชาชนร้องขอต่อหน่วยงานของรัฐเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ประชาชนจะเรียกร้องค่าเสียหายเต็มจำนวนโดยมิได้หักส่วนความรับผิดของตนออก ดังนั้น หน่วยงานของรัฐจึงต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดและมีการหักส่วนความรับผิดของผู้เสียหายออก ไม่ให้ได้รับชดเชยจนเต็มจำนวน จึงเห็นว่า การเปิดโอกาสให้มีการยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐ ในทางปฏิบัติประชาชนจะไม่ได้รับ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน

๑๑. การห้ามเอกชนผู้เสียหายยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐและฟ้องคดีต่อศาลในขณะเดียวกัน (มาตรา ๑๕ วรรคสองและมาตรา ๑๗)

-ผู้แทนหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการกำหนดบทบัญญัติห้ามมิให้เอกชนผู้เสียหายยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐและฟ้องคดีต่อศาลในขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันมิให้ผลการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐและศาลแตกต่างหรือขัดแย้งกัน อย่างไรก็ดี ผู้แทนบางหน่วยงานไม่เห็นด้วยหรือมีข้อสังเกต สรุปได้ ดังนี้

-ผู้แทนกรมปศุสัตว์ มีข้อสังเกตว่า ควรมีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ให้หลักประกันความเป็นธรรมรวมทั้งความน่าเชื่อถือต่อกระบวนพิจารณาของหน่วยงานของรัฐ มิฉะนั้นผู้เสียหายจะใช้ช่องทางทางศาลทำให้กระบวนการยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐไม่มีผลบังคับใช้

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกรุงเทพมหานคร มีข้อสังเกตว่า ควรกำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิยุติการพิจารณาคำขอได้หากทราบว่ามีการฟ้องคดีต่อศาลแล้ว เนื่องจากผู้เสียหายบางส่วนมอบอำนาจให้ทนายความไปดำเนินการแทนหรือเป็นบริษัทรับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิมา มักไม่ค่อยขอถอนคำขอเพราะถือว่าฟ้องคดีต่อศาลแล้ว

-ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีข้อสังเกตว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วหากหน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอจนแล้วเสร็จ และเอกชนผู้เสียหายไม่พอใจคำวินิจฉัยก็สามารถฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ ในที่สุดแล้วผู้เสียหายมีสิทธิใช้สิทธิได้ทั้งสองทาง ดังนั้น การใช้สิทธิทั้งสองทางพร้อมกันย่อมไม่แปลกอะไร หลักการข้างต้นเป็นไปตามการอุทธรณ์ตามวิธีการให้เสร็จก่อนจะนำมาฟ้องอันเป็นหลักของศาลปกครอง เมื่อร่างพระราชบัญญัตินี้ประสงค์จะเปลี่ยนไปให้ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม เหตุใดจึงยังนำวิธีการทางปกครองมาใช้อยู่

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ มีข้อสังเกตว่า ควรดำเนินการควบคู่กันทั้งสองทางได้ เพราะกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้แทนการประปานครหลวง ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดบทบัญญัติห้ามมิให้เอกชนผู้เสียหายยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐและฟ้องคดีต่อศาลในขณะเดียวกัน

๑๒. กรณีที่เอกชนผู้เสียหายไม่พอใจคำวินิจฉัยของหน่วยงาน มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายในเก้าสิบวัน (ร่างมาตรา ๑๖)

-ผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ร่างฯ มาตรา ๑๖ ที่บัญญัติว่าในกรณีที่หน่วยงานมีคำวินิจฉัยตามมาตรา ๑๔ แล้ว หากเอกชนผู้เสียหายไม่พอใจคำวินิจฉัย ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยเห็นว่า ควรแก้ไขเป็นนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง คำวินิจฉัย

๑๓. ร่างมาตรา ๑๘ การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาหาตัวเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดในทางละเมิด

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกรุงเทพมหานคร มีข้อสังเกตว่า กฎกระทรวงที่จะออกตามร่างพระราชบัญญัตินี้ ควรกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโดยเฉพาะกรณีการแต่งตั้งร่วมกัน กระทรวงการคลัง ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสำนวนการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (กรณีกรุงเทพมหานคร) ให้ชัดเจน เพื่อให้หน่วยงานของรัฐและบุคคลที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครประสบปัญหากรณีของการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดร่วมกันหลายหน่วยงาน คณะกรรมการฯ ไม่สามารถเสนอความเห็นได้อย่างแน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงควรกำหนดอำนาจของผู้แต่งตั้งคณะกรรมการฯ ที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้ หรือมีมาตรการบังคับคณะกรรมการฯ ให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ การออกกฎกระทรวงควรใช้บังคับกับราชการส่วนท้องถิ่นด้วย เพื่อมิให้เกิดสองมาตรฐาน

๑๔. กำหนดสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่อันเกิดแต่มูลละเมิด และกำหนดให้นำอายุความสองปีมาใช้แก่ผู้ซึ่งมีส่วนร่วมรับผิดกับเจ้าหน้าที่ด้วย ซึ่งเดิมมีอายุความเพียงหนึ่งปี (ร่างมาตรา ๒๙)

-ผู้แทนหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการกำหนดสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่อันเกิดแต่มูลละเมิด และการกำหนดอายุความในการฟ้องคดีเอกชนที่ร่วมกระทำละเมิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้เท่ากัน อย่างไรก็ดี ผู้แทนบางหน่วยงานไม่เห็นด้วยหรือมีข้อสังเกต สรุปได้ ดังนี้

-ผู้แทนกรมที่ดิน มีความเห็นว่า ควรเพิ่มบทบัญญัติกำหนดอายุความ กรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังเห็นว่าต้องรับผิด ให้มีอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลังตามหลักการเดิมด้วย

-ผู้แทนสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีข้อสังเกตว่า ในร่างมาตรา ๒๙ วรรคสอง ควรเพิ่มข้อความตอนท้ายตามข้อสังเกตของท่านธานิศ เกศวพิทักษ์

-ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีข้อสังเกตว่า อายุความคดีละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดไว้เพียง ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ไม่เกิน ๑๐ ปีนับแต่วันทำละเมิด การกำหนดอายุความ ปี และ ๑๐ ปี อาจกระทบต่อสิทธิของบุคคลซึ่งอาจถูกโต้แย้งขึ้นในภายหลังได้

-ผู้แทนสถาบันคุ้มครองเงินฝาก มีข้อสังเกตว่า วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ผ่านกระบวนการสอบสวนจนรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้พึงต้องใช้ ค่าสินไหมทดแทนและรู้จำนวนค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา ๒๑ มาก่อนแล้ว การนำคดีมาฟ้องต่อศาลยุติธรรมจึงควรมีอายุความ ปี ซึ่งจะเป็นการเหมาะสมกว่า และเท่ากับอายุความ ปี กรณีหน่วยงานของรัฐฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากเอกชน

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีข้อสังเกตว่า การกำหนดให้นำอายุความสองปีมาใช้แก่ผู้ซึ่งมีส่วนร่วมรับผิดกับเจ้าหน้าที่ด้วย เป็นการขยายอายุความออกไป

-ผู้แทนเทศบาลนครปฐม มีข้อสังเกตว่า ควรย่นเวลาการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหน่วยงานของรัฐมากกว่าการขยายอายุความ

-ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีข้อสังเกตว่า เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๒๑ ควรกำหนดอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องกับเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิด โดยเริ่มนับจากวันที่ไม่ชำระค่าสินไหมทดแทนหรือวันที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญา

-ผู้แทนองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย มีข้อสังเกตว่า ควรแก้ไขการเริ่มนับอายุความ ปี จาก นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็น นับแต่วันที่หน่วยงานของรัฐสั่งการตามความเห็นของกระทรวงการคลัง

๑๕. ขยายอายุความในการใช้สิทธิไล่เบี้ยเรียกคืนจากเจ้าหน้าที่ กรณีหน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายไปก่อนจากเดิมหนึ่งปีเป็นสองปี (มาตรา ๓๑)

-ผู้แทนหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับการขยายอายุความการใช้สิทธิไล่เบี้ย จาก ปี เป็น ปี อย่างไรก็ดี ผู้แทนบางหน่วยงานไม่เห็นด้วยหรือมีข้อสังเกต สรุปได้ ดังนี้

-ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีข้อสังเกตว่า เดิมมาตรา แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ กำหนดอายุความในการใช้สิทธิไล่เบี้ยทั้งกรณีที่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายไปก่อน เหตุใดร่างพระราชบัญญัติที่ปรับปรุงใหม่ จึงให้สิทธิเฉพาะแต่เพียงหน่วยงานของรัฐเท่านั้น

-ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผู้แทนกรมสรรพสามิต และผู้แทนเทศบาลนครปฐม ไม่เห็นด้วยกับการขยายอายุความการใช้สิทธิไล่เบี้ย

-ผู้แทนองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ มีข้อสังเกตว่า ควรขยายอายุความการใช้สิทธิ ไล่เบี้ยมากกว่า ปี เนื่องจากหน่วยงานของรัฐต้องรอผลการติดตามทวงถามจากส่วนงานที่รับผิดชอบ

๑๖. ร่างมาตรา ๓๒ บทเฉพาะกาล

-ผู้แทนองค์การจัดการน้ำเสีย เห็นว่า บทเฉพาะกาลตามร่างมาตรา ๓๒ ควรกำหนดให้ร่างพระราชบัญญัติที่จะปรับปรุงใหม่ใช้บังคับกับกรณีที่หน่วยงานของรัฐออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชำระเงินค่าสินไหมทดแทนแล้วแต่ยังไม่ได้มีการดำเนินการชดใช้เงินด้วย

กล่าวโดยสรุป เหตุผลที่หน่วยงานของรัฐบางแห่งไม่เห็นด้วยกับการปรับปรุงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากปัญหาที่หน่วยงานของรัฐไม่อาจเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ เกิดจากการขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้มาตรการบังคับทางปกครอง การแก้ไขพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ โดยกำหนดให้คำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง และใช้วิธีการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมเพื่อเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด แต่ควรที่จะมีการพัฒนาการใช้มาตรการบังคับทางปกครองให้มีประสิทธิภาพ เช่น มีการจัดตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาทำการบังคับทางปกครองให้กับหน่วยงานต่าง หรือให้กรมบังคับคดีเป็นหน่วยงานที่ใช้มาตรการบังคับทางปกครองแทน นอกจากนี้ ไม่ควรกำหนดให้ฟ้องคดีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองต่อศาลยุติธรรม เนื่องจากการกระทำละเมิดเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองจึงต้องฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

ส่วนที่ คำอธิบายความคิดเห็นที่เป็นข้อสงสัยหรือแสดงถึงความไม่เข้าใจ

. คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐกรณีที่เอกชนยื่นคำขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน อาจเป็นคำสั่งทางปกครองหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่กรณี กล่าวคือ หากการละเมิดไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐก็ไม่ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง และกรณีที่เอกชนไม่พอใจคำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐ และประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาล ควรจะต้องแยกเป็นกรณีการละเมิดเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครอง ให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และกรณีการละเมิดเกิดจากการกระทำทางกายภาพ ให้ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม

คำอธิบาย หนี้ที่เกิดจากการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นหนี้ตามกฎหมายเอกชน ไม่ว่าการกระทำละเมิดนั้นจะเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองออกกฎหรือคำสั่ง หรือละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าก็ตาม เพราะกรณีดังกล่าวเป็นเรื่องทางนิติเหตุ ซึ่งเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายแพ่งหรือเป็นมูลหนี้ทางแพ่ง การที่หน่วยงานของรัฐมีคำวินิจฉัยตามคำขอของเอกชนที่ขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายอันเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นเพียงเรื่องทางแพ่งว่าจะชดใช้หรือไม่เท่านั้น มิใช่กระบวนการพิจารณาทางปกครอง การที่หน่วยงานของรัฐเห็นควรจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่เอกชนในจำนวนเงินเท่าใด หรือเห็นควรไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่เอกชน มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือหน้าที่ของเอกชนแต่อย่างใด คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐจึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง ตามบทนิยามคำว่าคำสั่งทางปกครองในมาตรา แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ และเมื่อคำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง หากเอกชนไม่พอใจในคำวินิจฉัย จึงต้องฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม

. กรณีที่เอกชนผู้เสียหายประสงค์จะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากหน่วยงานของรัฐ ควรจะต้องแยกเป็นกรณีการละเมิดเกิดจากการใช้อำนาจรัฐ ให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง และกรณีการละเมิดเกิดจากการกระทำทางกายภาพ ให้ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม

คำอธิบาย สืบเนื่องจากหนี้ที่เกิดจากการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นหนี้ตามกฎหมายเอกชน ไม่ว่าการกระทำละเมิดนั้นจะเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองออกกฎหรือคำสั่ง หรือละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าก็ตาม ดังนั้น หากเอกชนผู้เสียหายประสงค์จะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากหน่วยงานของรัฐอันเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ แม้ว่าการกระทำละเมิดนั้นเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครอง เอกชนผู้เสียหายก็ต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐต่อศาลยุติธรรม แต่หากเอกชนผู้เสียหายประสงค์จะฟ้องขอให้หน่วยงานของรัฐเพิกถอนหรือแก้ไขการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอเรียกค่าสินไหมทดแทนไปด้วยในคราวเดียวกัน กรณีนี้เอกชนผู้เสียหายจะต้องฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามมาตรา วรรคหนึ่ง () หรือ () และ () แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ เนื่องจากศาลยุติธรรมไม่มีอำนาจเพิกถอนการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

. การกำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม อาจเกิดความล่าช้าในการพิจารณาคดีได้ เนื่องจากศาลยุติธรรมมีกระบวนการพิจารณาคดีถึง ชั้นศาล

คำอธิบาย ปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาคดีของศาลไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง ขึ้นอยู่กับจำนวนคดีที่ศาลรับไว้พิจารณา การใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาของคู่ความ เพื่อให้ได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมมากที่สุด รวมทั้งจำนวนองค์คณะผู้พิพากษาหรือตุลาการของศาลว่าได้สัดส่วนกับจำนวนคดีที่ศาลรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือไม่ อย่างไรก็ดี การฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมนั้น หากเป็นคดีที่มี คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ไม่เกินสามแสนบาท คดีดังกล่าวจัดอยู่ในคดีมโนสาเร่ กระบวนการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมก็จะรวดเร็วขึ้นตามที่กำหนดไว้ในลักษณะ วิธีพิจารณาวิสามัญในศาลชั้นต้น หมวด วิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

. หากคำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐไม่เป็นคำสั่งทางปกครองแล้ว หน่วยงานของรัฐยังต้องปฏิบัติตามกระบวนการแจ้งสิทธิหรือแจ้งข้อกล่าวหา ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง .. ๒๕๓๙ อีกต่อไปหรือไม่

คำอธิบาย แม้คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง หน่วยงานของรัฐจึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ก็ตาม แต่หน่วยงานของรัฐยังคงต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาหาตัวผู้ต้องรับผิดทางละเมิดที่จะออกตามความในมาตรา ๑๘ แห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะนำหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของคู่กรณีตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เช่น การแจ้งสิทธิหรือข้อกล่าวหา รวมทั้งการเปิดโอกาสให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำละเมิด ได้มีโอกาสชี้แจงโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานอย่างเพียงพอและเป็นธรรม มากำหนดไว้ในกฎกระทรวง

. การกำหนดให้คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐเป็นคำสั่งทางปกครองจะเป็นประโยชน์กับเอกชน เนื่องจากเอกชนผู้เสียหายอาจใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อให้หน่วยงานของรัฐทบทวนคำวินิจฉัยของตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีต่อศาล

คำอธิบาย ตามมาตรา ๑๑ ประกอบกับมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ นั้น กรณีที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งเช่นใดแล้วหากผู้เสียหายยังไม่พอใจใน ผลการวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐ ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ กรณีจึงเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มิได้กำหนดให้ผู้เสียหายใช้สิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยต่อหน่วยงานของรัฐก่อนที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาล โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์โต้แย้ง คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐไว้โดยเฉพาะ โดยกำหนดให้ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ด้วยเหตุนี้ การที่ร่างพระราชบัญญัติฉับนี้กำหนดให้คำวินิจฉัยของหน่วยงานของรัฐไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง หากเอกชนผู้เสียหายไม่พอใจผลคำวินิจฉัยดังกล่าว มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมได้ จึงไม่ได้เป็นการลดทอนสิทธิอุทธรณ์โต้แย้ง คำวินิจฉัยของเอกชนผู้เสียหายที่แตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ แต่อย่างใด

. การกำหนดให้เอกชนผู้เสียหายฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมจะเป็นภาระกับเอกชนไม่ว่าจะเป็นภาระในการพิสูจน์ความผิดของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ เพราะพยานหลักฐานอยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ และในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี โดยเฉพาะในเรื่อง วิธีพิจารณาคดีซึ่งศาลปกครองจะใช้ระบบไต่สวนจึงน่าจะให้ความยุติธรรมแก่เอกชนผู้ได้รับความเสียหายได้มากกว่าศาลยุติธรรม

คำอธิบาย วิธีพิจารณาคดีแบบกล่าวหาหรือวิธีพิจารณาคดีแบบไต่สวน แบบใดจะให้ความยุติธรรมแก่เอกชนผู้ได้รับความเสียหายมากกว่ากันนั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นวิธีพิจารณาคดีแบบใด เอกชนผู้เสียหายซึ่งประสงค์จะฟ้องคดีต่อศาล ก็จะต้องแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนคำฟ้องของตนก่อนทั้งสิ้น ส่วนกรณีที่ศาลยุติธรรมใช้ระบบการพิจารณาคดีแบบกล่าวหา ทำให้เอกชนผู้เสียหายเสียเปรียบในการต่อสู้คดี เพราะพยานหลักฐานส่วนใหญ่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงาน ของรัฐ นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๒๓ ได้กำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไว้ โดยเอกชนผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งส่งต้นฉบับเอกสารที่อ้างเป็นพยานแทนการที่ตนจะต้องส่งสำเนาเอกสารนั้นได้

. การกำหนดให้คำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง เป็นแต่เพียงหนังสือติดตามทวงถาม และให้ใช้วิธีการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมเพื่อเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ ค่าสินไหมทดแทน เป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุด เนื่องจากปัญหาอยู่ที่การขาดประสิทธิภาพในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิด จึงควรพัฒนาการใช้มาตรการบังคับทางปกครองให้มีประสิทธิภาพจะเหมาะสมกว่า

คำอธิบาย การปรับปรุงพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มีความ มุ่งประสงค์ที่จะแก้ไขอุปสรรคอันเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในหลายประเด็นด้วยกัน แต่ประเด็นสำคัญคือ ปัญหาการใช้มาตรการบังคับทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งหน่วยงานของรัฐส่วนใหญ่โดยเฉพาะองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่มีเจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง หากจะพัฒนาการใช้มาตรการบังคับทางปกครองในประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง จะต้องใช้ระยะเวลายาวนานมาก ขณะที่ระหว่างทางของการพัฒนาการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง เจ้าหน้าที่ยังคงกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลภายนอก แต่หน่วยงานของรัฐไม่สามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิด เพื่อมาชดเชยความเสียหายที่เกิดแก่หน่วยงานของรัฐหรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืนให้กับหน่วยงานของรัฐได้ภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด จึงทำให้หน่วยงานของรัฐต้องสูญเสียทรัพย์สินและรายได้จำนวนมหาศาล ระยะเวลาในการพัฒนาการใช้มาตรการบังคับทางปกครองให้เกิดประสิทธิภาพ จึงไม่คุ้มค่า กับการที่หน่วยงานของรัฐต้องสูญเสียทรัพย์สินและรายได้จากการไม่สามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครอง กับเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดได้

เมื่อได้ศึกษาแนวความคิดเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดในระบบกฎหมายไทย พบว่า ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ในระบบกฎหมายไทยเป็นการละเมิดตามกฎหมายเอกชนหรือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นมูลหนี้ทางแพ่ง เนื่องจากระบบกฎหมายไทยไม่มีการกำหนดเรื่องละเมิดทางปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ดังนั้น กรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่โดยเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองออกกฎหรือคำสั่งหรือละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า จึงเป็นมูลหนี้ทางแพ่งเช่นกัน ซึ่งการใช้สิทธิเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงต้องใช้วิธีฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม มิใช่โดยการออกคำสั่งทางปกครองและใช้มาตรการบังคับทางปกครอง

. กรณีที่ร่างมาตรา ๒๕ วรรคสาม กำหนดให้การกระทำเดียวกันที่มีการฟ้องเรียก ค่าสินไหมทดแทนต่อศาลยุติธรรม และฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งหรือการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อศาลปกครอง และศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนที่ศาลยุติธรรมจะพิพากษา ศาลยุติธรรมจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลปกครองพิจารณา แต่หากคดีของศาลปกครองยังไม่ถึงที่สุด ศาลยุติธรรมไม่จำเป็นต้องรอข้อเท็จจริงจากศาลปกครอง กรณีดังกล่าวอาจทำให้ผลคำพิพากษาของ ศาลยุติธรรมและศาลปกครองในคดีที่มีข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันแตกต่างกันได้

คำอธิบาย ปัญหาดังกล่าวมีทางแก้ไขตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล .. ๒๕๔๒ ที่กำหนดให้กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม คู่ความหรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด

. ลูกจ้างตามสัญญาจ้างเหมาบริการ โดยมิได้ทำสัญญาจ้างทำแต่เพียงบันทึกข้อตกลงการจ้างจะอยู่ในความหมายของบทนิยามคำว่าเจ้าหน้าที่หรือไม่

คำอธิบาย เนื่องจากความหมายของ เจ้าหน้าที่ หมายความรวมถึงลูกจ้างทุกประเภทที่หน่วยงานของรัฐจ้างให้ปฏิบัติงานด้วย เว้นแต่ลูกจ้างตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ดังนั้น ในขณะนี้ลูกจ้าง ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างประจำที่หน่วยงานของรัฐจ้างและบรรจุให้ปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานของรัฐ (ซึ่งการปฏิบัติงานของลูกจ้างประเภทนี้จะมีการใช้อำนาจรัฐ) ลูกจ้างที่หน่วยงานของรัฐว่าจ้างให้ปฏิบัติงานแก่หน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเรียกว่าลูกจ้างชั่วคราวลูกจ้างนอกงบประมาณหรือลูกจ้างจ้างเหมาบริการจึงอยู่ในความหมายของเจ้าหน้าที่แต่จะมีการพิจารณาทบทวนอีกครั้งในชั้นการออกกฎกระทรวงยกเว้นมิให้ลูกจ้างประเภทใดไม่เป็นเจ้าหน้าที่ว่าลูกจ้างจ้างเหมาบริการที่มีลักษณะมุ่งผลสำเร็จของงานโดยมิได้มีการทำสัญญาจ้างแรงงานกับส่วนราชการสมควรอยู่ในความหมายของเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯหรือไม่

๑๐. เจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ กับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต .. ๒๕๔๒ และพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต .. ๒๕๕๑ กำหนดความหมายไว้ไม่สอดคล้องกัน จึงควรตีความให้เหมือนกัน

คำอธิบาย การกำหนดความหมายของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายแต่ละฉบับ ย่อมมีความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงไม่อาจตีความคำว่าเจ้าหน้าที่ของกฎหมายทั้ง ฉบับดังกล่าวให้เหมือนกันได้ทั้งหมด

๑๑. การหักส่วนแห่งความรับผิดของหน่วยงานของรัฐออกจากค่าสินไหมทดแทนที่เรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ได้ ทำให้ไม่มีผู้ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียในความบกพร่องของระบบการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐ จึงไม่ถูกต้องตามหลักของความรับผิดชอบ

คำอธิบาย การหักส่วนแห่งความรับผิดของหน่วยงานของรัฐออกจากค่าสินไหมทดแทนที่เรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ จะนำมาใช้พิจารณากับเจ้าหน้าที่ผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นรายบุคคลไป มิได้หมายความว่า การกระทำละเมิดเดียวกัน หากมีบุคคลเกี่ยวข้องที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหลายคน ทุกคนจะได้รับการหักส่วนแห่งความรับผิดของหน่วยงานของรัฐออกจากค่าสินไหมทดแทนที่เรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ เพราะหากความบกพร่องของระบบการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐ มาจากการกระทำของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ และหัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีส่วนร่วมกระทำละเมิดด้วย กรณีเช่นนี้ ก็ไม่ควรหักส่วนแห่งความรับผิดของหน่วยงานของรัฐออกจากค่าสินไหมทดแทนที่เรียกให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐชดใช้

๑๒. ควรใช้คำว่าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลแทนคำว่าส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรมจะได้ตรงตามวัตถุประสงค์และมีความครอบคลุมมากกว่า เนื่องจากปัจจุบันมีหน่วยงานหลายหน่วยงานเป็นนิติบุคคลโดยมิได้มีฐานะเป็นกรม จึงมิได้จัดอยู่ใน บทนิยาม เช่น สถานศึกษา เป็นต้น

คำอธิบาย ความหมายของหน่วยงานของรัฐตามบทนิยามคำว่าหน่วยงานของรัฐเจตนาให้ครอบคลุมถึงหน่วยงานของรัฐที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลและมีการใช้อำนาจรัฐ หากสถานศึกษาใดซึ่งมีกฎหมายจัดตั้งขึ้น มีฐานะเป็นนิติบุคคล และมีการใช้อำนาจรัฐ แม้สถานศึกษาดังกล่าวจะไม่ใช่ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม สถานศึกษาดังกล่าวก็ถือเป็นหน่วยงานของรัฐโดยอยู่ในความหมายของหน่วยงานหรือองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐทำนองเดียวกัน

๑๓. รัฐวิสาหกิจกับองค์กรวิชาชีพ เวลามีเหตุละเมิดจะมีข้อจำกัดในการใช้อย่างไร เพราะไม่ใช่ทุกกรณีที่หน่วยงานของรัฐข้างต้นจะใช้อำนาจทางปกครอง บางกรณีก็เป็นการกระทำทั่ว ไป จะใช้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดฯ หรือไม่

คำอธิบาย หลักการใช้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ปัจจุบันนี้ กรณีที่หน่วยงานใดเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ไม่ว่าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่นั้นจะเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองหรือไม่

๑๔. กรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดโดยจงใจมิใช่โดยทุจริต น่าจะได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ บ้าง

คำอธิบาย การจงใจกระทำละเมิด แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่เจตนาที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งหากเทียบเคียงกับความผิดทางอาญา กรณีกระทำโดยเจตนาระดับการลงโทษจะหนักกว่าประมาทเลินเล่อ ประกอบกับทางปฏิบัติของกระทรวงการคลังที่ผ่านมา กรณีกระทำละเมิดโดยจงใจ กระทรวงการคลังไม่เคยลดจำนวนค่าสินไหมทดแทนให้ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) จึงเห็นควรกำหนดให้เจ้าหน้าที่ที่กระทำละเมิดโดยจงใจ ไม่ได้รับประโยชน์ใด ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ เช่นเดียวกับผู้กระทำละเมิดโดยทุจริต

๑๕. ควรกำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิยุติการพิจารณาคำขอได้หากทราบว่ามีการฟ้องคดีต่อศาลแล้ว เพราะผู้เสียหายเมื่อยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว จะไม่สนใจถอนคำขอที่ยื่นไว้กับหน่วยงานของรัฐ

คำอธิบาย ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. .... ได้รองรับหลักการดังกล่าวไว้แล้ว โดยมาตรา ๑๗ แห่งร่างพระราชบัญญัติฯ กำหนดให้กรณีที่เอกชนยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว เอกชนผู้นั้นไม่มีสิทธิยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้อีก ซึ่งหมายความว่า หน่วยงานของรัฐมีสิทธิปฏิเสธไม่รับคำขอของเอกชน หรือยุติการพิจารณาคำขอที่เอกชนได้ยื่นไว้ก่อนได้

๑๖. การกำหนดให้เอกชนผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐได้ เปรียบเสมือนการอุทธรณ์ต่อฝ่ายปกครอง ก่อนนำคดีไปฟ้องต่อศาล เมื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ประสงค์จะเปลี่ยนให้ฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม เหตุใดจึงยังนำวิธีการทางปกครองมาใช้อยู่

คำอธิบาย การกำหนดให้เอกชนผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้ชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนความเสียหาย มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการใช้สิทธิเยียวยาความเสียหาย โดยสามารถยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ทางศาล การยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐ จึงมิใช่การใช้สิทธิอุทธรณ์โต้แย้งต่อฝ่ายปกครอง เป็นแต่เพียงกระบวนการใช้สิทธิเยียวยาความเสียหายของเอกชนเท่านั้น การที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เปิดโอกาสให้เอกชนผู้เสียหายมีสิทธิเยียวยาความเสียหายได้สองทาง จึงเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนมากขึ้น แต่เอกชนผู้เสียหายก็ต้องเลือกที่จะใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ผลการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐและศาลมีความแตกต่างหรือขัดแย้งกัน

๑๗. การกำหนดให้นำอายุความสองปีมาใช้แก่ผู้มีส่วนร่วมรับผิดกับเจ้าหน้าที่ อาจกระทบสิทธิของบุคคลได้ เพราะตามมาตรา ๔๔๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดอายุความคดีละเมิดเพียง ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่กระทำละเมิด

คำอธิบาย การกำหนดให้นำอายุความสองปีมาใช้แก่ผู้มีส่วนร่วมรับผิดกับเจ้าหน้าที่ มีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้อายุความของเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดและผู้มีส่วนร่วมรับผิดกับเจ้าหน้าที่ในมูลละเมิดเดียวกันมีความแตกต่างกัน

๑๘. เดิมมาตรา แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ .. ๒๕๓๙ กำหนดอายุความในการใช้สิทธิไล่เบี้ยทั้งกรณีที่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายไปก่อน เหตุใดร่างพระราชบัญญัติที่ปรับปรุงใหม่ จึงให้สิทธิเฉพาะแต่เพียงหน่วยงานของรัฐเท่านั้น

คำอธิบาย เนื่องจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายไปก่อนแล้วจึงมาเรียกให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคืน คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องการจัดการงานนอกสั่ง ไม่ใช่เรื่องการใช้สิทธิไล่เบี้ย จึงต้องใช้อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความกรณีจัดการงานนอกสั่งไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปสิบปี ตามมาตรา ๑๙๓/๓๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

สรุปภาคเช้ารวม

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17

ԡ
ʹ - Ԫ䫵



Ѻ IE Դ TIFF
© ʧǹԢԷ .. ӹѡҹСáɮա  
เว็บไซต์นี้เหมาะสำหรับจอภาพขนาด 1,024 x 768 พิกเซล