หน้าหลัก > สัมมนา
รายงานผลการสัมมนาเพื่อประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นเพื่อพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมาย

รายงานผลการสัมมนาเพื่อประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นเพื่อพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมาย

 

คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นและการประชาสัมพันธ์ซึ่งตั้งขึ้นตามคำสั่งของคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนากฎหมาย ได้จัดให้มีการสัมมนาเพื่อประชาสัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็นเพื่อพิจารณาปรับปรุงและพัฒนากฎหมายขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๗ เวลา ๙.๓๐ นาฬิกา ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธานเปิดการสัมมนา การสัมมนาดังกล่าวสรุปผลได้ ดังนี้

 

๑. การเปิดการสัมมนา

รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เปิดการสัมมนาโดยเน้นถึงแนวความคิดของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ในการปฏิรูปกฎหมายโดยการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนากฎหมายขึ้น โดยเฉพาะนโยบายต่อไปนี้

๑.๑  การจัดให้มีกฎหมายน้อยลง (Less Law) เนื่องจากกฎหมายในปัจจุบันมีอยู่เป็นจำนวนมาก ฉะนั้น หากเรื่องใดมีกฎหมายบังคับใช้ได้อยู่แล้ว ให้ใช้กฎหมายที่มีอยู่นั้นบังคับต่อไป การตรากฎหมายใหม่ของหน่วยราชการให้ดำเนินการต่อเมื่อไม่มีทางอื่นใดที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และโดยที่ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอคู่มือตรวจสอบความจำเป็นในการตรากฎหมายเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีแล้ว หน่วยราชการสามารถที่จะใช้คู่มือดังกล่าวเป็นแนวทางในการพิจารณาเสนอกฎหมายได้

๑.๒ การเปิดเผยกฎหมาย (Open Law) โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ ถ้ามิใช่เรื่องลับเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ควรมีการนำร่างพระราชบัญญัติก่อนที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีลงเว็บไซต์ (Website) ทั้งของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและกระทรวงที่เสนอเรื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและแสดงความคิดเห็น

๑.๓ การจัดทำกฎหมายให้ง่ายต่อการเข้าใจ การอ่าน การตีความและการนำกฎหมายนั้นไปใช้บังคับ โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้เสนอให้มีผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่นักกฎหมายเข้าร่วมในการร่างกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการดำเนินการในแนวทางดังกล่าวอยู่แล้วในการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่แล้ว

๑.๔  ให้กฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อบังคับใช้เป็นธรรมต่อประชาชน มิใช่เป็นการตราเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้ออกกฎหมาย

ในการนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม)ได้ให้แนวทางในการปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ โดยให้จัดลำดับความจำเป็น เร่งด่วน และความสำคัญของปัญหา ซึ่งสามลำดับแรกที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ

(๑) การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

(๒) การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความยากจนและสังคมและกระบวนการยุติธรรม

(๓) การลดและยกเลิกกฎหมายที่สร้างภาระโดยไม่จำเป็นให้กับประชาชน

 

๒. การอภิปราย

ในการสัมมนา ผู้เข้าร่วมการสัมมนาได้ร่วมอภิปรายแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง อาทิเช่น

๒.๑ ตัวแทนภาคเอกชน (นายพารณ อิสรเสนา ณ อยุธยา) เสนอความเห็น สรุปได้ดังนี้

(๑) ควรจะมีการสังคายนากฎหมายเกี่ยวกับประทานบัตรเหมืองแร่ เนื่องจากในปัจจุบันนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ ทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ และเป็นอุปสรรคอย่างมากในการพัฒนาประเทศ

(๒) ควรจะมีการพัฒนากฎหมายเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ให้ก้าวทันโลก รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายเพื่อกำหนดมาตรการในการป้องกันและปราบปราม เนื่องจากปัจจุบันมีการนำกลโกงต่างๆ จากต่างประเทศมาใช้ในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นอย่างมาก

(๓) ควรที่จะมีการปรับปรุงกระบวนการบังคับชำระหนี้ เนื่องจากในปัจจุบันยังมีความล่าช้าอยู่มาก และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยังมีช่องทางให้ลูกหนี้ประวิงคดี และเปิดช่องทางให้คนใช้สิทธิโดยไม่เป็นธรรม เช่นเดียวกับกระบวนการฟื้นฟูกิจการ ทั้งนี้ ในการแก้ไขกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ควรกำหนดให้เจ้าหนี้มีความรับผิดชอบมากขึ้น ส่วนหนี้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่หนี้การค้าแต่เป็นหนี้เกี่ยวกับการบริโภค ย่อมต้องบัญญัติให้แตกต่างกันตามเหตุผลของกฎหมายแต่ละเรื่อง

(๔) การปฏิรูปกฎหมายนอกจากการแก้ไขบทบัญญัติแล้ว ยังต้องแก้ไขในด้านการบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) ด้วย

(๕) ควรให้มีการตรวจสอบควบคุมระบบราชการซึ่งเป็นระบบบังคับบัญชา เพื่อป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเอง

(๖) ควรที่จะมีการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้กับนักกฎหมายตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน

(๗) ควรที่จะปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาวิชากฎหมายในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนานักกฎหมายให้เป็นนักคิดด้วย

(๘) ควรที่จะมีกฎหมายที่กำหนดมาตรการคุ้มครองภาคเอกชนที่แสดงความคิดเห็น

(๙) เสนอให้มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อปฏิรูปกฎหมายอย่างเป็นการถาวร มีความเป็นอิสระ และเป็นกลาง มีเงินงบประมาณเป็นของตัวเอง ดังเช่นประเทศสหรัฐอเมริกาที่มี American Bar Association เป็นองค์กรซึ่งมีหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ และวางแนวทางกฎหมาย

๒.๒ ประธานอนุกรรมการกลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ (ดร. สุวรรณ วลัยเสถียร) เสนอความเห็น สรุปได้ดังนี้

(๑) ควรจะปรับปรุงกฎหมายของประเทศไทยที่เริ่มล้าสมัย ไม่เท่าทันกับการแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลก เช่น กฎหมายเกี่ยวกับตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้าที่ล้าสมัย ซึ่งจำกัดเฉพาะสินค้าการเกษตร ไม่ทันกับการแข่งขันในตลาดโลกปัจจุบัน ที่ซื้อขายน้ำมันและทองคำกันในตลาด

(๒) การแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัย ควรจะต้องพิจารณาทั้งด้านรุกและด้านรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่นานาประเทศเรียกร้องให้ประเทศไทยเปิดการค้าเสรี แต่ประเทศอื่นกลับกีดกันสินค้าของประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบนานาประเทศ

(๓) ควรพัฒนาการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ

(๔) เสนอวิธีการที่จะให้การพัฒนากฎหมายเป็นไปอย่างรวดเร็ว สองขั้นตอนด้วยกัน กล่าวคือ

ขั้นตอนแรก จัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของกฎหมายที่ควรปรับปรุงและปฏิรูป ซึ่งในส่วนของคณะอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันเพื่อการพัฒนาประเทศได้จัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนที่ควรแก้ไขปรับปรุงในเบื้องต้น ๓ ภารกิจ คือ

ก. การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์

ข. การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาด

ค. การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งออกนำเข้าสินค้าและบริการ (One Stop Service)

ขั้นตอนที่สอง กำหนดระยะเวลาในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายให้แล้วเสร็จ รวมทั้งให้สิทธิประโยชน์แก่คณะอนุกรรมการที่ทำการศึกษา วิเคราะห์ และปรับปรุงกฎหมายแล้วเสร็จก่อนระยะเวลาที่กำหนด

(๕) ส่งเสริมองค์ความรู้ของนักกฎหมาย โดยกำหนดมาตรการทางกฎหมายที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับผู้ที่ใช้เงินเพื่อพัฒนางานด้านนี้

(๖) ปรับปรุงกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการทำ การใช้ และการเก็บรักษาเอกสารในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดระยะเวลาการใช้งาน และเนื้อที่ในการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรับรองการดำเนินการในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ชัดเจนและสมบูรณ์ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ออกใช้บังคับแล้วก็ตาม ส่งผลให้หน่วยงานเอกชนไม่มั่นใจกับการกระทำธุรกรรมต่างๆ ในรูปข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ตัวอย่างเช่น เอกสารหลักฐานเกี่ยวกับภาษีอากร ร้านค้าต่างๆ ก็ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่มีธุรกรรมซื้อขาย เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยภาษีอากรยังไม่ได้รับรองว่าสามารถใช้ใบกำกับภาษีในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ เป็นต้น  การปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว  ลดภาระค่าใช้จ่ายทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน อันจะเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ทางหนึ่ง

(๗) พัฒนากฎหมาย โดยการจัดทำประมวลกฎหมายเพื่อรวบรวมกฎหมายหลายๆ ฉบับให้อยู่ในที่เดียวกัน หรือจัดทำเป็นกฎหมายกลางด้านต่างๆ

(๘) พัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการ ที่ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของกฎหมายภาษีอากร

๒.๓ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) เสนอความเห็น สรุปได้ดังนี้

(๑) พัฒนากฎหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนว่ากฎหมายไทยทันต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของโลก รวมทั้งพัฒนากฎหมายในด้านต่าง ๆ  ดังต่อไปนี้

ก. พัฒนากฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมาย ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมไปถึงการศึกษาการแยกกฎหมายแพ่งออกจากกฎหมายพาณิชย์ การแยกประมวลกฎหมายแพ่งออกจากประมวลกฎหมายพาณิชย์ การแยกศาลแพ่งออกจากศาลพาณิชย์ การแยกกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งออกจากกฎหมายวิธีพิจารณาความพาณิชย์ ตลอดจนการศึกษากระบวนการของกฎหมายล้มละลายว่าสมควรที่จะใช้บังคับเฉพาะแต่ผู้ประกอบการเท่านั้นหรือไม่

ข. ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายระดับอนุบัญญัติ

ค. พัฒนากระบวนการออกกฎหมาย โดยให้ออกกฎหมายเท่าที่จำเป็น โดยปัจจุบันคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ ให้การเสนอกฎหมายจากหน่วยงานต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบความจำเป็นในการออกกฎหมาย (Check List)ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

(๒) ปรับปรุงกระบวนการออกกฎหมายให้มีความรวดเร็วมากขึ้นและมีกระบวนการพิจารณาที่รอบคอบยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานจะต้องทำแผนนิติบัญญัติที่สอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน แสดงรายละเอียดการดำเนินการออกกฎหมายในระยะ ๔ ปี ซึ่งจะส่งผลให้การตรวจร่างกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาสามารถวางแผนได้

(๓) พัฒนาบุคลากรและการใช้บังคับกฎหมาย ซึ่งจะสำเร็จลุล่วงไปได้จะต้องประกอบไปด้วยความร่วมมือกันทั้งสามส่วน กล่าวคือ

ก. ส่วนการเมือง นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะต้องมีเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) และมั่นคงในเจตจำนงนั้น

ข. ส่วนราชการ หรือผู้ที่มีหน้าที่รักษาการตามกฎหมาย จะต้องให้ความร่วมมือในการพัฒนากฎหมาย

ค. ส่วนประชาชน ในการพัฒนากฎหมายควรต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ) เห็นว่าคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนากฎหมายชุดนี้จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเพื่อเชื่อมโยงทั้งสามส่วนเข้าด้วยกันได้เกิดการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สุด

๒.๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา) ประธานอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมายตามยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาความยากจน เสนอความเห็น สรุปได้ดังนี้

(๑) กติกาของสังคมบางส่วน ในปัจจุบันเป็นอุปสรรค ทั้งในด้านการค้า อุตสาหกรรม การดำรงชีพของประชาชน

(๒) กติกาของสังคมบางส่วนเป็นประโยชน์ในอดีต แต่ในปัจจุบันกติกานั้นไม่เป็นประโยชน์เท่าที่ควรหรือไม่จำเป็นในปัจจุบัน เช่น กฎหมายว่าด้วยเช็ค ซึ่งสมควรจะมีมาตรการอื่นมาใช้บังคับมากกว่าโทษทางอาญา

(๓) ควรปรับปรุงกฎหมายให้ทันยุคทันสมัยมากขึ้นเนื่องจากกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันบางฉบับล้าสมัย มีปัญหาในการบังคับตามสิทธิ เช่น กฎหมายว่าด้วยการบังคับชำระหนี้ เป็นปัญหาทำให้เกิดต้นทุน หรือบางฉบับเป็นอุปสรรคทำให้ไม่ก่อให้เกิดธุรกรรมเลย เช่น กฎหมายว่าด้วยการเช่าที่ดินของเกษตรกรที่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีความยุ่งยาก ทำให้เจ้าของที่ดินไม่ให้เกษตรกรเช่าที่ดินทำกินเลย บางฉบับไม่ส่งเสริมการค้าหรือธุรกรรมเท่าที่ควร บางฉบับไม่ชัดเจนเป็นปัญหาในการปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมาย ก่อให้เกิดการตีความกฎหมาย

(๔) มีข้อสังเกตว่า อุปสรรคในการแก้ไขกฎหมายส่วนหนึ่งเนื่องมาจากกฎหมายเป็นสิ่งที่กำหนดอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบแก่เจ้าหน้าที่ เมื่อจะเลิกก็ส่งผลให้มีการคัดค้านจากหน่วยงานที่ต้องเสียอำนาจ

 

๓.   การสัมมนากลุ่มย่อย

การสัมมนาครั้งนี้ ได้มีการแบ่งการสัมมนาออกเป็นกลุ่มย่อย ๓ กลุ่ม ด้วยกัน กล่าวคือ

กลุ่มที่ ๑ กลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

กลุ่มที่ ๒ กลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความยากจน สังคม และกระบวนการยุติธรรม

กลุ่มที่ ๓ กลุ่มกฎหมายลดและเลิกกฎหมายที่สร้างภาระโดยไม่จำเป็นแก่ประชาชน

 

ทั้งนี้ สามารถสรุปผลการอภิปรายของแต่ละกลุ่มได้ ดังต่อไปนี้

 

v กลุ่มที่ ๑ กลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ สรุปผลการอภิปราย ดังนี้

๑. ควรที่จะปรับปรุงและพัฒนากฎหมายเพื่อหาช่องทางเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

๒. ควรที่จะส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการเพื่อผลิตสินค้าที่มีประสิทธิภาพ สามารถสร้าง Brand Name ของตนเองได้ เนื่องจากการสร้างสินค้าที่มี Brand Name ที่น่าเชื่อถือ เป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ รัฐบาลควรที่จะมีมาตรการให้สิทธิประโยชน์ในทางภาษีให้บุคคลเหล่านี้ด้วย

๓. ควรจะมีระบบ One Stop Service ขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ

๔. ควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการตอบโต้การทุ่มตลาดของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันแม้มีกฎหมายใช้บังคับ แต่ก็ยังไม่สามารถช่วยผู้ประกอบการของไทยได้มากนัก เนื่องจากขั้นตอน และกระบวนการตามกฎหมายมีมาก ทำให้เกิดความล่าช้า รวมทั้งกฎหมายที่ออกมายังไม่ครอบคลุมเพียงพอ

๕. ควรสนับสนุนให้องค์กรเภสัชกรรมผลิตยาเพื่อให้ผู้ป่วยที่มีฐานะยากจน สามารถเข้าถึงการบริการของรัฐได้

๖. ควรเปิดเผยมาตรการทางภาษีที่ชัดเจน เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก

๗. ควรมีการสนับสนุนมาตรฐานการผลิตสินค้าของประเทศไทย เพื่อให้มีมาตรฐานที่เท่าเทียมกันและสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้

๘. ควรมีกฎหมายซึ่งสนับสนุนการแพทย์แผนไทย เนื่องจากกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการสาธารณสุขไม่เอื้ออำนวยต่อการประกอบอาชีพแพทย์แผนไทย และการนำพืชสมุนไพรมาบำบัดรักษาโรคซึ่งเป็นภูมิปัญญาไทย

 

v กลุ่มที่ ๒ กลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความยากจน สังคม และกระบวนการยุติธรรม สรุปแนวทางการแก้ไขปัญหา เป็น ๓ ด้าน ดังนี้

 

๑. แนวทางการแก้ไขปัญหาปัญหาความยากจน

๑.๑ ปัญหาด้านเศรษฐกิจ

(๑) เสนอให้ปรับเปลี่ยนกลไกทางเศรษฐกิจจากระบบทุนนิยม เป็นระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง

(๒) ควรจะมีกฎหมายรองรับการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ให้มีสภาพเป็นนิติบุคคล

(๓) ควรแก้ไขปัญหาในเรื่องกองทุนหมู่บ้าน เนื่องจากปัจจุบันนี้มีการเก็บดอกเบี้ยสูงยิ่งกว่าการกู้นอกระบบ

๑.๒ ปัญหาการจัดหาที่ดินทำกิน

(๑) แก้ไขปัญหาการออกเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินในเขตทหาร จังหวัดกาญจนบุรี

(๒) ปรับปรุงการประเมินราคาที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ให้มีความเป็นธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ในต่างจังหวัด

(๓) ควรจัดที่ดินให้เกษตรกรเพื่อทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ พร้อมทั้งสร้างฝายทดน้ำให้แก่คนในพื้นที่ด้วย

(๔) การกำหนดหรือจัดสรรพื้นที่ (zoning) ควรคำนึงถึงเกษตรกรผู้ที่ด้อยโอกาสเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้

๑.๓ ปัญหาประกอบอาชีพ

(๑) ควรให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนโดยเฉพาะเปลี่ยนแปลงระบบราชการ

(๒) ควรจัดหางานให้แก่ชาวบ้านที่ยากจนนอกจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม

(๓) สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันด้านราคาของผลิตภัณฑ์ในตลาด

๑.๔ ปัญหาการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ

(๑) ให้รัฐบาลดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ต่างๆ

(๒) ควรมีการกระจายงบประมาณด้านทรัพยากรธรรมชาติให้มีความเหมาะสม

(๓) ควรเพิ่มเขตชลประทานในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

(๔) ควรจัดสรรให้คนยากจนมีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร

(๕) ควรส่งเสริมให้มีการปลูกป่า หรือพืชยืนต้นบริเวณเชิงเขาและริมฝั่งน้ำ เพื่อป้องกันการชะล้างของหน้าดิน พร้อมทั้งให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ

(๖) ควรสนับสนุนกฎหมายที่เกี่ยวกับการสงเคราะห์สวนยางพารา ทั้งในด้านงบประมาณและการเคลื่อนย้ายยางจากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่ง เนื่องจากในปัจจุบันการเคลื่อนย้ายยางมีความยุ่งยากมาก

๒. แนวทางการแก้ไขปัญหาปัญหาด้านสังคม

๒.๑ ด้านการศึกษา

ควรที่จะปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาโดยส่งเสริมการศึกษาเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ ให้จัดตั้งโรงเรียนทักษะชีวิต พร้อมทั้งให้รัฐดูแล ควบคุมเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินของโรงเรียน

๒.๒ ด้านการจัดสรรสวัสดิการของเด็ก สตรี และคนพิการ

(๑) ควรสนับสนุนกฎหมายเกี่ยวกับการให้สวัสดิการแก่เด็ก สตรี และคนพิการ

(๒) ควรปรับปรุงกฎหมายที่กำหนดสิทธิในการประกอบอาชีพของคนพิการโดยแก้ไขกฎหมายที่เป็นการเลือกปฏิบัติสำหรับคนพิการโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับคนพิการเข้าทำงาน

(๓) ควรจัดให้มีวิทยากรอบรมในเขตท้องที่ต่างๆ ทั้งในด้านการออม การพัฒนาทรัพยากรบุคคล และด้านจริยธรรม

๒.๓ ด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

(๑) ควรที่จะให้มีกฎหมายที่ควบคุมสื่อที่นำเสนอภาพลามก อนาจาร

(๒) ควรจัดหาพื้นที่สร้างหมู่บ้านวิถีไทยเพื่อสืบสานการดำรงชีวิตของไทยในอดีต และเพื่อสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว

๓. แนวทางการแก้ไขปัญหาด้านกระบวนการยุติธรรม

๓.๑ รัฐบาลต้องจริงใจและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการพัฒนากฎหมาย

๓.๒ ไม่ควรมีกฎหมายเพิ่ม แต่ควรที่จะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเก่าให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจของประชาชน

๓.๓ ควรพัฒนาประสิทธิภาพการใช้บังคับกฎหมาย

๓.๔ ควรพัฒนากฎหมายที่ให้โอกาสแก่ประชาชนผู้ด้อยโอกาสในสังคม

๓.๕ ควรแก้ไขกฎหมายพยานให้สามารถนำสืบพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารได้ โดยเฉพาะเอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน และปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองพยานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

๓.๖ ควรแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดวงเงินในการประกันตัวบุคคล เพื่อให้คนยากจนสามารถประกันตัวได้

๓.๗ ควรกำหนดระยะเวลาในการนัดสืบพยานของศาลให้เหมาะสม

๓.๘ ควรแก้ไขกฎหมายว่าด้วยฌาปนสถาน โดยให้ทั้งห้างหุ้นส่วนสามัญและห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นผู้ที่สามารถจัดตั้งฌาปนสถานได้

๓.๙ ควรจัดให้มีนิติกรประจำศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย

๓.๑๐ ควรจัดตั้งองค์กรปฏิรูปกฎหมายที่เป็นการถาวรและเป็นอิสระ

๓.๑๑ ควรมีระบบควบคุมดูแลการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม

๓.๑๒ ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานของส่วนราชการ

๓.๑๓ ควรปรับปรุงกฎหมายให้สามารถรองรับการกระทำในรูปสื่ออิเล็กทรอนิกส์

 

v กลุ่มที่ ๓ กลุ่มกฎหมายลดและเลิกกฎหมายที่สร้างภาระโดยไม่จำเป็นแก่ประชาชน สรุปผลการอภิปราย ดังนี้

๑. ควรปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับป่าไม้ และควรแบ่งแนวเขตป่าสงวนให้เกิดความชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดินที่ติดกับเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

๒. ควรแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ให้มีความชัดเจนและง่ายต่อการทำความเข้าใจของประชาชน

๓. ควรแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับช้าง เนื่องจากในปัจจุบันช้างยังอยู่ในความควบคุมของกฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะ

๔. ควรแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการเรี่ยไร

๕. ควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากยังมีช่องว่างอยู่ในปัจจุบัน

๖. ควรพัฒนาระบบ One Stop Service อย่างจริงจัง

๗. ควรแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

๘. ทบทวนและแก้ไขมาตรการคุ้มครองและป้องกันผู้ที่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยลิขสิทธิ์

 

ผู้รายงาน

นางสาวญดา นงนุช (นิติกร ๓)

นางสุริศา ไขว้พันธุ์ (นักกฎหมายกฤษฎีกา ๗ว)

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17

บริการอื่น ๆ
เสนอแนะ - ติชมเว็บไซต์



สำหรับทำให้ IE เปิดไฟล์ TIFF ได้
© สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๔๕ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  
เว็บไซต์นี้เหมาะสำหรับจอภาพขนาด 1,024 x 768 พิกเซล