˹á > ѺѧԴ繢ͧЪҪ > ҧ·ѴաѺѧԴ > ҧҪѭѵԾ鹷ࢵɰԨ ...>ҧϤ駷 ๑
ҧҪѭѵԾ鹷ࢵɰԨҤѹ ...
ѺѧԴ繶֧ วันจันทร์ที่    มีนาคม  พ.ศ.  

ร่างพระราชบัญญัติพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก พ.ศ. ....

บันทึกหลักการและเหตุผล

ประกอบร่างพระราชบัญญัติพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ....

                  

หลักการ

ให้มีกฎหมายว่าด้วยพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

เหตุผล

โดยที่รัฐมีนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจ และศักยภาพในการแข่งขันของประเทศด้วยการส่งเสริมกระบวนการผลิตสินค้าและบริการที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง และเห็นว่าพื้นที่ภาคตะวันออก มีความเหมาะสมที่จะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อผลักดันนโยบายดังกล่าว เนื่องจากมีความพร้อมด้านการคมนาคมขนส่งทั้งทางอากาศ ทางเรือ และทางบก รวมทั้งอยู่ในระยะที่สามารถเชื่อมต่อกับกรุงเทพมหานครและส่วนอื่นของประเทศได้โดยสะดวก นอกจากนั้น พื้นที่ภาคตะวันออกดังกล่าวสามารถปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวได้อย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


ร่าง

พระราชบัญญัติ

พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.. ....

                  

 

……………………….……….

…………………………….….

………………………………..

 

                    …………………...……………………...............................................................................……

….………………………………..

 

                   โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

                   …………………...……………………...............................................................................……

….……………………………...

 

                   มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.. ….”

 

มาตรา ๒  พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

                   มาตรา ๓  ในพระราชบัญญัตินี้[1]

                   พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหมายความว่า พื้นที่ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ของจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา และพื้นที่อื่นใดที่จะมีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเพิ่มเติม

                   “เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ” หมายความว่า บริเวณพื้นที่ที่ประกาศกำหนดในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ให้เป็นเขตที่ได้รับการพัฒนา สิทธิประโยชน์ และการอำนวยความสะดวกเป็นการพิเศษ

                   คณะกรรมการนโยบายหมายความว่า คณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

                   “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” หมายความว่า อุตสาหกรรมซุปเปอร์คลัสเตอร์ และอุตสาหกรรมเป้าหมาย ๑๐ ประเภทตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนด เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์โทรคมนาคม อุตสาหกรรมการเกษตรและแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมหุ่นยนต์อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิตอล อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร รวมถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนด

                   สำนักงานหมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

                   เลขาธิการหมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

                   “นิคมอุตสาหกรรม” หมายความว่า นิคมอุตสาหกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

                   “เขตประกอบการอุตสาหกรรม” หมายความว่า เขตประกอบการอุตสาหกรรม    ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน

                   “ชุมชนอุตสาหกรรม” หมายความว่า ชุมชนอุตสาหกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน

                   “เขตอุตสาหกรรม” หมายความว่า เขตอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

                   “สวนอุตสาหกรรม” หมายความว่า สวนอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน

                   “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน ราชการส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานของรัฐรูปแบบอื่นๆ

 

                   มาตรา ๔  ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

หมวด ๑

บททั่วไป

                  

 

                   มาตรา ๕  พระราชบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

(๑) ส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้มีศักยภาพ และ       มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และยั่งยืน เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะมีบทบาทต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต

(๒) ส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม ระบบการขนส่ง และการอำนวยความสะดวกในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและให้ทันต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

(๓) ส่งเสริมการพัฒนาเมืองและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่และมีความทันสมัยระดับนานาชาติ

(๔) ส่งเสริมการนำแนวคิดการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร (One Stop Service) มาปรับใช้ในการให้บริการของภาครัฐ โดยรวมอยู่ในจุดเดียวและมีเอกภาพในการบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับการบริการที่สะดวกและมีความรวดเร็ว

มาตรา ๖  รัฐพึงมีนโยบายพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ดังต่อไปนี้

(๑) ส่งเสริมและดึงดูดให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นจากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยใช้มาตรการด้านสิทธิประโยชน์ แรงงาน การเงินการธนาคาร และการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งผลักดัน และสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย

(๒) กำหนดนโยบาย แผนงานระยะยาว และมาตรการที่ชัดเจนในการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก อย่างน้อยที่สุดในด้านคมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม สาธารณูปโภค พลังงาน การจัดการน้ำ การกำจัดขยะ การพัฒนาเมืองหรือชุมชน การพัฒนาระบบผลิตสินค้าและบริการ โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และการอื่นใด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์แห่งพระราชบัญญัตินี้

(๓) กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่ชัดเจนและเหมาะสมในการร่วมลงทุนกับเอกชน หรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกบรรลุวัตถุประสงค์ และเป็นไปตามนโยบาย แผนงานหรือมาตรการที่กำหนด

(๔) จัดสรรงบประมาณ จัดหาแหล่งเงินที่เหมาะสมและจำเป็น รวมตลอดถึงให้การสนับสนุนด้านอื่น เพื่อให้การดำเนินการของหน่วยงานของรัฐบรรลุวัตถุประสงค์แห่งพระราชบัญญัตินี้

(๕) เสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนโดยจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวก   ด้านต่างๆ ที่ทันสมัย มาตรฐานสูง เช่น สถานศึกษา สถานพยาบาล เป็นต้น และลดขั้นตอนการดำเนินธุรกิจ ให้มีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

 

หมวด ๒

องค์กรกำกับดูแลพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

 


ส่วนที่ ๑

คณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

 

 


                   มาตรา ๗  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกประกอบด้วย[2]

                   () นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ

                   ()รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ

                   () รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกรรมการ

(๔) ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ

                   () ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นกรรมการ

                   () ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญอันจะเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกจำนวนไม่เกินห้าคน         เป็นกรรมการ

                   ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ

                   การประชุมและการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการนโยบายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด

                   กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้

                   การพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่นนอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ และการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างหรือการแต่งตั้งเพิ่ม ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

 

มาตรา ๘  คณะกรรมการนโยบาย มีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) กำหนดนโยบาย อนุมัติแผนงานทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมทั้งมาตรการในการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

(๒) อนุมัติแผนงานหรือโครงการของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

(๓) ติดตามประเมินผลการดำเนินการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ       ภาคตะวันออก และรายงานคณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ

                   (๔)ประกาศกำหนดบริเวณพื้นที่แห่งใดแห่งหนึ่งหรือหลายแห่งเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ พร้อมทั้งกำหนดลักษณะและประเภทกิจการที่เหมาะสมกับเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ

                   (๕) กำกับดูแลการดำเนินงานของสำนักงาน และเพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้มีอำนาจออกระเบียบให้สำนักงานปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความคล่องตัว

(๖) ออกข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศคณะกรรมการนโยบายเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในเรื่องต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้

                   (๗) แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ หรือคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการตามที่คณะกรรมการนโยบายมอบหมาย

                   (๘) ปฏิบัติการอื่นใดที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

                   การดำเนินการตาม (๑) และ (๒) เมื่อคณะกรรมการนโยบายมีมติอนุมัติหรือเห็นชอบเรื่องใดแล้ว ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ หากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไม่มีข้อทักท้วงหรือไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือว่าคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหรือเห็นชอบตาม                   มติคณะกรรมการนโยบาย

                   กรณีตาม (๖) เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

 

 

ส่วนที่ ๒

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

 

 


มาตรา ๙  ให้มีสำนักงาน มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐแต่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น

สำนักงานเป็นหน่วยงานเลขานุการของคณะกรรมการนโยบาย และเป็นหน่วยงานดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

                   กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน        แต่พนักงานและลูกจ้างของสำนักงานต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

 

                   มาตรา ๑๐  สำนักงานมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

() เสนอแนะคณะกรรมการนโยบายเกี่ยวกับการจัดให้มีระบบโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้มีความทันสมัย และบูรณาการ เชื่อมโยงระบบโครงสร้างพื้นฐานทุกรูปแบบให้มีประสิทธิภาพ

(๒) จัดทำแผนภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคตามมาตรา ๒๖

()ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

            ()ศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ที่จะกำหนดให้เป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจและการเงิน แนวทางในการพัฒนาพื้นที่ ตลอดจนผลกระทบเบื้องต้นและแนวทางหรือมาตรการป้องกัน แก้ไขหรือเยียวยาผลกระทบดังกล่าว และ ความคุ้มค่า ที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย

()ศึกษา วิจัย เตรียมการ และเสนอแนะกิจการต่าง ๆ อันเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบาย

()ติดตาม ประสานงาน กำกับดูแลการบริหารการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

(๗) รายงานความคืบหน้าและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกต่อคณะกรรมการนโยบาย

                   ()รับผิดชอบในงานธุรการของคณะกรรมการนโยบาย

(๙) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการนโยบายมอบหมาย

ส่วนที่ ๓

เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

 


                   มาตรา ๑๑  ให้สำนักงานมีเลขาธิการหนึ่งคน มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของสำนักงาน ขึ้นตรงต่อคณะกรรมการนโยบาย

                   ให้เลขาธิการเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน

 

                   มาตรา ๑๒  คณะกรรมการนโยบายเป็นผู้แต่งตั้งเลขาธิการโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

ในกรณีที่จะต้องมีการแต่งตั้งเลขาธิการ ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกคณะหนึ่งจำนวนเจ็ดคน ประกอบด้วยบุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งนี้ ให้แต่งตั้งไม่เกินตำแหน่งละหนึ่งคน เพื่อทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นเลขาธิการเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองคน และให้คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นเลขาธิการ

การแต่งตั้งเลขาธิการเพื่อดำรงตำแหน่งตามวาระ ให้คณะกรรมการคัดเลือกเสนอรายชื่อบุคคลตามวรรคสองต่อคณะกรรมการนโยบายเพื่อพิจารณาก่อนครบวาระเป็นเวลาอย่างน้อยเก้าสิบวัน

ในกรณีที่เลขาธิการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการนโยบายดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกตามวรรคสองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เลขาธิการพ้นจากตำแหน่ง

 

มาตรา ๑๓  ให้คณะกรรมการคัดเลือกกำหนดระเบียบว่าด้วยการประชุมของคณะกรรมการคัดเลือก การเสนอชื่อ การพิจารณา และการคัดเลือก ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง โดยระเบียบดังกล่าวอย่างน้อยต้องกำหนดให้มีการระบุข้อมูลเกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์ของเลขาธิการอันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ และลักษณะการมีส่วนได้เสียของเลขาธิการที่อาจขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเลขาธิการอย่างเพียงพอ เพื่อที่คณะกรรมการคัดเลือกจะดำเนินการพิจารณาคัดเลือกได้

ระเบียบตามวรรคหนึ่งให้มีผลใช้บังคับต่อไปแม้คณะกรรมการคัดเลือกที่กำหนดระเบียบดังกล่าวจะพ้นจากตำแหน่งแล้ว

การประชุมของคณะกรรมการคัดเลือกต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการคัดเลือกทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

ให้คณะกรรมการคัดเลือกพ้นจากตำแหน่ง เมื่อการคัดเลือกและแต่งตั้งเลขาธิการเสร็จสิ้น

 

                   มาตรา ๑๔ เลขาธิการต้องมีสัญชาติไทย มีอายุไม่เกินหกสิบปี[3] และสามารถทำงานให้แก่สำนักงานได้เต็มเวลา และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

                   (๑) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

(๒) เป็นข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ

                   (๓) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

                   ()เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

                   ()เป็นกรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง

                   (๖) เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา ๒๐

                   (๗) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากหน่วยงานของรัฐ เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

(๘) เคยต้องคำพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ

(๙) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดหรือกฎหมายเกี่ยวกับการพนันในฐานความผิดเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก

 

                   มาตรา ๑๕  การแต่งตั้งเลขาธิการให้ทำเป็นสัญญาจ้างตามแบบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด โดยประธานกรรมการนโยบายเป็นผู้ลงนามในสัญญาจ้าง

                   สัญญาจ้างตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่ง เงื่อนไขการทำงาน การประเมินผลงาน การพ้นจากตำแหน่ง การเลิกจ้าง ค่าจ้าง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของเลขาธิการ

                เลขาธิการอยู่ในตำแหน่งตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างซึ่งต้องไม่เกินคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้

                   ให้คณะกรรมการนโยบายเป็นผู้กำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของเลขาธิการ

 

                   มาตรา ๑๖  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง เลขาธิการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

                   ()ตาย

                   ()ลาออก

                   ()ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๔

                   ()ไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงาน

                   ()ถูกเลิกจ้างตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง

                   ()คณะกรรมการนโยบายมีมติให้เลิกจ้างเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย

 

                   มาตรา ๑๗  เลขาธิการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

                   ()กำหนดระเบียบและวิธีปฏิบัติงานในการทำงานของพนักงาน และลูกจ้าง

(๒) รับผิดชอบการบริหารกิจการของสำนักงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ และเป็นไปตามนโยบาย กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และแนวทางที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด

                   ()ออกระเบียบหรือข้อบังคับอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้หรือ         เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการภายในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการที่ดีและหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

                   (๔) บังคับบัญชา บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยพนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน ตลอดจนให้พนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงานออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด แต่ถ้าเป็นพนักงานตำแหน่งรองเลขาธิการ ผู้บริหารระดับสูง หรือผู้ตรวจสอบภายใน ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายก่อน

                   (๕) ออกข้อบังคับเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของสำนักงานโดยไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบหรือมติที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด

                   (๖) ปฏิบัติการอื่นตามที่คณะกรรมการนโยบายมอบหมาย

                   ในกิจการของสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก ให้เลขาธิการเป็นผู้แทนสำนักงาน และเพื่อการนี้เลขาธิการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดกระทำการแทนก็ได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด

 

                   มาตรา ๑๘  ให้มีรองเลขาธิการตามจำนวนที่คณะกรรมการนโยบายกำหนดเพื่อช่วยเลขาธิการในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่เลขาธิการมอบหมาย

                   คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม การแต่งตั้ง และการพ้นจากตำแหน่งของรองเลขาธิการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด  

 

                   มาตรา ๑๙  ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งรองเลขาธิการคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการ ในกรณีที่ไม่มีรองเลขาธิการหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งพนักงานของสำนักงานคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการ

                   ให้ผู้รักษาการแทนเลขาธิการตามวรรคหนึ่งมีอำนาจหน้าที่อย่างเดียวกับเลขาธิการ

 

                   มาตรา ๒๐  เลขาธิการและรองเลขาธิการต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในสัญญากับสำนักงาน หรือในกิจการที่กระทำให้แก่สำนักงานไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นเพื่อประโยชน์ในการลงทุนโดยสุจริตในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่กระทำการอันมีส่วนได้เสียเช่นว่านั้น ไม่เกินอัตราตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด

                   บุพการี คู่สมรส ผู้สืบสันดาน หรือบุพการีของคู่สมรสของเลขาธิการหรือรองเลขาธิการผู้ใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเลขาธิการหรือรองเลขาธิการผู้นั้นมีส่วนได้เสียในกิจการของสำนักงาน

                   ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่เลขาธิการหรือรองเลขาธิการได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายให้เป็นกรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่สำนักงานเป็นผู้ถือหุ้น

                   นิติกรรมใดที่ได้ทำขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามมาตรานี้ไม่มีผลผูกพันสำนักงาน เว้นแต่คณะกรรมการนโยบายจะได้ให้สัตยาบัน

 

ส่วนที่ ๔

ทรัพย์สิน การเงิน และการบัญชี

 

 


                   มาตรา ๒๑  รายได้ของสำนักงาน มีดังต่อไปนี้

(๑) รายได้ หรือผลประโยชน์อันได้มาจากการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ และสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้

(๒) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามสมควร

(๓) เงิน หรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้

(๔) ดอกผล หรือผลประโยชน์อื่นๆ ที่เกิดจากเงิน หรือทรัพย์สินของสำนักงาน

บรรดารายได้ที่สำนักงานได้รับจากการดำเนินงานในปีหนึ่ง ๆ ให้ตกเป็นของสำนักงาน และเมื่อได้หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สำหรับการดำเนินงานและค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม เช่น ค่าบำรุงรักษาและค่าเสื่อมราคา ประโยชน์ตอบแทนของคณะกรรมการนโยบาย พนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน เงินสมทบกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และสวัสดิการ เงินกองทุนและเงินสำรองเพื่อใช้จ่ายในกิจการของสำนักงานแล้ว เหลือเท่าใดให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ

เงินสำรองเพื่อใช้จ่ายในกิจการของสำนักงานตามวรรคหนึ่ง ประกอบด้วยเงินสำรองธรรมดาซึ่งตั้งไว้เผื่อขาด เงินสำรองเพื่อขยายกิจการ เงินสำรองเพื่อไถ่ถอนหนี้ และเงินสำรองอื่นเพื่อความประสงค์แต่ละอย่างโดยเฉพาะตามที่คณะกรรมการนโยบายจะเห็นสมควร

เงินสำรองจะนำออกมาใช้ได้ก็แต่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบาย

ทรัพย์สินของสำนักงานไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

 

                   มาตรา ๒๒ ให้สำนักงานจัดให้มีระบบบัญชีที่เหมาะสมกับกิจการเพื่อจัดทำบัญชีแสดงผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงตามมาตรฐานการบัญชีและหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปตามประเภทของเงินนั้น ๆ

                   ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้สอบบัญชีอิสระที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีของสำนักงาน

                   ผู้สอบบัญชีต้องทำรายงานผลของการสอบบัญชีของสำนักงานเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี และให้สำนักงานเผยแพร่รายงานประจำปีของปีที่ล่วงไปนั้น แสดงงบการเงินซึ่งผู้สอบบัญชีรับรองแล้วภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี

 

                   มาตรา ๒๓  ให้สำนักงานจัดให้มีการตรวจสอบภายในเป็นประจำ

                   ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสามคนเป็นคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อเสนอความเห็นเกี่ยวกับผลการตรวจสอบภายในต่อคณะกรรมการนโยบาย

                   ในการตรวจสอบภายใน ให้ผู้ตรวจสอบภายในรายงานผลการตรวจสอบภายในโดยตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบตามวรรคสอง

                   การประชุมและการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการตรวจสอบให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด

 

หมวด ๓

การพัฒนาพื้นที่

 


ส่วนที่ ๑

การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

 


                   มาตรา ๒๔    โครงการหรือกิจการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค การจัดตั้ง หรือดำเนินกิจการนิคมอุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรม ชุมชนอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรม รวมทั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรม ชุมชนอุตสาหกรรม และเขตประกอบการอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก     ซึ่งตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมกำหนดให้ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญ  เป็นการเฉพาะเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม                             

                    มาตรา ๒๕  ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองจัดทำแผนผังกลุ่มจังหวัดครอบคลุมพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้แล้วเสร็จและนำเสนอคณะกรรมการนโยบายให้ความเห็นชอบเพื่อประกาศใช้บังคับให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของคณะกรรมการนโยบายในด้านการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ระบบความสัมพันธ์ของชุมชน การใช้ประโยชน์ที่ดิน สาธารณูปโภค สาธารณูปการ โครงสร้างพื้นฐาน และการคมนาคมขนส่ง ทั้งภายในและภายนอกพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ภายใต้หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

                เมื่อแผนผังกลุ่มจังหวัดตามวรรคหนึ่งมีผลใช้บังคับแล้ว ให้กรมโยธาธิการและ  ผังเมือง จัดทำผังเมืองรวม ให้สอดคล้องกับแผนผังกลุ่มจังหวัด เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายอาจขอให้กรมโยธาธิการและ ผังเมืองจัดทำผังอื่นใดตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองก็ได้

                ขั้นตอนการวางและจัดทำผัง การใช้บังคับ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยผังเมือง[4]

 

                   มาตรา ๒๖  ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ให้สำนักงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค โดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ และจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนาโครงการเพื่อจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกดังต่อไปนี้ ภายในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

                   ()ระบบสาธารณูปโภค เช่น ถนน ระบบระบายน้ำ ไฟฟ้า ประปา เป็นต้น

                   ()ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

                   ()ระบบป้องกันอุบัติภัย

                   ()ระบบควบคุมและขจัดมลภาวะ และการรักษาสิ่งแวดล้อม

                   ()ระบบการให้บริการของรัฐแก่ผู้ประกอบกิจการหรืออยู่อาศัยในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกที่สะดวกและรวดเร็ว

                   ()ระบบการคมนาคมและขนส่ง

                   ()สิ่งอำนวยความสะดวกอื่น

                    ทั้งนี้ สำนักงานอาจจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยบูรณาการข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาศักยภาพในการรองรับการพัฒนาของแผนงาน โครงการ หรือในระดับพื้นที่เพื่อใช้ประกอบในการกำหนดมาตรการจัดการสิ่งแวดล้อม และใช้ประกอบในการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการหรือกิจการพัฒนาด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค นิคมอุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรม ชุมชนอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรม รวมทั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรม ชุมชนอุตสาหกรรม และเขตประกอบการอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์แห่งพระราชบัญญัตินี้ เสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบ[5]

 

                   มาตรา ๒๗  ถ้าแผนภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคตามมาตรา ๒๖ มีความจำเป็นต้องมีการดำเนินการต่อเนื่องหรือเชื่อมโยงไปยังภายนอกพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และการดำเนินการดังกล่าวเป็นหน้าที่หรืออำนาจของหน่วยงานของรัฐอื่นใด ให้สำนักงานเสนอแผนภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ที่กำหนดไว้ในส่วนนั้นต่อคณะกรรมการนโยบายเพื่อให้ความเห็นชอบและเสนอคณะรัฐมนตรี เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหรือเห็นชอบแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการและระยะเวลาที่กำหนดไว้

 

                   มาตรา ๒๘ เพื่อดำเนินการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และแผนภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค   ที่สำนักงานจัดทำขึ้นตามมาตรา ๒๖ ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย ให้สำนักงานมีอำนาจ

()จัดสรรที่ดินภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษโดยไม่ต้องได้รับใบอนุญาต แต่ในการดำเนินการต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน

()ควบคุมการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้เป็นไปตามนโยบายของสำนักงาน

        ()ลงทุนหรือร่วมลงทุนกับบุคคลอื่นทั้งในและต่างประเทศเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

          ()ตั้งบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และตามวัตถุประสงค์ของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

(๕) ให้บริการด้านคำปรึกษาหรือแนะนำ ด้านการผลิต การตลาด การบริหาร การจัดการแก่ผู้ประกอบกิจการภายในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

()กำหนดราคาขาย ค่าเช่า และค่าเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์หรือค่าตอบแทนในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของสำนักงาน หรือที่สำนักงานมีสิทธิเรียกค่าตอบแทนได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานกำหนด

()กู้ยืมเงินเพื่อใช้ในกิจการของสำนักงานตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด

()ออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อการลงทุนโดยได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

                   ()ดำเนินการอื่นใดอันเกี่ยวเนื่อง หรือเป็นการส่งเสริม หรือสนับสนุนกิจการภายในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

                  

                   มาตรา ๒๙  ในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และตามวัตถุประสงค์ สำนักงานจะมอบหมายให้บุคคลอื่นเป็นผู้ดำเนินการ หรือจะจัดตั้งบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดขึ้นดำเนินการแทนก็ได้ แต่จะมอบหมายให้ใช้อำนาจตามมาตรา ๓๓ มิได้

                   การมอบหมายตามวรรคหนึ่ง อาจดำเนินการโดยวิธีจ้าง หรือวิธีให้บุคคลอื่นเป็นผู้ลงทุนและเรียกเก็บค่าใช้บริการจากสำนักงานหรือจากผู้ใช้บริการโดยตรงตามระยะเวลาที่ตกลงกัน หรือวิธีอื่นใดที่เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สำนักงานและผู้ใช้บริการก็ได้

                   การจัดตั้งบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดตามวรรคหนึ่ง สำนักงานจะดำเนินการจัดตั้งขึ้นเองหรือร่วมกับบุคคลอื่น รวมตลอดทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นใดของรัฐ หรือผู้ใช้บริการก็ได้

                    ในการพัฒนา หรือจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคตามแผนภาพรวมตามมาตรา ๒๖ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐทุกประการ   แต่ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ การให้ความเห็นชอบหลักการโครงการ พิจารณาอนุมัติ กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ให้คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ตั้งคณะกรรมการเฉพาะเรื่องเพื่ออำนวยความสะดวก ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนา หรือจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคบรรลุวัตถุประสงค์แห่งพระราชบัญญัตินี้

                  

 

ส่วนที่ ๒

การพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ

 

 


                   มาตรา ๓๐  เมื่อคณะกรรมการนโยบายเห็นสมควรกำหนดให้นิคมอุตสาหกรรมใด หรือพื้นที่ใดซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อวัตถุประสงค์ในการผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การพัฒนาพื้นที่ การพัฒนาเมือง และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ ให้สำนักงานศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ที่สมควรกำหนดเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจและการเงินในการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ แนวทางการพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ผลกระทบและแนวทางป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและสภาพแวดล้อมทั้งก่อนและหลังการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ และความคุ้มค่าในการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ และเสนอรายงานการศึกษาดังกล่าวต่อคณะกรรมการนโยบายเพื่อประกอบการพิจารณาในการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ต่อไป

                   ให้สำนักงานเผยแพร่รายงานการศึกษาตามวรรคหนึ่ง ในระบบเครือข่ายสารสนเทศของสำนักงานเพื่อให้ประชาชนตรวจดูได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

 

มาตรา ๓๑  การจัดตั้ง เปลี่ยนแปลงเขต และการยุบเลิกเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ แต่ละเขตให้คณะกรรมการนโยบายประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้มีแผนที่กำหนดเขตไว้ท้ายประกาศด้วย

ในกรณีที่มีการกำหนดผังเมืองตามกฎหมายว่าด้วยผังเมืองอยู่ก่อนวันที่ประกาศจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษใช้บังคับ และผังเมืองนั้นครอบคลุมพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ให้ผังเมืองดังกล่าวสิ้นผลบังคับสำหรับพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ      

เมื่อได้มีการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษตามวรรคหนึ่ง เลขาธิการอาจขอให้กรมโยธาธิการและผังเมืองจัดทำผังเมืองเฉพาะหรือจัดทำผังอื่นใดตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษก็ได้[6]

 

                             มาตรา ๓๒  การประกาศจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษตามมาตรา ๓๑ อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

                             ()ชื่อของเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้มีคำว่า เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนำหน้า

                             ()วัตถุประสงค์ของเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ

                             ()ขอบเขตของเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้มีแผนที่กำหนดแนวเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษไว้ท้ายประกาศด้วย

                             ()สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการหรืออยู่อาศัยในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จะได้รับตามพระราชบัญญัตินี้

                        (๕) แผนผังกำหนดประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ          

                มาตรา ๓๓ การดำเนินการหรือการกระทำใดภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายดังต่อไปนี้ และกฎหมายกำหนดให้ผู้ดำเนินการหรือผู้กระทำต้องได้รับอนุมัติ อนุญาต ใบอนุญาต หรือความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้น หรือต้องจดทะเบียนหรือแจ้งต่อหน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้นก่อน ให้ถือว่าเลขาธิการเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต หรือให้ความเห็นชอบ หรือเป็นผู้มีอำนาจในการรับจดทะเบียนหรือรับแจ้งตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

                   (๑) กฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน

                   (๒) กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร

                   (๓) กฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนเครื่องจักร

                   (๔) กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข

                   (๕) กฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์

(๖) กฎหมายว่าด้วยโรงงาน

                   เมื่อผู้จะดำเนินการหรือผู้จะกระทำได้รับอนุมัติ อนุญาต ใบอนุญาต หรือความเห็นชอบจากเลขาธิการหรือได้จดทะเบียนหรือแจ้งต่อเลขาธิการตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ถือว่าผู้จะดำเนินการหรือผู้จะกระทำการนั้นได้รับอนุมัติ อนุญาต ใบอนุญาต หรือความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้นแล้ว หรือได้จดทะเบียนหรือแจ้งต่อหน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้นแล้ว

                   ในการอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต ให้ความเห็นชอบ รับจดทะเบียน หรือรับแจ้งตามวรรคสอง เลขาธิการต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามกฎหมายนั้น และแจ้งให้หน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน

                เลขาธิการจะมอบอำนาจตามวรรคหนึ่ง ให้รองเลขาธิการหรือพนักงานของสำนักงานเป็นผู้ปฏิบัติการแทนก็ได้ เมื่อมีการมอบอำนาจดังกล่าวให้แจ้งให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทราบด้วย

                   ให้เลขาธิการ รองเลขาธิการและพนักงานของสำนักงานที่เลขาธิการมอบอำนาจตามวรรคสี่ มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายตามวรรคหนึ่งด้วย

 

                   มาตรา ๓๔  การดำเนินการหรือการกระทำใดภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษที่กฎหมายอื่นใดนอกจากที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๓ กำหนดให้ผู้ดำเนินการหรือผู้กระทำต้องได้รับอนุมัติ อนุญาต ใบอนุญาต หรือความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้น หรือต้องจดทะเบียนหรือแจ้งต่อหน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้นก่อน ผู้มีอำนาจอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต หรือให้ความเห็นชอบ หรือผู้มีอำนาจในการรับจดทะเบียนหรือรับแจ้งตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นจะมอบอำนาจเป็นหนังสือให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายเป็นผู้มีอำนาจปฏิบัติการแทนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายดังกล่าวกำหนดก็ได้

 

มาตรา ๓๕  นอกจากการอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต ให้ความเห็นชอบ รับจดทะเบียน หรือรับแจ้งตามมาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๔ สำนักงานอาจจัดตั้งศูนย์ประสานการบริการด้านการลงทุนเพื่อเสริมประสิทธิภาพการให้บริการแก่นักลงทุน โดยมีลักษณะเป็นศูนย์บริการร่วมของหน่วยงานภาครัฐที่สามารถเชื่อมโยงการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่   นักลงทุนแบบเบ็ดเสร็จ ณ สถานที่แห่งเดียว ในการนี้ให้สำนักงานเสนอแผนการจัดตั้งต่อคณะกรรมการนโยบายเพื่อให้ความเห็นชอบและเสนอคณะรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๐ (๑) เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหรือเห็นชอบตามมาตรา ๑๐ วรรคสองแล้ว หน่วยงานของรัฐ       ที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนการจัดตั้งที่กำหนดไว้

 

                   มาตรา ๓๖  ในกรณีที่เห็นสมควร เลขาธิการจะทำความตกลงกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความชำนาญในงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจตามมาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง มาช่วยเหลือหรือแนะนำเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเพื่อให้การอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต ให้ความเห็นชอบ รับจดทะเบียน หรือรับแจ้งภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เป็นไปตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์เดียวกันกับหน่วยงานของรัฐนั้น หรือจะขอให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องมาปฏิบัติหน้าที่ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ หรือภายในศูนย์ประสานการบริการด้านการลงทุนตามมาตรา ๓๕ เฉพาะเพื่ออำนวยความสะดวกในการอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต ให้ความเห็นชอบ รับจดทะเบียน หรือรับแจ้งก็ได้[7]

 

                   มาตรา ๓๗  ในกรณีที่เลขาธิการเห็นว่าหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต ให้ความเห็นชอบ รับจดทะเบียน หรือรับแจ้งตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในมาตรา ๓๓ สมควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ขจัดความซ้ำซ้อนหรือเป็นการลดภาระการดำเนินการหรือการกระทำใดในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ให้เลขาธิการรายงานต่อคณะกรรมการนโยบายเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการตามที่เห็นสมควรต่อไป

 

                   มาตรา ๓๘  ในการอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต ให้ความเห็นชอบ รับจดทะเบียน หรือรับแจ้งตามมาตรา ๓๓ ให้สำนักงานมีอำนาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่าย หรือค่าอื่นใดที่กฎหมาย ข้อบัญญัติ หรือเทศบัญญัติว่าด้วยการนั้นกำหนดให้เรียกเก็บได้

                   ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บได้ตามวรรคหนึ่ง เมื่อหักค่าใช้จ่ายของสำนักงานไม่เกินร้อยละสิบตามที่คณะกรรมการนโยบายกำหนดแล้ว ให้นำส่งหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมนั้น

 

                   มาตรา ๓๙  ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิได้อยู่ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ใช้ชื่อหรือถ้อยคำในประการที่น่าจะทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ

 

ส่วนที่ ๓

การได้มาและการใช้ประโยชน์ในที่ดิน

 

 


                   มาตรา ๔๐  ในกรณีที่สำนักงานมีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ให้สำนักงานมีอำนาจดำเนินการ โดยวิธีการจัดซื้อ เช่า เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน เวนคืน ถมทะเล หรือโดยวิธีการอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด

                   ทั้งนี้ ก่อนการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งคณะกรรมการตามมาตรา ๘ (๗) ขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ ความเหมาะสมทางด้านการเงิน ตลอดจนผลกระทบและแนวทางหรือมาตรการป้องกัน แก้ไขหรือเยียวยาผลกระทบดังกล่าว และความคุ้มค่าที่ประชาชนในพื้นที่และรัฐจะได้รับ

                ในการถมทะเลตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานถมทะเลได้เมื่อได้ดำเนินการตามมาตรา ๒๔ แล้ว โดยให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือในน่านน้ำไทย ทั้งนี้       ให้ที่ดินที่เกิดขึ้นจากการถมทะเลเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินที่สำนักงานมีอำนาจใช้ จัดหาประโยชน์และดูแลรักษาเป็นการเฉพาะ

                   ที่ดินที่สำนักงานได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ สำนักงานมีอำนาจใช้หรือจัดหาประโยชน์ในที่ดินนั้นได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด

 

                   มาตรา ๔๑  เมื่อสำนักงานจะเช่าที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์จากบุคคลอื่น หรือจะนำที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ออกให้เช่า มิให้นำมาตรา ๕๔๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๔๒ มาใช้บังคับ

                   การเช่า หรือให้เช่าตามวรรคหนึ่งห้ามมิให้เช่าเป็นกำหนดเวลาเกินกว่าห้าสิบปีถ้าได้ทำสัญญากันไว้เป็นกำหนดเวลานานกว่านั้นก็ให้ลดลงมาเป็นห้าสิบปี ทั้งนี้ กำหนดเวลาเช่าดังกล่าวนี้ เมื่อสิ้นลงแล้วจะต่อสัญญาอีกก็ได้ แต่จะกำหนดเวลาเกินกว่าสี่สิบเก้าปีนับแต่วันต่อสัญญามิได้

                   การเช่า หรือให้เช่าตามมาตรานี้ไม่ถือเป็นการร่วมลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

 

                   มาตรา ๔๒  บรรดาที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ที่สำนักงานได้มาตามส่วนนี้ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทั้งปวง และในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้สำนักงานต้องเสียภาษีจากการได้มาหรือการแลกเปลี่ยนซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้นให้สำนักงานได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าว[8]

 

                                                ส่วนที่ ๔

สิทธิประโยชน์ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ

 


                  

                   มาตรา ๔๓  ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการหรืออยู่อาศัยในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อาจได้รับสิทธิประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างตามที่กำหนดในประกาศจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ดังต่อไปนี้[9]

                   ()สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นของคนต่างด้าว

                   ()สิทธิในการนำคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่อาศัยในราชอาณาจักร

                   ()สิทธิในการที่จะได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากร

                   (๔) สิทธิในการทำธุรกรรมทางการเงิน

                   (๕) สิทธิประโยชน์อื่น

                   สิทธิประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง ให้กำหนดตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ แต่ละเขต

 

                   มาตรา ๔๔  ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการหรืออยู่อาศัยในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเป็นคนต่างด้าวและได้รับสิทธิตามมาตรา ๔๓ ()มีสิทธิถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตตามประมวลกฎหมายที่ดิน

                   จำนวนที่ดินและจำนวนห้องชุดในอาคารชุดที่คนต่างด้าวจะพึงมีกรรมสิทธิ์ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนด

 

                   มาตรา ๔๕  ในกรณีที่คนต่างด้าวเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษตามมาตรา ๔๔ วรรคท้าย ถ้ามิได้ประกอบกิจการหรือเข้าอยู่อาศัยภายในเวลาที่สำนักงานกำหนด หรือเลิกประกอบกิจการหรือมิได้อยู่อาศัยในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นต่อไป คนต่างด้าวนั้นต้องจำหน่ายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่สำนักงานหรือผู้ที่สำนักงานให้ความเห็นชอบ ภายในสามปีนับแต่วันที่สำนักงานแจ้งให้ทราบ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ให้สำนักงานแจ้งอธิบดีกรมที่ดินดำเนินการจำหน่ายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นให้แก่สำนักงานหรือบุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายที่ดิน

                   ราคาที่ดินที่จะขายตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นกรณีที่มิได้ประกอบกิจการหรือเข้าอยู่อาศัยภายในเวลาที่กำหนด ให้คิดราคาตามที่ซื้อมาบวกด้วยดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์โดยเฉลี่ยตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ถ้าเป็นกรณีอื่นให้คิดตามราคาตลาดแต่ต้องไม่เกินราคาประเมินทุนทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม

 

                   มาตรา ๔๖  การเช่า หรือให้เช่าที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ มิให้นำมาตรา ๕๔๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๔๒ มาใช้บังคับ

                   การเช่า หรือให้เช่าตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้เช่าเป็นกำหนดเวลาเกินกว่าห้าสิบปีถ้าได้ทำสัญญากันไว้เป็นกำหนดเวลานานกว่านั้นก็ให้ลดลงมาเป็นห้าสิบปี ทั้งนี้ กำหนดเวลาเช่าดังกล่าวนี้ เมื่อสิ้นลงแล้วจะต่อสัญญาอีกก็ได้ แต่จะกำหนดเวลาเกินกว่าสี่สิบเก้าปีนับแต่วันต่อสัญญามิได้

 

                   มาตรา ๔๗  ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ให้ผู้ประกอบกิจการซึ่งได้รับสิทธิตามมาตรา ๔๓ ()มีสิทธินำคนต่างด้าวดังต่อไปนี้ เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรได้ตามจำนวนและระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการนโยบาย แม้ว่าจะเกินกำหนดจำนวนหรือระยะเวลาให้อยู่ได้ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

                   ()ช่างฝีมือ

                   ()ผู้บริหารหรือผู้ชำนาญการ

                   ()คู่สมรสและบุคคลซึ่งอยู่ในอุปการะของบุคคลใน ()หรือ ()

                   เมื่อสำนักงานอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใดเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้เลขาธิการแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองทราบเพื่อดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง[10]

 

                   มาตรา ๔๘  ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว เพียงเท่าที่พระราชบัญญัตินี้มิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น[11] ให้ผู้ได้รับอนุญาตให้เข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรตามมาตรา ๔๗ ()และ ()มีสิทธิทำงานเฉพาะตำแหน่งหน้าที่การทำงานที่ได้รับอนุญาตได้ตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวตลอดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๔๗ (๑) และ (๒) โดยให้เลขาธิการแจ้งการอนุญาตดังกล่าวให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวทราบ เพื่อออกใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าวนั้น

 

                        มาตรา ๔๙  ผู้ประกอบกิจการภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ มีสิทธิได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากรตามมาตรา ๔๓ ()ทั้งนี้หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน[12]

                   ในกรณีที่กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ มีสิทธิได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีอากรหรือได้รับคืนภาษีอากรตามที่ผู้ประกอบกิจการที่ประกอบกิจการภายในเขตปลอดอากรพึงได้รับตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ถือว่าผู้ประกอบกิจการภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนั้นเป็นผู้ประกอบกิจการในเขตปลอดอากรโดยไม่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และให้นำบทบัญญัติในหมวด ๑๐ ทวิ[13] เขตปลอดอากร และบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติดังกล่าวตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรมาใช้บังคับกับการนำเข้า การเก็บรักษา การส่งของออก การควบคุมการย้ายของในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ และอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่โดยอนุโลม[14]

 

                   มาตรา ๕๐ ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการหรืออยู่อาศัยในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งได้รับสิทธิตามมาตรา ๔๓ ()อาจได้รับสิทธิดังต่อไปนี้    

                   ()ได้รับยกเว้นไม่ต้องขาย หรือฝากเงินตราต่างประเทศ               

                   (๒) สามารถซื้อ โอน หรือถอนเงินตราต่างประเทศเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ ระหว่างผู้ประกอบกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

                   (๓) ส่งเสริมและสนับสนุนธนาคารพาณิชย์ไทย และธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ    ให้สามารถเปิดให้บริการทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยให้ได้รับการผ่อนผันการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ และกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสถาบันการเงิน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนด

                   (๔) สิทธิประโยชน์อื่นตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนด   

 

 

ส่วนที่ ๕

กองทุนพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

 

 


                   มาตรา ๕๑  ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงาน เรียกว่า “กองทุนพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนสนับสนุนในการกระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่น พัฒนาชุมชนในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

 

                                มาตรา ๕๒ กองทุนประกอบด้วย

(๑) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้

(๒) เงินบำรุงกองทุนที่จัดเก็บตามมาตรา ๕๔

(๓) เงินค่าปรับตามมาตรา ๕๗ และมาตรา ๕๘

(๔) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้

(๕) ดอกผลหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน

เงินและทรัพย์สินที่เป็นของกองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

 

มาตรา ๕๓ ให้สำนักงานเป็นผู้รับเงิน จ่ายเงิน เก็บรักษา และบริหารจัดการเงินกองทุน แยกออกจากงบประมาณของสำนักงาน

การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษา และการบริหารจัดการเงินกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด

 

มาตรา ๕๔ ให้สำนักงานจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนจากรายได้ หรือผลประโยชน์อันได้มาจากการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการและสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้ ตามอัตราที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนด

เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บเงินกองทุน คณะกรรมการนโยบายอาจกำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนำส่งเงินเข้ากองทุน ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการนำส่งเงินเข้ากองทุน ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนด โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษที่จะต้องรับภาระในการนำส่งเงินเข้ากองทุนด้วย[15]

 

มาตรา ๕๕  เงินกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการ ดังต่อไปนี้

(๑) เพื่อการพัฒนา ยกระดับหรือฟื้นฟูท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก[16]

 (๒) เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุน

การใช้จ่ายเงินกองทุนตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด และต้องจัดให้มีการแยกบัญชีตามกิจการที่ใช้จ่ายอย่างชัดเจน

 

หมวด ๔

การกำกับดูแล

 

 


                    มาตรา ๕๖  ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงาน เพื่อการนี้จะสั่งให้สำนักงานชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือทำรายงานก็ได้

                    ในกรณีที่เห็นว่าสำนักงานกระทำการใดอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหาย ให้นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้สำนักงานยับยั้งหรือระงับการกระทำการนั้นได้

                    อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ในส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก นายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้รัฐมนตรีคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติแทนก็ได้[17]

 

หมวด ๕

บทกำหนดโทษ

 


                   มาตรา ๕๗  ผู้ประกอบกิจการ อยู่อาศัย หรือใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำนักงานกำหนด

                   ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง ให้เลขาธิการมีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้เลขาธิการมีอำนาจสั่งให้ผู้นั้นชำระค่าปรับทางปกครองเป็นรายวันในอัตราวันละไม่เกินหนึ่งล้านบาทจนกว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ และในกรณีที่การไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขนั้นก่อให้เกิดความเสียหายหรือเป็นอันตรายต่อสำนักงาน หรือเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อย่างร้ายแรง และเป็นกรณีที่ผู้นั้นเช่าหรือเช่าซื้อที่ดินภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษจากสำนักงาน เลขาธิการจะบอกเลิกสัญญาเช่าหรือเช่าซื้อโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก็ได้

 

                   มาตรา ๕๘  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๙ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท

 

 

บทเฉพาะกาล

 


                  

มาตรา ๕๙  ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารการพัฒนาพื้นที่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. ๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ทำหน้าที่คณะกรรมการนโยบายตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีคณะกรรมการนโยบายตามพระราชบัญญัตินี้

 

                             มาตรา ๖๐  ในวาระเริ่มแรก ให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยทำหน้าที่สำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อน จนกว่าจะมีสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา ๖๑  ในวาระเริ่มแรก ให้ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการของสำนักงานไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งเลขาธิการตามมาตรา ๑๒

 

 

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

.................................

นายกรัฐมนตรี

 



[1] ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เสนอเพิ่มนิยามคำว่า  การจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมหมายความว่า การจัดสรรที่ดินเพื่อประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน และเพิ่มนิยามคำว่าโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภค”

[2] ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เสนอเพิ่มผู้แทนกระทรวงที่เกี่ยวข้องด้านสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

[3] เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ซึ่งกำหนดให้ข้าราชการซึ่งมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์แล้ว เป็นอันพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณที่ข้าราชการผู้นั้นมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ มิให้ใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ สมุหราชองครักษ์ รองสมุหราชองครักษ์ ข้าราชการการเมือง ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการอัยการ

[4] กรมโยธาธิการเสนอแก้ไขเป็น “เมื่อพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองจัดทำแผนผังกลุ่มจังหวัดครอบคลุมพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกให้แล้วเสร็จและนำเสนอคณะกรรมการนโยบายให้ความเห็นชอบเพื่อประกาศใช้บังคับให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของคณะกรรมการนโยบายในด้านการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ระบบความสัมพันธ์ของชุมชน การใช้ประโยชน์ที่ดิน สาธารณูปโภค สาธารณูปการ โครงสร้างพื้นฐาน และการคมนาคมขนส่ง ทั้งภายในและภายนอกพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ภายใต้หลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

            เมื่อแผนผังกลุ่มจังหวัดตามวรรคหนึ่งมีผลใช้บังคับแล้ว ให้กรมโยธาธิการและผังเมือง จัดทำผังเมืองรวม ให้สอดคล้องกับแผนผังกลุ่มจังหวัด เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายอาจขอให้กรมโยธาธิการและผังเมืองจัดทำผังอื่นใดตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองก็ได้

            ขั้นตอนการวางและจัดทำผัง การใช้บังคับ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยผังเมือง

 

[5] เจตนารมณ์ในประเด็น SEA , EIA และ IEE ในพื้นที่ EEC คือ ให้มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA)ครอบคลุมพื้นที่ EEC ในตัวของระบบสาธารณูปโภค นิคมอุตสาหกรรม โรงงานที่ตั้งในนิคมอุตสาหกรรม ที่จะเป็นตัวผลักดันการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC

 

[6] ปรับแก้ตามข้อเสนอของกรมโยธาธิการและผังเมือง

 

[7] ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เสนอเพิ่มข้อความต่อท้ายวรรคสุดท้าย

“ ทั้งนี้ ในระหว่างมาช่วยการปฏิบัตืหน้าที่ที่สำนักงาน ให้สามารถนับเวลาการปฏิบัติราชการ หรือเป็นส่วนหนึ่งของผลงานในการปฏิบัติราชการ และมีสิทธิที่จะได้รับค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าตอบแทน อื่นๆ เช่นเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ ได้รับ และไม่ต่ำกว่าสิทธิ์ที่ได้รับจากต้นสังกัดเดิม”

[8] เหตุผลในการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม เนื่องจากสำนักงานมีภารกิจสนองต่อนโยบายของรัฐบาล     ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ จัดทำระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ และพัฒนาการให้บริการของภาครัฐให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยสำนักงานมิได้มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร หรือรายได้ นอกจากนี้ การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนในพื้นที่ ได้รับรายได้ หรือผลประโยชน์อื่นๆ อันเนื่องมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และความเจริญทางสังคม

[9] สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเสนอขอตัดสิทธิในการได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนออก

[10] กระทรวงมหาดไทยเสนอตัดความ “และให้ถือว่าผู้ได้รับอนุญาตดังกล่าวได้เข้าเมืองและอยู่ในราชอาณาจักรโดยชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองแล้ว”ท้ายความ “เพื่อดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง” ออก

[11] ปรับตามความเห็นของผู้แทนกระทรวงแรงงาน

[12] ตัดความว่า “หรือรับคืนภาษีอากร” ออก ตามความเห็นของผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

[13] กรมศุลกากรเสนอขอแก้ไขการอ้างอิงเลขมาตราจากกฎหมายอื่นโดยใช้ชื่อเรื่องแทน

[14] สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเสนอขอตัดมาตรา ๔๙ วรรคสองออก

[15] เพิ่มเติมตามความเห็นของคณะกรรมการชี้นำยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการเพิ่มผลิตภาพนวัตกรรม และมาตรฐานภาคอุตสาหกรรม

[16] กระทรวงสาธารณสุขเสนอเพิ่มข้อความในมาตรา ๕๔ (๑) ให้ครอบคลุมถึงสุขภาพ และร่างกายของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ

[17] ผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เสนอเพิ่มวรรคสี่ ดังนี้

โดยให้นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่รายงานผลการดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ต่อรัฐสภาอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง

 


˵ؼ
ѵػʧ
ѡࡳ㹡
ѺѧԴ
ҧ·Ѵա
ѺѧԴ
  
:: ׺˹ ::
   
ҧҪѭѵԾ鹷ࢵɰԨҤѹ͡ .. ....
- ѹ֡ӹѡҹ
Сͺҧ
:: ҧ 駷 ::
- ʴԴ»
   ++ ء
   ++ ੾кҧ
- ʴԴҵ
   ++ ءҵ
   ++ ੾кҧҵ
- ػԴ
к

:: ҧ 駷 ::
- ʴԴ»
   ++ ء
   ++ ੾кҧ
- ʴԴҵ
   ++ ءҵ
   ++ ੾кҧҵ
- ʴԴ
- ػԴ
к

ʶԵԷʹǡѺ
ʴԴ

:: ҧ 駷 ::
   

ԡ
ʹ - Ԫ䫵

© ʧǹԢԷ .. ӹѡҹСáɮա  
เว็บไซต์นี้เหมาะสำหรับจอภาพขนาด 1,024 x 768 พิกเซล