สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖

 

พงษ์พิลัย  วรรณราช[๑]

 

๑. หลักการและเหตุผล ในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้สิทธิแก่บุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดในการขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ในภายหลัง หากปรากฏหลักฐานขึ้นใหม่ว่าบุคคลนั้นมิได้เป็นผู้กระทำความผิดและกำหนดให้สิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนและบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคำพิพากษานั้นคืน หากปรากฏตามคำพิพากษาของศาลที่รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ว่าบุคคลผู้นั้นมิได้กระทำความผิด

 

๒. สาระสำคัญ

พ.ร.บ. ฉบับนี้ใช้บังคับแก่คดีอาญาเท่านั้น ซึ่งศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีอาญาตาม พ.ร.บ. นี้ ได้แก่ ศาลยุติธรรม ศาลเยาวชนและครอบครัวและศาลทหาร (มาตรา )

คดีที่จะมีการร้องขอให้รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่นั้น จะต้องเป็นคดีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ต้องรับโทษอาญาในคดีนั้นแล้ว ซึ่งคดีอาจถึงที่สุดในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกาก็ได้ และยังต้องปรากฏว่า

. พยานบุคคลซึ่งศาลอาศัยเป็นหลักในการพิพากษาคดีอันถึงที่สุดนั้น ได้มีคำพิพากษาอันถึงที่สุดในภายหลังแสดงว่าคำเบิกความของพยานนั้นเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง (มาตรา ๕ ()) ในคดีอาญาพยานบุคคลเป็นพยานที่มีน้ำหนักมากโดยเฉพาะประจักษ์พยาน ซึ่งหากคำเบิกความของพยานบุคคลนั้นเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ย่อมมีผลทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีบิดเบือนไปได้โดยง่าย และพยานบุคคลที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นเท็จหรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริงนั้นจะต้องเป็นพยานบุคคลที่ศาลใช้เป็นหลักในการพิพากษาคดีด้วย หากเป็นพยานในคดีเดิมแต่เป็นเพียงพยานแวดล้อมหรือมิได้อาศัยเป็นหลักในการพิพากษาคดี ย่อมไม่สามารถอ้างมูลเหตุดังกล่าวเพื่อขอให้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้

. พยานเอกสารหรือพยานวัตถุซึ่งศาลได้อาศัยเป็นหลักในการพิจารณาพิพากษาคดีอันถึงที่สุดนั้น ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังแสดงว่าเป็นพยานหลักฐานปลอมหรือเท็จหรือไม่ถูกต้องตรงกับความจริง (มาตรา ๕ ()) พยานหลักฐานปลอม คือพยานหลักฐานที่ได้ทำขึ้นโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นพยานหลักฐานที่แท้จริงรวมทั้งการแก้ไขเปลี่ยนแปลงพยานหลักฐานที่แท้จริงด้วย ส่วนพยานหลักฐานเท็จ คือพยานหลักฐานที่ทำขึ้นโดยผู้ที่มีอำนาจแต่ทำโดยผิดจากความเป็นจริงเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อตามที่เป็นเท็จ

. มีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี ซึ่งถ้าได้นำมาสืบในคดีอันถึงที่สุดนั้นจะแสดงว่าบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นไม่ได้กระทำความผิด(มาตรา ๕ ()) จะเห็นได้ว่าพยานหลักฐานใหม่นี้หมายความทั้งพยานบุคคล พยานเอกสารและพยานวัตถุ และเป็นพยานหลักฐานที่มิได้กล่าวอ้างหรือนำสืบในคดีเดิม มีประเด็นที่น่าพิจารณาว่าพยานหลักฐานใหม่นี้จะต้องเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นใหม่ภายหลังจากที่คดีเดิมมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือรวมถึงพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้วในระหว่างที่ศาลพิจารณาคดีเดิมแต่มิได้ยกขึ้นกล่าวอ้างในคดีเดิมนั้น ซึ่งในกรณีนี้หากศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลก็สามารถอนุญาตให้ถือเอาพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้วแต่มิได้นำเข้าสืบในคดีเดิมเป็นพยานหลักฐานใหม่เพื่อใช้สิทธิร้องขอให้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้

มีประเด็นที่น่าพิจารณาเพิ่มเติมว่าในชั้นพิจารณาของกรรมการร่างกฎหมาย (กองที่ ๖)[๒] สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้มีการเสนอให้เพิ่มเติมหลักการในการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ให้ครอบคลุมถึงกรณีที่ศาลเชื่อในพยานวัตถุหรือพยานเอกสารที่อาศัยเป็นหลักในการพิจารณาพิพากษาคดีอันถึงที่สุดว่าเป็นพยานหลักฐานปลอมหรือเป็นเท็จ แต่ปรากฎในภายหลังว่าพยานหลักฐานดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่แท้จริง แต่กลับไม่มีประเด็นนี้ในพ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งอาจเนื่องจากเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการยากที่จะนำสืบให้ศาลเชื่อว่าพยานหลักฐานที่ถูกต้องแท้จริงกลายเป็นพยานหลักฐานปลอมหรือเท็จ อีกทั้งยังต้องเชื่อมั่นในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลด้วย

ส่วนบุคคลที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีใหม่นั้น (มาตรา ๖) ได้แก่

(๑) บุคคลที่ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นเอง

(๒) ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาลของบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น

(๓) ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลกรณีผู้ต้องรับโทษอาญานั้นเป็นนิติบุคคล

(๔) ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาของบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาในกรณีที่บุคคลนั้นถึงแก่ความตายก่อนที่จะมีการยื่นคำร้อง

(๕) พนักงานอัยการในกรณีที่พนักงานอัยการมิได้เป็นโจทก์ในคดีเดิม ซึ่งพนักงานอัยการจะยื่นคำร้องเมื่อเห็นสมควรเองหรือเมื่อบุคคลตาม (๑)(๒)(๓) หรือ(๔) ร้องขอก็ได้

ในการยื่นคำร้องนั้นโดยหลักให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่ได้พิพากษาคดีนั้นหรือศาลอื่นที่ได้มีเขตอำนาจแทนศาลนั้นและในคำร้องนั้นต้องอ้างมูลเหตุในการร้องขอให้มีการรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ให้ชัดแจ้ง และถ้าจะขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิที่ต้องเสียไปอันเป็นผลโดยตรงจากคำพิพากษานั้นคืนก็ให้ระบุไว้ในคำร้องนั้นด้วย โดยสิทธิที่ขอรับคืนนี้มิให้รวมถึงสิทธิในทางทรัพย์สิน มีประเด็นที่น่าพิจารณาว่าปัจจุบันมี พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหาย ค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ..๒๕๔๔ จะเป็นการซ้ำซ้อนกันหรือไม่ เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าการเรียกค่าทดแทนในพ.ร.บ. ทั้งสองฉบับดังกล่าวมีความแตกต่างกัน กล่าวคือใน พ.ร.บ. การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่กำหนดให้ค่าทดแทนในกรณีที่บุคคลใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้รับโทษทางอาญา แต่ปรากฏต่อมาภายหลังจากมีการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ว่าบุคคลนั้นมิได้เป็นผู้กระทำความผิด ส่วนใน พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ กำหนดให้ค่าทดแทนแก่จำเลยในกรณีที่จำเลยต้องได้รับความเสียหายหรือเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ ในระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล แต่ปรากฏว่าเมื่อได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วปรากฏว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด จึงเป็นคนละกรณีกัน

เมื่อได้มีการยื่นคำร้องต่อศาลให้ศาลที่ได้รับคำร้องทำการไต่สวนว่ามีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่หรือไม่ เว้นแต่กรณีที่พนักงานอัยการเป็นผู้ร้องศาลจะไต่สวนคำร้องหรือไม่ก็ได้ ในการไต่สวนคำร้องพนักงานอัยการและโจทก์ในคดีเดิมจะมาฟังการไต่สวนและซักค้านพยานของผู้ร้องหรือไม่ก็ได้ เมื่อศาลไต่สวนคำร้องเสร็จแล้วให้ส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์ ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นมีมูลให้ศาลอุทธรณ์สั่งรับคำร้องและส่งให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป แต่ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลให้ยกคำร้องนั้น ในกรณีที่ศาลสั่งรับคำร้องต้องมีการสืบพยาน โดยพนักงานอัยการหรือโจทก์ในคดีเดิมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านและนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบหักล้างได้ และเมื่อศาลเห็นสมควรศาลจะเรียกพยานที่นำสืบมาแล้วมาสืบเพิ่มเติมหรือเรียกพยานอื่นมาสืบก็ได้

ในระหว่างดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นอาจสั่งปล่อยบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญานั้นชั่วคราวโดยมีประกันหรือมีประกันและหลักประกันด้วยก็ได้ (มาตรา ๑๒)

การพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ ถ้าคำพิพากษาในคดีเดิมเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องดำเนินการพิจารณาพิพากษาต่อไป ถ้าเห็นว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดจริงก็ให้พิพากษายกคำร้องนั้นเสีย แต่ถ้าเห็นว่าบุคคลนั้นมิได้กระทำความผิดให้พิพากษายกคำพิพากษาเดิมและพิพากษาว่าบุคคลนั้นมิได้กระทำความผิด ส่วนถ้าในคำพิพากษาคดีเดิมเป็นคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องดำเนินการพิจารณาและทำความเห็นส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณีพิจารณาเพื่อพิพากษายกคำร้องหรือยกคำพิพากษาเดิมและพิพากษาว่าบุคคลนั้นมิได้กระทำความผิด และในกรณีที่มีคำขอค่าทดแทนหรือขอรับสิทธิคืนก็ให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวด้วย (มาตรา ๑๓)

การกำหนดค่าทดแทนให้ได้ไม่เกินจำนวนตามคำขอและกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ในมาตรา ๑๔ โดยในกรณีที่เป็นทรัพย์สินก็ต้องคืนทรัพย์สินนั้น หากคืนไม่ได้ก็ให้ชดใช้ราคา ส่วนในกรณีที่เป็นเงินก็ให้ได้รับเงินคืน โดยจะกำหนดดอกเบี้ยให้ด้วยก็ได้ ส่วนในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือเงินไม่ว่าจะเป็นโทษกักขังหรือจำคุก โทษประหารชีวิตหรือถูกใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ก็ให้ศาลกำหนดค่าทดแทนให้ตามที่สมควร

เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาในคดีที่ได้รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ พนักงานอัยการผู้ร้องหรือโจทก์ในคดีเดิมซึ่งเป็นคู่ความมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไปได้ (มาตรา ๑๕)

คำร้องเกี่ยวกับผู้ต้องรับโทษอาญาคนหนึ่งในคดีหนึ่งให้ยื่นได้เพียงครั้งเดียว และเมื่อได้มีการยื่นคำร้องแล้วปรากฏว่าผู้ยื่นคำร้องถึงแก่ความตาย ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยาของบุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดซึ่งยังมีชีวิตอยู่จะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้ (มาตรา ๑๙)

คำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ให้ยื่นได้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุให้ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่นั้นหรือภายในสิบปีนับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีเดิมถึงที่สุด แต่เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษศาลจะรับคำร้องที่ยื่นพ้นกำหนดนั้นไว้พิจารณาก็ได้

 

๓. ผู้รักษาการตามกฎหมายและวันบังคับใช้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ (มาตรา ๒๑)

พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๐ ตอนที่ ๕๕ ฉบับพิเศษ หน้า ๑  ลงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๒๖ โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (มาตรา๒)

 

                  

 

 

 

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

พฤษภาคม ๒๕๔๗

 



[๑] นิติกร ๓ ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

[๒] กรรมการร่างกฎหมาย (กองที่ ๖) ขณะนั้น ประกอบด้วย นายประมูล  สุวรรณศร ประธานกรรมการ นายจิตติ  ติงศภัทย์ นายถวิล  สุนทรศารทูล นายสงวน  ชูปัญญา นายยง  เหลือรังษี และนายบุญชนะ  อัตถากร