สรุปสาระสำคัญ

พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง

 พ.ศ. ๒๕๒๑

 

สุนันทา เอกไพศาลกุล*

 

๑. หลักการและเหตุผล  ได้ยกเลิกพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๐๙ และใช้บังคับพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๒๑ แทนเนื่องจากพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๐๙ มิได้ควบคุมผู้ค้าน้ำมันซึ่งทำการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดหรือหลายชนิดรวมกันมีปริมาณต่ำกว่าปีละหนึ่งแสนเมตริกตัน ทำให้กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถควบคุมและดำเนินคดีแก่ผู้ค้าน้ำมันดังกล่าว ในกรณีที่ขายหรือผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำกว่าคุณภาพที่กำหนดไว้ได้  นอกจากนั้น พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๐๙ ยังมีบทบัญญัติหลายประการที่ไม่เหมาะสมกับภาวการณ์ของประเทศในปัจจุบันในการควบคุมการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง และการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเก็บตัวอย่างน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรวจสอบคุณภาพ หรือสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันตรวจสอบปริมาณของน้ำมันเชื้อเพลิงได้ อันจะเป็นผลต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ

 

๒ สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติ  พระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ใช้บังคับแก่ กระทรวง ทบวง กรม

 มาตรา ๔ บัญญัตินิยาม น้ำมันเชื้อเพลิง หมายความว่า น้ำมันปิโตรเลียมดิบ น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน น้ำมันก๊าด น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่น และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่นที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงหรือเป็นสิ่งหล่อลื่นกับทั้งให้รวมถึงน้ำมันหรือสิ่งอื่นที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงหรือเป็นสิ่งหล่อลื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เพื่อให้การใช้บังคับแห่งพระราชบัญญัติเป็นไปด้วยประสิทธิภาพจึงด้กำหนดอำนาจหน้าที่ให้แก่บุคคลต่าง ๆ ไว้ ดังนี้

๒.๑ ผู้ค้าน้ำมัน ตามพระราชบัญญัตินี้หมายถึง ผู้กระทำการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงโดยซื้อ โดยสั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร หรือได้มาไม่ว่าด้วยประการใด เพื่อจำหน่ายและให้หมายความรวมถึงผู้กลั่นหรือผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากน้ำมันปิโตรเลียมดิบหรือจากสิ่งอื่นด้วย โดยผู้ค้าน้ำมันตามพระราชบัญญัตินี้แบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ

ก. ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ ได้แก่ ผู้ค้าน้ำมันที่มีปริมาณการค้าน้ำมันแต่ละชนิดหรือรวมกันทุกชนิดปีละตั้งแต่หนึ่งแสนเมตริกตันขึ้นไป ซึ่งจะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี

ข. ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ ทวิ ได้แก่ ผู้ค้าน้ำมันอื่นซึ่งมิใช่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ ซึ่งดำเนินกิจการค้าน้ำมัน โดยจัดตั้งเป็นสถานีบริการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง[๑]ให้แก่ประชาชนต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี

หน้าที่ของผู้ค้าน้ำมันมีดังต่อไปนี้

๑) ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ ส่งบัญชีตามแบบและรายการที่กำหนดในกฎกระทรวงเกี่ยวกับปริมาณและสถานที่เก็บของน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ที่ซื้อ ที่กลั่น ที่ผลิต ที่ได้มา หรือที่มีไว้เพื่อจำหน่าย และที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในวันที่สิบของเดือนถัดไป สำหรับผู้ค้าน้ำมันอื่นนอกจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ ที่มีปริมาณการค้าแต่ละชนิดหรือรวมกันทุกชนิดแต่ละปีเกินจำนวนที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดส่งบัญชีตามแบบและรายการที่กำหนดในกฎกระทรวงเกี่ยวกับปริมาณของน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในวันที่สิบของเดือนมกราคมของแต่ละปี (มาตรา ๗) หากผู้ค้าน้ำมันไม่ส่งบัญชีหรือส่งโดยมีรายการอันเป็นเท็จต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๓

๒) การสำรองน้ำมัน ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ ต้องสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดที่รัฐมนตรีกำหนดไว้ทุกขณะในสถานที่เก็บ ไม่ต่ำกว่าอัตราที่รัฐมนตรีกำหนดซึ่งต้องไม่เกินร้อยละสามสิบของปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ที่ซื้อ ที่กลั่น ที่ผลิต หรือที่ได้มาในปีหนึ่ง[๒] ซึ่งจะเก็บไว้ ณ ที่ใดให้ผู้ค้าน้ำมันขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรี  ตามมาตรา ๙

การกำหนดชนิดและอัตราของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องสำรองให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่กำหนดไว้ให้ใช้บังคับในประกาศนั้นซึ่งต้องมีระยะเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา รวมถึงการประกาศเปลี่ยนแปลงกำหนดอัตราน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผู้ค้าน้ำมันต้องสำรองซึ่งได้ประกาศไว้แล้วด้วย ในกรณีที่การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงอัตราที่ได้ประกาศไว้แล้วให้สูงขึ้น ทั้งนี้รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ค้าน้ำมันที่สำรองน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดใดอยู่แล้วสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดนั้นต่อไปอีกโดยมีหรือไม่มีกำหนดเวลาก็ได้ (มาตรา ๑๐) ในกรณีที่ผู้ค้าน้ำมันร้องขอและแสดงให้เห็นได้ว่ามีพฤติการณ์เกิดขึ้นอันไม่อาจทำให้ผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามอัตราที่กำหนดได้หรือการสำรองนั้น จะทำให้ผู้ค้าน้ำมันต้องได้รับความเสียหายเกินสมควร ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งผ่อนผันเป็นการชั่วคราวตามระยะเวลาที่รัฐมนตรีเห็นสมควรมิให้ผู้ค้าน้ำมันต้องสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง หรือลดอัตราหรือปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องสำรองลงตามที่เห็นสมควร ตลอดระยะเวลานั้นได้ ถ้าผู้ค้าน้ำมันไม่สำรองน้ำมันตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙ วรรคหนึ่งเป็นเวลาต่อเนื่องกันเกิน ๓๐ วัน หรือถ้าไม่ต่อเนื่องกันแต่รวมกันแล้วเกิน ๖๐ วันใน ๑ ปี โดยไม่มีเหตุอันแก้ตัวได้โดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๑๒ รัฐมนตรีจะสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้เป็นผู้ค้าน้ำมันก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามยังคงต้องรับโทษตามกฎหมายตามมาตรา ๒๕ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งแสนบาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง และหากมีการเปลี่ยนแปลงอัตราการสำรองน้ำมันตามมาตรา ๙ วรรคสอง หากจงใจไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องต้องระวางโทษตามมาตรา ๒๓ ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทและปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

๓)  เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ ทวิ ต้องจัดเก็บตัวอย่างน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อส่งมอบให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบคุณภาพตามความจำเป็นเป็นครั้งคราวตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา ๑๓ เบญจ) หากผู้ค้าน้ำมันไม่ปฏิบัติอธิบดีจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นการชั่วคราวโดยมีกำหนดเวลาครั้งละไม่เกิน ๖๐ วัน หรือสั่งเพิกถอนในอนุญาตได้ตามที่เห็นสมควร ตามมาตรา ๑๙ ทวิ ซึ่งผู้ถูกสั่งพักใบอนุญาตหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตสามารถอุทธรณ์คำสั่งได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย

๒.๒ รัฐมนตรี ในที่นี้หมายถึงรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

๑) อำนาจตามมาตรา ๗ วรรคสาม ในกรณีที่มีความจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือ หรือโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ผู้ค้าน้ำมันส่งบัญชีเกี่ยวกับปริมาณและสถานที่เก็บของน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากที่ต้องส่งตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗ วรรคหนึ่งและวรรคสอง[๓]ก็ได้ และให้ผู้ค้าน้ำมันส่งบัญชีดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในเจ็ดวันนับแต่วันทราบคำสั่ง หากไม่ปฏิบัติตามหรือส่งบัญชีโดยมีราบการอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา ๒๒

๒) ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือหรือโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ผู้ค้าน้ำมันงดจำหน่ายหรือให้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งชนิดใด รวมทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องสำรองไว้ตามมาตรา ได้  ในการนี้รัฐมนตรีจะกำหนดเงื่อนไขไว้ด้วยก็ได้ (มาตรา ๑๑) ทั้งนี้ หากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ ทวิ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว อธิบดีสั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นการชั่วคราวโดยมีกำหนดเวลาครั้งละไม่เกิน ๖๐ วัน หรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้ตามที่เห็นสมควร ซึ่งผู้ไม่เห็นด้วยในคำสั่งสามารถอุทธรณ์ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย (มาตรา ๑๙ ทวิ)

๓) รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ ส่งบัญชีตามแบบและรายการที่กำหนดในกฎกระทรวงเกี่ยวกับแผนการกลั่น ผลิต สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร หรือจำหน่ายซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงล่วงหน้าทุกสามเดือนได้ ผู้ค้าน้ำมันใดไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทและปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามมาตรา ๒๓ และหากผู้ค้าน้ำมันผู้ใดจงใจไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามบัญชีที่ได้ส่งไว้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามมาตรา ๒๔

๔) รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่กำหนดไว้ให้ใช้บังคับในประกาศนั้นซึ่งต้องมีระยะเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อถึงกำหนดวันใช้บังคับประกาศของรัฐมนตรีห้ามมิให้ผู้ค้าน้ำมันจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพต่ำกว่าคุณภาพที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เว้นแต่รัฐมนตรีจะผ่อนผันให้เป็นการชั่วคราว (มาตรา ๑๓) กรณีที่มีการฝ่าฝืนโดยจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพต่ำกว่าที่ประกาศไว้ ต้องระวางดทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา ๒๑

๕) เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ และผู้ขนส่งน้ำมันตามมาตรา ๑๓ ทวิ ปฏิบัติดังต่อไปนี้

(๑) ให้เก็บตัวอย่างน้ำมันเชื้อเพลิงในการประกอบกิจการของตนเพื่อส่งมอบให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด ทั้งนี้ ภายในช่วงระยะเวลาที่รัฐมนตรีกำหนดตามความจำเป็นเพื่อการตรวจสอบเป็นครั้งคราว ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามอธิบดีจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นการชั่วคราวหรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตเสียก็ได้ตามที่เห็นสมควร ตามมาตรา ๑๙ ตรี

(๒) ให้ทำการพิสูจน์คุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงที่พนักงานเจ้าหน้าที่จัดส่งให้พร้อมทั้งรายงานผลให้แก่ทางราชการตามปริมาณ หลักเกณฑ์ วิธีการ และภายในระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด

ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดที่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ และผู้ขนส่งน้ำมันตามมาตรา ๑๓ ทวิ มีหน้าที่พิสูจน์ตาม (๒) ให้รัฐมนตรีกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันและผู้ขนส่งน้ำมันทราบล่วงหน้าเป็นรายปี ตามความเหมาะสมแก่สภาพของกิจการค้าน้ำมันและขนส่งน้ำมัน และตามความจำเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ผู้ค้าน้ำมันหรือผู้ขนส่งน้ำมันใดไม่สามารถดำเนินการตาม (๒) ได้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีการพิสูจน์คุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าว และให้ผู้ค้าน้ำมันหรือผู้ขนส่งน้ำมันนั้นเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย (มาตรา ๑๓ จัตวา )

๒.๓ ผู้ขนส่งน้ำมัน หมายความว่า  ผู้ที่รับจ้างทำการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งมิใช่เป็นของตนเอง ยกเว้นการขนส่งโดยทางรถไฟ ผู้ขนส่งน้ำมันที่มีปริมาณการขนส่งครั้งหนึ่งเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดี ผู้รับจ้างขนส่งน้ำมันที่รับจ้างอยู่แล้วและจะต้องขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ขนส่งน้ำมัน ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ประกาศกำหนดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง ใบอนุญาตนี้มีอายุสามปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต

ในการดำเนินการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นให้เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา นอกจากผู้ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีตามมาตรา ๑๓ ทวิ แล้วกฎหมายห้ามมิให้ผู้ค้าน้ำมันให้บุคคลอื่นทำการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดคุณภาพตามมาตรา ๑๓ เว้นแต่ในกรณีจำเป็นชั่วคราวซึ่งได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา ๑๓ ตรี) หากผู้ขนส่งน้ำมันไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้อธิบดีจะสั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นการชั่วคราวโดยมีกำหนดเวลาครั้งละไม่เกิน ๖๐ วัน หรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้ตามที่เห็นสมควรตามมาตรา ๑๙ ตรี ทั้งผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ ทวิ และผู้ขนส่งน้ำมันที่ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และสำหรับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับสำหรับผู้ค้าน้ำมันที่ฝ่าฝืน และไม่ว่ากรณีใดก็ตามหากมีการกระทำผิดซ้ำอีกภายในหกเดือนนับแต่วันที่ได้กระทำความผิดครั้งแรก ต้องระวางโทษเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของโทษดังกล่าวข้างต้น แล้วแต่กรณี

๒.๔. คณะกรรมการน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงคมนาคม ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนสำนักงานพลังงานแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นกรรมการ และอธิบดีกรมทะเบียนการค้าเป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการน้ำมันเชื้อเพลิงมีหน้าที่ให้คำปรึกษา ให้ความเห็นและให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรีในเรื่องดังต่อไปนี้

(๑) การออกกฎกระทรวงตามมาตรา ๗ และมาตรา ๘

(๒) การกำหนดชนิดและอัตราของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องสำรองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง

(๓) การกำหนดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ที่ซื้อ ที่กลั่น ที่ผลิต หรือที่ได้มาตามมาตรา ๙ วรรคสอง

(๔) การกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา ๑๐ วรรคสาม

(๕) การกำหนดคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา ๑๓

(๖) มาตรการต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาและอุปสรรคของผู้ค้าน้ำมันในการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง

(๗) เรื่องอื่น ๆ ที่รัฐมนตรีมอบหมาย

คณะกรรมการน้ำมันเชื้อเพลิงมีอำนาจแต่งตั้งอนุกรรมการเพื่อให้ทำกิจการหรือพิจารณาเรื่องใด ๆ อันอยู่ในขอบเขตแห่งหน้าที่ของคณะกรรมการน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนเชิญบุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นได้ ตามมาตรา ๑๗

นอกจากบุคคลต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นแล้ว เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบว่าได้มีการปฏิบัติถูกต้องตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ กฎหมายให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่[๔]เข้าไปในสำนักงาน สถานที่กลั่น สถานที่ผลิต สถานที่เก็บ และสถานที่จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของผู้ค้าน้ำมันในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจนำหรือสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันส่งตัวอย่างน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งชนิดใดครั้งละไม่เกินห้าลิตรมาเพื่อตรวจสอบได้ หรือสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันตรวจสอบปริมาณของน้ำมันเชื้อเพลิงและรายงานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ โดยผู้ค้าน้ำมันต้องให้ความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งต้องแสดงบัญชี เอกสาร และหลักฐานต่าง เกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอ (มาตรา ๑๘)

การอุทธรณ์คำสั่ง และบทกำหนดโทษอื่น ๆ

กรณีที่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ๖ ทวิ หรือผู้ขนส่งน้ำมันตามมาตรา ๑๓ ทวิ ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นการชั่วคราว หรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ตามมาตรา ๑๙ ทวิ และมาตรา ๑๙ ตรี มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง โดยสิทธิการอุทธรณ์นี้ไม่มีผลเป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งพักใช้ใบอนุญาต หรือคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต และไม่เป็นเหตุให้ผู้ค้าน้ำมัน หรือผู้ขนส่งน้ำมันดังกล่าวพ้นจากการรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้ ดังที่กล่าวแล้วบางส่วนข้างต้น และต่อไปนี้

๑. ผู้ใดกระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันทำให้ลดคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา ๑๓ เพื่อจำหน่าย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้กระทำการปลอมปนเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา หรือเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ทวิ หรือเป็นผู้ขนส่งน้ำมันตามมาตรา ๑๓ ทวิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีและปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นลูกจ้างของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา หรือเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา ทวิ หรือเป็นผู้ขนส่งน้ำมันตามมาตรา ๑๓ ทวิ หรือการกระทำความผิดนั้นเกิดขึ้นภายในสถานที่ทำการหรือสถานที่จำหน่ายของบุคคลดังกล่าว กฎหมายวางบทสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วที่จะป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น (มาตรา ๒๕ ตรี)

๒. ผู้ใดไม่ยอมให้หรือไม่ยอมส่งตัวอย่างน้ำมันเชื้อเพลิง หรือไม่ยอมตรวจสอบปริมาณของน้ำมันเชื้อเพลิง หรือไม่ให้ความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือไม่แสดงบัญชีเอกสารหรือหลักฐานตามมาตรา ๑๘ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบว่าได้มีการปฏิบัติถูกต้องตามพระราชบัญญัติหรือไม่ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทและปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

๓. ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น

 

๓. ผู้รักษาการตามกฎหมายและวันบังคับใช้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัติ ซึ่งอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัติกำหนดอัตราค่าคำขอ ฉบับละ ๑๐๐ บาท และใบอนุญาตเป็นผู้ค้าน้ำมัน ฉบับละ ๒๐,๐๐๐ บาท และกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๒๑ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๕ ตอนที่ ๕๐ ฉบับพิเศษ หน้า ๑ ลงวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป พระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๗๕ ฉบับพิเศษ หน้า ๑ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๒๒ ซึ่งได้แก้ไขพระราชบัญญัติฉบับแรกให้ทันเหตุการณ์มากขึ้น

                  

 

 

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มิถุนายน ๒๕๔๗

 

 



* นิติกร ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

[๑] มาตรา ๖ ทวิ วรรค ๓ บัญญัตินิยามคำว่า สถานีบริการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง หมายความว่า สถานที่จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยมาตราชั่งตวงวัดติดตั้งไว้เป็นประจำ

[๒] ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงแต่ละชนิดที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ที่ซื้อ ที่กลั่น ที่ผลิต หรือที่ได้มาในปีหนึ่งจะมีจำนวนเท่าใด ให้ผู้ค้าน้ำมันกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี หรือตามที่รัฐมนตรีเห็นสมควร ปริมาณที่กำหนดนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อผู้ค้าน้ำมันร้องขอและรัฐมนตรีเห็นชอบด้วย

[๓] หน้าที่ของผู้ค้าน้ำมันข้อ ๑ หน้า ๒

[๔] มาตรา ๔ บัญญัตินิยาม คำว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ หมายความว่า เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้