สรุปสาระสำคัญพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. ๒๕๐๓

 

อรดา เชาวน์วโรดม[๑]

 

๑. หลักการและเหตุผล เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งสินค้าต่าง ๆ ไม่ว่าสินค้านั้นจะอยู่ในสภาพดีหรือเลวอย่างไรก็อาจกระทำได้ เพราะยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานให้เป็นที่แน่นอนและเหมาะสม เป็นเหตุให้มีการปลอมปนเปลี่ยนแปลง หรือปรุงแต่งสินค้าที่ส่งออกไป เช่น ส่งสินค้าที่ผิดคุณภาพ ชนิด น้ำหนัก หรือปริมาณ หรือเจือปนวัตถุอื่นลงไปเป็นต้น และการบรรจุ หุ้มห่อ หรือผูกมัด ไม่ถูกต้องตามสภาพของสินค้า ทำให้สินค้าไทยขาดความนิยมเชื่อถือในต่างประเทศ เป็นผลเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศ  ด้วยเหตุนี้จึงสมควรมีกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าขาออก

๒.สาระสำคัญ

๒.๑ นิยามของคำ

"สินค้ามาตรฐาน" หมายความว่า  สินค้าที่รัฐมนตรีกำหนดให้เป็นสินค้ามาตรฐาน

"มาตรฐานสินค้า" หมายความว่า  คุณภาพ ชั้น ประเภท หรือชนิดของสินค้ามาตรฐานที่กำหนดขึ้น โดยใช้ปริมาณ หน่วย น้ำหนัก ปริมาตร ขนาด ส่วนผสม ส่วนประกอบ ส่วนสัด สี ตัวอย่าง และอื่นๆ ทั้งนี้แต่อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเป็นเกณฑ์ รวมตลอดถึงวิธีการบรรจุ  หุ้มห่อ หรือผูกมัด และวัตถุที่ใช้ในการนั้นด้วย

๒.๒ การดำเนินการของผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐาน

๒.๒.๑ การจดทะเบียน

ผู้ใดที่ทำการค้าส่งออกนอกราชอาณาจักรทางด่านศุลกากรที่รัฐมนตรีกำหนดซึ่งสินค้ามาตรฐานใด ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐานนั้น ณ สำนักงานมาตรฐานสินค้าหรือสำนักงานสาขา ซึ่งเมื่อสำนักงานมาตรฐานสินค้าหรือสำนักงานสาขาได้รับคำขอจดทะเบียนและเห็นว่าคำขอนั้นถูกต้องก็ให้รับจดทะเบียนไว้ ก็ให้ออกใบทะเบียนผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐานให้แก่ผู้ขอ (มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่งและมาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง)

ในกรณีที่สำนักงานมาตรฐานสินค้าหรือสำนักงานสาขาไม่ยอมรับจดทะเบียน ผู้ร้องขอมีสิทธิอุทธรณ์ โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อรัฐมนตรีภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งไม่รับจดทะเบียน คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด (มาตรา ๑๓ วรรคสอง)

ใบทะเบียนให้ใช้ได้ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม แห่งปีที่รับจดทะเบียน และต่ออายุได้ครั้งละหนึ่งปี (มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง)

หากมิได้จดทะเบียนจะทำการส่งออกซึ่งสินค้ามาตรฐานออกนอกราชอาณาจักรทางด่านศุลกากรที่รัฐมนตรีกำหนดไม่ได้ เว้นแต่การส่งสินค้านั้นมิใช่ทางการค้า หรือเพื่อใช้ในยานพาหนะที่บรรทุกออกไปเท่าที่จำเป็น หรือเพื่อเป็นตัวอย่าง  ทั้งนี้ ต้องมีปริมาณไม่เกินกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ถ้ามีปริมาณเกินกว่าที่กำหนดต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมาย (มาตรา ๑๖)

๒.๒.๒ การขอใบรับรองมาตรฐานสินค้า

หากผู้ส่งออกประสงค์จะส่งสินค้ามาตรฐานออกนอกราชอาณาจักรต้องจัดให้มีการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าและขอรับใบรับรองมาตรฐานสินค้าจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าหรือสำนักงานสาขาหรือผู้ที่รัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นผู้ออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าและผู้ส่งหรือนำออกต้องแสดงใบรับรองมาตรฐานสินค้านั้นต่อเจ้าพนักงานศุลกากร เว้นแต่เป็นการส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรได้โดยไม่ต้องจดทะเบียน

๒.๒.๓ ข้อห้ามของผู้ที่ครอบครองสินค้ามาตรฐาน

ห้ามผู้ใดเอาวัตถุอื่นเจือปนสินค้ามาตรฐานที่ทำหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายในทางการค้าขาออกทำให้สินค้ามีคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานสินค้าที่กำหนดไว้หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายในทางการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐานที่รู้อยู่ว่ามีคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานสินค้าที่กำหนดไว้

ในกรณีที่ผู้ครอบครองสินค้ามาตรฐานรู้ภายหลังว่าสินค้ามาตรฐานที่ครอบครองนั้นมีคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานสินค้าที่กำหนด ยังมิให้ถือว่าผู้นั้นครอบครองสินค้ามาตรฐานโดยรู้อยู่ว่าเป็นสินค้ามาตรฐานที่มีคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานสินค้าที่กำหนด เว้นแต่ผู้ครอบครองจะไม่แก้ไขปรับปรุงคุณภาพของสินค้ามาตรฐานนั้นให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าที่กำหนดหรือทำให้สิ้นสภาพ หรือทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด (มาตรา ๑๗ ตรี)

สินค้ามาตรฐานที่มีการชักตัวอย่างเพื่อทำการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าหรือได้รับการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า หรือได้มีการออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าแล้ว ห้ามผู้ใดทำให้สินค้ามาตรฐานหรือมาตรฐานของสินค้านั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสลาก เครื่องหมายตรวจสอบมาตรฐานสินค้า หรือเครื่องหมายแสดงคุณภาพ ปริมาณ หรือน้ำหนัก ทำลายหรือเปลี่ยนแปลงตราประทับ กระทำการให้ตัวอย่างที่ได้ชักไว้เพื่อตรวจสอบเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (มาตรา ๑๘)

๒.๓ การประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า

ผู้ที่ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้าต้องเป็นนิติบุคคลและต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้า (มาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑) หากไม่ได้รับอนุญาต ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อรัฐมนตรีภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งไม่อนุญาตคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด (มาตรา ๒๒)

หน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า

ห้ามผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้าทำการค้าสินค้าประเภทหรือชนิดซึ่งตนได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจตรวจสอบ ไม่ว่าการค้านั้นจะเป็นการค้าขาออกหรือไม่ นอกจากนั้นต้องจัดทำรายงานประจำเดือนเกี่ยวกับการตรวจสอบมาตรฐานสินค้ายื่นต่อสำนักงานมาตรฐานสินค้าหรือสำนักงานสาขาตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนดภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไป หากไม่มีการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าในเดือนใด ก็ให้ผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้ายื่นรายงานแสดงว่ามิได้มีการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าในเดือนนั้น ภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไป (มาตรา ๒๗)

๒.๔ ผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า

ผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าต้องเป็นผู้ที่ได้ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้า หากไม่ได้รับอนุญาตผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อรัฐมนตรีภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งไม่อนุญาต คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด (มาตรา ๒๙และมาตรา ๓๐) นอกจากนั้น ผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าต้องไม่เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญ หุ้นส่วนหรือผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กรรมการหรือผู้จัดการในบริษัทจำกัด ซึ่งทำการค้าสินค้าซึ่งตนได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ตรวจสอบมาตรฐาน (มาตรา ๓๑)

หน้าที่ของผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า

ห้ามผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าทำการค้าสินค้าซึ่งตนได้รับอนุญาตให้ทำการตรวจสอบมาตรฐาน ไม่ว่าการค้านั้นจะเป็นการค้าขาออกหรือไม่ (มาตรา ๓๒)

๒.๕ พนักงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า

พนักงานตรวจสอบมาตรฐานสินค้า คือ ข้าราชการพนักงานของรัฐหรือขององค์การของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจซึ่งอธิบดีได้แต่งตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า เข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดๆ เพื่อตรวจการดำเนินงานของผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐาน ผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้าตามที่สำนักงานมาตรฐานสินค้าหรือสำนักงานสาขามอบหมาย และให้มีอำนาจนำสินค้ามาตรฐานในปริมาณพอสมควรไปเป็นตัวอย่างเพื่อทำการตรวจสอบด้วย (มาตรา ๓๖)

๒.๖ การตรวจสอบมาตรฐานและออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า

การออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าซึ่งต้องแสดง ณ ด่านศุลกากร จะกระทำได้แต่เฉพาะสำนักงานมาตรฐานสินค้าหรือสำนักงานสาขา หรือบุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นผู้ออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าเฉพาะประเภทหรือชนิดของสินค้ามาตรฐาน (มาตรา ๓๙) โดยให้บุคคลซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้เป็นผู้ออกใบรับรองมาตรฐานสินค้า จัดทำรายงานประจำเดือนเกี่ยวกับการออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด ยื่นต่อสำนักงานมาตรฐานสินค้าหรือสำนักงานสาขา พร้อมด้วยสำเนาใบรับรองที่ได้ออกไป ภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดไป

หากไม่มีการออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าในเดือนใด ก็ให้ผู้ออกใบรับรองมาตรฐานสินค้ายื่นรายงานแสดงว่ามิได้มีการออกใบรับรองมาตรฐานสินค้าในเดือนนั้น (มาตรา ๔๑)

หากรัฐมนตรีเห็นว่า สินค้ามาตรฐานใดสมควรจะให้เฉพาะแต่สำนักงานมาตรฐานสินค้าหรือสำนักงานสาขาเท่านั้น เป็นผู้ทำการตรวจสอบมาตรฐานและออกใบรับรองมาตรฐาน ก็ให้กระทำได้โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาประกาศของรัฐมนตรีไม่กระทบกระทั่งการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าที่ได้กระทำเสร็จสิ้นแล้วก่อนวันประกาศ (มาตรา ๔๐)

 

๒.๗ อำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่

พนักงานเจ้าหน้าที่ คือ ข้าราชการ พนักงานของรัฐหรือขององค์การของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจซึ่งรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ มีอำนาจหน้าที่เข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดเพื่อตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ตรวจการดำเนินงานของผู้ทำการค้าขาออกซึ่งสินค้ามาตรฐาน ผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้าและผู้ตรวจสอบมาตรฐานสินค้า รวมทั้งตรวจสอบสมุดบัญชีเอกสาร สามารถนำสินค้ามาตรฐานในปริมาณพอสมควรไปเป็นตัวอย่างในการตรวจสอบ ยึดหรืออายัดสินค้ามาตรฐาน สมุดบัญชี เอกสารหรือสิ่งใดๆ ที่เกี่ยวข้องในกรณีที่มีเหตุสงสัยว่ามีการกระทำผิดพระราชบัญญัตินี้ (มาตรา ๔๒)

นอกจากนั้นยังมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาวินิจฉัยข้อโต้แย้ง ข้อพิพาทใดๆ ที่เกี่ยวกับมาตรฐานสินค้า หากผู้ได้รับการพิจารณาวินิจฉัยไม่พอใจคำวินิจฉัยนั้น ให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัย เมื่อคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าได้รับอุทธรณ์แล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด (มาตรา ๔๓)

๒.๗ คณะกรรมการมาตรฐานสินค้า

ตามพระราชบัญญัตินี้ให้จัดตั้งคณะกรรมการมาตรฐานสินค้า ประกอบด้วยปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ  อธิบดีกรมพาณิชย์สัมพันธ์ ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนกรมศุลกากร ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และกรรมการอื่นไม่เกินหกคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง และให้หัวหน้าสำนักงานมาตรฐานสินค้า เป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อทำหน้าที่พิจารณาข้อเสนอของพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วทำความเห็นเสนอรัฐมนตรี ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่รัฐมนตรีในเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรฐานสินค้า วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ได้รับการพิจารณาวินิจฉัยจากเจ้าหน้าที่ มีอำนาจสั่งเป็นหนังสือให้บุคคลใดๆ มาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือให้ส่งตัวอย่างสินค้าหรือสิ่งใดๆ ที่เกี่ยวกับการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการเพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามความจำเป็น และปฏิบัติการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับมาตรฐานสินค้าตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย (มาตรา ๗ และมาตรา ๑๑)

๓.ผู้รักษาการและวันบังคับใช้

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

พระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. ๒๕๐๓ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๗๗ ตอนที่ ๖๖ หน้า ๕๒๒ เมื่อ ๙ สิงหาคม ๒๕๐๓ โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

                  

 

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

กรกฎาคม ๒๕๔๗



[๑] นิติกร ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา