สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒

 

พัชรินทร์  คำเจริญ[๑]

 

๑. หลักการและเหตุผล โดยที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๘๑ ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.. ๒๕๑๕ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้ออกใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว และมีหลักการบางประการไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบัน สมควรปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวเสียใหม่ เพื่อส่งเสริมให้มีการแข่งขันในการประกอบธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยโดยส่วนรวม ทั้งยังเป็นการดำเนินการให้สอดคล้องกับพันธกรณีตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

๒. พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในมาตราใดของรัฐธรรมนูญ[๒] ซึ่งได้แก่

มาตรา ๓๐  ความเสมอกันในกฎหมายและการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

มาตรา ๔๘  สิทธิในทรัพย์สิน

มาตรา ๕๐  เสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

 

๓. สาระสำคัญของกฎหมาย

๓.๑. กำหนดประเภทของคนต่างด้าว ได้แก่ บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย นิติบุคคลซึ่งไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทย และนิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย

๓.๒. กำหนดหลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยแยกตามประเภทของคนต่างด้าว รวมทั้งทุนขั้นต่ำที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจ

๓.๓. กำหนดให้มีคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการให้คำปรึกษา เสนอแนะ หรือให้ความเห็นแก่รัฐมนตรีในเรื่องการออกกฎหมายตามพระราชบัญญัตินี้ และการกำหนดประเภทธุรกิจและท้องที่ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว รวมทั้งศึกษารวบรวม และจัดทำรายงานเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในประเทศไทย ผลกระทบและความเหมาะสมในเรื่องดังกล่าว

๓.๔. กำหนดอำนาจของนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยมีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลใดมาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานที่มีความจำเป็นต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งเข้าไปในสถานที่ที่คนต่างด้าวประกอบธุรกิจในระหว่างเวลาทำการเพื่อตรวจสอบให้การเป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

๓.๕. กำหนดมาตรการและบทกำหนดโทษในกรณีที่คนต่างด้าวไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติของพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าวตามพระราชบัญญัตินี้ให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวซึ่งเป็นธุรกิจที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้

๓.๖. กำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับบรรดาคำขอ ใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ หนังสือรับรองการประกอบธุรกิจ ใบแทนใบอนุญาตหรือหนังสือรับรอง รวมทั้งการคัดสำเนาเอกสารและการรับรองสำเนาเอกสาร

 

๔. การวิเคราะห์กฎหมาย

พระราชบัญญัตินี้มีบทกำหนดเกี่ยวกับการอนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจแตกต่างกัน กล่าวคือ ในกรณีของคนต่างด้าวโดยทั่วไปที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจในประเทศไทยหากเป็นธุรกิจที่อยู่ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ ก็สามารถดำเนินการได้โดยขออนุญาตหรือขอหนังสือรับรอง แล้วแต่กรณี แต่ในกรณีของคนต่างด้าวตามมาตรา ๗ ได้แก่ คนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยแต่ไม่ได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติหรือตามกฎหมายอื่น และคนต่างด้าวโดยผลของการถูกถอนสัญชาติตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติหรือตามกฎหมายอื่น หากประสงค์จะประกอบธุรกิจใดๆ ในประเทศไทย จะกระทำได้เฉพาะประเภทธุรกิจและในท้องที่ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีเท่านั้น  มาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ จึงเป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อความเสมอภาค แต่เนื่องจากสิทธิของคนต่างด้าวจะเป็นเช่นใด หรือมีสิทธิและเสรีภาพเช่นใด ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายภายในจะให้การรับรอง เมื่อเป็นการบัญญัติโดยกฎหมาย จึงไม่ถือว่าเป็นการไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญสำหรับความเสมอภาคและสิทธิและเสรีภาพในระหว่างคนต่างด้าวด้วยกันเอง

 

๕. ผู้รักษาการตามกฎหมายและวันบังคับใช้

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และให้มีอำนาจแต่งตั้งนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ กับออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ ตลอดจนยกเว้นค่าธรรมเนียมและกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ (มาตรา ๔๖)

พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๖ ตอนที่ ๑๒๓ ก หน้า ๑ ลงวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๒ โดยให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (มาตรา ๒)

 

                  

 

 

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สิงหาคม ๒๕๔๗



[๑]นิติกร  ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

[๒]รายงานการศึกษาวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายที่มีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยมูลนิธิสถาบันวิจัยกฎหมายเสนอต่อคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการพัฒนาประเทศ  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา