สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๓

 

นายยงยุทธ  ภู่ประดับกฤต[๑]

 

๑. หลักการและเหตุผล

เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๘๙[๒] ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐต้องจัดให้มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บัญญัติในหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติต้องให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้ความเห็นก่อนพิจารณาประกาศใช้ด้วย  ทั้งนี้ องค์ประกอบ ที่มา อำนาจหน้าที่และการดำเนินงานของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

๒. สาระสำคัญ

๒.๑ องค์ประกอบสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำหนดให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนเก้าสิบเก้าคน ซึ่งได้รับเลือกจากบุคคลที่เป็นตัวแทนของกลุ่มในภาคเศรษฐกิจ และกลุ่มในภาคสังคม ฐานทรัพยากรและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นกลุ่มตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญตามจำนวนที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ (มาตรา ๕) ได้แก่

๑) กลุ่มในภาคเศรษฐกิจ                                                 จำนวน ๕๐ คน

(๑) การผลิตด้านการเกษตร เช่น การทำนา การทำไร่

  การทำสวน การเลี้ยงสัตว์ การเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช

      และสัตว์ การประมง การแปรรูปสินค้าเกษตรชุมชน

      หรืองานเกษตรกรรมอื่นๆ                                     จำนวน ๑๖ คน

(๒) การผลิตด้านการอุตสาหกรรม เช่น การทำเหมือง

รวมทั้งการระเบิดหรือย่อยหิน การผลิตอาหาร

 เครื่องดื่ม สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง

 การผลิตไม้ เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ การผลิตเคมีภัณฑ์

 ยา ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ยางธรรมชาติ แก้ว ปูนซีเมนต์

 เซรามิค วัสดุก่อสร้าง อัญมณี เครื่องประดับ โลหะ

 เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ ยานยนต์และอะไหล่

 เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ หรือการผลิต

 อุตสาหกรรมอื่นๆ                                                จำนวน ๑๗ คน

(๓) การผลิตด้านการบริการ เช่น กิจการด้านการคมนาคม

 การขนส่ง การสื่อสาร การโทรคมนาคมและเทคโนโลยี

 สารสนเทศ การนำเข้า - ส่งออก การค้าสินค้าเกษตร

 และสินค้าอุตสาหกรรมภายในประเทศ การท่องเที่ยว

 การบริการทางกฎหมาย การบริการทางบัญชี

 การบริการทางสถาปัตยกรรม การบริการทางวิศวกรรม

 การก่อสร้าง การกีฬาและนันทนาการ ศิลปินและนักประพันธ์

 ข้าราชการ ธุรกิจร้านอาหาร สื่อมวลชนหรือ

 การบริการอื่น ๆ                                                  จำนวน ๑๗ คน

 

๒) กลุ่มในภาคสังคม ฐานทรัพยากรและผู้ทรงคุณวุฒิ      จำนวน ๔๙ คน

กลุ่มในภาคสังคม                                                              จำนวน ๑๙ คน

(๑) การพัฒนาชุมชน                                                   จำนวน   ๒ คน

(๒) การสาธารณสุข                                                     จำนวน   ๒ คน

(๓) การศึกษา ศิลปวัฒนธรรมและศาสนา                       จำนวน   ๔ คน

(๔) การพัฒนาและสงเคราะห์คนพิการ                           จำนวน   ๒ คน

(๕) การพัฒนาเด็ก เยาวชน สตรีและผู้สูงอายุ                 จำนวน   ๔ คน

(๖) การพัฒนาแรงงาน                                                 จำนวน   ๔ คน

(๗) การคุ้มครองผู้บริโภค                                            จำนวน   ๑ คน

กลุ่มในภาคฐานทรัพยากร                                                  จำนวน ๑๖ คน

(๘) ฐานทรัพยากร เช่น ที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ ลุ่มน้ำ

ทะเล อากาศ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ         จำนวน ๑๐ คน

(๙) การพัฒนาระบบการเกษตร                                    จำนวน   ๔ คน

(๑๐) การพัฒนาระบบการอุตสาหกรรม                      จำนวน   ๑ คน

(๑๑) การพัฒนาระบบการบริการ                                     จำนวน   ๑ คน

กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ                                                              จำนวน ๑๔ คน

 

๒.๒ วิธีการเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยที่องค์ประกอบของสมาชิกกำหนดให้มาจากบุคคลที่เป็นตัวแทนของกลุ่มในภาคเศรษฐกิจ และกลุ่มในภาคสังคม ฐานทรัพยากรและผู้ทรงคุณวุฒิ การคัดเลือกจึงต้องดำเนินการให้มีลักษณะกระจายการเลือกที่จะสามารถสรรหาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มกิจกรรมได้โดยตรงและเปิดเผย[๓] โดยมีขั้นตอนดังนี้ (มาตรา ๖)

๑) ให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจำนวนยี่สิบเอ็ดคนเมื่อมีกรณีต้องเลือกสมาชิก ประกอบด้วย

 (ก) ประธานกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นประธาน

 (ข) ปลัดกระทรวงทุกกระทรวง ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือสี่คน

 (ค) อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่งซึ่งเลือกกันเองให้เหลือสามคน

 (ง) อธิการบดีของสถาบันราชภัฏและสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลทุกแห่งซึ่งเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน[๔]

 (จ) ผู้แทนสถาบันภาคการผลิต จำนวนสี่คน ประกอบด้วย ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยหนึ่งคน ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหนึ่งคน ผู้แทนสมาคมธนาคารไทยหนึ่งคน และผู้แทนชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด หนึ่งคน

 (ฉ) ผู้แทนสหภาพแรงงาน ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน

 (ช) ผู้แทนองค์กรภาคเอกชนที่ดำเนินการโดยมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกันจำนวนสี่คน ซึ่งเลือกกันเองในแต่ละด้านๆ ละหนึ่งคนจากองค์กรภาคเอกชนที่มีวัตถุประสงค์หลัก ดังต่อไปนี้

 (๑) ด้านการพัฒนาชุมชนชนบท การพัฒนาชุมชนเมือง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการเกษตรทางเลือก หรือการจัดการเทคโนโลยีที่เหมาะสม

 (๒) ด้านการพัฒนาชีวิตของเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ติดเชื้อเอดส์ หรือผู้ป่วย

 (๓) ด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชน สิทธิของผู้บริโภค การส่งเสริมประชาธิปไตย หรือการพัฒนาแรงงาน

 (๔) ด้านการสาธารณสุข การศึกษา หรือศิลปวัฒนธรรม

 (ซ) ผู้แทนสื่อมวลชนในกิจการด้านหนังสือพิมพ์ ด้านวิทยุกระจายเสียงและด้านวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งเลือกกันเองกิจการละหนึ่งคน รวมเป็นสามคน

๒) ให้คณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทำหน้าที่พิจารณาสรรหาสมาชิก โดยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการสรรหาสมาชิก วิธีการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิก และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวนหกคณะ ดังต่อไปนี้

 (ก) คณะอนุกรรมการการผลิตด้านการเกษตร

 (ข) คณะอนุกรรมการการผลิตด้านการอุตสาหกรรม

 (ค) คณะอนุกรรมการการผลิตด้านการบริการ

 (ง) คณะอนุกรรมการกลุ่มในภาคสังคม

 (จ) คณะอนุกรรมการกลุ่มในภาคฐานทรัพยากร

 (ฉ) คณะอนุกรรมการกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ

ให้คณะอนุกรรมการแต่ละคณะตาม ๒) (ก) (ข) (ค) (ง) และ (จ) มีหน้าที่เสนอรายชื่อองค์กรที่มีคุณลักษณะและมีกิจกรรมที่เหมาะสมให้เป็นองค์กรผู้มีสิทธิเสนอชื่อสมาชิกของกลุ่มนั้นๆ โดยให้คำนึงถึงองค์กรที่มีการดำเนินกิจกรรมจริงและมีลักษณะการบริหารงานเป็นที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ได้  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการสรรหากำหนด โดยต้องคำนึงถึงการกระจายบุคคลซึ่งเป็นตัวแทนไปตามภาค อาชีพ เพศ และขนาดของกิจการโดยในกลุ่มการผลิตด้านการเกษตรจะต้องให้ได้สมาชิกซึ่งเป็นตัวแทนจากเกษตรกรรายย่อยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ในกลุ่มการผลิตด้านการอุตสาหกรรมต้องคำนึงถึงการกระจายบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม และลูกจ้าง และในกลุ่มการผลิตด้านการบริการจะต้องให้ได้สมาชิกซึ่งเป็นตัวแทนจากผู้ค้าอิสระหรือผู้ประกอบกิจการด้วยตนเองรายย่อยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม

๓) ให้องค์กรผู้มีสิทธิเสนอรายชื่อสมาชิกแต่ละองค์กรเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมัครใจตามจำนวนที่คณะกรรมการสรรหากำหนด และให้คณะอนุกรรมการตาม ๒) คัดเลือกบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อมาดังกล่าวเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสามเท่าของจำนวนสมาชิกที่จะพึงมีได้ตามที่กำหนดสำหรับกลุ่มนั้นๆ  ทั้งนี้ ตามจำนวน หลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการสรรหากำหนด

๔) ให้บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกของแต่ละกลุ่มตาม ๓) ประชุมกัน เพื่อทำการคัดเลือกกันเองตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการสรรหากำหนดให้ได้บุคคลผู้ที่จะเป็นสมาชิก ตามจำนวนที่จะพึงมีได้ตามที่กำหนดสำหรับกลุ่มนั้นๆ ทั้งนี้ ให้บุคคลผู้ได้รับคะแนนลำดับรองลงไปจำนวนสิบคนแรกของแต่ละกลุ่มเป็นผู้ได้รับการบรรจุในบัญชีรายชื่อสำรองของแต่ละกลุ่มนั้นๆ

๕) เมื่อทุกกลุ่มได้คัดเลือกบุคคลผู้ที่จะเป็นสมาชิกในกลุ่มของตนครบถ้วนทุกกลุ่มแล้ว ให้สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอรายชื่อต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการให้ประกาศรายชื่อสมาชิกในราชกิจจานุเบกษา

๖) สำหรับกรณีกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒินั้นต้องเป็นบุคคลซึ่งเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชนว่าเป็นผู้มีความรอบรู้ ความสามารถ และมีภูมิปัญญาอย่างแท้จริง โดยให้องค์กรผู้มีสิทธิเสนอรายชื่อตามกลุ่มต่างๆ ที่เสนอโดยคณะอนุกรรมการตาม ๒) (ก) (ข) (ค) (ง) และ (จ) เสนอรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิต่อคณะอนุกรรมการตาม ๒) (ฉ) และให้นำวิธีการตาม ๓) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

) การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุให้มีการเลือกสมาชิก[๕]

 

๒.๓ คุณสมบัติสมาชิกสภาสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำหนดให้สมาชิกสภาสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (มาตรา ๗)

(๑) มีสัญชาติไทย

(๒) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นจากคดี คนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

(๓) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(๔) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง

 

๒.๔ การดำรงตำแหน่ง กำหนดให้สมาชิกมีวาระการดำรงตำแหน่งสามปีนับแต่วันประกาศรายชื่อสมาชิกในราชกิจจานุเบกษา และอาจได้รับการเลือกใหม่ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระมิได้ สมาชิกซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าสมาชิกซึ่งได้รับการเลือกขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ (มาตรา ๘)

 

๒.๕ อำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำหนดอำนาจหน้าที่ให้ตรงกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘๙ ของรัฐธรรมนูญ ดังนี้ (มาตรา ๑๐)

ประการแรก การให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ประการที่สอง การให้ความเห็นเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนอื่นที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรขอความเห็นจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งแผนอื่นใดที่มีกฎหมายกำหนดให้เสนอแผนนั้นต่อสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก่อนพิจารณาประกาศใช้

 

๒.๖ การปฏิบัติหน้าที่ในการให้ความเห็นของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (มาตรา ๑๕ – มาตรา ๑๗) กำหนดให้กรณีที่คณะรัฐมนตรีขอคำปรึกษาจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือเสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแผนอื่นให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้ความเห็น ให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาโดยเร็ว ในการนี้ คณะรัฐมนตรีอาจขอให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวันก็ได้ และถ้าพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังมิได้จัดส่งความเห็นกลับคืนมายังคณะรัฐมนตรี ให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไปตามที่เห็นสมควรได้ และความเห็นของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต้องจัดทำเป็นรายงานแสดงความคิดเห็นของสมาชิกทุกฝ่ายที่เสนอความเห็นทั้งในทางสนับสนุนและคัดค้าน พร้อมทั้งเหตุผลและข้อดีข้อเสียหรือผลกระทบของแนวทางการดำเนินการตามความเห็นที่เสนอ และเปิดเผยให้สาธารณชนทราบ นอกจากนี้ยังกำหนดให้คณะรัฐมนตรีจัดทำรายงานผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีในเรื่องที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะ หรือให้ความเห็นเพื่อเสนอต่อสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเปิดเผยเหตุผลให้สาธารณชนทราบด้วย

 

.๗ การดำเนินงานของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (มาตรา ๑๘ – มาตรา ๒๗) พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีประธานสภาหนึ่งคนและรองประธานสภาสองคน เพื่อทำหน้าที่ในการประชุมและดำเนินกิจการของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

การดำเนินงานของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะกระทำในลักษณะการประชุมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นในเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ โดยต้องจัดให้มีการประชุมอย่างน้อยปีละสองครั้ง และจัดให้มีการประชุมในกรณีดังต่อไปนี้ เช่น คณะรัฐมนตรีขอให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณาให้คำปรึกษาในปัญหาที่เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม หรือสมาชิกเข้าชื่อกันตั้งแต่ยี่สิบห้าคนขึ้นไปร้องขอให้เปิดประชุม

กำหนดให้สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้รับเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา[๖]

 

๒.๘ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กำหนดให้มีสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อรับผิดชอบในงานธุรการและเป็นหน่วยงานทางวิชาการให้แก่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีเลขาธิการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นผู้ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ภายใต้การกำกับดูแลของประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (มาตรา ๒๗)

 

๓. ผู้รักษาการตามกฎหมายและวันบังคับใช้

กำหนดให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ (มาตรา ๔) และพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๓ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๗ ตอนที่ ๑๑๘ ก หน้า ๑ วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๓๗ โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่
วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
(มาตรา ๒)

 

                         

 

 

 

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สิงหาคม ๒๕๔๗



[๑] นิติกร ๔ ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

[๒] มาตรา ๘๙  เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหมวดนี้ ให้รัฐจัดให้มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม

  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ต้องให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติให้ความเห็นก่อนพิจารณาประกาศใช้

  องค์ประกอบ ที่มา อำนาจหน้าที่ และการดำเนินงานของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

[๓] บันทึกสรุปสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. .... สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ ๑๕๘/๒๕๔๓)

[๔] ในปัจจุบันพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้ยกฐานะสถาบันราชภัฏเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏและหากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลเปลี่ยนฐานะเป็นมหาวิทยาลัยแล้ว จะสามารถมีผู้แทนเป็นคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอยู่ต่อไปหรือไม่ และจำนวนคณะกรรมการสรรหาฯ ตามสัดส่วนอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นนิติบุคคลจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่นั้น สำหรับประเด็นปัญหาเหล่านี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมร่วมกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๑ และคณะที่ ๘) ได้ให้ความเห็นไว้ในบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง ฐานะของมหาวิทยาลัยราชภัฏตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. ๒๕๔๗ ในคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (เรื่องเสร็จที่ ๕๔๙/๒๕๔๗) สรุปได้ว่า การที่พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฯ ได้แยกอธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่งกับอธิการบดีของสถาบันราชภัฏและสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลทุกแห่งไว้คนละข้อนั้น เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้มีผู้แทนที่มาจากภาคการศึกษาแยกกันระหว่างสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ตามปกติ กับสถาบันราชภัฏและสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลซึ่งจัดการเรียนการสอนทางด้านวิชาการและด้านวิชาชีพ เน้นภูมิปัญญาชาวบ้านและความเป็นท้องถิ่น ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏฯ และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลฯ  ทั้งนี้ เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาฯ ประกอบด้วยผู้แทนด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง โดยมิได้คำนึงถึงความแตกต่างในด้านความเป็นนิติบุคคลหรือความเป็นสถาบันอุดมศึกษาแต่อย่างใด เพราะขณะนั้นสถาบันราชภัฏและสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลก็เป็นสถาบันอุดมศึกษาและเป็นนิติบุคคลอยู่แล้ว แม้จะมิได้กระจายแต่ละสถาบันเป็นนิติบุคคลต่างหากจากกันตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏฯ ก็ตาม แม้ต่อมาสถาบันราชภัฏจะได้จัดตั้งขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ แต่ก็มิได้เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่เป็นเพียงการกำหนดฐานะและเปลี่ยนแปลงชื่อเท่านั้น ไม่มีผลกระทบต่อเจตนารมณ์ของการกำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาฯ ตามพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฯ และเพื่อมิให้มีข้อสงสัยสมควรจะได้มีการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๓ ในเรื่องนี้ให้ชัดเจนและตรงตามเจตนารมณ์ต่อไป

[๕] คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๒) ได้ให้ความเห็นไว้ในบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การสรรหาสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (เรื่องเสร็จที่ ๘๒๘/๒๕๔๖) สรุปได้ว่า “วันที่มีเหตุให้มีการเลือกสมาชิก” ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖ วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๓ นั้น หมายถึงวันที่สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติดำรงตำแหน่งครบสามปีตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

[๖] โปรดดู พระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสมาชิกสภา
ที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๔๔ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๑๘ ตอนที่ ๑๐๔ ก
หน้า ๓๓ วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๔