สรุปสาระสำคัญ

พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์

พ.ศ. ๒๕๔๑

 

เพ็ญพิชชา สิริสังข์วรวงศ์[๑]

 

๑. หลักการและเหตุผล

โดยที่สถาบันการเงินในปัจจุบันมีปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินและกระทบกระเทือนต่อความสามารถในการให้สินเชื่อในภาคเศรษฐกิจ ฉะนั้น เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ สมควรแยกสินทรัพย์ด้อยคุณภาพออกมาแล้วขายหรือโอนให้แก่นิติบุคคลอื่นเพื่อบริหารสินทรัพย์นั้นต่อไป และเพื่อเป็นการจูงใจให้มีการจัดตั้งนิติบุคคลดังกล่าวสมควรกำหนดให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านค่าธรรมเนียมและภาษีบรรดาที่เกิดขึ้นจากการขายหรือการโอนสินทรัพย์จากสถาบันการเงินมาให้นิติบุคคล รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่นๆ จึงสมควรมีกฎหมายกำหนดสิทธิประโยชน์ที่นิติบุคคลนั้นจะได้รับ และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

 

๒. สาระสำคัญของพระราชบัญญัติ

กำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์รับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพรวมถึงหลักประกันของสินทรัพย์นั้นจากสถาบันการเงินซึ่งได้แก่ ธนาคารพาณิชย์, บริษัทเงินทุน, บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์, บริษัทเครดิตฟองซิเอร์, บริษัทบริหารสินทรัพย์[๒] และนิติบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา เพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป โดยธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็นผู้กำหนดว่าสินทรัพย์ประเภทใดเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จำหน่ายจ่ายโอนให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ได้

 

๒.๑ เงื่อนไชการจดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์

บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จะจดทะเบียนเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ ต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และได้ชำระค่าจดทะเบียนตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชกำหนดนี้แล้ว (ปัจจุบันกำหนดไว้เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท) ส่วนหลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอจดทะเบียนและการพิจารณารับจดทะเบียนให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง[๓] (มาตรา ๔)

 

๒.๒ การดำเนินกิจการของบริษัทบริหารสินทรัพย์

(ก) ให้ดำเนินกิจการบริหารสินทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด

(ข) บริษัทบริหารสินทรัพย์อาจจัดหาเงินทุนโดยการออกหลักทรัพย์หรือให้กู้ยืมเงินได้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด และอาจดำเนินงานในลักษณะเป็นการประกอบธุรกิจเงินทุนหรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการนั้น[๔] (มาตรา ๕)

(ค) บริษัทบริหารสินทรัพย์อาจให้ลูกหนี้ตามสัญญาเดิมกู้ยืมเงินเพิ่มเติมได้ แต่ทั้งนี้ต้องมีผลเป็นการเพิ่มมูลค่าของทรัพย์สินที่รับโอนให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรณีนี้บริษัทบริหารสินทรัพย์สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยได้ตามอัตราที่ตกลงกัน แม้เกินกว่าร้อยละ ๑๕ ต่อปีก็ตาม แต่อัตราดอกเบี้ยสูงสุดต้องไม่เกินกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด (มาตรา ๑๐)

 

๒.๓ การโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้อง

โดยหลักแล้วผู้รับโอนจะยกเรื่องการโอนสิทธิเรียกร้องขึ้นเป็นข้อต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ก็ต่อเมื่อมีการบอกกล่าวการโอนเป็นหนังสือไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้ได้ให้ความยินยอมด้วยในการโอนนั้น ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

พระราชกำหนดนี้บัญญัติยกเว้นไม่ต้องบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังลูกหนี้ตามบทบัญญัติข้างต้นได้เฉพาะแต่กรณีที่บริษัทบริหารสินทรัพย์(ผู้รับโอน) มอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิม(ผู้โอนหรือเจ้าหนี้เดิม) เป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ อย่างไรก็ดีลูกหนี้ยังคงมีสิทธิยกข้อต่อสู้ของตนได้ตามมาตรา ๓๐๘ วรรค ๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

กรณีที่ตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้เป็นบุคคลอื่นที่มิใช่ผู้รับชำระหนี้เดิม(ผู้โอนหรือเจ้าหนี้เดิม) บริษัทบริหารสินทรัพย์ต้องบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องนั้นไปยังลูกหนี้นับแต่วันที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ (มาตรา ๙)

 

๒.๔ ผลของการโอนสินทรัพย์

(ก) บริษัทบริหารสินทรัพย์และสถาบันการเงินได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและภาษีอากรต่างๆ ที่เกิดจากการโอนสินทรัพย์นั้น ทั้งนี้ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด (มาตรา ๘)

(ข) ถ้าสินทรัพย์นั้นมีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกัน ก็ให้หลักประกันเช่นนั้นตกแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งเป็นผู้รับโอนสินทรัพย์นั้นด้วย (มาตรา ๖)

(ค) ถ้าสินทรัพย์นั้นมีลักษณะเป็นการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลอยู่ก่อนแล้ว ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โดยสามารถนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้มีการยื่นไว้ก่อนที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนได้ แต่ถ้าศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้วก่อนมีการโอนสินทรัพย์ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรณีเช่นนี้ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อดำเนินการบังคับตามคำพิพากษาต่อไป (มาตรา ๗)

(ง) ในการเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ บริษัทบริหารสินทรัพย์เรียกเก็บดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม ณ วันที่รับโอนมา แม้จะกำหนดไว้เกินกว่าร้อยละ ๑๕ ต่อไปก็เรียกเก็บได้แต่อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวต้องไม่เกินไปกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ในกรณีสัญญาเดิมกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้เป็นอัตราลอยตัวและไม่มีฐานในการคำนวณของสถาบันการเงินเดิม (ผู้รับโอนหรือเจ้าหนี้เดิม) ให้อ้างอิงได้ กรณีเช่นนี้ให้คำนวณอัตราดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด (มาตรา ๑๐)

 

๒.๕ การเพิกถอนการจดทะเบียนบริษัทบริหารสินทรัพย์

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนของบริษัทบริหารสินทรัพย์เมื่อปรากฏเหตุดังต่อไปนี้

(ก) บริษัทบริหารสินทรัพย์ดำเนินงานส่อไปในทางทุจริตหรืออาจทำให้ประชาชนเสียหาย

(ข) บริษัทบริหารสินทรัพย์ละเว้นการดำเนินการตามที่มีกฎหมายบัญญัติ

(ค) บริษัทบริหารสินทรัพย์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในการดำเนินการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หรือที่รัฐมนตรีหรือธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตามพระราชกำหนดนี้

(ง) กรณีอื่นตามที่รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นสมควร

นับแต่วันที่มีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียน บริษัทบริหารสินทรัพย์นั้นหมดสิทธิได้รับประโยชน์ในการดำเนินกิจการบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดนี้ (มาตรา ๑๒)

 

๒.๖ บทกำหนดโทษ

เนื่องด้วยพระราชกำหนดนี้กำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์จัดทำบัญชีแสดงสินทรัพย์และหนี้สินให้ครบถ้วนถูกต้องเป็นปัจจุบันตามความเป็นจริงและต้องยื่นรายงานหรือแสดงเอกสารใดๆ รวมถึงการทำคำชี้แจงเพื่ออธิบายรายงานหรือเอกสารนั้นๆ ด้วย ทั้งนี้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่ง[๕] (มาตรา ๑๑)

หากบริษัทบริหารสินทรัพย์ไม่ดำเนินการดังกล่าวข้างต้น จะต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นอกจากนี้กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทบริหารสินทรัพย์ก็ต้องรับโทษด้วย โดยระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของบริษัทบริหารสินทรัพย์นั้นด้วย (มาตรา ๑๓)

กรณีที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัทบริหารสินทรัพย์ ได้กระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการเสียหายแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๕ ปี – ๑๐ ปี และปรับตั้งแต่ ๕๐๐,๐๐๐ – ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (มาตรา ๑๔)

 

๓. ผู้รักษาการตามกฎหมายและวันใช้บังคับกฎหมาย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้รักษาการตามพระราชกำหนดนี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้

พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕ ตอนที่ ๕๑ก หน้า ๑๒ ลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๑ โดยใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (มาตรา ๒)

 

____________________

 

 

 

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สิงหาคม ๒๕๔๗

 



[๑] นิติกร ๓ ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

[๒] ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นสถาบันการเงินลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๔

[๓] กฎกระทรวง (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกความความในพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.๒๕๔๑

[๔] พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒

[๕] ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ยื่นรายงาน ลงวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๔