สรุปสาระสำคัญพระราชกำหนดบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ. ๒๕๔๐

จิรพงษ์  เวชมงคลกร[๑]

๑.  หลักการและเหตุผล

โดยที่มีความจำเป็นและรีบด่วนที่จะต้องแก้ไขปัญหาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของประเทศที่กำลังประสบภาวะซบเซาโดยการขยายสินเชื่อที่อยู่อาศัยในวงกว้างขึ้น อันเป็นมาตรการหนึ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม แต่ปัจจุบันการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังต้องใช้เงินทุนจากสถาบันการเงินตัวกลางทั้งของรัฐและเอกชน ซึ่งทั้งในส่วนของสถาบันการเงินของรัฐและเอกชนยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการทำให้ไม่สามารถจัดสรรเงินทุนเพื่อให้สินเชื่อในสาขาที่อยู่อาศัยได้เพียงพอกับความต้องการ จึงสมควรจัดตั้งองค์การของรัฐเพื่อพัฒนาตลาดรองการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยนำหลักการของการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์มาใช้เพื่อให้สามารถระดมทุนสำหรับขยายสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้มากเพียงพอและสม่ำเสมอ และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ  จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

๒.  สาระสำคัญของพระราชกำหนด

องค์การของรัฐที่จัดตั้งขึ้นและมีฐานะเป็นนิติบุคคลเรียกว่า “บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย” หรือเรียกโดยย่อว่า “บตท.” (มาตรา ๕) มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัยและกิจการอื่นที่ส่งเสริมและพัฒนาตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่ง “บตท.” เป็นบรรษัทที่ทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวกับการลงทุนในสินทรัพย์ และการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์  ทั้งนี้ คำว่า “สินทรัพย์” ให้หมายความว่า สิทธิเรียกร้องหรือสิทธิอื่นใดที่จะก่อให้เกิดกระแสรับขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะแน่นอนหรือไม่ก็ตาม  ทั้งนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย (มาตรา ๓)

บตท. มีอำนาจกระทำกิจการต่างๆ ดังต่อไปนี้ (มาตรา ๘)

(๑)  ถือกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองหรือมีทรัพยสิทธิต่างๆ สร้าง ซื้อ จัดหา ขาย จำหน่าย เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม รับจำนำ รับจำนอง แลกเปลี่ยน โอน รับโอน หรือดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งในและนอกราชอาณาจักร ตลอดจนรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้

(๒)  รับโอนสินเชื่อของสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

(๓)  ดำเนินการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์

(๔)   ออกหลักทรัพย์หรือตราสารทางการเงิน

(๕)   รับประกันความเสี่ยงให้แก่ผู้ลงทุนในหลักทรัพย์ที่ออกในการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ว่าจะได้รับชำระหนี้คืนตามรูปแบบหรือวิธีการที่ชัดเจน

(๖)   เรียกเก็บดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม และค่าบริการทางการเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

(๗)  กู้ยืมเงินในประเทศหรือต่างประเทศเพื่อธุรกิจของ บตท.

(๘)  รับฝากเงินเพื่อประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจของ บตท. เพื่อให้การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์สำเร็จลุล่วง หรือเพื่อระดมเงินจากสถาบันการเงินและตลาดการเงิน แต่ไม่รวมถึงการระดมเงินฝากจากประชาชนทั่วไป

(๙)  ใช้เงินคงเหลืออยู่เปล่าของ บตท. ในการลงทุนเพื่อนำมาซึ่งรายได้ตามที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ

(๑๐) กระทำการอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของ บตท.

บตท. และผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับสิทธิประโยชน์จากการที่ บตท. ลงทุนในสินทรัพย์ ดังต่อไปนี้(มาตรา ๙)

(๑)  การประกอบธุรกิจเงินทุนหรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ สามารถกระทำได้โดยมิต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

(๒)  การรับโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้อง โดยให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นอันชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามบทบัญญัติมาตรา ๓๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา ๓๐๘ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

(๓)  การโอนสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่มิใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิอันเกิดขึ้นแต่การค้ำประกัน ให้สิทธิตามสินทรัพย์นั้นตกแก่ผู้รับโอนทุกช่วง

(๔)   การโอนสินทรัพย์ที่มีสิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือมีหลักประกันอย่างอื่นตามโครงการที่ได้รับอนุมัติ ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมต่างๆ ไม่ว่าจะกำหนดในกฎหมายใดในการโอนสินทรัพย์หรือการโอนหลักประกัน

(๕)   การโอนสินทรัพย์ที่มีดอกเบี้ยโดยชอบด้วยกฎหมายเกินกว่าร้อยละสิบห้าต่อปี มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๖๕๔ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับ และให้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากสินทรัพย์นั้นในอัตราไม่สูงกว่าอัตราที่คิดไว้เดิมได้ และตามวิธีคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้แต่เดิม

(๖)   การโอนสินทรัพย์ที่มีข้อกำหนดให้ผู้จำหน่ายสินทรัพย์รับโอนสินทรัพย์คืนไปได้ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตาม (๒) ถึง (๔)

(๗)  การรับโอนสินทรัพย์จากผู้จำหน่ายสินทรัพย์มาอย่างแท้จริง หมายถึง การโอนสินทรัพย์ที่

       ก.  มีการชำระราคาตามราคาตลาดที่เป็นธรรม

       ข.  ทำให้ บตท. ต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงและผลตอบแทนในสินทรัพย์ และ

       ค.  บตท. สามารถถือสิทธิในผลประโยชน์ที่มีของสินทรัพย์ที่รับโอนได้

       กรณีดังกล่าวมิให้นำมาตรา ๑๑๔ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ มาใช้บังคับ

(๘)  การออกหลักทรัพย์ที่เป็นตราสารหนี้ที่มิใช่ตราสารหนี้ที่มีสิทธิด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญ ให้ผู้ถือหลักทรัพย์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือสินทรัพย์ที่ บตท. รับโอนมา โดยให้มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากสินทรัพย์นั้นในลำดับก่อนบุริมสิทธิอื่น

ในการนี้ บตท. จะต้องจัดให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย” (มาตรา ๑๓) มีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลโดยทั่วไปภายในขอบวัตถุประสงค์ โดยให้หมายความรวมถึง (มาตรา ๑๗)

(๑)  กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เงินตอบแทน และค่าใช้จ่าย

(๒)  กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง การเงิน ทรัพย์สิน และการบัญชี รวมทั้งการตรวจสอบและสอบบัญชีภายใน

(๓)  กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานและดำเนินกิจการ

(๔)   กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับคุณสมบัติของลูกหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่ง บตท. จะรับโอน

(๕)   กำหนดมาตรฐานสัญญาสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ บตท. จะรับโอน

(๖)   กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประเมินราคาสินทรัพย์ที่ บตท. จะรับโอน ตลอดจนกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข และการรับประกันความเสี่ยงให้แก่ผู้ลงทุนในหลักทรัพย์ที่ บตท. ออกในการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์

(๗)  พิจารณาให้ความเห็นชอบงบประมาณของ บตท.

รวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วย ผู้จัดการและกรรมการในคณะกรรมการไม่น้อยกว่าสามคนและไม่เกินห้าคนเป็นกรรมการบริหาร และกำหนดให้กรรมการบริหารคนหนึ่งนอกจากผู้จัดการเป็นประธานกรรมการบริหาร (มาตรา ๑๘)

ในกรณีที่ บตท. ขอให้รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้ที่ บตท. กู้ยืมเงินจากแหล่งให้กู้ยืมภายในประเทศหรือต่างประเทศ ให้รัฐบาลมีอำนาจค้ำประกันเงินกู้ แต่จำนวนเงินกู้ที่จะค้ำประกันเมื่อรวมกับต้นเงินกู้ที่การค้ำประกันของรัฐบาลยังค้างอยู่ ต้องไม่เกินสี่เท่าของเงินกองทุนของ บตท. เมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทย โดยแปลงค่าตามอัตราถัวเฉลี่ยประจำวันที่ทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราได้กำหนดไว้ในวันทำสัญญา (มาตรา ๒๕)

เมื่อ บตท. บริหารกิจการมีกำไรสุทธิประจำปี ให้จัดสรรเป็นเงินสำรองได้ในกิจการของ บตท. ไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของกำไรสุทธิ ส่วนที่เหลือให้จัดสรรเข้าเงินกองทุนหรือนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด (มาตรา ๒๗)

๓.  ผู้รักษาการตามกฎหมายและวันใช้บังคับกฎหมาย

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้ (มาตรา ๔)

กรณีวันใช้บังคับกฎหมาย พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป[๒] (มาตรา ๒)



[๑] นิติกร ๓ ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

[๒] รก. ๒๕๔๐/๒๙ก/๒๐/๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๐