สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๔๖

 

พงษ์พิลัย  วรรณราช[๑]

 

๑. หลักการและเหตุผล

เนื่องจากประเทศไทยมีนโยบายที่จะให้ความคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อป้องกันมิให้ประชาชนสับสนหรือหลงผิดในแหล่งภูมิศาสตร์ของสินค้า โดยกำหนดให้มีการขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์สำหรับสินค้าที่มาจากแหล่งภูมิศาสตร์และห้ามการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์อันจะทำให้เกิดความสับสนหรือหลงผิดในแหล่งภูมิศาสตร์อันแท้จริงของสินค้าที่ระบุในทะเบียน ในขณะเดียวกันนโยบายดังกล่าวเป็นการอนุวัติการตามพันธกรณีที่ประเทศไทยมีตามข้อ ๒๒ ถึงข้อ ๒๔ แห่งความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัยพ์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าในภาคผนวกท้ายความตกลงมาร์ราเกซจัดตั้งองค์การการค้าโลกด้วยแต่กฎหมายไทยในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะรองรับนโยบายการให้ความคุ้มครองและรองรับพันธกรณีดังกล่าวได้สมควรมีกฎหมายคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

๒. สาระสำคัญ

ในพ.ร.บ. ฉบับนี้ได้กำหนดนิยามของ “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” ว่าหมายความถึง ชื่อ สัญลักษณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เรียกหรือใช้แทนแหล่งภูมิศาสตร์และที่สามารถบ่งบอกว่าสินค้าที่เกิดจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้นเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะเฉพาะของแหล่งภูมิศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการพิจารณาโดยมุ่งเน้นที่ตัวสินค้าเป็นสำคัญ

สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ขอขึ้นทะเบียนสำหรับสินค้าใดต้องไม่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ

๑. เป็นชื่อสามัญของสินค้าที่จะใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้น เพราะมีวัตถุประสงค์ที่จะให้มีลักษณะเฉพาะที่จะเป็นการบ่งชี้ถึงแหล่งของสินค้านั้นๆ หากระบุชื่อสามัญจะทำให้ไม่มีการบ่งชี้ถึงแหล่งที่มาของสินค้านั้น

๒. เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือนโยบายแห่งรัฐเพราะไม่ต้องการส่งเสริมให้มีสิ่งบ่งชี้ดังกล่าว

กรณีที่เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของต่างประเทศ พ.ร.บ.นี้ก็ให้ความคุ้มครองเช่นกัน แต่ต้องปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศนั้นและใช้สืบเนื่องตลอดมาจนถึงวันยื่นคำขอขึ้นทะเบียนในประเทศไทย

ได้กำหนดบุคคลหรือหน่วยงานที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ดังนี้

๑) ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคลซึ่งมีเขตรับผิดชอบครอบคลุมบริเวณแหล่งภูมิศาสตร์ของสินค้า

๒) บุคคลธรรมดา กลุ่มบุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการค้าเกี่ยวข้องกับสินค้าที่ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และมีถิ่นที่อยู่ในแหล่งภูมิศาสตร์ของสินค้า

๓) กลุ่มผู้บริโภคหรือองค์กรผู้บริโภคสินค้าที่ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

คำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับคุณภาพ ชื่อเสียงหรือคุณลักษณะอื่นของสินค้า แหล่งภูมิศาสตร์และรายละเอียดอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวงและเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ให้ทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอความเห็นต่อนายทะเบียนซึ่งในการพิจารณาคำขอของพนักงานเจ้าหน้าที่นี้อาจมีการเรียกให้ผู้ขอขึ้นทะเบียนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำชี้แจงหรือแสดงหลักฐานเพิ่มเติมและอาจส่งเรื่องให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาให้ความเห็นประกอบด้วยก็ได้

ในกรณีที่นายทะเบียนมีคำสั่งยกคำขอขึ้นทะเบียน ผู้ขอขึ้นทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนต่อคณะกรรมการ และหากยังไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ผู้ขอขึ้นทะเบียนก็มีสิทธินำคดีขึ้นไปสู่ศาลได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด

ในกรณีที่คำขอขึ้นทะเบียนเป็นไปตามหลักเกณฑ์ให้นายทะเบียนมีคำสั่งประกาศโฆษณาการรับขึ้นทะเบียนและภายในเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศโฆษณา บุคคลผู้มีส่วนได้เสียอาจยื่นคำคัดค้านการรับขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ได้ ซึ่งเมื่อมีการคัดค้านผู้ขอขึ้นทะเบียนต้องยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านนั้นภายในเวลาที่กำหนด เมื่อนายทะเบียนพิจารณาคำร้องคัดค้านและคำโต้แย้งแล้วก็จะมีคำวินิจฉัยซึ่งสามารถอุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนต่อคณะกรรมการได้และหากไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการก็สามารถนำคดีไปสู่ศาลได้

กรณีที่ไม่มีการคัดค้านหรือมีการคัดค้านแต่กระบวนการสิ้นสุดแล้วให้นายทะเบียนขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และให้การคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์มีผลตั้งแต่วันยื่นคำขอจดทะเบียน

เมื่อนายทะเบียนได้รับขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แล้ว หากปรากฏหลักฐานภายหลังว่าการขึ้นทะเบียนได้ดำเนินการไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือโดยอำพรางหรือมีรายการผิดจากความเป็นจริง ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อาจขอให้นายทะเบียนส่งเรื่องให้คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยให้แก้ไขหรือเพิกถอนทะเบียนได้ ในกรณีที่ปรากฏว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปภายหลังการขึ้นทะเบียนและทำให้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์มีลักษณะต้องห้ามหรือทำให้รายการเปลี่ยนแปลงไปจากที่ลงไว้ในทะเบียน ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อาจขอให้นายทะเบียนส่งเรื่องให้คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยแก้ไขหรือเพิกถอนทะเบียนได้และถ้าไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการผู้มีส่วนได้เสียก็มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลได้

เมื่อมีการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์สำหรับสินค้าใดแล้ว ผู้ผลิตสินค้าซึ่งอยู่ในแหล่งภูมิศาสตร์ของสินค้าดังกล่าวหรือผู้ประกอบการค้าเกี่ยวกับสินค้านั้นมีสิทธิใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ขึ้นทะเบียนกับสินค้าที่ระบุไว้ ตามเงื่อนไขที่นายทะเบียนกำหนด หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดให้นายทะเบียนแจ้งให้บุคคลนั้นปฏิบัติตามเงื่อนไข หากยังไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขโดยไม่มีเหตุอันสมควร นายทะเบียนอาจมีคำสั่งเป็นหนังสือระงับการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของบุคคลนั้นเป็นเวลาไม่เกินสองปีนับแต่ได้รับแจ้งคำสั่ง และผู้ถูกระงับการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนต่อคณะกรรมการได้ และหากยังไม่เห็นด้วยก็มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลได้

ได้มีการกำหนดว่าการกระทำดังต่อไปนี้เป็นการกระทำโดยมิชอบซึ่งจะมีบทลงโทษเอาไว้ ได้แก่

๑) การใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อแสดงหรือทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าสินค้าที่มิได้มาจากแหล่งภูมิศาสตร์ที่ระบุไว้เป็นสินค้าที่มาจากแหล่งภูมิศาสตร์ดังกล่าว

๒) การใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ทำให้เกิดความสับสนหรือหลงผิดในแหล่งภูมิศาสตร์ของสินค้าและในคุณภาพ ชื่อเสียงหรือคุณลักษณะอื่นของสินค้านั้น เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบการรายนั้น

รัฐมนตรีอาจกำหนดไว้ในกฎกระทรวงว่าให้สินค้าประเภทใดเป็นสินค้าเฉพาะอย่าง และการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์กับสินค้าที่มิได้มีแหล่งภูมิศาสตร์ที่ระบุไว้ในคำขอขึ้นทะเบียนเป็นการกระทำโดยมิชอบ แม้ว่าผู้ใช้จะได้ระบุแหล่งภูมิศาสตร์อันแท้จริงของสินค้านั้นไว้ด้วยหรือกระทำการใดที่แสดงให้ทราบถึงแหล่งภูมิศาสตร์อันแท้จริงของสินค้านั้นก็ตาม ในกรณีที่สินค้าเฉพาะอย่างที่กำหนดในกฎกระทรวงมีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เหมือนกันหรือพ้องกันแต่เป็นสินค้าที่มีแหล่งภูมิศาสตร์ต่างกัน เมื่อมีการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์สำหรับสินค้าดังกล่าวให้การใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

พ.ร.บ.นี้กำหนดให้มีคณะกรรมการสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลจากหลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน โดยให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานกรรมการและมีทั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและกรรมการโดยตำแหน่ง โดยมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญดังต่อไปนี้

๑) ให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาแก่รัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง

๒) พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัตินี้

๓) พิจารณาสั่งให้แก้ไขหรือเพิกถอนทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

เพื่อให้การเป็นไปตามพ.ร.บ.นี้ จึงได้มีการกำหนดบทลงโทษทางอาญาแก่บุคคลผู้กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติต่างๆ ตามที่ได้กำหนดไว้ และกำหนดให้อธิบดีมีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้

. ผู้รักษาการและวันบังคับใช้

พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ.๒๕๔๖ มาตรา กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และกำหนดให้พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปซึ่งพระราชบัญญัตินี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐ ตอนที่๑๐๘ก
ลงวันที่
๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖

 

                  

 

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

กันยายน ๒๕๔๗

 



[๑] นิติกร ๓ ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา