สรุปสาระสำคัญ

พระราชบัญญัติ

เครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๓๕

 

สุนันทา เอกไพศาลกุล[๑]

 

๑. หลักการและเหตุผล เพื่อเป็นการควบคุมเครื่องสำอางที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค รัฐจึงกำหนดนโยบายในการควบคุมโดยการรับขึ้นทะเบียนเครื่องสำอางควบคุมและกำกับดูแลให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ขายปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้

 

๒. สาระสำคัญของพระราชบัญญัติ

เครื่องสำอาง ตามกฎหมายหมายความว่า วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใดต่อร่างกายเพื่อความสะอาด ความสวยงาม และหมายความรวมถึงวัตถุที่เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางโดยเฉพาะ และอื่น ๆ ที่กำหนดโดยกฎกระทรวงให้เป็นเครื่องสำอาง

เครื่องสำอางที่ต้องควบคุมนั้น ได้แก่

๑. เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ[๒] (มาตรา ๕ (๑)) เช่น ผลิตภัณฑ์ขจัดรังแค ผลิตภัณฑ์ประเภทใช้กับผิวหนัง ผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำยายืดผม เป็นต้น ผู้ที่สามารถผลิตเครื่องสำอางควบคุมพิเศษเพื่อขาย หรือนำเข้าเพื่อขายได้จะต้องขึ้นทะเบียนเครื่องสำอางที่จะผลิต หรือจะนำเข้า แต่ทั้งนี้สำหรับร้านค้าปลอดอากรไม่จำต้องขึ้นทะเบียนเครื่องสำอางดังกล่าวแต่จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้เพื่อความปลอดภัยของประชาชน (มาตรา ๑๓) สำหรับการฝ่าฝืนไม่ดำเนินการขึ้นทะเบียนเครื่องสำอางและไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เพื่อความปลอดภัย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ หากได้กระทำความผิดซ้ำอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันที่กระทำความผิดครั้งที่แล้ว จะต้องระวางโทษเพิ่มขึ้นสองเท่าของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับผู้ขายเครื่องสำอางควบคุมพิเศษที่มิได้ขึ้นทะเบียน หรือถูกสั่งเพิกถอนทะเบียนแล้วจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดหรืออายัดเครื่องสำอางที่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้เพื่อดำเนินคดีต่อไปได้ และเครื่องสำอางดังกล่าวจะถูกริบไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม

เมื่อใดที่จะเริ่มประกอบการผลิตหรือนำเข้าเครื่องสำอางควบคุมพิเศษที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วจะต้องแจ้งให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาทราบก่อน หากไม่ดำเนินการดังกล่าวจะมีโทษทางอาญา และต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีจนกว่าจะมีการแจ้งหยุดการประกอบการผลิตหรือการนำเข้า ถ้าไม่มีการชำระค่าธรรมเนียมรายปีในเวลาที่กำหนด ต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๕ ต่อเดือน และอาจถูกเพิกถอนทะเบียนเครื่องสำอางควบคุมพิเศษนั้นหากมิได้ชำระให้ถูกต้องภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือเตือน และหากมีการผลิตหรือนำเข้าเครื่องสำอางควบคุมพิเศษที่ถูกเพิกถอนการขึ้นทะเบียนแล้ว ต้องระวางโทษปรับและจำคุกเช่นกัน

๒. เครื่องสำอางควบคุม (มาตรา ๕ (๒)) ได้แก่ ผ้าอนามัย ผ้าเย็นหรือกระดาษเย็น  แป้งฝุ่นโรยตัว[๓] ผู้ผลิตเพื่อขาย หรือนำเข้าเครื่องสำอางควบคุมต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง และจะต้องแจ้งชื่อ ที่ตั้งสำนักงาน สถานที่ผลิตหรือเก็บเครื่องสำอาง แจ้งชื่อ ประเภทและชนิดของเครื่องสำอางที่ผลิตหรือนำเข้า รวมทั้งแจ้งปริมาณของส่วนประกอบสำคัญของเครื่องสำอางดังกล่าวด้วย ตามมาตรา ๒๘ นอกจากนี้ผู้ผลิตหรือนำเข้าเพื่อขายเครื่องสำอางควบคุมจะต้องชำระค่าธรรมเนียมรายปีเช่นเดียวกับผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องสำอางควบคุมพิเศษเพื่อขาย หากไม่ชำระค่าธรรมเนียมรายปีจะต้องเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๕ ต่อเดือนเช่นเดียวกัน และผู้ใดฝ่าฝืนไม่แจ้งข้อความตามมาตรา ๒๘ และไม่ชำระค่าธรรมเนียมจะต้องระวางโทษทางอาญา

๓. เครื่องสำอางที่ต้องควบคุมฉลาก (มาตรา ๕ (๖)) ได้แก่ เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ และเครื่องสำอางควบคุม และเครื่องสำอางอื่นตามประกาศของคณะกรรมการเครื่องสำอาง ฉลากของเครื่องสำอางจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ ตามมาตรา ๓๐

(๑) ใช้ข้อความที่ตรงกับความจริง และต้องไม่มีข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง

(๒) ต้องระบุข้อความอันจำเป็นที่หากไม่ระบุแล้วจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอางแก่ผู้บริโภคได้

ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยว่าจะเป็นฉลากที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องสำอางที่มีการควบคุมฉลากอาจขอให้เลขาธิการอาหารและยาให้ความเห็นในฉลากที่จะใช้ได้ ตามมาตรา ๓๒

หากผู้ขายได้ขายเครื่องสำอางที่มีการควบคุมฉลากโดยไม่มีฉลากหรือมีแต่ฉลากนั้นไม่ถูกต้องจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสอองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการกระทำของผู้ผลิตหรือนำเข้าเครื่องสำอางที่ต้องควบคุมฉลากจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดโทษไว้สำหรับผู้รับจ้างทำฉลากหรือรับจ้างติดฉลากที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยรู้หรือควรรู้อยู่ว่าฉลากนั้นไม่ถูกต้อง

นอกจากเครื่องสำอางที่ต้องมีการควบคุมดังกล่าวข้างต้นแล้ว กฎหมายยังกำหนดห้ามมิให้ผู้ใดผลิต นำเข้า หรือขายเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ เครื่องสำอางปลอม และเครื่องสำอางผิดมาตราฐาน หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษทางอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ลักษณะของเครื่องสำอางดังกล่าว คือ

เครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ ได้แก่

๑. เครื่องสำอางที่มีสารที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้เจือปนอยู่ด้วย

๒. เครื่องสำอางที่มีวัตถุที่ห้ามใช้ตามมาตรา ๕ (๔) เช่น สารปฏิชีวนะ สารหนู ฟอร์มาลดีไฮด์[๔]

๓. เครื่องสำอางที่ผลิตหรือใช้ภาชนะบรรจุไม่ถูกสุขลักษณะอันอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้

๔. เครื่องสำอางที่มีสารอันสลายตัวทั้งหมดหรือแต่บางส่วนภายหลังที่บรรจุภาชนะแล้ว และทำให้เกิดเป็นพิษอันอาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้

เครื่องสำอางปลอม ได้แก่

๑. เครื่องสำอางที่ใช้วัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำเทียมขึ้นเป็นสารสำคัญของเครื่องสำอางนั้น หรือเป็นเครื่องสำอางที่ไม่มีสารสำคัญตามที่ได้แจ้งไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

๒. เครื่องสำอางที่แสดงว่าได้ขึ้นทะเบียนไว้ซึ่งไม่เป็นความจริง

๓. เครื่องสำอางที่ใช้ฉลากแจ้งชื่อผู้ผลิต หรือแหล่งผลิตที่ไม่เป็นความจริง

๔. เครื่องสำอางที่มีสารสำคัญขาด หรือเกินกว่าร้อยละยี่สิบตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ หรือตามที่แจ้งไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือตามที่ระบุไว้ในฉลาก

เครื่องสำอางผิดมาตรฐาน ได้แก่ เครื่องสำอางที่มีสารสำคัญน้อยหรือมากกว่าที่ขึ้นทะเบียนเครื่องสำอางไว้ หรือที่ได้แจ้งไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือที่ระบุไว้ในฉลากเกินเกณฑ์ค่าคลาดเคลื่อนที่รัฐมนตรีกำหนดไว้ในประกาศ แต่ไม่เกินหรือขาดจนถึงขนาดเป็นเครื่องสำอางปลอมในข้อ ๔

 

๓. ผู้รักษาการตามกฎหมายและวันใช้บังคับ

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

พระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ปี ๒๕๓๕ ตอนที่ ๔๒ หน้า ๕๙ วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๓๕ ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

 

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ตุลาคม ๒๕๔๗

 



[๑] นิติกร ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

[๒]ดูประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๓๕) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๓๕ เรื่องกำหนดเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ

[๓] ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๖ ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๓๕ เรื่อง ผ้าอนามัย, ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๓๖ ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๓๕ เรื่อง ผ้าเย็นหรือกระดาษเย็น, ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๓๖ ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๓๕ เรื่อง แป้งฝุ่นโรยตัว

[๔] ดูประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. ๒๕๓๕ เรื่องกำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง