พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.. ๒๕๔๑

 

พงษ์พิลัย  วรรณราช*

 

. หลักการและเหตุผล

ในประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย การจัดตั้งพรรคการเมืองนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะจะทำให้กระบวนการในการเลือกผู้แทนของประชาชนบรรลุผล และยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชน เมื่อรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองไว้ จึงต้องมีการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนี้ขึ้น เพื่อกำหนดระเบียบการจัดตั้งและการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง

 

. สาระสำคัญ

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.. ๒๕๔๑ ได้บัญญัติขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับ มาตรา ๓๒๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งได้กำหนดสาระสำคัญของพ...ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้เอาไว้

พรรคการเมือง หมายถึงพรรคการเมืองที่คณะบุคคลได้รวมกันจัดตั้งขึ้น โดยได้รับการจดแจ้งการจัดตั้งตามพ...ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ โดยกำหนดให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นนายทะเบียนและให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่รับคำขอจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง ควบคุม และตรวจสอบการดำเนินงานของพรรคการเมือง

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองไว้โดยมีลักษณะเฉพาะคือต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด เพราะเป็นเสรีภาพที่กำหนดให้แก่ชนชาวไทยเท่านั้นและที่สำคัญคือ ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนและเพื่อดำเนินกิจการในทางการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้นตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกำหนดให้ผู้จัดตั้งพรรคการเมืองจัดประชุมเพื่อกำหนดนโยบาย ข้อบังคับพรรคการเมืองและเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น

นายทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบคำขอจัดตั้งพรรคการเมืองว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าเห็นว่าถูกต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดให้นายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองนั้น ส่วนกรณีที่ไม่ถูกต้องนายทะเบียนจะไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งนั้น แต่หากเป็นข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อยผู้ขอจัดตั้งสามารถขอแก้ไขได้ภายในเวลาที่กำหนด และในกรณีที่ผู้ขอจัดตั้งไม่เห็นด้วยกับคำสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองสามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดได้

การจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองในทะเบียนพรรคการเมืองต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วยและพรรคการเมืองที่ได้รับจดแจ้งแล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองเป็นผู้ดำเนินกิจการของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามนโยบาย ข้อบังคับและมติของที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง นอกจากนี้ยังได้กำหนดเกี่ยวกับคุณสมบัติและการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิก กรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถูกพรรคมีมติให้ออกตามข้อบังคับพรรคการเมือง สมาชิกผู้นั้นสามารถอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ นอกจากนี้ยังได้กำหนดว่าการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองในกรณีใดที่ต้องกระทำโดยที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง

ในกรณีที่มีการกระทำฝ่าฝืนนโยบายหรือข้อบังคับพรรคการเมือง นายทะเบียนมีอำนาจเตือนเป็นหนังสือให้แก้ไขได้ หากยังไม่ปฏิบัติตามให้นายทะเบียนมีอำนาจยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ระงับหรือจัดการแก้ไขการกระทำดังกล่าวหรือให้ผู้บริหารพรรคออกจากตำแหน่ง กรณีที่สมาชิกหรือกรรมการบริหารพรรคตามจำนวนที่กำหนดเห็นว่ามติหรือข้อบังคับของพรรคขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็มีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยได้เช่นกัน และได้กำหนดเกี่ยวกับการดำเนินการหาสมาชิกและการจัดตั้งสาขาของพรรคการเมือง รวมทั้งกำหนดกรณีต่างๆ ที่จะต้องแจ้งให้นายทะเบียนทราบ

ให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารการเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์ต่างๆ ของพรรคการเมืองและสาขาพรรค ตลอดจนการดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับบัญชีของพรรคการเมือง ซึ่งประกอบด้วย บัญชีรายวันแสดงรายรับ-รายจ่าย, บัญชีแสดงรายรับจากการบริจาค, บัญชีแยกประเภทและบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งเมื่อนายทะเบียนได้รับงบการเงินของพรรคการเมืองที่ได้ส่งมา จะต้องเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อตรวจสอบและประกาศให้สาธารณชนทราบต่อไป

กำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคและกรรมการสาขาพรรค มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อนายทะเบียน ทั้งก่อนเข้าดำรงตำแหน่งและภายหลังพ้นจากตำแหน่ง และกำหนดมิให้พรรคการเมืองใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของพรรคการเมืองนั้นเกินวงเงินที่นายทะเบียนกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และมิให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองใช้จ่ายเกินวงเงินที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา

กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการบริจาคแก่พรรคการเมือง ซึ่งเน้นหลักการกระทำโดยเปิดเผยเป็นสำคัญ รวมทั้งวางข้อห้ามในการรับบริจาคในกรณีที่เป็นการสนับสนุนการกระทำอันเป็นการทำลายความมั่นคงของประเทศหรือกรณีที่เป็นการบริจาคของผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทยหรือเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศ

การสนับสนุนพรรคการเมืองโดยรัฐนั้นกระทำโดยการจัดให้มีกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายในการสนับสนุนพรรคการเมืองและการดำเนินการต่างๆ เพื่อพัฒนาพรรคการเมืองตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด และกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดสรรเงินสนับสนุนแก่พรรคการเมืองและควบคุมดูแลการใช้จ่ายเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งนอกจากรัฐจะให้เงินสนับสนุนแล้วยังให้ความสนับสนุนในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การจัดสรรเวลาออกอากาศทางวิทยุและโทรทัศน์ให้แก่พรรคการเมือง หรือให้การสนับสนุนในเรื่องค่าไปรษณียากร หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสาธารณูปโภค เป็นต้น

กำหนดกรณีต่างๆ ที่เป็นเหตุให้ต้องเลิกหรือยุบพรรคการเมือง โดยให้นายทะเบียนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเห็นว่ามีเหตุดังกล่าว (ยกเว้นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้นเอง) เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ามีเหตุดังกล่าวจริงให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองนั้นและให้ประกาศคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้นในราชกิจจานุเบกษา และยังกำหนดเกี่ยวกับการกระทำต่างๆ ของพรรคการเมืองอันอาจเป็นเหตุให้ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองได้ ซึ่งมีลักษณะกระทบกับความมั่นคงของประเทศ โดยให้นายทะเบียนแจ้งต่ออัยการสูงสุดเพื่อให้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวต่อไป เมื่อมีการเลิกหรือยุบพรรคการเมือง หัวหน้าพรรคการเมืองต้องส่งบัญชีและงบดุลพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเงินของพรรคการเมืองต่อนายทะเบียน และให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ชำระบัญชี

กรณีของการรวมพรรคการเมืองอาจเป็นการรวมกันเพื่อจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองใหม่หรืออาจรวมเป็นพรรคเดียวกับอีกพรรคการเมืองที่เป็นพรรคหลักก็ได้ และเมื่อนายทะเบียนได้รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองที่ได้รวมกันแล้วต้องดำเนินการเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พรรคการเมืองที่รวมเข้ากันนั้นเป็นอันยุบไป

เพื่อให้การดำเนินการทั้งหลายตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติจึงได้มีการกำหนดบทลงโทษไว้ มีทั้งกรณีที่เป็นโทษจำคุกหรือโทษปรับ, การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและการเพิกถอนสัญชาติไทยและเนรเทศออกนอกราชอาณาจักร แล้วแต่กรณี

 

๓. ผู้รักษาการและวันบังคับใช้

ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕ ตอนที่ ๓๕ก หน้า ๑ ลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๑

                  

 

 

 

 

 

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

พฤศจิกายน ๒๕๔๗



* นิติกร ๓  ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา