สรุปสาระสำคัญของพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๔๐

 

ธัญกมล  ลิมาคุณาวุฒิ*

 

๑. หลักการและเหตุผล เนื่องจากวิกฤตทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ทำให้เกิดปัญหาแก่ระบบสถาบันการเงินของประเทศ จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการแก้ปัญหาอย่างเป็นสากล และจัดตั้งองค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงินขึ้น โดยให้สถาบันการเงินจัดทำแผนแก้ไขฟื้นฟูการดำเนินงานภายใต้การควบคุมขององค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เพื่อแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินและฟื้นฟูฐานะของสถาบันการเงินที่ประสบปัญหา และคุ้มครองผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงิน ส่วนกรณีสถาบันการเงินที่ไม่อาจดำเนินการต่อไปได้นั้น จำเป็นจะต้องมีมาตรการพิเศษผ่อนคลายจากกรณีทั่วไปในเรื่องการขายทรัพย์สินของสถาบันการเงิน เพื่อให้เกิดสภาพคล่องทางเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมและให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อทรัพย์สิน

 

๒. สาระสำคัญ

พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้กำหนดให้มีการจัดตั้งองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ขึ้น เป็นองค์การของรัฐซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูฐานะ และช่วยเหลือผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ที่สุจริตของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ตลอดจนชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการในกรณีที่บริษัทดังกล่าวไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

ปรส. มีอำนาจกระทำกิจการต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘  เช่น ถือกรรมสิทธิ์หรือดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งในและนอกราชอาณาจักร กู้ยืมเงิน ออกตราสารหนี้ ออกพันธบัตร เป็นต้น ตลอดจนทำกิจการทั้งปวงที่เกี่ยวกับการจัดการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของ ปรส.

กำหนดให้มีคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (คณะกรรมการ ปรส.) ซึ่งประกอบด้วยประธานกรรมการหนึ่งคน ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้แทนกระทรวงการคลัง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสองคน เป็นกรรมการ และเลขาธิการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งประธานกรรมการ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และเลขาธิการ โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปี

คณะกรรมการ ปรส. มีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการภายในขอบวัตถุประสงค์ของ ปรส. และมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และข้อบังคับในการดำเนินการต่างๆ เช่น การเสนอและพิจารณาแผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟู หรือการให้ความช่วยเหลือผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ที่สุจริต เป็นต้น ตลอดจนปฏิบัติการอื่นใดเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระราชกำหนดนี้ ส่วนเลขาธิการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของ ปรส. ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของ ปรส. และตามนโยบายหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการ ปรส. กำหนด โดยให้เลขาธิการเป็นผู้แทนของ ปรส.

บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการต้องเสนอแผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูฐานะต่อคณะกรรมการ ปรส. เพื่อขอความเห็นชอบ โดยกำหนดให้แผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูฐานะที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการยื่นต่อคณะกรรมการกำกับการควบหรือโอนกิจการของสถาบันการเงิน ถือเป็นแผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูฐานะตามพระราชกำหนดนี้ด้วย ซึ่งคณะกรรมการ ปรส. ต้องพิจารณาโดยไม่ชักช้า และคณะกรรมการ ปรส. มีอำนาจสั่งให้บริษัทนั้นกระทำการต่างๆ ได้ เช่น ลดทุน เพิ่มทุน ถอดถอนและแต่งตั้งกรรมการผู้บริหาร เป็นต้น โดยถือว่าคำสั่งของคณะกรรมการ ปรส. เป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ให้การอนุญาตหรือการผ่อนผันตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ในเรื่องต่างๆ ที่กำหนดไว้ (มาตรา ๒๓) เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ปรส. ด้วย

ในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบ บุคคลใดๆ ไม่สามารถฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลายได้ และการโอนสิทธิเรียกร้องของบริษัทไปยังสถาบันการเงินอื่น ให้ทำได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๐๖ แต่ลูกหนี้ยังคงมีสิทธิยกข้อต่อสู้ตามมาตรา ๓๐๘ วรรคสองอยู่

ในกรณีที่คณะกรรมการ ปรส. เห็นว่า บริษัทได้ดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูจนสามารถดำเนินกิจการของตนเองต่อไปได้ หรือควบกิจการ หรือโอนกิจการให้กับสถาบันการเงินอื่นตามแผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูแล้วให้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และถ้ารัฐมนตรีโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าควรอนุญาต ให้คณะกรรมการ ปรส. มีคำสั่งให้บริษัทดังกล่าวดำเนินกิจการต่อไปได้ และอำนาจหน้าที่ของ ปรส. เป็นอันสิ้นสุดลง

ในกรณีที่คณะกรรมการ ปรส. เห็นว่า บริษัทไม่อาจแก้ไขฟื้นฟูฐานะหรือดำเนินงานได้ ให้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและคณะกรรมการ ปรส. มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการเข้าดำเนินการแทนบริษัทนั้นได้ทุกประการรวมทั้งทำการชำระบัญชี โดยคณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี การขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัทให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดนี้ ซึ่งอำนาจหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ปรส. ต้องจัดให้มีระบบบัญชีที่ถูกต้อง และระบบควบคุมตรวจสอบภายใน โดยให้มีการรายงานกิจการ งบดุล บัญชีกำไรขาดทุนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย และเมื่อ ปรส. ได้ดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่เสร็จสิ้นแล้ว ให้คณะกรรมการ ปรส. รายงานรัฐมนตรีเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติยุบเลิก ปรส. และดำเนินการชำระบัญชีตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ว่าด้วยการชำระบัญชีบริษัทจำกัด

พระราชกำหนดนี้ได้กำหนดโทษทางอาญาไว้สำหรับการเปิดเผยแก่บุคคลอื่นซึ่งกิจการของสถาบันการเงินซึ่งได้รู้มาจากการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ยกเว้นการเปิดเผยในกรณีที่กำหนดไว้ให้ทำได้ รวมทั้งการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ ปรส. ที่เรียกมาให้ถ้อยคำหรือส่งสำเนาหรือแสดงเอกสารหลักฐานต่างๆ

๓. ผู้รักษาการตามกฎหมายและวันบังคับใช้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ซึ่งพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔ ตอนที่ ๖๐ก หน้า ๑ ลงวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๐

 

                  

 

 

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ตุลาคม ๒๕๔๗

 



* นิติกร ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา