สรุปสาระสำคัญ

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัด พ.ศ. ๒๕๓๔

 

นวพร สาระคุณ[๑]

 

๑.    หลักการและเหตุผล

เพื่อให้อำนาจกองทัพเรือป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัดหรือการปล้นทรัพย์ทางทะเลทั้งในน่านน้ำอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจำเพาะ และทะเลหลวง และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศและทางปฏิบัติของนานาประเทศ

 

๒.     สาระสำคัญของพระราชบัญญัติ

๒.๑ คำนิยามที่สำคัญ

“การกระทำอันเป็นโจรสลัด” หมายความว่า

( ก ) ยึด หรือควบคุมเรือโดยใช้กำลัง หรือโดยขู่เข็ญว่าจะกระทำอันตรายต่อเรือ หรือต่อคนในเรือ

( ข ) ทำลายเรือ ทำให้เกิดความเสียหายแก่เรือ

( ค ) หน่วงเหนี่ยว กักขัง หรือกระทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย

( ง ) ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ซึ่งได้กระทำในทะเลหลวงหรือในเขตเศรษฐกิจจำเพาะไม่ว่าของประเทศใด

๒.๒ การดำเนินการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัด

เจ้าหน้าที่ทหารเรือมีอำนาจดำเนินการตามความจำเป็นเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัดรวมทั้งมีอำนาจสืบสวนเบื้องต้นเกี่ยวกับการกระทำความผิดซึ่งให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (มาตรา ๕) เช่น มีอำนาจตรวจสอบเรือหรืออากาศยานที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะได้มีการกระทำอันเป็นโจรสลัด  (มาตรา ๖) เมื่อสั่งหรือบังคับให้เรือหรืออากาศยานหรือไปยังที่แห่งใด หรือลงไปยังสนามบินหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวแห่งหนึ่งแห่งใด ให้เจ้าหน้าที่ทหารเรือมีอำนาจตรวจค้น สืบสวนสอบสวนเบื้องต้นบุคคลในเรือ จับกุมและควบคุมตัวผู้กระทำความผิด ควบคุมเรือหรืออากาศยาน และสิ่งของที่จะใช้ ได้ใช้ หรือได้มาจากการกระทำความผิด จัดส่งไปยังพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้บัญชาการทหารเรือและอธิบดีกรมตำรวจร่วมกันกำหนดโดยไม่ชักช้าพร้อมทั้งบันทึกทั้งปวงที่เกี่ยวข้องที่ทำไว้ในคดี (มาตรา ๗ และ๑๐) ในกรณีที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสวบสวนเบื้องต้นหรือการสอบสวน เจ้าหน้าที่ทหารเรือ หรือพนักงานสอบสวน มีอำนาจควบคุมเรือหรืออากาศยานที่ถูกควบคุมผ่านเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศใดก็ได้ หรือทะเลหลวงไปยังที่แห่งหนึ่งแห่งใดได้ (มาตรา ๘) ในกรณีที่สอบสวนเบื้องต้นไม่พบว่าผู้ควบคุมเรือหรืออากาศยานและบุคคลในเรือหรืออากาศยานได้กระทำการอันเป็นโจรสลัดให้ปล่อยเรือหรืออากาศยาน และบุคคลในเรือหรืออากาศยานทั้งหมดไป (มาตรา ๙)

 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ เจ้าหน้าที่ทหารเรือไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวในบรรดาความเสียหายที่เกิดขึ้น เว้นแต่จะได้กระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง (มาตรา ๑๑)

๒.๓ ฐานความผิดและอัตราโทษ

การกระทำการอันเป็นโจรสลัดอาจมีการกระทำความผิดได้หลายลักษณะได้แก่ โดยการยึดหรือเข้าควบคุมเรือโดยใช้กำลังทำร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะกระทำอันตรายต่อเรือหรือบุคคลในเรือ โดยการทำลายเรือ โดยทำให้เกิดความเสียหายแก่เรือจนอยู่ในลักษณะจนน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคล โดยชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์ ถ้าการกระทำความผิดข้างต้นได้กระทำโดยแสดงความทารุณจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ,ได้รับอันตรายสาหัส หรือถึงแก่ความตาย ใช้อาวุธ ใช้ปืนยิง ใช้วัตถุระเบิด หรือกระทำทรมานก็จะได้รับโทษหนักขึ้น เป็นต้น  

การกระทำการอันเป็นโจรสลัดแต่ละลักษณะ จะมีการกำหนดอัตราโทษเอาไว้เป็นรายมาตราโดยมีอัตราโทษตั้งแต่ ประหารชีวิต จำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ เช่น กระทำการอันเป็นโจรสลัด โดยทำลายเรือ ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่หนึ่งถึงยี่สิบปี (มาตรา ๑๖)

การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ยังรวมถึงการสนับสนุนการกระทำความผิดต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ (มาตรา ๒๖) และการพยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ (มาตรา ๒๗)

๒.๓ การดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด

การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ไปฟ้องคดีที่ศาลอาญา แต่ถ้าการสอบสวนได้กระทำในท้องที่ที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลใด ให้ชำระที่ศาลนั้นได้ด้วย ถ้าเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร ให้ไปฟ้องคดีที่ศาลทหารกรุงเทพ แต่ถ้าการสอบสวนได้กระทำในท้องที่ที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหารใด ให้ชำระที่ศาลทหารนั้นได้ด้วย (มาตรา ๑๔)

นอกจากนี้ถ้าหากกระทำการอันเป็นโจรสลัดนอกราชอาณาจักร ก็จะต้องมารับโทษในราชอาณาจักรและให้อธิบดีกรมอัยการหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบหรือจะมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคนอื่นก็ได้ ในกรณีจำเป็น ให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่เจ้าหน้าที่ทหารเรือนำผู้ต้องหาไปส่งมีอำนาจสอบสวนในระหว่างรอคำสั่งอธิบดีกรมอัยการ (มาตรา ๒๘)

 

๓.    ผู้รักษาการตามกฎหมายและวันใช้บังคับ

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของแต่ละกระทรวง (มาตรา ๒๙)

พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัด พ.ศ. ๒๕๓๔ ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๔ โดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (มาตรา ๒) 

 

                       

 

 

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

พฤศจิกายน ๒๕๔๗

 

 



[๑] นิติกร  ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง  สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา