สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕

 

ธัญกมล  ลิมาคุณาวุฒิ*

 

๑. หลักการและเหตุผล ให้มีกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่เหมาะสม เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ฝากเงินกับธนาคารและหลักประกันในการประกอบการธนาคารพาณิชย์ การให้ธนาคารพาณิชย์มีบทบาทในการใช้เงินทุนไปในทางอำนวยประโยชน์แก่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การให้สาธารณชนเข้ามามีส่วนร่วมในการประกอบกิจการธนาคาร และการส่งเสริมให้มีการระดมเงินทุนนอกประเทศมาสร้างเสริมระบบสถาบันการเงินให้มั่นคงและให้มีการควบกิจการหรือการโอนกิจการธนาคารพาณิชย์ได้ ตลอดจนการให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าแก้ปัญหาของธนาคารพาณิชย์ที่ประสบภาวะวิกฤติ อันจะก่อให้เกิดเสถียรภาพในระบบธนาคารพาณิชย์อย่างแท้จริง และขยายขอบเขตการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ให้เป็นไปตามแนวทางสากล ตลอดจนเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

๒. สาระสำคัญ

กำหนดว่าธนาคารพาณิชย์ หมายถึง ธนาคารที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ และสาขาของธนาคารต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์ โดยธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ใช่สาขาของธนาคารต่างประเทศจะต้องตั้งขึ้นเป็นบริษัทมหาชนจำกัดเท่านั้น และบุคคลใดจะถือหุ้นธนาคารพาณิชย์ใดเกินร้อยละห้าของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคารพาณิชย์นั้นไม่ได้ เว้นแต่เป็นไปตามข้อยกเว้นที่ พ.ร.บ. นี้กำหนดไว้ นอกจากนี้ผู้ถือหุ้นในธนาคารพาณิชย์จำนวนไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย และต้องมีกรรมการเป็นบุคคลสัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด เมื่อธนาคารพาณิชย์ได้รับอนุญาตให้ตั้งสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานสาขา ณ ที่ใดแล้ว จะย้ายสำนักงานนั้นไม่ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย

ให้ธนาคารพาณิชย์เท่านั้นประกอบการธนาคารพาณิชย์ อันได้แก่ การประกอบธุรกิจประเภทรับฝากเงิน และใช้ประโยชน์เงินนั้นในทางหนึ่งหรือหลายทาง เช่น การให้สินเชื่อ เป็นต้น และเมื่อได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วธนาคารพาณิชย์ก็อาจทำธุรกิจที่เกี่ยวกับหรือเนื่องจากการธนาคารพาณิชย์หรือธุรกิจอันเป็นประเพณีที่ธนาคารพาณิชย์พึงทำได้ เช่น การเรียกเก็บเงินตามตั๋วเงิน การค้ำประกัน เป็นต้น โดยในการดำเนินการธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงเงินกองทุน, ดำรงเงินสดสำรอง และดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามที่กำหนดไว้ และจะต้องไม่กระทำการใดๆ ที่ พ.ร.บ. นี้กำหนดห้ามไว้ด้วย (มาตรา ๑๒, มาตรา ๑๒ จัตวา และมาตรา ๑๓) นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการรับฝากเงิน การกู้ยืมเงิน หรือการซื้อขายตั๋วแลกเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใดได้ รวมทั้งมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องอื่นๆ เช่น อัตราดอกเบี้ยได้อีกด้วย แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ให้อำนาจรัฐมนตรีและธนาคารแห่งประเทศไทยในการสั่งให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการต่างๆ ได้ เช่น การสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว หรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ หรือแก้ไขการกระทำต่างๆ รวมถึงการถอดถอนกรรมการของธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนการสั่งควบคุมธนาคารหรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาต หากการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์นั้นๆ เป็นไปตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. นี้ เช่น กรณีปรากฏหลักฐานว่าธนาคารพาณิชย์ใดมีฐานะหรือการดำเนินการอยู่ในลักษณะอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน หรือกรรมการของธนาคารไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือเพื่อประโยชน์ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินหรือระบบสถาบันการเงิน เป็นต้น

ในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ควบกิจการเข้าด้วยกันหรือควบกิจการเข้ากับสถาบันการเงิน ไม่มีผลเป็นการโอนใบอนุญาตของธนาคารพาณิชย์เดิม และในการโอนกิจการของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่ธนาคารพาณิชย์อื่นหรือสถาบันการเงิน ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี โดยการโอนสิทธิเรียกร้องในการโอนกิจการนี้ไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา ๓๐๖ แห่ง ป.พ.พ. และถ้ามีการโอนสินทรัพย์ที่มีหลักประกันอย่างอื่นที่ไม่ใช่สิทธิจำนอง สิทธิจำนำ หรือสิทธิที่เกิดขึ้นจากการค้ำประกัน ให้หลักประกันนั้นเป็นของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการแล้วแต่กรณี นอกจากนี้ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ก็ให้ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการแล้วแต่กรณี เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความในคดีนั้นแทน

 

๓. ผู้รักษาการตามกฎหมายและวันบังคับใช้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ซึ่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๙ ตอนที่ ๓๙ หน้า ๑พ ลงวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๕

 

                  

 

 

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ธันวาคม ๒๕๔๗



* นิติกร ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา