สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. ๒๕๔๕

 

ธัญกมล  ลิมาคุณาวุฒิ*

 

๑. หลักการและเหตุผล เนื่องจากการให้กู้ยืมหรือให้สินเชื่อของสถาบันการเงินจำเป็นต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับฐานะทางการเงินและประวัติการชำระหนี้ของลูกค้าอย่างเพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมาการให้กู้ยืมหรือให้สินเชื่อของสถาบันการเงินยังมีข้อมูลไม่ครบถ้วน ส่งผลให้เกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดปัญหาความมั่นคงแก่ระบบสถาบันการเงิน นอกจากนี้การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นการเฉพาะด้วย

 

๒. สาระสำคัญ

กำหนดว่า ธุรกิจข้อมูลเครดิต หมายถึง กิจการเกี่ยวกับการควบคุมและหรือการประมวลผลข้อมูลเครดิตหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าที่ขอสินเชื่อ เพื่อให้ข้อมูลเครดิตแก่สถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกของบริษัทข้อมูลเครดิต (สมาชิก) หรือผู้ใช้บริการที่เป็นสมาชิกหรือนิติบุคคลที่ประกอบกิจการให้สินเชื่อเป็นทางค้าปกติโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีให้จัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด และได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรี แต่หากผู้ใดประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ให้ใช้บังคับ ก็ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายในเวลาที่กำหนด โดยในระหว่างการพิจารณาคำขอให้ผู้นั้นประกอบธุรกิจต่อไปได้จนกว่ารัฐมนตรีจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น บริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต หรือบริษัทข้อมูลเครดิตต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถืออยู่เกินกึ่งหนึ่งของทุนจดทะเบียนของบริษัทจำกัด หรือทุนชำระแล้วของบริษัทมหาชนจำกัด แล้วแต่กรณี และต้องมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด

บริษัทข้อมูลเครดิตเท่านั้นที่สามารถประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตได้ โดย พ.ร.บ. นี้กำหนดห้ามบริษัทข้อมูลเครดิต ผู้ควบคุมข้อมูลและผู้ประมวลผลข้อมูลที่ดำเนินการในราชอาณาจักรดำเนินกิจการ ทำการควบคุม หรือประมวลผลข้อมูลภายนอกราชอาณาจักร และห้ามจัดเก็บข้อมูลห้ามจัดเก็บ รวมถึงห้ามประมวลผลข้อมูลที่มีอายุเกินกว่าที่กำหนดด้วย นอกจากนี้บริษัทข้อมูลเครดิตยังต้องใช้คำนำหน้าชื่อว่า “บริษัทข้อมูลเครดิต” ด้วย ผู้ใดที่ไม่ใช่บริษัทข้อมูลเครดิตจะใช้คำนำหน้าชื่อเช่นเดียวกันนี้ไม่ได้ และผู้ใดจะประกาศหรือโฆษณาว่าสามารถแก้ไขข้อมูลให้แตกต่างจากที่บริษัทข้อมูลเครดิตจัดเก็บหรือกีดกัน ขัดขวาง หรือทำให้เกิดการผูกขาดในการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตไม่ได้

ให้บริษัทข้อมูลเครดิตมีหน้าที่ต้องทำการประมวลผลข้อมูลจากสมาชิก หรือจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และต้องจัดข้อมูลให้เป็นระบบตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต (คณะกรรมการ) ประกาศกำหนด อีกทั้งต้องเปิดเผยหรือให้ข้อมูลแก่สมาชิกหรือผู้ใช้บริการที่ประสงค์จะใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์การให้สินเชื่อ รวมทั้งการรับประกันภัย การรับประกันชีวิต และการออกบัตรเครดิตตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และกำหนดหน้าที่ของสมาชิกไว้ด้วย เช่น หน้าที่ในการส่งข้อมูลของลูกค้าของตนแก่บริษัทข้อมูลเครดิตที่ตนเป็นสมาชิกและแจ้งเป็นหนังสือให้ลูกค้าของตนทราบโดยไม่เลือกปฏิบัติ หรือการส่งข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยอยู่เสมอ เป็นต้น นอกจากนี้ยังกำหนดหน้าที่ของผู้ใช้บริการให้ใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้เท่านั้น และห้ามมิให้เปิดเผยหรือเผยแพร่ข้อมูลแก่ผู้อื่นที่ไม่มีสิทธิรับรู้ข้อมูล ซึ่งหน้าที่ในการไม่เปิดเผยข้อมูลนี้เป็นหน้าที่สำคัญที่กำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของบริษัทข้อมูลเครดิต ผู้ควบคุมข้อมูล ผู้ประมวลผลข้อมูล สมาชิก หรือผู้ใช้บริการ รวมถึงผู้ซึ่งรู้ข้อมูลจากการทำงานหรือปฏิบัติหน้าที่ และผู้ซึ่งรู้ข้อมูลจากบุคคลดังกล่าวข้างต้นตามที่กำหนดไว้

เพื่อให้ความคุ้มครองและความเป็นธรรม พ.ร.บ. ได้กำหนดให้สิทธิแก่เจ้าของข้อมูลไว้หลายประการ เช่น สิทธิที่จะรับรู้ว่าบริษัทข้อมูลเครดิตเก็บรักษาข้อมูลใดของตน, สิทธิที่จะตรวจสอบ แก้ไขข้อมูล เป็นต้น ซึ่งหากมีข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าของข้อมูลกับบริษัทข้อมูลเครดิต สถาบันการเงิน สมาชิก หรือผู้ใช้บริการ และไม่อาจหาข้อยุติได้ เจ้าของข้อมูลอาจอุทธรณ์ข้อโต้แย้งนั้นต่อคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดได้ และเมื่อมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเป็นเช่นใดก็ให้ปฏิบัติตามนั้น

ให้มี “คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต” ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ในการกำกับดูแลการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต และมีอำนาจหน้าที่อื่นๆ ตามที่กำหนดไว้ เช่น อำนาจหน้าที่ในการออกประกาศหรือคำสั่งเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. นี้ เป็นต้น โดยในการปฏิบัติหน้าที่นี้ คณะกรรมการอาจมอบหมายให้คณะอนุกรรมการ หรือธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ปฏิบัติการหรือเสนอความเห็นมายังคณะกรรมการเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วยก็ได้ อย่างไรก็ตามในการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการต้องให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือสงสัยว่ากระทำการอันเป็นการละเมิดสิทธิของเจ้าของข้อมูลได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความคิดเห็นตามสมควร เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วน นอกจากนี้ พ.ร.บ. ยังกำหนดให้อำนาจหน้าที่แก่ธนาคารแห่งประเทศไทยและพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามการเสนอแนะของคณะกรรมการให้ปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. นี้ด้วย โดยทั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวถือเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิตของบริษัทข้อมูลเครดิตได้เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามที่กำหนดไว้ เช่น มีการประกอบกิจการโดยทุจริตหรืออาจทำให้ประชาชนเสียหาย เป็นต้น และพ.ร.บ. ยังได้กำหนดความรับผิดทางแพ่งของบริษัทข้อมูลเครดิตในกรณีการเปิดเผยข้อมูล และบทกำหนดโทษทางอาญาในการกระทำต่างๆ ไว้ด้วย

 

๓. ผู้รักษาการตามกฎหมายและวันบังคับใช้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ซึ่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. ๒๕๔๕ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙ ตอนที่ ๑๑๔ก หน้า ๑ ลงวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕

 

                  

 

 

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มกราคม ๒๕๔๘



* นิติกร ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา