สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖

พงษ์พิลัย  วรรณราช[*]

๑. หลักการและเหตุผล

เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ได้กำหนดกรอบการบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชนให้มีความเป็นอิสระ โดยมีการกำกับ ติดตามการประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจากรัฐ เพื่อให้สถานศึกษาของเอกชนที่จัดการศึกษาระดับปริญญาดำเนินกิจการได้โดยอิสระ สามารถพัฒนาระบบบริหารและการจัดการที่เป็นของตนเอง มีความคล่องตัว มีเสรีภาพทางวิชาการและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาสถานศึกษา และได้กำหนดให้มีคณะกรรมการอุดมศึกษา เพื่อทำหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนาและมาตรฐานการอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนรวมทั้งเพื่อเป็นการสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาเอกชนให้ธำรงรักษามาตรฐานการศึกษาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น มีความมั่นคงและเอื้ออำนวยต่อการขยายกิจการในการจัดการอุดมศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

๒. สาระสำคัญ

สถาบันอุดมศึกษาเอกชน หมายถึง สถานศึกษาของเอกชนที่ให้การศึกษาระดับปริญญาแก่บุคคลตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไป โดยมีลักษณะเป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ

สถาบันอุดมศึกษาเอกชน มีสามประเภทคือ มหาวิทยาลัย สถาบันและวิทยาลัย ซึ่งการจัดตั้งจะต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการอุดมศึกษา โดยการขอรับอนุญาต ต้องเสนอโครงการจัดตั้ง ข้อกำหนดและสาขาวิชาที่จะเปิดสอน และได้กำหนดรายการต่างๆ ที่ต้องจัดให้มีในข้อกำหนดด้วย

เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนเป็นนิติบุคคล และให้ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้แทนของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้นจนกว่าจะได้แต่งตั้งอธิการบดี และการเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนประเภทสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตแล้วจะต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ

ประการหนึ่งที่สำคัญที่ต้องมีการดำเนินการภายหลังจากได้รับใบอนุญาตแล้วคือ เรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยปลอดจากภาระผูกพันใดๆ ให้แก่สถาบันอุดมศึกษาเอกชนตามระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้งต้องมีการโอนเงินและทรัพย์สินอื่นซึ่งเป็นทุนนอกจากที่ดินให้แก่สถาบันอุดมศึกษาเอกชนด้วย หากไม่ปฏิบัติตามรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจเพิกถอนใบอนุญาตได้

กำหนดให้กิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ แต่ผู้ปฏิบัติงานจะต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน

กำหนดให้คณะกรรมการการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ มีอำนาจและหน้าที่ในการให้ความเห็นชอบตามที่พ.ร.บ. นี้กำหนด, เสนอความเห็นหรือให้คำแนะนำต่อรัฐมนตรี, ให้การรับรองหลักสูตรการศึกษาตามมาตรฐานที่กระทรวงกำหนด และให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานการศึกษาและวิทยฐานะของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

ให้มีสภาสถาบันในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแต่ละแห่งประกอบด้วย นายกสภาสถาบัน อธิการบดี กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งผู้รับใบอนุญาตเสนอชื่อและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีเลือกจากบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะกรรมการเห็นชอบ โดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้ง การพ้นจากตำแหน่งและคุณสมบัติของนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันไว้ และกำหนดสภาสถาบันมีอำนาจหน้าที่ในการวางนโยบายและควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน รวมทั้งอำนาจหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ. นี้

กำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการประจำสถาบันอุดมศึกษาเอกชน มีอำนาจหน้าที่พิจารณาเกี่ยวกับตำแหน่งทางวิชาการของคณาจารย์ พิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการอุทธรณ์ตำแหน่งทางวิชาการของคณาจารย์ และการพิจารณาเทียบตำแหน่งทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาอื่นเข้าสู่ระบบของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

ให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด และได้กำหนดเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของอธิการบดีที่สำคัญคือ การควบคุมดูแลกิจการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนให้เป็นไปตามกฎหมาย จัดระบบการบริหารและแต่งตั้งถอดถอนบุคลากรซึ่งปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น

กำหนดให้คณาจารย์ของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีตำแหน่งทางวิชาการตามที่กำหนด และกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม การแต่งตั้ง การพ้นจากตำแหน่งของคณาจารย์และการใช้คำนำหน้านามเพื่อแสดงวิทยฐานะ

สถาบันอุดมศึกษาเอกชนจะให้ประกาศนียบัตร อนุปริญญา ปริญญาหรือประกาศนียบัตรบัณฑิตในสาขาวิชาที่มีการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนได้ เมื่อรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการได้รับรองมาตรฐานการศึกษาในสาขาวิชาที่มีการสอนนั้น กำหนดเกี่ยวกับการให้ปริญญา อนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรแก่ผู้ที่สำเร็จการศึกษา รวมทั้งกำหนดเกี่ยวกับครุยวิทยฐานะและเข็มวิทยฐานะ

ทุนของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินตามที่ระบุไว้ในข้อกำหนดรวมทั้งที่ได้มาในภายหลัง และให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนจัดสรรทุนของสถาบันเป็นกองทุนประเภทต่างๆ โดยมีลักษณะและวัตถุประสงค์ตามที่กำหนด

เนื่องจากการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญและรัฐจะต้องให้การส่งเสริมไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการโดยภาครัฐหรือภาคเอกชน ในพ.ร.บ. นี้จึงกำหนดมาตรการต่างๆ ที่รัฐจะต้องดำเนินการเพื่อเป็นการอุดหนุนและส่งเสริมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

แม้ว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเป็นการดำเนินการโดยเอกชน แต่รัฐยังต้องเข้ามาควบคุมดูแลได้ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งได้กำหนดให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชน, กำหนดให้การดำเนินการบางประการของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เป็นการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

เมื่อสถาบันอุดมศึกษาเอกชนใดมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กำหนดเกิดขึ้น ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้นอยู่ในความควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาได้ และมีรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนทำหน้าที่แทนสภาสถาบัน ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาเอกชนสามารถอุทธรณ์คำสั่งควบคุมต่อรัฐมนตรีได้ กรณีที่คณะกรรมการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ถูกควบคุมไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้และมีเหตุสมควรเพิกถอนใบอนุญาต รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้และให้ถือว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนดังกล่าวหมดสภาพการเป็นนิติบุคคล

กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการถอดถอนอธิการบดีหรือคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาออกจากตำแหน่ง

กรณีที่ผู้รับใบอนุญาตประสงค์จะเลิกกิจการหรือโอนกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนโดยความเห็นชอบของสภาสถาบัน จะต้องแจ้งความประสงค์ต่อคณะกรรมการและรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการอาจมีคำสั่งเลิกกิจการหรือโอนกิจการสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้นแล้วแต่กรณี

ได้มีการกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้  ทั้งนี้เพื่อให้การปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้เกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติ

 

๓. ผู้รักษาการตามกฎหมายและวันใช้บังคับ

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชนประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๒๐ ตอน ๑๐๗ก หน้า ๑ ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๖ และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                  

 

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

มกราคม ๒๕๔๘



[*] นิติกร ๓ ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา