สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕

 

ต่อศักดิ์  คุ้มปลั่ง[๑]

 

๑. หลักการและเหตุผล เนื่องด้วยเห็นเป็นการสมควรให้สมเด็จพระสังฆราชองค์สกลมหาสังฆปริณายกทรงบัญชาการคณะสงฆ์ทางมหาเถรสมาคม ตามอำนาจกฎหมายและพระธรรมวินัย เพื่อให้กิจการของคณะสงฆ์มีความเป็นเอกภาพ

 

๒. สาระสำคัญ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขึ้นองค์หนึ่งซึ่งทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายกทรงบัญชาการคณะสงฆ์

สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมหาเถรสมาคมทรงมีอำนาจในการแต่งตั้งกรรมการในมหาเถรสมาคมได้ไม่เกินสิบสองรูปอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๒ ปี

๑) มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

- ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม

- ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร

- ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์

- รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา

- ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น

๒) คณะสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม

การปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้มีเจ้าคณะใหญ่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตปกครองคณะสงฆ์

การปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค ให้จัดแบ่งเขตปกครองดังนี้

- ภาค โดยมีเจ้าคณะภาค เป็นผู้มีอำนาจปกครอง

- จังหวัด โดยมีเจ้าคณะจังหวัด เป็นผู้มีอำนาจปกครอง

- อำเภอ โดยมีเจ้าคณะอำเภอ เป็นผู้มีอำนาจปกครอง

- ตำบล โดยมีเจ้าคณะตำบล เป็นผู้มีอำนาจปกครอง

อีกทั้ง มหาเถรสมาคมอาจมีความเห็นสมควรจะจัดให้มีรองเจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะจังหวัดรองเจ้าคณะอำเภอ และรองเจ้าคณะตำบล เป็นผู้ช่วยเจ้าคณะนั้นๆ ก็ได้

๓) นอกจากนี้พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังกล่าวถึงหน้าที่ของมหาเถรสมาคมในการตรากฎมหาเถรสมาคมกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติ เพื่อให้การลงนิคหกรรม(การลงโทษ) แก่พระภิกษุ เป็นไปโดยถูกต้อง สะดวกรวดเร็ว อาทิเช่น

พระภิกษุรูปใดล่วงละเมิดพระธรรมวินัยและได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้ได้รับนิคหกรรมให้สึก ต้องสึกภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ได้ทราบคำวินิจฉัยนั้น(มาตรา ๒๖)

พระภิกษุรูปใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลายต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด(มาตรา ๒๘) เป็นต้น

๔) วัดถือว่าเป็นสถานที่ประกอบศาสนพิธีในพุทธศาสนา

วัดเป็นนิติบุคคลมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในการจัดการกิจการทั่วไป วัดสามารถจำแนกได้เป็นสองประเภท คือ

- วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

- สำนักสงฆ์

เจ้าอาวาสผู้เป็นตัวแทนของวัด มีอำนาจหน้าที่ดังนี้

- บำรุงรักษาวัด จัดกิจการ และศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี

- ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม

- เป็นธุระในการศึกษาอบรมและสั่งสอนพระธรรมวินัยแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์

- ให้ความสะดวกตามสมควรในการบำเพ็ญกุศล

 

๓. ผู้รักษาการตามกฎหมายและวันบังคับใช้ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้(มาตรา ๖)

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๙ ตอนที่ ๑๑๕ หน้า ๒๙พ  ลงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๐๕ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

                  

 

 

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘

 



[๑] นิติกร  ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา