พระราชบัญญัติสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๓๗

 

พงษ์พิลัย  วรรณราช*

 

. หลักการและเหตุผล

โดยที่การค้าระหว่างประเทศมีความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและการค้าระหว่างประเทศนั้นผู้ส่งสินค้าทางเรือต้องใช้บริการของผู้ขนส่งทางเรือซึ่งมีอำนาจในการกำหนดอัตราค่าระวาง ค่าบริการ และค่าใช้จ่ายตลอดจนเงื่อนไขต่างๆ เกี่ยวกับการให้บริการในการส่งสินค้าทางเรือ ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก สมควรจัดตั้งสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของผู้ส่งสินค้าทางเรือในการเจรจา ปรึกษาหารือและประสานงานกับผู้ขนส่งสินค้าทางเรือในเรื่องดังกล่าว

 

. สาระสำคัญ

“การส่งสินค้าทางเรือ” คือ การส่งออกหรือการนำเข้าสินค้าโดยทางเรือจากประเทศไทยไปต่างประเทศ หรือจากต่างประเทศมาประเทศไทย หรือจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนอกราชอาณาจักร และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการด้านอื่นที่เกี่ยวเนื่อง และ “การขนส่งสินค้าทางเรือ ”คือ การให้บริการในการส่งสินค้าทางเรือ (มาตรา ๓)

กำหนดให้มีการจัดตั้งสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยขึ้น มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญในการส่งเสริมและคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ส่งสินค้าทางเรือ การให้ความร่วมมือและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนเกี่ยวกับการส่งสินค้าทางเรือ เป็นผู้แทนผู้ส่งสินค้าทางเรือในการปรึกษา เจรจาต่อรองกับผู้ขนส่งสินค้าทางเรือรวมทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาส่งเสริมการส่งสินค้าทางเรือในด้านต่างๆ (มาตรา ๖) นอกจากนี้ยังได้กำหนดข้อห้ามมิให้สภากระทำการบางอย่าง เช่น การประกอบวิสาหกิจหรือเข้าเป็นหุ้นส่วนในการประกอบวิสาหกิจกับบุคคลใด การดำเนินการอันเป็นการทำลายการแข่งขันตามปกติวิสัยของการประกอบวิสาหกิจ การดำเนินการอันอาจเป็นภัยต่อเศรษฐกิจหรือดำเนินการทางการเมือง เป็นต้น

ในกรณีที่สภาเห็นว่าอัตราค่าระวาง ค่าบริการ ค่าใช้จ่าย ข้อกำหนดหรือเงื่อนไขต่างๆ ในการขนส่งสินค้าทางเรือที่ผู้ขนส่งสินค้าทางเรือ หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้องกำหนด มีผลกระทบหรือไม่เป็นธรรมต่อผู้ส่งสินค้าทางเรือโดยส่วนรวม ให้สภาดำเนินการปรึกษาและเจรจาทำความตกลงในเรื่องดังกล่าวนั้น และในกรณีที่เกิดข้อขัดแย้งระหว่างสมาชิกกับผู้ขนส่งสินค้าทางเรือและสมาชิกได้ร้องขอให้สภาช่วยเหลือ ถ้าสภาเห็นสมควรจะจัดให้มีการเจรจาระหว่างสมาชิกกับผู้ขนส่งสินค้าทางเรือโดยตั้งผู้แทนเข้าร่วมก็ได้

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยประกอบด้วยสมาชิกสองประเภท คือ สมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบ โดยบุคคลผู้มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกสามัญนั้น จะต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

๑) เป็นผู้ส่งสินค้าทางเรือที่เป็นนิติบุคคล

๒) เป็นหอการค้าตามกฎหมายว่าด้วยหอการค้า หรือสมาคมการค้าตามกฎหมายว่าด้วยสมาคมการค้าที่มีสมาชิกเป็นผู้ส่งสินค้าทางเรือ

๓) เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือเป็นสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ซึ่งเป็นผู้ส่งสินค้าทางเรือ

๔) เป็นสมาคมตัวแทนออกของ

๕) เป็นนิติบุคคลอื่นที่มิได้เป็นผู้ขนส่งสินค้าทางเรือซึ่งมีคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการกำหนด

กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งคณะกรรมการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย โดยคณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและดำเนินงานของสภาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ออกข้อบังคับและระเบียบในเรื่องต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสภา โดยแบ่งการประชุมออกเป็นการประชุมสามัญและการประชุมวิสามัญ และให้คณะกรรมการจัดให้มีการทำรายงานประจำปีแสดงผลงานของคณะกรรมการและสภาในปีที่ผ่านมา รวมทั้งงบดุลและบัญชีรายได้และรายจ่ายประจำปี พร้อมทั้งคำชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายเสนอต่อที่ประชุมสามัญและให้ส่งสำเนาเอกสารนั้นไปยังรัฐมนตรีผู้รักษาการด้วย

รัฐมนตรีผู้รักษาการมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสภา รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ต่างๆ เช่น สั่งให้เจ้าหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภา สั่งให้สภาหรือกรรมการมาชี้แจงข้อเท็จจริง รวมทั้งสั่งให้สภาหรือคณะกรรมการกระทำการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการควบคุมตรวจสอบการดำเนินงานของสภา

ได้มีการกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้  ทั้งนี้เพื่อให้การปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้เกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติ

 

๓. ผู้รักษาการและวันบังคับใช้

ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งพระราชบัญญัติสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๑ ตอนที่ ๔ก หน้า ๑๑ ลงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๗

                  

ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

พฤศจิกายน ๒๕๔๗



* นิติกร ๔  ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา