การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตของประเทศอังกฤษ

 

. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับบัตรเครดิตในประเทศอังกฤษ

 

บทบัญญัติของกฎหมายในประเทศอังกฤษมิได้กำหนดนิยามของคำว่า “บัตรเครดิต”   แต่ในทางปฏิบัติ การให้บริการบัตรเครดิตคือการให้สินเชื่อรูปแบบหนึ่ง ซึ่งกฎหมายได้ให้นิยามของคำว่า “การให้สินเชื่อ” ว่า หมายถึง การให้เงินล่วงหน้าไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด โดยมีเจ้าหนี้เป็นผู้ออกเงินให้ลูกหนี้[๑] ความสัมพันธ์ระหว่างการให้บริการบัตรเครดิตกับการให้เงินล่วงหน้าอาจพิจารณาได้จากลักษณะทั่วไปของบริการบัตรเครดิต ดังนี้

การบริการบัตรเครดิตมีคู่กรณีที่เกี่ยวข้องสามฝ่าย คือ ผู้ออกบัตร ผู้ถือบัตร และผู้รับบัตร  มีสัญญาเกิดขึ้นระหว่างคู่กรณีทั้งสามฝ่ายสามฉบับ คือ () สัญญาซื้อขายระหว่างผู้ถือบัตรและผู้รับบัตร () สัญญาระหว่างผู้ออกบัตรและผู้รับบัตร และ() สัญญาให้บริการบัตรเครดิตระหว่างผู้ออกบัตรและผู้ถือบัตร ขั้นตอนการใช้บัตรเครดิตจะเริ่มจากสัญญาซื้อขาย (สัญญาที่ ()) โดยผู้ถือบัตรสามารถชำระราคาสินค้าด้วยการใช้บัตรเครดิตแทนเงินสด และโดยผลของสัญญาที่ () ผู้ออกบัตรสัญญาว่าจะจ่ายเงินเป็นจำนวนเท่ากับราคาสินค้าที่ผู้ใช้บัตรได้ชำระโดยการใช้บัตรเครดิต  ที่ตนเป็น ผู้ออก และสัญญาให้บริการบัตรเครดิต (สัญญาที่ ()) กำหนดให้ผู้ถือบัตรต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้ออกบัตรภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปมักจะระบุเป็นเงื่อนไขในข้อตกลงว่า ในแต่ละเดือนผู้ถือบัตรต้องชำระเงินคืนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓-๕ ของจำนวนเงินทั้งหมดที่ต้องชำระ เห็นได้ว่า ผู้ออกบัตรเป็นผู้ออกเงินค่าสินค้าล่วงหน้าแทนผู้ถือบัตร ซึ่งเมื่อพิจารณา ตามความหมายของคำว่า “สินเชื่อ” ที่ได้กล่าวมาแล้ว  การให้บริการบัตรเครดิตจึงเป็นการให้บริการสินเชื่อระหว่างผู้ออกบัตรและผู้ถือบัตร โดยผู้ออกบัตรเป็นเจ้าหนี้และผู้ถือบัตรเป็นลูกหนี้

เนื่องจากประเทศอังกฤษไม่เคยตรากฎหมายเพื่อควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต เป็นการเฉพาะ แต่มีกฎหมายควบคุมการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อ จึงกล่าวได้ว่า การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายที่บังคับกับธุรกิจการให้สินเชื่อ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ จะศึกษากฎหมายควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ต้องศึกษากฎหมายที่ใช้บังคับกับการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อ

 

. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

 

เนื่องจากประเทศอังกฤษไม่มีกฎหมายควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็น การเฉพาะ และธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจการให้สินเชื่อรูปแบบหนึ่ง การประกอบธุรกิจบัตรเครดิต จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายควบคุมการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อ ทั้งนี้ อาจแบ่งกฎหมายควบคุมธุรกิจสินเชื่อได้เป็นสองประเภท คือ () กฎหมายเฉพาะ ซึ่งประกอบด้วย พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ และข้อบังคับธนาคาร และ () กฎหมายทั่วไป ซึ่งประกอบด้วย กฎหมายควบคุมสถาบันการเงิน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายสัญญา กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการทุจริตโดยการใช้บัตรเครดิต

 

. กฎหมายเฉพาะ

..๑ พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ (Consumer Credit Act ๑๙๗๔)

พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ เป็นกฎหมายหลักสำหรับการควบคุมธุรกิจการให้สินเชื่อในประเทศอังกฤษ โดยหลักพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ จะใช้บังคับกับข้อตกลงที่ถูกควบคุม (Regulated agreement) แต่มีบทบัญญัติบางส่วนที่ใช้บังคับกับข้อตกลงการให้สินเชื่อทั่วไปเป็นการยกเว้น  ทั้งนี้ ข้อตกลงที่ถูกควบคุม (Regulated agreement) หมายถึงข้อตกลงการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค (Consumer credit agreement) หรือข้อตกลงการให้เช่าแก่ผู้บริโภค (consumer hire agreement) ที่ไม่เป็นข้อตกลงที่ได้รับการยกเว้น (Exempt agreement)[๒] ข้อตกลงการให้บริการบัตรเครดิตเป็นข้อตกลงการให้สินเชื่อที่ถูกควบคุมประเภทหนึ่งและจะตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในทั้งสองส่วนที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้

สาระสำคัญ

พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ ประกอบด้วยบทบัญญัติที่ใช้บังคับกับข้อตกลงการให้สินเชื่อทั่วไป และบทบัญญัติควบคุมเฉพาะข้อตกลงการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคที่เป็นข้อตกลงที่ควบคุม นอกจากบทบัญญัติควบคุมการประกอบกิจการดังกล่าวแล้ว พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ ยังมีบทกำหนดโทษทางอาญาไว้เป็นการเฉพาะอีกด้วย

..๒ ข้อบังคับธนาคาร (Banking Code)

ข้อบังคับธนาคารมีผลใช้บังคับเสมือนกฎหมายที่ไม่เคร่งครัดประเภทหนึ่ง (soft law)  ในปัจจุบัน ได้มีการจัดตั้งสำนักดูแลกิจการทางการเงิน (Financial Ombudsman Services) ซึ่งมีอำนาจสั่งลงโทษผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าว

ข้อบังคับธนาคารมีผลใช้บังคับเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก แต่ในขณะเดียวกัน ข้อบังคับดังกล่าวมีผลใช้บังคับกับบัตรชำระเงินทุกประเภท[๓] ดังนั้น บัตรเดบิต[๔] บัตรชาร์จการ์ด[๕] บัตรถอนเงินสด[๖] และบัตรรับประกันเช็ค[๗] ที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ และที่ออกโดยผู้ประกอบการซึ่งเป็นสมาชิกของข้อบังคับฯ จะอยู่ภายในขอบเขตการใช้บังคับของข้อบังคับนี้

 

. หลักกฎหมายทั่วไป

นอกจากกฎหมายเฉพาะสองฉบับดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น การประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อยังอยู่ภายใต้บังคับแห่งหลักกฎหมายทั่วไปด้วย ซึ่งได้แก่ () กฎหมายควบคุมกิจการสถาบันการเงิน () กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค () กฎหมายควบคุมสัญญาไม่เป็นธรรม () กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ () กฎหมายอาญาเกี่ยวกับการทุจริตโดยการใช้บัตรเครดิต 

..  กฎหมายควบคุมกิจการสถาบันการเงิน

กฎหมายควบคุมกิจการสถาบันการเงินมีบัญญัติในพระราชบัญญัติการให้บริการการเงินและตลาดการเงิน ค.. ๒๐๐๐ (Financial Services and Markets Act ๒๐๐๐) ในปัจจุบัน จะพบว่ามีผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นจำนวนมากที่มีสถานะเป็นสถาบันการเงิน อันเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการดังกล่าวต้องดำเนินกิจการภายใต้กฎระเบียบของพระราชบัญญัติการให้บริการการเงินและตลาดการเงิน ค.. ๒๐๐๐ ด้วย

..  กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่ควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมีสองฉบับ คือ () Trade Descriptions Act ๑๙๖๘ และ () Consumer Protection Act ๑๙๘๗ ซึ่งอาจสรุปเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวข้องได้ ดังนี้

()  บทบัญญัติใน Trade Descriptions Act ๑๙๖๘ ได้กำหนดความผิดอาญาสำหรับการแถลงข้อมูลอันเป็นเท็จหรือที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับลักษณะของบริการ ซึ่งรวมถึงการแถลงว่ากิจการมีการให้บริการสินเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง อาทิ การติดป้ายแสดงสัญลักษณ์ของบัตรเครดิตใดที่หน้าร้านอันจะทำให้ผู้คนเข้าใจว่าจะสามารถใช้บัตรเครดิตดังกล่าวในร้านนั้นได้[๘]

() บทบัญญัติใน Consumer Protection Act ๑๙๘๗[๙] ได้กำหนดความผิดอาญาสำหรับการแถลงข้อมูลอันเป็นเท็จหรือที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในราคาของสินค้าหรือบริการ และคำว่าบริการในที่นี้หมายความรวมถึงการให้บริการสินเชื่อด้วย[๑๐] ซึ่งย่อมรวมถึงการให้บริการบัตรเครดิต

..  กฎหมายควบคุมสัญญาไม่เป็นธรรม (Unfair contracts)

 ในส่วนนี้ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องสองฉบับ คือ () พระราชบัญญัติข้อสัญญาไม่เป็นธรรม ค.. ๑๙๗๗ (Unfair Contract Terms Act ๑๙๗๗ หรือ UCTA ๑๙๗๗) และ () กฎควบคุมข้อสัญญาผู้บริโภคอันไม่เป็นธรรม ค.. ๑๙๙๙ (Unfair Terms in Consumer Contracts Regulations ๑๙๙๙) (UTCCR ๑๙๙๙)

..  กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (data protection)

ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถือบัตรจะได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Act ๑๙๙๘) ซึ่งผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การคุ้มครองข้อมูลที่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมายดังกล่าว[๑๑]

..  กฎหมายอาญาเกี่ยวกับการทุจริตโดยการใช้บัตรเครดิต

ในประเทศอังกฤษมีกฎหมายอาญาที่ควบคุมการทุจริตโดยการใช้บัตรเครดิต ๒ ฉบับ คือ () พระราชบัญญัติลักทรัพย์ ค.. ๑๙๖๘ และ ๑๙๗๘ (Theft Act ๑๙๖๘ และ ๑๙๗๘) และ () พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการปลอมแปลง ค.. ๑๙๘๑ (Forgery and Counterfeiting Act ๑๙๘๑)

 

. มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

 

บทบัญญัติในกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตอาจแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่ม ตามลักษณะของผลการบังคับใช้ตามกฎหมาย ได้แก่ บทบัญญัติที่มีผลบังคับเป็นมาตรการทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง  กฎหมายบางฉบับอาจประกอบด้วยบทบัญญัติซึ่งมีผลบังคับในทั้งสามด้าน เช่น พระราชบัญญัติการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ ส่วนในฉบับอื่นๆ โดยเฉพาะในเรื่องของการกำหนดมาตรการลงโทษทางอาญา ก็อาจมีกฎหมายซึ่งตราขึ้นเพื่อกำหนดโทษทางอาญาเป็นการเฉพาะ  สำหรับมาตรการลงโทษทางปกครองนั้น นอกจากจะต้องพิจารณาถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับการขอใบอนุญาตและการควบคุมการดำเนินกิจการแล้ว ยังจะต้องพิจารณาถึงองค์กรต่างๆ ซึ่งอาจมีบทบาทสำคัญในการที่จะควบคุมผู้ประกอบธุรกิจอีกด้วย  ด้วยเหตุนี้ การรายงานการศึกษาในหนี้จึงได้แยกออกเป็นสามส่วน ได้แก่ () มาตรการทางแพ่ง () มาตรการทางอาญา และ () มาตรการทางปกครอง

 

. มาตรการทางแพ่ง

..๑ บทบัญญัติในพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ ควบคุมข้อต่อรองสินเชื่อที่ไม่เป็นธรรม (extortionte credit bargain)

บทบัญญัติควบคุมข้อตกลงการให้สินเชื่อทั่วไป[๑๒] บัญญัติในมาตรา ๑๓๗–๑๔๐ ซึ่งเป็นบทบัญญัติควบคุมข้อต่อรองสินเชื่อที่ไม่เป็นธรรม (extortionate credit bargain) หลักทั่วไป คือ ในกรณีที่มีคำร้องขอจากลูกหนี้[๑๓] ศาลอาจแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขในข้อตกลงการให้สินเชื่อได้หากเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าว  มีข้อต่อรองที่ไม่เป็นธรรม[๑๔] ในการนี้ มาตรา ๑๔๐ ได้กำหนดเป็นข้อยกเว้นให้คำว่า “ข้อตกลงการให้สินเชื่อ” หมายความรวมถึงข้อตกลงที่เป็นข้อตกลงที่ไม่ถูกควบคุมด้วย

ข้อต่อรองสินเชื่อ (Credit bargain) หมายถึง ข้อตกลงการให้สินเชื่อ และรวมถึงธุรกรรมอื่นๆ ที่มีผลต่อการคำนวณค่าธรรมเนียมประกอบการให้สินเชื่อ[๑๕] และข้อต่อรองดังกล่าวจะถือว่าไม่เป็นธรรม (extortionate) ในกรณีที่มีเงื่อนไขให้ลูกหนี้หรือญาติของลูกหนี้จ่ายเงินเป็นจำนวนมากเกินไป (exorbitant) หรือขัดต่อหลักทั่วไปของการต่อรองอย่างเป็นธรรม (ordinary principles of fair dealing)[๑๖]

ในการพิจารณาว่าข้อต่อรองใดมีลักษณะของความไม่เป็นธรรม ศาลจะคำนึงถึงหลักเกณฑ์ดังนี้[๑๗] อัตราดอกเบี้ยในขณะทำข้อต่อรอง ลักษณะของลูกหนี้ (ซึ่งรวมถึงอายุ ประสบการณ์ สถานะทางเศรษฐกิจ และสุขภาพตลอดจนแรงกดดันทางการเงินที่ได้รับในขณะทำข้อต่อรอง) ลักษณะของเจ้าหนี้ (ซึ่งรวมถึง ความเสี่ยงที่ได้รับ หลังจากได้คำนึงถึงมูลค่าของหลักประกัน) ในกรณีที่มีธุรกรรมอื่นเกี่ยวข้องให้พิจารณาถึงความจำเป็นที่จะต้องมีธุรกรรมดังกล่าวเพื่อป้องกันผลประโยชน์ของลูกหนี้หรือของเจ้าหนี้ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น บทบัญญัติควบคุมเฉพาะข้อตกลงการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคที่เป็นข้อตกลงที่ถูกควบคุม

..๒ บทบัญญัติควบคุมเฉพาะข้อตกลงการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคที่เป็นข้อตกลงที่ถูกควบคุม

ข้อตกลงสินเชื่อบัตรเครดิตเป็นข้อตกลงการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคที่ถูกควบคุมประเภทหนึ่งและจะอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ ที่มีผลใช้บังคับเฉพาะข้อตกลงการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคที่เป็นข้อตกลงที่ถูกควบคุม ซึ่งมีลักษณะการควบคุมทางแพ่งในส่วนที่เกี่ยวกับ () การดำเนินการภายใต้ข้อตกลง (matters arising during currency) และ () ผลของการผิดนัดชำระหนี้และการบอกเลิกข้อตกลง (default and termination)

()  การดำเนินการภายใต้ข้อตกลง (matters arising during currency)

ส่วนนี้ได้บัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดที่เกี่ยวข้องของผู้ให้กู้ (Connected lender liability) ซึ่งผู้ออกบัตรเครดิตจะต้องรับผิดร่วมกันกับและแทนผู้จำหน่ายสินค้า (jointly and severally liable) ต่อผู้ถือบัตรเครดิต สำหรับการแสดงข้อมูลที่ไม่เป็นจริงหรือการผิดสัญญาของผู้จำหน่ายสินค้า ซึ่งรวมถึงความเสียหายที่ผู้ถือบัตรเครดิตได้รับอันเป็นผลมาจากเหตุดังกล่าวด้วย

ในเรื่องสิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้ (ผู้ออกบัตรเครดิต) ได้บัญญัติไว้ว่า หากเจ้าหนี้ต้องการใช้สิทธิเรียกเก็บเงินก่อนกำหนดเวลาตามข้อตกลง เจ้าหนี้จะต้องแจ้งให้ลูกหนี้ (ผู้ถือบัตรเครดิต) ทราบล่วงหน้า[๑๘] และเจ้าหนี้ (ผู้ออกบัตรเครดิต) มีหน้าที่ต้องส่งสำเนาข้อตกลงการให้สินเชื่อและเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับแถลงสถานะของบัญชีและยอดค้างชำระของลูกหนี้ (ผู้ถือบัตรเครดิต) เมื่อลูกหนี้ร้องขอเป็นหนังสือ[๑๙]

ในส่วนของความรับผิดและข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ถือบัตร มีบัญญัติว่า หากบัตรถูกใช้โดยผู้ที่ไม่มีอำนาจ (misuse) ลูกหนี้ (ผู้ถือบัตรเครดิต) จะไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการใช้บริการสินเชื่อ โดยผู้ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของลูกหนี้ แต่ลูกหนี้อาจต้องรับผิดในจำนวนไม่เกิน ๕๐ ปอนด์ เมื่อมีการใช้บัตรในระหว่างที่บัตรดังกล่าวไม่ได้อยู่ในการครอบครองของผู้ที่ได้รับอนุญาตจากลูกหนี้ และต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากการใช้บัตรในครอบครองของผู้ที่ได้รับอนุญาตจากลูกหนี้ ยกเว้นถ้าลูกหนี้ได้แจ้งให้เจ้าหนี้ (ผู้ออกบัตร) ทราบแล้วว่าบัตรนั้นสูญหายหรือถูกขโมย[๒๐]

()  ผลของการผิดนัดชำระหนี้และการบอกเลิกข้อตกลง (default and termination)

เจ้าหนี้จะต้องส่งหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ (default notice) ให้ลูกหนี้ทราบเป็นเวลาอย่างน้อยเจ็ดวัน[๒๑] ทั้งนี้ หนังสือบอกกล่าวนั้นจะต้องระบุข้อความ ดังนี้[๒๒] () ลักษณะของการผิดสัญญา () การดำเนินการแก้ไขการผิดสัญญานั้นและกำหนดเวลาที่ต้องทำการแก้ไข () จำนวนค่าสินไหมทดแทนและกำหนดเวลาชำระเงิน () ผลของการไม่ปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าว

หากลูกหนี้ปฏิบัติตามเงื่อนไขในหนังสือบอกกล่าวการผิดนัดชำระหนี้ จะถือว่าการผิดสัญญานั้นมิได้เกิดขึ้น[๒๓] แต่ถ้ามีการผิดนัดชำระหนี้ บทบัญญัติในมาตรา ๙๓ ได้กำหนดข้อห้ามไม่ให้เจ้าหนี้เพิ่มอัตราดอกเบี้ย[๒๔] ตามปกติลูกหนี้มีสิทธิที่จะชำระหนี้ก่อนกำหนดได้ทุกเวลา[๒๕] และเจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องจัดเตรียมเอกสารแจ้งยอดหนี้ทั้งหมดของลูกหนี้ ซึ่งต้องระบุวิธีการคำนวณยอดหนี้ดังกล่าวให้แก่ลูกหนี้เมื่อมีคำร้องขอ[๒๖] ในกรณีที่ไม่มีการผิดนัดชำระหนี้ หากเจ้าหนี้ต้องการ ใช้สิทธิบอกเลิกข้อตกลง เจ้าหนี้จะต้องแจ้งให้ลูกหนี้ทราบเป็นเวลาอย่างน้อยเจ็ดวัน[๒๗]

 

. มาตรการทางอาญา

กฎหมายกำหนดมาตรการลงโทษทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ และกฎหมายอื่นๆ ซึ่งกำหนดโทษทางอาญาสำหรับความผิดทั่วไป ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

กฎหมายกำหนดมาตรการลงโทษทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ และกฎหมายอื่นๆ ซึ่งกำหนดโทษทางอาญาสำหรับความผิดทั่วไป ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

..๑ บทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ (prosecution and punishment of offences)

มาตรา ๑๖๗ และ Schedule ๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ ได้กำหนดโทษสำหรับความผิดทางอาญา ดังนี้

ความผิดฐานให้ข้อมูลอันเป็นเท็จแก่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าอย่างเป็นธรรมโดยเจตนาหรือประมาท โทษจำคุก ๒ ปี หรือปรับ หรือทั้งจำและปรับ (มาตรา ๗) การดำเนินกิจการที่ต้องขอใบอนุญาตแต่ไม่มีใบอนุญาต โทษจำคุก ๒ ปี หรือปรับหรือทั้งจำและปรับ  (มาตรา ๓๙ ())  การดำเนินกิจการภายใต้ชื่อที่ไม่ได้ระบุไว้ในใบอนุญาต โทษจำคุก ๒ ปี หรือปรับ   หรือทั้งจำและปรับ (มาตรา ๓๙ ()) การไม่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางทะเบียน โทษจำคุก ๒ ปี หรือปรับ หรือทั้งจำและปรับ (มาตรา ๓๙ ())  การโฆษณาอันเป็นเท็จหรือที่ทำให้เข้าใจผิด/โทษจำคุก ๒ ปี หรือปรับ หรือทั้งจำและปรับ (มาตรา ๔๖ ())  การฝ่าฝืนบทบัญญัติควบคุมการโฆษณา โทษจำคุก ๒ ปี หรือปรับ หรือทั้งจำและปรับ (มาตรา ๔๗ ())  การชักชวนให้ทำข้อตกลงสินเชื่อแบบ two-party agreement (store card) นอกสถานที่ทำการ โทษจำคุก ๑ ปี หรือปรับ หรือทั้งจำและปรับ (มาตรา ๔๙ () และมาตรา ๔๙ ()) การส่งหนังสือเวียนเสนอข้อตกลงสินเชื่อแก่ผู้เยาว์ โทษจำคุก ๑ ปี หรือปรับ หรือทั้งจำและปรับ (มาตรา ๕๐())  การให้บัตรเครดิตที่ไม่ได้ขอ (unsolicited) โทษจำคุก ๒ ปี หรือปรับ หรือทั้งจำและปรับ (มาตรา ๕๑())  เจ้าหนี้ไม่ส่งสำเนาข้อตกลงสินเชื่อและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้แก่ลูกหนี้ โทษระดับ ๔ ในตารางมาตรฐาน (มาตรา ๗๘())  เจ้าหนี้ไม่ส่งสำเนาข้อตกลงให้บริการบัตรเครดิต โทษระดับ ๔ ในตารางมาตรฐาน (มาตรา ๘๕()) เจ้าหนี้ไม่ส่งรายงานจำนวนยอดค้างชำระภายใต้ข้อตกลงสินเชื่อ โทษระดับ ๓ ในตารางมาตรฐาน (มาตรา ๙๗())

..  กฎหมายอาญาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการทุจริตโดยการใช้บัตรเครดิต

ในประเทศอังกฤษมีกฎหมายอาญาที่มีผลบังคับในการควบคุมการทุจริตโดยการใช้บัตรเครดิต ๒ ฉบับ คือ () พระราชบัญญัติลักทรัพย์ ค.. ๑๙๖๘ และ ๑๙๗๘ (Theft Act ๑๙๖๘ และ ๑๙๗๘) และ () พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการปลอมแปลง ค.. ๑๙๘๑ (Forgery and Counterfeiting Act ๑๙๘๑)

() พระราชบัญญัติลักทรัพย์ ค.. ๑๙๖๘ และ ๑๙๗๘ (Theft Act ๑๙๖๘ และ ๑๙๗๘)

พระราชบัญญัติลักทรัพย์ ค.. ๑๙๖๘ และ ๑๙๗๘ มีบทบัญญัติกำหนดโทษทางอาญาที่ครอบคลุมถึงความผิดเกี่ยวกับการทุจริตโดยการใช้บัตรเครดิต ซึ่งอาจสรุปได้ดังนี้

. การหลอกลวงเพื่อให้ได้รับทรัพย์สิน[๒๘] การกระทำที่เป็นการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเป็นความผิดทางอาญาทั้งสิ้น คำว่า “การหลอกลวง” (deception) คือ คำพูดหรือการกระทำซึ่งเป็นการกล่าวความเท็จอันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ซึ่งรวมถึงเจตนาของบุคคลที่หลอกลวงนั้นด้วย

. การหลอกลวงเพื่อให้ได้รับบริการ[๒๙]การกระทำที่เป็นการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการ คือ การแสดงบัตรเครดิตต่อสถานบริการทำให้ผู้ออกบัตรต้องชำระค่าบริการให้แก่สถานบริการ เนื่องจากเข้าใจว่าจะได้รับการชำระคืนจากผู้ถือบัตร

. การหลอกลวงเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ทางการเงิน[๓๐]การหลอกลวงเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ทางการเงินรวมถึง การใช้บัตรเครดิตโดยไม่สุจริตเกินวงเงินที่กำหนดไว้

ถือเป็นการได้รับผลประโยชน์ทางการเงินโดยการหลอกลวง เช่น ผู้ถือบัตรมีสิทธิใช้บัตรเครดิตซื้อได้ไม่เกินวงเงินที่ผู้ออกบัตรกำหนด แต่ผู้ถือบัตรใช้บัตรเกินวงเงิน หรือใช้บัตรที่ถูกเพิกถอนหรือยกเลิกแล้ว กรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการได้รับผลประโยชน์เป็นทรัพย์สินหรือบริการอันเป็นความผิดอาญา

. การหลีกเลี่ยงความรับผิดในหนี้โดยการหลอกลวง[๓๑]การหลีกเลี่ยงความรับผิดในหนี้โดยการหลอกลวงมี ๓ รูปแบบ ได้แก่ การหลอกลวงเพื่อให้ได้รับส่วนลดในจำนวนเงินที่ค้างชำระทั้งหมดหรือแต่บางส่วนโดยเจตนาทุจริต เช่น การใช้บัตรปลอมหรือบัตรที่ถูกยกเลิกหรือหมดอายุเพื่อชำระค่าอาหารให้แก่ภัตตาคาร หรือการมีเจตนาไม่ชำระเงินตามจำนวนที่ได้ใช้ หรือการกระทำโดยทุจริตเพื่อชักจูงให้เจ้าหนี้ขยายกำหนดเวลาในการชำระหนี้หรือยกหนี้ให้ หรือการใช้วิธีการทุจริตที่จะทำให้หลุดพ้นจากภาระในการชำระเงิน

. ความผิดที่เกิดจากการรับของโจร[๓๒]การรับของโจร หมายถึง การครอบครองสิ่งของใดๆ โดยรู้หรือเชื่อว่าเป็นของที่ถูกขโมย การครอบครองบัตรเครดิตที่ถูกขโมยจึงเป็นความผิดอาญา

. การครอบครองบัตรเครดิตที่ผิดกฎหมาย[๓๓]ได้แก่ การครอบครองบัตรเครดิตปลอม หรือบัตรที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือปลอมแปลง โดยผู้ครอบครองนั้นมีเจตนาที่จะนำบัตรไปใช้

() พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการการปลอมแปลง ค.. ๑๙๘๑ (Forgery and Counterfeiting Act ๑๙๘๑)

. การปลอมบัตรเครดิต หรือ Sales Slip[๓๔] การปลอมบัตรเครดิตมี ๒ ประเภท การทำบัตรเครดิตปลอม และการนำบัตรเครดิตของบุคคลอื่นซึ่งยังมิได้ลงลายมือชื่อไปใช้ประโยชน์เพื่อทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดว่าบัตรเครดิตเป็นบัตรของผู้หลอกลวงนั้น โดยมีเจตนาที่จะใช้บัตรในฐานะเจ้าของบัตร และมีเจตนาชักจูงให้บุคคลที่สามยอมรับบัตรปลอมนั้นว่าเป็นบัตรที่แท้จริง ส่วน Sales Slip[๓๕] จะเป็นเอกสารปลอมก็ต่อเมื่อมีการปลอมลายมือชื่อเจ้าของบัตรที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม การปลอมเป็นความผิด แม้ผู้ปลอมจะไม่ได้ใช้ Sale Slip ปลอมนั้นก็ตาม

. การครอบครอง ทำ หรือมีอุปกรณ์ในการทำบัตรเครดิตปลอม[๓๖]

ผู้ครอบครองบัตรเครดิตปลอมรู้และมีเจตนาใช้บัตรนั้นเพื่อชักจูงให้บุคคลอื่นเข้าใจและยอมรับว่าเป็นบัตรที่แท้จริง เป็นความผิดทางอาญา เครื่องมือที่ใช้ในการทำบัตรปลอม หมายความรวมถึง เครื่องถ่ายเอกสาร ซึ่งสามารถใช้พิมพ์บัตรให้เหมือนของจริง และเครื่องซิลค์สกรีน (silk screen) ที่ใช้ในการทำแบบพิมพ์ของอุปกรณ์ซึ่งมีหลายสี

 

. มาตรการทางปกครอง

มาตรการทางปกครองในการควบคุมธุรกิจบัตรเครดิตประกอบด้วยเงื่อนไขการออกใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตและกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งควบคุมการดำเนินกิจการเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคมากที่สุด บทบัญญัติส่วนใหญ่ที่กำหนดมาตรการทางปกครองปรากฏในพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ ส่วนหน่วยงานของรัฐนี้รับผิดชอบในการบังคับตามกฎหมายได้แก่สำนักงานส่งเสริมการค้าอย่างเป็นธรรม (Office of Fair Trading)  นอกจากนี้ ยังมีองค์กรอื่นๆ ที่อาจมีอำนาจควบคุมผู้ประกอบการในฐานะที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจอื่น อย่างเช่น ในกรณีนี้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นสถาบันการเงินผู้ประกอบการดังกล่าว ก็ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานควบคุมกิจการการเงิน (Financial Services Authority)

การรายงานในส่วนนี้ จะกล่าวถึงมาตรการทางปกครองสำหรับควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตพร้อมกับจะได้อธิบายถึงองค์กรต่างๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง

..๑ พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔

บทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ ส่วนนี้สามารถแบ่งลักษณะการควบคุมได้เป็น () การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อ (licensing)  () การแสวงหาลูกค้า (seeking business) () การทำข้อตกลงการให้สินเชื่อ(entry into credit agreements)

()  การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อ (licensing)

มีหลักว่า ผู้ประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าอย่างเป็นธรรม (Director of Fair Trading) [๓๗] นอกจากนี้ บทบัญญัติในพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการฯในการพิจารณาคำร้องขอใบอนุญาต[๓๘]การพิจารณาต่ออายุใบอนุญาต[๓๙]การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใบอนุญาต[๔๐] การสั่งระงับใบอนุญาตและการเพิกถอนใบอนุญาต[๔๑] ตลอดจนการจัดเก็บทะเบียนผู้ประกอบการ[๔๒] มีบทบัญญัติเกี่ยวกับข้อห้ามและผลในทางแพ่งสำหรับการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขในใบอนุญาต ได้แก่ การห้ามประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และห้ามประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อภายใต้ชื่อที่ต่างไปจากที่ระบุในใบอนุญาตที่ได้รับ[๔๓]และผู้ประกอบกิจการให้สินเชื่อที่ไม่ได้รับใบอนุญาตไม่สามารถบังคับการให้เป็นไปตามข้อตกลงการให้สินเชื่อที่ทำกับลูกหนี้ได้[๔๔]

()  การแสวงหาลูกค้า (seeking business)

ในส่วนที่เกี่ยวกับการแสวงหาลูกค้านั้น มีข้อพิจารณาที่เกี่ยวข้องสามประการ ได้แก่ การโฆษณา (advertising) การชักชวน (canvassing) และการแสดงข้อมูล (quotation)

. การโฆษณา (มาตรา ๔๓ ถึงมาตรา ๔๗)

บทบัญญัติในส่วนนี้ใช้บังคับกับการโฆษณาที่ผู้โฆษณาได้กระทำเพื่อเป็นการส่งเสริมธุรกิจของตนว่ามีความสมัครใจจะให้สินเชื่อ แต่จะไม่มีผลใช้บังคับในกรณีที่โฆษณาดังกล่าวระบุว่า จำนวนสินเชื่อต้องมากกว่า ๒๕,๐๐๐ ปอนด์ หรือให้สินเชื่อเฉพาะแก่นิติบุคคลเท่านั้น[๔๕]  ดังนั้น  การโฆษณาบริการบัตรเครดิตทั่วไป ซึ่งไม่มีการระบุจำนวนเงินสินเชื่อขั้นต่ำ และมักเปิดให้บริการแก่บุคคลธรรมดาทั่วไปจึงอยู่ภายใต้การควบคุมของบทบัญญัติในส่วนนี้

พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ ได้กำหนด อำนาจของรัฐมนตรีในการออกกฎ (Regulation) เพื่อกำหนดรูปแบบและสาระของโฆษณา โดยกฎที่มีผลใช้บังคับในปัจจุบันคือ Consumer Credit (Advertisement) Regulations ๑๙๘๙ ซึ่งได้วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ[๔๖] รูปแบบและเนื้อหาการโฆษณาสินเชื่อ[๔๗] อัตราดอกเบี้ย[๔๘] ความชัดเจนของข้อความในโฆษณา[๔๙]

. การชักชวน (มาตรา ๔๘ ถึงมาตรา ๕๐)

การชักชวน หมายถึง การที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดทำการชักชวนด้วยวาจานอกสถานที่ทำการของตนเพื่อให้ผู้อื่นทำข้อตกลงเป็นลูกหนี้[๕๐]

นอกจากนี้ ยังมีข้อห้าม ไม่ให้ส่งเอกสารชักชวนให้ผู้เยาว์รับสินเชื่อ[๕๑] มิให้มอบบัตรเครดิตแก่บุคคลที่ไม่ได้ขอ ทั้งนี้ ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในข้อตกลงการให้บริการบัตรเครดิต สำหรับการใช้บัตรซึ่งลูกหนี้ผู้นั้นไม่ได้ตอบรับ ซึ่ง “การตอบรับ” หมายถึง การลงลายมือชื่อบนบัตรเครดิต การลงลายมือชื่อในใบรับ หรือการใช้บัตรเครดิต

. การแสดงข้อมูล (Quotations)

การควบคุมในส่วนนี้ เป็นไปตามบทบัญญัติใน Consumer Credit (Quotations) Regulations ๑๙๘๙[๕๒] บัญญัติว่า เอกสารแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการให้สินเชื่อต้องมีเนื้อหาอย่างน้อยที่ระบุใน Schedule ๑ ซึ่งรวมถึง ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบการ อัตราดอกเบี้ยร้อยละต่อปี (APR) จำนวนของสินเชื่อ (amount of credit) วงเงินสินเชื่อ (credit limit) จำนวนครั้ง (number) ปริมาณที่ต้องชำระคืน (amount of repayment) ในแต่ละครั้ง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ลูกหนี้ต้องชำระ

() การทำข้อตกลงการให้สินเชื่อ (Entry into credit agreement)

อาจแบ่งข้อพิจารณาออกได้เป็นสองขั้นตอนตามลำดับ คือ ขั้นตอนการเจรจาก่อนการทำข้อตกลง (Preliminary matters) และขั้นตอนการทำข้อตกลง (making the agreement)

. ขั้นตอนการเจรจาก่อนการทำข้อตกลง (มาตรา ๕๕ ถึงมาตรา ๕๗) สรุปได้ดังนี้

รัฐมนตรีมีอำนาจในการออกกฎเพื่อกำหนดลักษณะของข้อมูลที่ต้องเปิดเผยให้ลูกหนี้ทราบก่อนการทำข้อตกลง [๕๓] และมาตรา ๕๖ ได้บัญญัติว่า ให้ถือว่าผู้จำหน่ายสินค้า (Supplier) เป็นตัวแทนของเจ้าหนี้ในระหว่างการเจรจาทำข้อตกลงสินเชื่อแบบ three-party agreement  ดังนั้น ผู้จำหน่ายสินค้าจะถือว่าเป็นตัวแทนของผู้ออกบัตรเครดิตในกรณีที่ผู้ถือบัตรใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าดังกล่าว ข้อตกลงที่กระทำโดยตัวแทนของลูกหนี้ หรือข้อตกลงที่มีเงื่อนไขจำกัดความรับผิดของตัวแทนเจ้าหนี้ให้ตกเป็นโมฆะ[๕๔] นอกจากนี้ ข้อตกลงที่ผูกมัดให้บุคคลใดเป็นลูกหนี้ในข้อตกลงการให้สินเชื่อที่จะทำขึ้นในอนาคตเป็นโมฆะ[๕๕]

ทั้งนี้ มาตรา ๕๗ ได้กำหนดให้แต่ละฝ่ายในการเจรจาทำข้อตกลงการให้สินเชื่อสามารถถอนตัวออกจากการเจรจาโดยการแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบได้ทุกเวลา[๕๖]

. ขั้นตอนการทำข้อตกลง (มาตรา ๖๐ ถึงมาตรา ๖๔) สรุปได้ดังนี้

การมอบอำนาจให้แก่รัฐมนตรีในการออกกฎเพื่อกำหนดรูปแบบของข้อตกลงการให้สินเชื่อ และในปัจจุบันกฎที่ออกตามมาตรานี้ได้แก่ The Consumer Credit (Agreements) Regulations ๑๙๘๓, SI ๑๙๘๓/๑๕๕๓ ซึ่งกำหนดรูปแบบ (form) เนื้อหา (content) ความชัดเจน (legibility) และลายมือชื่อ (signature) ในข้อตกลงการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค โดยอาจแบ่งเนื้อหาในข้อตกลงเป็นห้าประการสำคัญ ได้แก่ ชื่อของข้อตกลงที่อธิบายลักษณะของข้อตกลง ชื่อและที่อยู่ของคู่สัญญา เงื่อนไขทางการเงิน ข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับเงื่อนไขในข้อตกลง และบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองลูกหนี้[๕๗]

ลูกหนี้ต้องได้รับสำเนาของข้อตกลงและเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อนการลงนามในข้อตกลงการให้สินเชื่อ[๕๘] ในกรณีที่ข้อตกลงสามารถยกเลิกได้ (cancelable agreement) ลูกหนี้ต้องได้รับแจ้งถึงวิธีการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว[๕๙]ข้อตกลงที่ไม่ได้ทำขึ้นอย่างถูกต้องตามบทบัญญัติในกฎหมายนี้ ไม่อาจใช้บังคับกับลูกหนี้ได้ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น[๖๐]

.. องค์กรควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

จากการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ๓ ฉบับ กล่าวคือ ๑) พระราชบัญญัติการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ (Consumer Credit Act ๑๙๗๔) ) พระราชบัญญัติว่าด้วยตลาดการเงินและบริการทางการเงิน ค.. ๒๐๐๐ (Financial Services and Markets Act ๒๐๐๐) และ ) ข้อบังคับธนาคาร (Banking Code) พบว่า กฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติให้จัดตั้งองค์กรเพื่อทำหน้าที่ควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อเป็นการทั่วไป มิใช่องค์กรควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตโดยตรงแต่อย่างใด แต่เนื่องจากการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น จึงต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรดังกล่าว

องค์กรที่ทำการควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่ออาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ () องค์กรควบคุมการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อ และ () องค์กรในเชิงลงโทษ

() องค์กรควบคุมการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อ ประกอบด้วย

๒ หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการค้าอย่างเป็นธรรม (Office of Fair Trading) และสำนักงานควบคุมกิจการการเงิน (Financial Services Authority)

. สำนักงานส่งเสริมการค้าอย่างเป็นธรรม (Office of Fair Trading หรือ OFT)

สำนักงานส่งเสริมการค้าอย่างเป็นธรรม (Office of Fair Trading) เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการประกอบการค้าอย่างเป็นธรรม ค.. ๑๙๗๓ (Fair Trading Act ๑๙๗๓)[๖๑] โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าอย่างเป็นธรรม (Director General of Fair Trading) เป็นหัวหน้าสำนักงานฯ

สำนักงานฯ มีหน้าที่ควบคุมองค์กรธุรกิจให้ทำการแข่งขันกันอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมและคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้บริโภคให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ (Consumer Credit Act ๑๙๗๔) ทั้งนี้ พระราชบัญญัติการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ ได้บัญญัติให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับ การให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค (Consumer credit business) กิจการเกี่ยวกับการให้เช่าแก่ผู้บริโภค (consumer hire business)[๖๒] และบริการเสริมอื่นๆ (Ancillary Credit Business)[๖๓] จะต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการจากผู้อำนวยการสำนักงานฯ เสียก่อน จึงจะประกอบกิจการได้

สำนักงานส่งเสริมการค้าอย่างเป็นธรรม มีหน้าที่หลักเกี่ยวกับใบอนุญาต ได้แก่ การออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การระงับใบอนุญาตชั่วคราว การเปลี่ยนแปลงใบอนุญาต และการเพิกถอนใบอนุญาต

) การออกใบอนุญาต

ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าอย่างเป็นธรรม (Director General of Fair Trading) จะพิจารณาคำขอพร้อมกับพิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอว่าตรงตามกิจกรรมของใบอนุญาตที่ได้ยื่นคำขอหรือไม่

ใบอนุญาตการประกอบธุรกิจมี ๒ ประเภท[๖๔] คือ ใบอนุญาตแบบมาตรฐาน (Standard Licences) คือ ใบอนุญาตที่ออกให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง รวมถึงนิติบุคคล เพื่อให้สามารถประกอบธุรกิจตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาตใบอนุญาตประเภทนี้มีอายุ ๑๐ ปี อนึ่ง การประกอบธุรกิจกิจการให้สินเชื่อต้องได้รับใบอนุญาตประเภทนี้ ซึ่งรวมถึงการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต และใบอนุญาตแบบกลุ่ม (Group Licences) เป็นใบอนุญาตที่ออกให้แก่กลุ่มบุคคลที่ดำเนินกิจการด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะ เช่น สภาทนายความได้รับใบอนุญาตแบบกลุ่มให้ทนายผู้ซึ่งเป็นสมาชิกสามารถกระทำการใดๆ ที่จำเป็นสำหรับการประกอบอาชีพทนายความ เช่น การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดการหนี้ ฯลฯ  อย่างไรก็ตาม หากใบอนุญาตแบบกลุ่มไม่ครอบคลุมถึงกิจกรรมทางธุรกิจบางประเภทบุคคลที่มีใบอนุญาตแบบกลุ่ม สามารถขอใบอนุญาตแบบมาตรฐานได้  ทั้งนี้ ใบอนุญาตแบบกลุ่มไม่มีกำหนดเวลาหมดอายุ

) การเปลี่ยนแปลง การระงับ และการเพิกถอนใบอนุญาต

ผู้ประกอบกิจการที่ได้รับใบอนุญาตมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยผู้บริโภค (Consumer Law) โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ (Consumer Credit Act ๑๙๗๔)[๖๕] และมีหน้าที่แจ้งให้ผู้อำนวยการสำนักงานฯ ทราบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ขององค์กรหรือผู้ที่ได้รับใบอนุญาต ทั้งนี้ เพื่อการแก้ไขเปลี่ยนแปลงใบอนุญาตให้ถูกต้องตามลักษณะ การประกอบธุรกิจ  หากผู้ประกอบกิจการที่มีใบอนุญาตกระทำการฝ่าฝืน ผู้อำนวยการสำนักงานฯ มีอำนาจในการสั่งระงับใบอนุญาตชั่วคราวหรือเพิกถอนใบอนุญาตได้  ในกรณีที่มีการเพิกถอนใบอนุญาต ให้ถือว่า ใบอนุญาตสิ้นสุดลง และในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องการขอใบอนุญาตใหม่ผู้ประกอบการนั้นจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนเช่นเดียวกันกับขั้นตอนการขอใบอนุญาตที่ถูกเพิกถอน

) การประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ผู้ใดประกอบกิจการที่ต้องขอใบอนุญาตแต่ไม่มีใบอนุญาต ถือว่าเป็นความผิด[๖๖] ต้องรับโทษตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔[๖๗] และในกรณีเช่นนั้น หากผู้บริโภคประพฤติผิดสัญญา ผู้ประกอบการไม่อาจใช้บทลงโทษตามข้อสัญญาดังกล่าวบังคับแก่ผู้บริโภคได้ เว้นแต่จะมีคำสั่งจากผู้อำนวยการสำนักงานฯ[๖๘]

. สำนักงานควบคุมกิจการการเงิน (The Financial Services Authority หรือ FSA)

สำนักงานควบคุมกิจการการเงินเป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการให้บริการทางการเงิน ค.. ๑๙๘๖ (Financial Services Act ๑๙๘๖) การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นการให้สินเชื่อรูปแบบหนึ่งของธนาคารและสถาบันการเงิน ส่วนใหญ่ ดังนั้น ธนาคารหรือสถาบันการเงิน ที่ให้บริการบัตรเครดิตต้องตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานควบคุมกิจการการเงิน (Financial Services Authority) ด้วย พระราชบัญญัติว่าด้วยตลาดการเงินและบริการทาง การเงิน ค.. ๒๐๐๐ (The Financial Services and Markets Act ๒๐๐๐) กำหนดอำนาจหน้าที่เฉพาะแก่สำนักงานควบคุมกิจการการเงิน ดังต่อไปนี้[๖๙]

พระราชบัญญัติว่าด้วยตลาดการเงินและบริการทางการเงิน ค.. ๒๐๐๐ ให้อำนาจสำนักงานฯ ในการสืบสวนสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ประกอบการที่กระทำการขัดต่อกฎที่ออกโดยสำนักงานฯ หรือขัดต่อเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติว่าด้วยตลาดการเงินและบริการทางการเงิน .. ๒๐๐๐ อำนาจดังกล่าวรวมถึงอำนาจในการดำเนินคดีอาญา และในการดำเนินการใดๆ ต่อผู้เกี่ยวข้อง  ในการประกอบธุรกิจที่ต้องได้รับใบอนุญาตแต่ไม่มีใบอนุญาต พระราชบัญญัติว่าด้วยตลาดการเงินและบริการทางการเงิน ค.. ๒๐๐๐ ให้อำนาจสำนักงานฯ ออกใบอนุญาตและเพิกถอนอำนาจของผู้ประกอบกิจการทางการเงิน ลงโทษผู้ประกอบการ ขอให้มีวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาดำเนินการทางกฎหมายอันเกี่ยวกับความผิดต่างๆ เรียกเงินค่าเสียหายคืนให้แก่ผู้บริโภค

() องค์กรในเชิงลงโทษ

เมื่อผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากผู้ประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อ (ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต) ผู้บริโภคอาจนำเรื่องสู่ศาลเพื่อพิจารณาได้ อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคมีอีกทางเลือกหนึ่งคือ นำคดีเข้าสู่การพิจารณาขององค์กรนอกศาล ซึ่งเป็นกระบวนการที่รวดเร็วและประหยัดกว่าการนำคดีขึ้นสู่ศาล ทั้งนี้ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจให้สินเชื่อในส่วนนี้ ได้แก่ สำนักงานกำกับดูแลกิจการทางการเงิน (Financial Ombudsman Services) และคณะกรรมการควบคุมมาตรฐานการธนาคาร (Banking Code Standard Board)

. สำนักงานกำกับดูแลกิจการทางการเงิน (Financial Ombudsman Services)[๗๐]

สำนักงานกำกับดูแลกิจการทางการเงิน (Financial Ombudsman Services) เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยตลาดการเงินและบริการทางการเงิน ค.. ๒๐๐๐ (Financial Services and Markets Act ๒๐๐๐) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลให้สมาชิกของสำนักงานควบคุมกิจการการเงิน และผู้ประกอบกิจการที่มิได้เป็นสมาชิก แต่สมัครใจเข้าอยู่ภายใต้อำนาจของสำนักงานกำกับดูแลกิจการทางการเงิน ให้ปฏิบัติตามกฎที่ออกหรือที่อนุมัติโดยสำนักงานควบคุมกิจการการเงิน (Financial Services Authority)

) อำนาจหน้าที่ขององค์กร

สำนักงานฯ มีหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคกับองค์กรทางด้านการเงินที่เป็นสมาชิกของสำนักงานควบคุมกิจการการเงิน หรือมิได้เป็นสมาชิกแต่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจของสำนักงานกำกับดูแลกิจการทางการเงิน โดยจะพิจารณาเป็นรายกรณี การประกอบกิจการการให้บริการบัตรเครดิตเป็นการให้สินเชื่อรูปแบบหนึ่งที่ธนาคารและสถาบันการเงินส่วนใหญ่มักจะให้บริการ จึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรนี้ด้วย

สำนักงานฯ ทำหน้าที่ในการวินิจฉัยข้อพิพาทหรือทำการประนีประนอม หากคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของสำนักงานฯ  เจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ (ซึ่งโดยปกติได้แก่ ผู้วินิจฉัยชี้ขาด (Adjudicator)) จะทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนคำร้องทุกข์และพิจารณาทบทวนใหม่อีกครั้งหนึ่ง หากผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคไม่ยอมรับความเห็นของผู้วินิจฉัยชี้ขาดอีก คำร้องทุกข์จะถูกเสนอไปยังผู้ตรวจการ (Ombudsman) เพื่อการวินิจฉัยครั้งสุดท้าย (Final Decision) หากผู้บริโภคยอมรับคำวินิจฉัยครั้งสุดท้าย ผู้ประกอบการจะถูกผูกพันคำวินิจฉัยนั้นตามกฎหมาย แต่ถ้าผู้บริโภคไม่ยอมรับตามคำวินิจฉัยและต้องการใช้วิธีการทางศาล  ผู้บริโภคก็ยังสามารถฟ้องต่อศาลให้ดำเนินคดีได้

)  ผลบังคับของคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการ

หากผู้บริโภคยอมรับคำวินิจฉัยในครั้งสุดท้าย (Final Decision) ของผู้ตรวจการผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยนั้น ในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามผู้บริโภคสามารถร้องขอต่อศาลให้ศาลบังคับตามคำวินิจฉัยนั้นได้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องปฏิบัติตามความเห็นของสำนักงานฯ ที่ผู้ประกอบการได้ยอมรับในขั้นตอนต่างๆ ก่อนการทำคำวินิจฉัยในขั้นสุดท้ายด้วย เช่น ในระหว่างขั้นตอนการประนีประนอม หรือตามความเห็นของผู้วินิจฉัยชี้ขาด

. คณะกรรมการควบคุมมาตรฐานการธนาคาร (Banking Code Standard Board หรือ BCSB)

คณะกรรมการควบคุมมาตรฐานการธนาคาร เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้ง ขึ้นตามข้อบังคับธนาคาร (Banking Code) เพื่อทำหน้าที่ดูแลควบคุมธนาคารและสถาบันการเงินที่จดทะเบียนเป็นสมาชิกตามข้อบังคับธนาคารให้ปฏิบัติตามข้อบังคับธนาคาร

) อำนาจหน้าที่ขององค์กร

.) ควบคุมดูแลสมาชิกให้ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ระบุไว้ในข้อบังคับธนาคาร โดยการ ตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อบังคับ (Compliance Inspection) และลงโทษสมาชิกที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับธนาคารในการขอจดทะเบียนเป็นสมาชิกตามข้อบังคับธนาคาร[๗๑] ผู้ขอจดทะเบียน ต้องยอมรับว่าจะปฏิบัติตามข้อบังคับธนาคารและลงนามในรายงานการปฏิบัติการประจำปี (Annual Statement of Compliance) ตามแบบที่คณะกรรมการควบคุมมาตรฐานการธนาคารกำหนด เพื่อยืนยันว่าผู้จดทะเบียนยินยอมที่จะปฏิบัติตามข้อบังคับธนาคาร (Banking Code) ตลอดจนยินยอมที่จะผูกพันตามเงื่อนไขของกฎข้อบังคับเกี่ยวกับการธนาคาร (Banking Code Rules) ด้วย[๗๒]

.) ให้คำปรึกษาแก่สมาชิกในการตีความข้อบังคับธนาคาร

.) แจ้งข่าวสารของสมาชิกให้ผู้บริโภคทราบถึงสถานภาพและหน้าที่ของสมาชิกต่อผู้บริโภค

.) ปรับปรุงข้อบังคับธนาคารให้สอดคล้องกับสภาวการณ์และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน

อนึ่ง คณะกรรมการควบคุมมาตรฐานการธนาคารไม่มีหน้าที่ในการพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทเพื่อเรียกค่าเสียหายจากผู้ประกอบการ เนื่องจากเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานกำกับดูแลกิจการทางการเงิน และคณะกรรมการฯ จะไม่เข้าไปแทรกแซงในกรณีพิพาทระหว่างผู้บริโภคกับสถาบันการเงิน แต่อาจเข้าร่วมฟังการพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทที่มีการกระทำฝ่าฝืนข้อบังคับธนาคารและมีการนำข้อบังคับธนาคารไปใช้ในการพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาท

) ผลบังคับของคำตัดสินของคณะกรรมการควบคุมมาตรฐานการธนาคาร

ในกรณีที่คณะกรรมการฯ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าสมาชิกได้กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับธนาคารจริง คณะกรรมการฯ จะต้องตัดสินว่าควรจะลงโทษผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนนั้นอย่างไร  และในกรณีที่ผู้ประกอบการนั้นไม่พอใจในคำตัดสิน ย่อมสามารถร้องขอให้มีการทบทวนคำวินิจฉัยใหม่โดยคณะกรรมการทบทวน (Review Committee) ทั้งนี้ คณะกรรมการทบทวนประกอบด้วยสมาชิก ๓ คน คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ๒ คน (คัดเลือกจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจำนวน ๑๐ คน) และผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย ๑ คน (คัดเลือกจากที่ปรึกษากฎหมาย (Solicitor) และ ทนายความ (Barrister) ที่มีประสบการณ์ ๑๐ ปี ขึ้นไปจำนวน ๕ คน) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยผู้บริหารของคณะกรรมการฯ (Board)[๗๓] คณะกรรมการทบทวนจะพิจารณาทบทวน  คำวินิจฉัยของคณะกรรมการควบคุมมาตรฐานการธนาคารได้ เมื่อมีการร้องขอใน ๒ ลักษณะ คือ เมื่อผู้บริหารของคณะกรรมการฯ พบว่าผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนไม่มีคุณสมบัติในการจดทะเบียน หรือสมาชิกกระทำการฝ่าฝืนและควรถูกลงโทษ ผู้บริหารของคณะกรรมการฯ จะให้กรรมการแจ้งคำวินิจฉัยของผู้บริหารของคณะกรรมการฯ เป็นหนังสือถึงผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนหรือสมาชิกแล้วแต่กรณี หากผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนหรือสมาชิกไม่พอใจในคำวินิจฉัยต้องร้องขอให้มีการพิจารณาทบทวนใหม่โดยคณะกรรมการ ทบทวน คำตัดสินของคณะกรรมการฯถือเป็นที่สุดและมีผลบังคับตามกฎหมาย เว้นแต่จะมีการฟ้องร้องต่อศาลต่อไป[๗๔]

) มาตรการลงโทษ[๗๕]

เมื่อมีการกระทำการฝ่าฝืนผู้บริหารของคณะกรรมการฯ  สามารถกำหนดโทษ ซึ่งได้แก่ การประกาศชื่อและรายละเอียดการกระทำการฝ่าฝืนของสมาชิกในรายงานประจำปีของคณะกรรมการควบคุมมาตรฐานการธนาคาร กำหนดแนวทางในการดำเนินการในอนาคต และแนะนำการเยียวยาการดำเนินการที่ผ่านมาในอดีต ออกหนังสือเตือน ยกเลิกหรือระงับทะเบียนสมาชิก ประกาศความผิดและโทษที่จะลงแก่สมาชิกในสื่อแขนงต่างๆ

การพิจารณามาตรการการลงโทษของผู้บริหารของคณะกรรมการฯ ให้พิจารณาถึงความรุนแรงและความถี่ของการกระทำการฝ่าฝืน จำนวนการร้องทุกข์เรื่องการละเมิดของสมาชิกผลกระทบในการฝ่าฝืนต่อความเชื่อมั่นต่อข้อบังคับธนาคาร สัดส่วนของการร่วมมือกันระหว่างคณะกรรมการควบคุมมาตรฐานการธนาคารและสมาชิกในการตรวจสอบและแก้ไขการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืน การเทียบเคียงกับคดีในทำนองเดียวกันกับเรื่องที่มีการฝ่าฝืน

 

. มาตรการคุ้มครองข้อมูลเครดิต

พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ค.. ๑๙๙๘ (Data Protection Act ๑๙๙๘) เป็นกฎหมายซึ่งมีผลบังคับใช้ครอบคลุมถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถือบัตรเครดิต ข้อมูลดังกล่าวอาจประกอบด้วย ชื่อ ที่อยู่ ประวัติการชำระหนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะทางการเงิน และข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับผู้ถือบัตรเครดิต ผู้ประกอบการใดที่ทำการรวบรวมหรือจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ได้แก่

() การใช้ข้อมูลต้องมีความเป็นธรรมและต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย   

() การรวบรวมข้อมูลต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์เฉพาะและไม่ขัดต่อกฎหมาย

() ต้องไม่รวบรวมข้อมูลเกินกว่าความจำเป็น

() การใช้ข้อมูลต้องมีความเป็นธรรมและต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

() การรวบรวมข้อมูลต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์เฉพาะและไม่ขัดต่อกฎหมาย

() ต้องไม่รวบรวมข้อมูลเกินกว่าความจำเป็น

() ต้องปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้องและทันสมัยอยู่เสมอ

() ต้องไม่เก็บข้อมูลให้นานเกินกว่าความจำเป็น

() เจ้าของข้อมูล (ผู้ถือบัตร) มีสิทธิตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่เกี่ยวกับตน

(๑๐) ผู้ประกอบการที่ใช้ข้อมูลอย่างไม่ถูกต้องจะถูกลงโทษ

(๑๑) ต้องไม่ส่งข้อมูลส่วนบุคคลออกนอกสหภาพยุโรป เว้นแต่ ประเทศดังกล่าวมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่พอเพียง

. บทสรุป

 

การให้สินเชื่อ คือการให้เงินล่วงหน้าจำนวนหนึ่งโดยมีกำหนดให้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวคืนภายหลัง ซึ่งการให้บริการทางสินเชื่อเช่นนี้เป็นกิจการทางพาณิชย์ที่สำคัญอย่างหนึ่งในประเทศอังกฤษ เห็นได้จากการที่ประชาชนทั่วไปมักจะต้องอาศัยระบบสินเชื่อในการทำกิจกรรมหลายด้าน เช่น การซื้อบ้านและที่ดิน การเช่าซื้อรถยนต์ การจำนอง การจำนำ และรวมถึงการใช้บริการบัตรเครดิต เป็นต้น และเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอมีปัจจัยหลายๆ อย่างซึ่งอาจเป็นผลให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบหรือความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ใช้บริการสินเชื่อซึ่งเป็นลูกหนี้ รัฐจึงต้องแทรกแซงการดำเนินกิจการดังกล่าวโดยการออกมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้บริโภค

การกำหนดให้มีมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคต้องมีการวางโครงสร้างของกฎหมาย ซึ่งในประเทศอังกฤษอาจแยกพิจารณาลักษณะโครงสร้างของกฎหมายได้สองยุค คือ ยุคก่อนการตราพระราชบัญญัติการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ (Consumer Credit Act ๑๙๗๔) และภายหลังการตราพระราชบัญญัติดังกล่าว โครงสร้างของกฎหมายควบคุมธุรกิจการให้สินเชื่อยุคแรกจะมีลักษณะเป็นกฎหมายเฉพาะหลายฉบับ เช่น ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินจะอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติผู้ประกอบการให้เงินกู้ ค.. ๑๙๒๗ และธุรกิจการรับจำนำจะอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติโรงรับจำนำ ค.. ๑๘๗๒-๑๙๖๐ ซึ่งธุรกิจการให้สินเชื่ออย่างหนึ่งจะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายฉบับใดนั้นให้พิจารณาจากลักษณะของการให้สินเชื่อและของผู้ประกอบการผลก็คือกฎหมายควบคุมการให้สินเชื่อในยุคดังกล่าวนั้นมีอยู่เป็นจำนวนหลายฉบับ อีกทั้งบทบัญญัติในกฎหมายแต่ละฉบับอาจมีบทคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ไม่เหมือนกัน และเมื่อรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาวิจัยกฎหมายว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคขึ้น (Committee on Consumer Credit) คณะกรรมการดังกล่าวได้ให้ความเห็นว่ากฎหมายควบคุมธุรกิจการให้สินเชื่อไม่ควรมีกฎหมายหลายฉบับเพราะจะทำให้การคุ้มครองผู้บริโภคไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน แต่จะเปลี่ยนไปตามลักษณะของการให้สินเชื่อทั้งที่การให้สินเชื่อทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือการให้เงินล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น การซื้อรถยนต์คันหนึ่งที่ผู้ซื้อสามารถกู้เงินจากธนาคารเพื่อซื้อรถยนต์ดังกล่าว หรืออีกวิธีหนึ่งคือการเช่าซื้อจากผู้ขาย  ทั้งนี้ เห็นได้ว่าแม้ว่าการซื้อรถทั้งสองวิธีนี้จะมีวัตถุประสงค์และผลเดียวกันแต่บทบัญญัติในกฎหมายให้ความคุ้มครองไม่เท่าเทียมกัน  ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงได้ดำเนินการยกร่างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นฉบับหนึ่งที่มีชื่อว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นการเข้าสู่โครงสร้างของกฎหมายยุคที่สอง กล่าวคือ บทบัญญัติคุ้มครองผู้เอาสินเชื่อที่แต่เดิมปรากฏในกฎหมายหลายฉบับนั้นได้รวมไว้ในกฎหมายฉบับเดียว ปัจจุบันโครงสร้างของกฎหมายควบคุมธุรกิจการให้สินเชื่อยังคงอยู่ในลักษณะนี้ โดยมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ เป็นกฎหมายหลักที่มีผลบังคับกับการให้สินเชื่อทุกประเภท และโดยที่บัตรเครดิตถือว่าเป็นการให้สินเชื่อประเภทหนึ่ง ธุรกิจบัตรเครดิตจึงอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายดังกล่าวด้วย

พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๙ มีบทบัญญัติที่กว้างมากและครอบคลุมถึงทั้งในเรื่องของกฎหมายแพ่ง อาญา และปกครอง ในส่วนของกฎหมายแพ่ง มีบทบัญญัติซึ่งกล่าวถึงผลของสัญญาสินเชื่อที่ไม่ได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด หรือที่เป็นการขัดต่อบทบัญญัติส่วนใดส่วนหนึ่งของกฎหมาย อาทิ ผลของการทำสัญญาสินเชื่อโดยผู้ที่ได้รับใบอนุญาต นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังได้มีการกำหนดโทษทางอาญาสำหรับการกระทำบางอย่าง เช่น การโฆษณาที่ไม่ถูกต้องหรือการให้ข้อมูลเท็จ เป็นต้น และมาตรการทางปกครอง ได้แก่ การกำหนดให้ธุรกิจการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานส่งเสริมการค้าอย่างเป็นธรรม (Office of Fair Trading) และบทบัญญัติควบคุมการดำเนินการบางอย่าง เช่น การโฆษณา และการแสวงหาลูกค้าเป็นต้น

อนึ่ง นอกจากบทบัญญัติในพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคแล้วกฎหมายควบคุมการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อยังต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักกฎหมายทั่วไป โดยมีหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ กฎหมายควบคุมกิจการสถาบันการเงิน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการทุจริตโดยการใช้บัตรเครดิต นอกจากนี้ ผู้ประกอบกิจการการธนาคารยังได้รวมตัวกันจัดทำหลักเกณฑ์ฉบับหนึ่งเรียกว่า ข้อบังคับธนาคาร (Banking Code) เพื่อเป็นการวางหลักเกณฑ์ของการดำเนินกิจการการธนาคารที่ดี และข้อบังคับดังกล่าวนั้นมีข้อความบางส่วนที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตด้วย

ในส่วนขององค์กรควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตนั้น พิจารณาจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ๓ ฉบับ คือ ๑) พระราชบัญญัติการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค(Consumer Credit Act ๑๙๗๔)  ) พระราชบัญญัติการให้บริการและการตลาดเกี่ยวกับการเงิน (Financial Service and Markets Act ๒๐๐๐) และ ๓) ข้อบังคับธนาคาร (Banking Code) พบว่า กฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติให้จัดตั้งองค์กรเพื่อทำหน้าที่ควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อเป็นการทั่วไป มิใช่องค์กรควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตโดยตรงแต่อย่างใด แต่เนื่องจากการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อด้วย  ดังนั้น จึงต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรดังกล่าวด้วย  ทั้งนี้ ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการค้าอย่างเป็นธรรม (Office of Fair Trading) สำนักงานควบคุมกิจการการเงิน (The Financial Services Authority หรือ FSA) สำนักงานกำกับดูแลกิจการทางการเงิน (Financial Ombudsman Services) และคณะกรรมการควบคุมมาตรฐานการธนาคาร (Banking Code Standard Board หรือ BCSB)

สำนักงานส่งเสริมการค้าอย่างเป็นธรรม (Office of Fair Trading) ทำหน้าที่หลักเกี่ยวกับใบอนุญาต ได้แก่ การออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การระงับใบอนุญาตชั่วคราว การเปลี่ยนแปลงใบอนุญาต และการเพิกถอนใบอนุญาต

สำนักงานควบคุมกิจการการเงิน (The Financial Services Authority หรือ FSA) ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ประกอบการที่กระทำการขัดต่อกฎที่ออกโดยสำนักงานฯ หรือขัดต่อความต้องการของพระราชบัญญัติการให้บริการและการตลาดเกี่ยวกับการเงิน (Financial Service and Markets Act ๒๐๐๐)

สำนักงานกำกับดูแลกิจการทางการเงิน (Financial Ombudsman Services) ทำหน้าที่ระงับข้อพิพาทระหว่างผู้บริโภคกับองค์กรทางด้านการเงินที่เป็นสมาชิกของสำนักงานฯ หรือมิได้เป็นสมาชิกแต่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจของสำนักงานฯ หากผู้บริโภคไม่ยอมรับคำตัดสินของสำนักงานฯ และต้องการใช้วิธีการทางศาลแทน ผู้บริโภคก็ยังสามารถฟ้องต่อศาลให้ดำเนินคดีได้

คณะกรรมการการควบคุมมาตรฐานการธนาคาร (Banking Code Standard Board หรือ BCSB) มีหน้าที่ดูแลควบคุมธนาคารและสถาบันการเงินที่จดทะเบียนเป็นสมาชิกของข้อบังคับธนาคารให้ปฏิบัติตามข้อบังคับธนาคาร และลงโทษสมาชิกที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับธนาคารในการขอจดทะเบียนเป็นสมาชิกของข้อบังคับธนาคาร

สรุป  ประเทศอังกฤษไม่มีกฎหมายควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็น

การเฉพาะ อย่างไรก็ตาม การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับกับการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคทุกประเภท และต้องอยู่ภายใต้บังคับของหลักกฎหมายทั่วไปในส่วนที่บทบัญญัติในพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ มิได้กล่าวถึง นอกจากนี้ ไม่มีบทบัญญัติถึงองค์กรควบคุมการประกอบธุรกิจด้วยบัตรเครดิตเป็นการเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติขององค์กรควบคุมการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อมาปรับใช้ ซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค (Consumer Credit Act ๑๙๗๔) พระราชบัญญัติการให้บริการและการตลาดเกี่ยวกับการเงิน (Financial Services and Markets Act ๒๐๐๐) และข้อบังคับธนาคาร (Banking Code)


บรรณานุกรม

 

จนิษฐ คันธสมบูรณ์. “การทุจริตโดยใช้บัตรเครดิตวิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๘

 

สุรเชษฐ์  ชีรวินิจ. “กฎหมายบัตรเครดิต” หนังสือประกอบการเรียนการสอน กองบังคับการวิชาการ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ, ๒๕๔๔

 

Aubrey L. Diamond. Commercial and Consumer Credit : An Introduction. London : Butterworths, 1989

 

H.G. Beale, W.D. Bishop and M.P. Furmston. Contract Cased and Meterials. Third Edition. London : Butterworths, 1995

 

James Bowman. Halsbury’s Statutes Vol.12. Fourth Edition. London : Butterworths, 1989

 

Joan Wadsley and Graham Penn. The Law Relating to Domestic Banking. Second Edition. London : Sweet & Maxwell, 2000

 

Michael Brindle and Raymond Cox. Law of Bank Payments. Corwall : Sweet & Maxwell, 1996

 

Nigel Savage and Robert Bradgate. Business Law. London : Butterworths, 1987

 

Paul Dolson. Charlesworth’s Business law. Sixteenth edition. London : Sweet & Maxwell, 1989

 

Roy M. Goode. Consumer Credit Law. London : Butterworths, 1989

 

Sally A. Jones. The Law Relating to Credit Cards. Oxford : BSP Professional Books, 1989

 

http://www.fsa.go.uk

 

http://www.bankingcode.org.uk

 

http://www.oft.gov.uk

 

http://www.financial-ombudsman.org.uk

 



[๑]   Consumer Credit Act 1974, Section 9

[๒]   Section 189 (1):  In this Act, unless the context otherwise requires – … “regulated agreement” means a consumer credit agreement, or consumer hire agreement, other than an exempt agreement, and “regulated” and “unregulated” shall be construed accordingly …

[๓]   Banking Code. Glossary หน้า 23, Card: A general term for any plastic card which may be used to pay for goods and services or to withdraw cash.  In this code, it does not include electronic purses.

[๔]   บัตรเดบิต (debit card) หมายถึง บัตรที่ใช้ในการชำระเงินผ่านระบบการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิค ณ ที่จ่าย (electronic funds transfer at point of sale หรือ EFT-POS) การใช้บัตรเดบิตมีผลเสมือนการถอนเงินจากบัญชีเงินฝาก

[๕]   บัตรชาร์จการ์ด (charge card) เป็นบัตรที่โดยทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าเป็นบัตรเครดิต เนื่องจากบัตรทั้งสองประเภทนี้คล้ายคลึงกันมาก ความแตกต่างระหว่างบัตรทั้งสองประเภทนี้มีอยู่เพียงประการเดียว คือ ผู้ใช้บัตรชาร์จการ์ดจะต้องชำระยอดหนี้ทั้งหมดทุกครั้งที่ครบกำหนดเวลาชำระตามที่ได้ตกลงกัน

[๖]   บัตรถอนเงินสด (cash card) หรือบัตรเอทีเอ็ม (automatic teller machine cards) เป็นบัตรช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ถือบัตรสามารถเบิกเงินสดจากบัญชีเงินฝากได้ตลอดเวลา ผลในทางกฎหมายไม่แตกต่างไปจากการถอนเงินจากสาขาธนาคารด้วยผู้ถือบัตรเองแต่อย่างใด

[๗]   บัตรรับประกันเช็ค (cheque guarantee cards) คือบัตรที่ผู้ถือบัตรใช้สำหรับการรับประกันว่าธนาคารจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในเช็ค ไม่ว่าผู้สั่งจ่ายจะมียอดเงินฝากในบัญชีเพียงพอหรือไม่

[๘]   Trade Descriptions Act 1968, section 14 False or misleading statements as to services, etc.

[๙]   Consumer Protection Act 1974, s. 20 Offence of giving misleading indication

[๑๐]  Ibid., s. 22 Application to provision of services and facilities

[๑๑]  Data Protection Act 1998, Schedule 1.

[๑๒] ข้อตกลงการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค (consumer credit agreement) หมายถึง ข้อตกลงระหว่างบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง (ลูกหนี้)และบุคคลอื่น (เจ้าหนี้) ซึ่งเจ้าหนี้ตกลงให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ในวงเงินไม่เกิน ๒๕,๐๐๐ ปอนด์ ทั้งนี้ มาตรา () ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค ค.. ๑๙๗๔ กำหนดว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่อยู่ภายใต้การควบคุมหากมิได้เป็นข้อตกลงที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา ๑๖

[๑๓] Section 139 (1)

[๑๔] Section 137 (1)

[๑๕] Section 137(2)(b)

[๑๖] Section 138(1)

[๑๗] Section 138(2)-(5)

[๑๘]   Section 76 Duty to give notice before taking certain action

[๑๙]   Section 78 Duty to give information to debtor under running-account credit agreement

[๒๐]   Section 83, 84

[๒๑]   Section 87 Need for default notice

[๒๒]   Section 88 Content and effect of default notice

[๒๓]   Section 89 Compliance with default notice

[๒๔]   Section 93 Interest not to be increased on default

[๒๕]   Section 94 Right to complete payments ahead of time

[๒๖]   Section 97 Duty to give information

[๒๗]   Section 98 Duty to give notice of termination (non-default cases)

[๒๘]   Theft Act 1968, Section 15 (1)(4)

[๒๙]  Theft Act 1978, Section 1(1)

[๓๐]  Theft Act 1968, Section 16

[๓๑]  Theft Act 1978, Section 2

[๓๒]  Theft Act 1968, Section 22 (1)

[๓๓]  Theft Act 1968, Section 25

[๓๔]  The Forgery and Counterfeiting Act 1981, Section 1

[๓๕]   Sale slip หมายถึง เอกสารหลักฐานที่แสดงถึงการใช้บัตรของผู้ถือบัตร โดยร้านค้าผู้รับบัตรสามารถนำ   sale slip ไปรับชำระเงินจากผู้ออกบัตร

[๓๖]   The Forgery and Counterfeiting Act 1981, Section 5

[๓๗]  Section 21(1) Subject to this Section, a license is required to carry on a consumer credit business or consumer hire business.

[๓๘]  Section 25 Licensee to be a fit person; Section 27 Determination of applications

[๓๙]  Section 29 Renewal

[๔๐]  Section 30 Variation by request; Section 31 Compulsory Variation

[๔๑]  Section 32 Suspension and revocation

[๔๒]  Section 35 The register

[๔๓]   Section 39  Offences against Part III

[๔๔]  Section 40 Enforcement of agreements made by unlicensed trader

[๔๕]  Section 43 Advertisements to which Part IV applies

[๔๖]  Section 44 Form and content of advertisements

[๔๗] Reg. 2 (1)

[๔๘] Reg. 1 (2) และ reg. 2 (5)

[๔๙] Reg. 2 (6)

[๕๐] Section 48 Definition of canvassing off trade premises (regulated agreements)

[๕๑] Section 50 Circulars to minors

[๕๒] Section 52 Quotations

[๕๓] Section 55 Disclosure of information

[๕๔] Section 56 Antecedent negotiations

[๕๕] Section 59 Agreement to enter future agreement void

[๕๖] Section 57 Withdrawal from prospective agreements

[๕๗] Section 60 Form and content of agreements

[๕๘] Section 62 Duty to supply copy of unexecuted agreement; Section 63 Duty to supply copy of executed agreement.

[๕๙] Section 64 Duty to give notice of cancelable rights

[๖๐] Section 65 Consequences of improper execution

[๖๑] Fair Trading Act 1973, Section 1

[๖๒] CCA 1974 S. 21

[๖๓] CCA 1974 S. 147

[๖๔] CCA 1974 S. 22

[๖๕] CCA 1974 S. 25

[๖๖] CCA 1974 S. 39 (1)

[๖๗] CCA 1974 S. 167

[๖๘] CCA 1974 S. 40 (1)

[๖๙]  Financial Services and Markets Act 2000 , Part I, Section 2

[๗๐]   http://www.financial-ombudsman.org.uk/

[๗๑]  Banking Code Rules, Clause 2

[๗๒]  Banking Code Rules, Clause 4

[๗๓]  “Board” means the board of director of the BCSB established under its Memorandum and Articles of Association

[๗๔]  Banking Code Rules, Section 8

[๗๕]  Compliance Policy, Clause 3 Sanction