การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตของประเทศฝรั่งเศส

 

. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับบัตรเครดิตในประเทศฝรั่งเศส

 

.๑ ความเป็นมาของบัตรเครดิตในฝรั่งเศส

แนวความคิดเรื่องบัตรเครดิตได้เริ่มต้นขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาและได้แพร่เข้ามาในประเทศฝรั่งเศส เมื่อ ค.. ๑๙๕๓ โดยนาย Bloomingdale (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบัตรDinerClub) ได้เดินทางผ่านประเทศฝรั่งเศสและได้ทำความตกลงกับบรรดาโรงแรมและร้านอาหารให้ยอมรับในบัตร Diner Club ในปีต่อมา จึงได้มีการก่อตั้งบริษัท Diner Club de France เพื่อทำการรับสมาชิกบัตร Diner Club ในฝรั่งเศส ต่อมาใน ค.. ๑๙๖๑ บริษัท American Expresse ก็ได้ติดตามมาก่อตั้งบริษัทในฝรั่งเศส

หลังจากนั้นบัตรเครดิตที่เป็นของทวีปยุโรปเองก็ได้ปรากฎขึ้นในฝรั่งเศส ใน ค.. ๑๙๖๗ ได้มีการออกบัตรเครดิตของฝรั่งเศสเอง ที่เรียกกันจนทุกวันนี้ว่า “บัตรน้ำเงิน (la Carte Bleue)” และใน ค.. ๑๙๖๘ Eurocard ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้ในทวีปยุโรปของ MasterCard ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในฝรั่งเศส

ใน ค.. ๑๙๗๑ ธนาคารของฝรั่งเศสประมาณ ๑๓๐ แห่งได้ร่วมกันก่อตั้ง“กลุ่มบัตรน้ำเงิน (Groupement Carte Bleue)” ซึ่งถือเป็น “กลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (GIE, groupement d’intérêt économique)” ที่รวมตัวกันเพื่อส่งเสริมการพัฒนาของบัตรน้ำเงิน โดยใน ค.. ๑๙๗๗ กลุ่มบัตรน้ำเงินได้เข้าเป็นสมาชิกของเครือข่าย Visa ซึ่งเป็นกลุ่มที่จัดการการใช้บัตรเครดิตของสมาชิกผู้ถือบัตรทั่วโลก ในอีกด้านหนึ่งหน่วยงานของรัฐกล่าวคือ การไปรษณีย์และการสื่อสารโทรคมนาคมแห่งฝรั่งเศส (PTT) ก็ได้ออกบัตรถอนเงินที่เรียกว่า “CCP ๒๔/๒๔” ซึ่งต่อมาได้เข้าร่วมกับกลุ่มบัตรน้ำเงิน เพื่อเป็นการเสริมกำลังให้กับกลุ่มนี้

ใน ค.. ๑๙๗๘ ธนาคาร Crédit Agricole ได้ทำการซื้อบริษัท Eurocard และได้เปิดให้ธนาคาร Crédit Mutuel เข้าร่วมถือหุ้นกึ่งหนึ่งใน ค.. ๑๙๘๓ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเครือข่ายบัตรเครดิตระหว่างประเทศ เครือข่ายที่สอง คือ Eurocard/MasterCard และได้ก่อตั้ง“กลุ่มบัตรเขียว (Verts)” ในฝรั่งเศส

เพื่อที่จะลดความหลากหลายของบัตรเครดิต (โดยเฉพาะบัตรน้ำเงินและบัตรเขียว) ที่ก่อให้เกิดความไม่สะดวกกับผู้ถือบัตร เนื่องจากจะใช้บัตรได้ในเครื่องถอนเงินที่จำกัดของเครือข่าย และทำให้ร้านค้าต้องมีอุปกรณ์หลายประเภทสำหรับรับบัตรต่าง ๆ จึงได้มีการทำความตกลงกันระหว่างสิบเจ็ดสถาบันการเงิน ซึ่งรวมถึงการไปรษณีย์และการสื่อสารโทรคมนาคมแห่งฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ค.. ๑๙๘๔ เพื่อก่อตั้งเครือข่ายการให้บริการบัตรเครดิตระดับประเทศเพียงเครือข่ายเดียว

ความร่วมมือระหว่างธนาคารในการให้บริการบัตรเครดิตเริ่มได้ผลอย่างจริงจัง เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ค.. ๑๙๘๕ ภายใต้ขอบเขตการดำเนินการของ “กลุ่มบัตรธนาคาร(Groupement des Cartes Bancaires)” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ค.. ๑๙๘๔ กลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วางหลักเกณฑ์และส่งเสริมเครือข่ายการให้บริการบัตรเครดิต รวมถึงการป้องกันการฉ้อโกง ซึ่งกลุ่มบัตรธนาคารนี้ประกอบด้วยกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสองกลุ่ม คือ () กลุ่มบัตรน้ำเงินและ () กลุ่มบัตรเขียว  ดังนั้น กลุ่มบัตรธนาคารจึงถือได้ว่าเป็นการรวมกลุ่มของธนาคารเพื่อการพัฒนาการใช้จ่ายเงินรูปแบบใหม่

ขอบเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างกลุ่มบัตรธนาคารและกลุ่มบัตรน้ำเงินมีการกำหนดไว้อย่างค่อนข้างชัดเจน โดยกลุ่มบัตรธนาคารรับผิดชอบการประสานงานระหว่างธนาคารและกลุ่มบัตรน้ำเงินจะเป็นผู้ประสานงานกับเครือข่าย Visa เพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานที่ซ้ำซ้อนกัน และการแข่งขันที่จะทำให้เป็นคู่แข่งทางการค้า แต่ข้อพิพาทก็ได้เกิดขึ้นในที่สุดเกี่ยวกับเทคโนโลยีในการพัฒนาระบบการจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต หลังจากที่ได้มีการหารือระหว่างธนาคารหลักที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการตัดสินใจที่จะรวมกลุ่มทั้งสอง โดยในระหว่าง ค.. ๑๙๘๙ คณะกรรมการบริหารของกลุ่มบัตรธนาคารได้แต่งตั้งนาย Max Auriol  ซึ่งเป็นผู้บริหารของกลุ่มบัตรน้ำเงินให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารอีกวาระหนึ่ง และได้มีความพยายามที่จะรวมสองกลุ่มนี้ให้เหลือเพียงนิติบุคคลเดียวที่จะรับผิดชอบดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของทั้งสองกลุ่มเดิม โดยไปอิงกับเครือข่าย Visa ส่วนบัตร Eurocard/MasterCard ก็ยังคงมีโครงสร้างที่แตกต่างออกไป และได้จัดตั้งเป็นกลุ่ม Eurocard France

การรวมกลุ่มนี้เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของวิวัฒนาการ โดยในด้านหนึ่งเป็นการวางโครงสร้างและกำหนดแนวทางในด้านเงินอิเล็กทรอนิกส์ของการธนาคารและอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส ในอีกด้านหนึ่งในทางระหว่างประเทศก็ได้เริ่มดำเนินการขึ้นภายในประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (Communauté Economiqe Européenne) กล่าวคือ เมื่อประเทศสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจยุโรปได้ตกลงกันให้มีการเคลื่อนไหวโดยเสรีทั้งบุคคลและทุน (la libre circulation des personnes et des capitaux) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น “ตลาดเดียว (Marché unique)” ใน ค.. ๑๙๙๒ เท่ากับว่ารัฐต่าง ๆ ของประชาคมเศรษฐกิจยุโรปต้องมีการใช้วิธีการจ่ายเงินอันเป็นที่ยอมรับได้สำหรับทุกรัฐ แต่เนื่องจากในทางเทคนิค การใช้บัตรเครดิต การจัดการ วิธีการจ่ายเงิน รวมทั้งหลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ใช้บังคับในประเทศสมาชิกยังมีความแตกต่างกันอยู่ ทำให้พัฒนาการของบัตรจ่ายเงินและบัตรเครดิตจึงแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศไปด้วย นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารต่าง ๆ ของยุโรป ทำให้บัตรธนาคารต่าง ๆ ต้องสามารถที่จะใช้ได้ในการค้าทุกประเภทของประชาคมเศรษฐกิจยุโรป อุปกรณ์สำหรับการจ่ายเงินควรจะสอดคล้องกัน ธุรกรรมต่าง ๆ ควรมีความปลอดภัย และหลักเกณฑ์ในเรื่องค่าธรรมเนียมควรจะมีความสมดุลยอมรับได้สำหรับคู่สัญญาทุกฝ่าย ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปจึงมีแนวคิดที่จะทำประมวลแนวปฏิบัติ (le code de bonne conduit) และข้อเสนอแนะ (la recommandation) เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคู่สัญญาฝ่ายต่าง ๆ  ขึ้นมา ซึ่งได้แก่ข้อเสนอแนะลงวันที่ ๘ ธันวาคม ค.. ๑๙๘๗[๑]  มีสาระเป็นประมวลแนวปฏิบัติที่บัญญัติถึงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินธุรกรรม และข้อเสนอแนะลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ค.. ๑๙๘๘[๒] กล่าวถึงระบบของการจ่ายเงินและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือบัตรกับผู้ออกบัตร โดยมุ่งที่จะคุ้มครองผู้บริโภค (จะเป็นข้อกำหนดที่บังคับให้มีในสัญญาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค) แต่ข้อเสนอแนะนี้ยังมีปัญหาบางประการอยู่ กล่าวคือ ข้อเสนอแนะจะไม่มีลักษณะบังคับให้สมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจยุโรปต้องปฏิบัติตาม การจะปฏิบัติตามข้อเสนอแนะหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละประเทศสมาชิก

เมื่อได้ศึกษาถึงความเป็นมาของบัตรเครดิตในฝรั่งเศสโดยย่อแล้ว ต่อไปจะได้มีการศึกษาถึงลักษณะทั่วไปของบัตรเครดิตตามกฎหมายฝรั่งเศส

 

.๒ ลักษณะของบัตรเครดิตตามกฎหมายฝรั่งเศส

สำหรับในฝรั่งเศสนั้นจะใช้คำเรียกบัตรเครดิตปะปนกันไประหว่าง “บัตรเครดิต (carte de crédit)” กับ “บัตรจ่ายเงิน (carte de paiement) ในทางกฎหมายนั้น รัฐกฤษฎีกา ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ค.. ๑๙๓๕ ได้กล่าวถึงบัตรธนาคาร ๒ ประเภทคือ () บัตรจ่ายเงิน (Carte de paiement) และ () บัตรถอนเงิน (Carte de retrait)  ซึ่งต่อมารัฐกฤษฎีกาดังกล่าวได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง จนกระทั่งประมวลกฎหมายเงินตราและการเงิน (Code monétaire et financier) ที่ใช้บังคับในปัจจุบันได้บัญญัติถึงบัตรสองประเภทนี้ไว้ในมาตรา L ๑๓๒-๑ โดยบัญญัติว่า ““บัตรจ่ายเงิน” หมายความว่า บัตรทุกชนิดซึ่งผู้ถือบัตรสามารถใช้ถอนหรือใช้โอนเงินได้และเป็นบัตรที่ออกโดยสถาบันการเงินหรือโดยสถาบันหรือหน่วยงานตามที่กำหนดไว้ในมาตรา L๕๑๘-”  และ ““บัตรถอนเงิน” หมายความว่า บัตรทุกชนิดซึ่งผู้ถือบัตรสามารถใช้ถอนเงินได้แต่เพียงอย่างเดียว และเป็นบัตรที่ออกโดยสถาบันการเงินหรือโดยสถาบันหรือหน่วยงานตามที่กำหนดไว้ในมาตรา L ๕๑๘-”

บัตรทั้งสองชนิดมีความแตกต่างกัน คือ บัตรถอนเงินใช้ในการถอนเงินเท่านั้นแต่บัตรจ่ายเงินนั้นนอกจากจะใช้ในการถอนเงินจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติของธนาคารหรือของเครือข่ายแล้ว ยังสามารถใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการแก่ร้านค้าที่ได้ทำสัญญากับธนาคารหรือเครือข่ายได้อีกด้วย  บัตรทั้งสองประเภทอาจเป็นบัตรเครดิตโดยแท้ กล่าวคือ ใช้สำหรับถอนเงินหรือชำระค่าสินค้าและบริการโดยที่ผู้ถือบัตรมิได้มีเงินอยู่ในบัญชี และรวมถึงบัตรเดบิต ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ถือบัตรต้องมีเงินอยู่ในบัญชีด้วย

 

.๓ ระบบบัตรเครดิต

ระบบของบัตรเครดิต ได้แก่ การที่ผู้ออกบัตรซึ่งได้แก่ สถาบันการเงินหรือธนาคาร ออกบัตรพลาสติกให้แก่ลูกค้าของตน (ผู้ถือบัตร) ที่ขอใช้บัตรและทำสัญญากับผู้ออกบัตรในบัตรดังกล่าวจะระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขบัญชีของผู้ถือบัตร ผู้ถือบัตรจะใช้บัตรดังกล่าวซื้อสินค้าหรือจ่ายค่าบริการแทนการจ่ายเงินด้วยเงินสดต่อร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่รับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต โดยการลงชื่อในใบเสร็จรับเงินหรือการใส่รหัสประจำตัวลงในเครื่องรับบัตรเพื่อเป็นหลักฐานการจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต หลังจากนั้น ร้านค้าหรือผู้ให้บริการก็จะแจ้งราคาสินค้าหรือบริการไปยังผู้ออกบัตร เพื่อที่จะจ่ายเงินให้แก่ตนต่อไป โดยผู้ออกบัตรจะเรียกเก็บเงินที่จ่ายไปดังกล่าวจากผู้ถือบัตรในภายหลัง

ระบบดังกล่าวมีลักษณะสำคัญสองประการคือ

) เป็นหลักประกันให้แก่ร้านค้าหรือผู้ให้บริการ โดยการที่ผู้ออกบัตรยอมที่จะจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าหรือผู้ให้บริการนั้น แม้ว่าผู้ถือบัตรจะไม่มีเงินในบัญชีพอที่จะจ่ายเงินดังกล่าวได้ทั้งหมด ทั้งนี้ ภายในวงเงินที่ผู้ออกบัตรยอมให้ผู้ถือบัตรใช้จ่าย (กู้ยืม)ได้ หากราคาของสินค้าหรือค่าบริการเกินกว่าวงเงินที่ได้รับการอนุมัติ ผู้ออกบัตรจะจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าหรือผู้ให้บริการต่อเมื่อได้รับการชำระจากผู้ถือบัตรเสียก่อน

) ระบบบัตรเครดิต เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ถือบัตรสามารถที่จะชำระเงินค่าสินค้าหรือค่าใช้บริการที่ตนได้จ่ายไปโดยการใช้บัตรเครดิตในลักษณะของการผ่อนชำระได้

 

. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

 

ในประเทศฝรั่งเศสกฎหมายที่ใช้บังคับกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตมิได้มีการบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ หากแต่กระจัดกระจายอยู่ในกฎหมายต่าง ๆ และกฎเกณฑ์ที่สำคัญส่วนใหญ่ที่ใช้บังคับเป็นข้อกำหนดของสัญญา ประกอบกับแนวคำพิพากษาของศาล ในปัจจุบัน กฎหมายที่ใช้บังคับกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ได้แก่

ประมวลกฎหมายเงินตราและการเงิน (Code monétaire et financier)

ประมวลกฎหมายไปรษณีย์และการโทรคมนาคม (Code des postes et télécommunications) 

ประมวลกฎหมายแพ่ง (Code civil)

ประมวลกฎหมายการบริโภค (Code de la consommation)

ประมวลกฎหมายพาณิชย์ (Code de commerce)

ประมวลกฎหมายอาญา (Code pénal)

รัฐบัญญัติ เลขที่ ๗๘-๑๗ ลงวันที่ ๖ มกราคม ๑๙๗๘ ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล (loi ๗๘-๑๗ du janvier ๑๙๗๘ – Loi relative à l’informatique, aux fichiers et aux libertés)

ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการแห่งประชาคมยุโรป (Recommandation de la Commission des Communautés européennes) ลงวันที่ ๘ ธันวาคม ๑๙๘๗ ว่าด้วยประมวลแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการจ่ายเงินทางสื่ออิเล็กโทรนิกส์ และลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๑๙๘๘ เกี่ยวกับระบบการจ่ายเงินและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือบัตรกับผู้ออกบัตร

 

.๑ กฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ได้แก่

..๑ ประมวลกฎหมายแพ่ง (Code civil)

การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตในฝรั่งเศสนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งมาใช้บังคับในส่วนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้อง คือ ระหว่างผู้ออกบัตรกับผู้ถือบัตร ผู้ออกบัตรกับผู้ประกอบการที่รับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต และ ระหว่างผู้ถือบัตรกับผู้ประกอบการดังกล่าว ทั้งนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายแพ่ง เช่น สัญญา ความสามารถ ความรับผิด ผลและการสิ้นสุดของสัญญาและนิติกรรมต่าง ๆ รวมทั้งหลักการตีความสัญญา เป็นต้น

..๒ ประมวลกฎหมายการบริโภค (Code de la consommation)

นำมาใช้กับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาที่ไม่เป็นธรรมโดยมาตรา L ๑๓๒-๑ บัญญัติให้ถือว่าข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมไม่มีอยู่ในสัญญาที่ทำขึ้น ซึ่งสัญญาเกี่ยวกับบัตรเครดิตไม่ว่าจะเป็นสัญญาระหว่างผู้ออกบัตรกับผู้ถือบัตร หรือระหว่างผู้ออกบัตรกับผู้ประกอบการพาณิชย์ก็จะต้องเคารพต่อบทบัญญัติดังกล่าว  ในการนี้ประมวลกฎหมายการบริโภคกำหนดให้มีคณะกรรมการว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม (la Commission des clauses abusives) เพื่อควบคุมดูแลให้มีการปฏิบัติตามบทบัญญัตินี้ด้วย (มาตรา L ๑๓๒-)

นอกจากนี้ ในกรณีการออกบัตรเครดิตที่มีลักษณะเป็นการเปิดวงเงินกู้ (ouverture de crédit) ก็จะต้องมีการทำสัญญากู้เงินตามประมวลกฎหมายว่าด้วยการบริโภคด้วยเช่นกัน (เช่น ต้องมีคำเสนอของผู้ให้กู้ก่อน และต้องส่งคำเสนอนั้นให้แก่ผู้ขอกู้จำนวน ๒ ชุด และผู้ค้ำประกัน ๑ ชุด ฯลฯ ด้วย)

..๓ ประมวลกฎหมายพาณิชย์ (Code de commerce)

นำมาใช้กับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตในส่วนที่เกี่ยวกับการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีและเป็นธรรม กล่าวคือ เช่นเดียวกับการประกอบธุรกิจอื่น การประกอบธุรกิจดังกล่าวจะต้องไม่มีลักษณะที่กระทบกระเทือนต่อหลักว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีและเป็นธรรมเช่น การสมยอมกัน การบังคับขายหรือการเสนอราคาที่ต่ำ (เมื่อเทียบกับต้นทุน) โดยมิชอบ เป็นต้น ซึ่งจะใช้บังคับกับการกำหนดค่าธรรมเนียมการเรียกเก็บเงินจากผู้ประกอบการพาณิชย์หรือผู้ใช้บริการ (ผู้ถือบัตร)  ทั้งนี้ โดยมีคณะกรรมการว่าด้วยการแข่งขันทางการค้า (le Conseil de la concurrence) เป็นผู้ควบคุมตรวจสอบ

..๔ รัฐบัญญัติ เลขที่ ๗๘-๑๗ ลงวันที่ ๖ มกราคม ๑๙๗๘ ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล (loi ๗๘-๑๗ du janvier ๑๙๗๘ – Loi relative à l’informatique, aux fichiers et aux libertés)

ซึ่งจะใช้บังคับกับการจัดเก็บและการใช้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่กระทำขึ้นในการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

..๕ ประมวลกฎหมายไปรษณีย์และการโทรคมนาคม (Code des postes et télécommunications)

ประมวลกฎหมายดังกล่าวกำหนดเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับกิจการไปรษณีย์และโทรคมนาคม รวมถึงอำนาจหน้าที่ของการสื่อสารแห่งฝรั่งเศส (la poste) ซึ่งตามมาตรา L ๑๐๗-๑ให้อำนาจการสื่อสารแห่งฝรั่งเศสในการรับประกันการจ่ายเงินที่เกิดจากการใช้บัตรจ่ายเงินที่ออกโดยการสื่อสารแห่งฝรั่งเศสได้ มาตรา D ๔๙๔ และมาตรา D ๕๑๘ กำหนดเรื่องการออกและการยกเลิกบัตร มาตรา D ๕๐๑.๑ และมาตรา D ๕๑๘ บัญญัติให้อำนาจในการฝากและถอนในบัญชีเดินสะพัดด้วยบัตรเครดิต

..๖ ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการแห่งประชาคมยุโรป รวม ๒ ฉบับ คือ

() ข้อเสนอแนะลงวันที่ ๘ ธันวาคม ๑๙๘๗ ว่าด้วยประมวลแนวปฏิบัติของยุโรปในเรื่องการจ่ายเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Recommandation de la commission des communautés européennes du décembre ๑๙๘๗ portant sur un code européen de bonne conduite en matiére de paiement éléctronique)  มีลักษณะเป็นคำแนะนำอย่างแท้จริง คือ ไม่มีสภาพบังคับใด ๆ เนื้อหาของข้อเสนอแนะฉบับนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเงินผู้ประกอบการพาณิชย์ (ซึ่งเป็นผู้รับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต) และผู้ถือบัตร โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ทั่วไปที่ใช้กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ออกบัตรกับผู้ถือบัตรไว้ด้วย โดยกำหนดให้สัญญาระหว่างคู่สัญญาฝ่ายต่าง  ๆ ต้องกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร และกำหนดหลักเกณฑ์ทั่วไปและเฉพาะตามสัญญาอย่างละเอียด ภาษาที่ใช้ในสัญญาต้องเป็นภาษาทางการของรัฐสมาชิกที่ได้ทำสัญญาขึ้น ค่าธรรมเนียมต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและไม่เป็นการจำกัดการแข่งขันทางการค้าหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นไปตามที่จะได้ตกลงกันและกำหนดไว้ในสัญญา  ทั้งนี้ โดยต้องเป็นไปตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังกำหนดให้การจ่ายเงินโดยบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไม่อาจเพิกถอนได้ และไม่อาจจะอายัดได้

() ข้อเสนอแนะลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ค.. ๑๙๘๘ ว่าด้วยระบบการจ่ายเงินและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือบัตรกับผู้ออกบัตร (Recommandation de la Commission des Communautés européennes du ๑๗ november ๑๙๘๘ concernant les systèmes de paiement en et particulier les relations entre titulaires et émetteurs des cartes) ซึ่งมีสาระสำคัญพอสรุปได้ ดังนี้ ข้อเสนอแนะใช้บังคับกับการจ่ายเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยบัตร การถอนเงิน ฝากเงินหรือเช็ค และธุรกรรมอื่น ๆ ด้วยเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ  รวมทั้งการชำระเงินด้วยบัตรซึ่งไม่ใช่ทางอิเล็กทรอนิกส์ และการชำระเงินทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ใช้บัตรด้วย

ผู้ออกบัตรต้องทำข้อสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรและอย่างซื่อสัตย์เกี่ยวกับการออกและการใช้บัตรจ่ายเงิน ข้อสัญญาในสัญญาต้องอ่านได้โดยง่ายและเป็นที่เข้าใจ ภาษาที่ใช้ต้องเป็นภาษาที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในเรื่องนี้ ข้อสัญญาต้องบัญญัติถึงฐานในการคำนวณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้ถือบัตรต้องจ่ายให้แก่ผู้ออกบัตร และต้องกำหนดระยะเวลาที่ต้องชำระเงิน และหน้าที่ของผู้ถือบัตรในการใช้บัตร เช่น มาตรการเพื่อความปลอดภัยในการใช้บัตร การแจ้งอายัด เมื่อบัตรถูกขโมยหรือสูญหาย ความผิดพลาดต่าง ๆ ที่เกิดจากการดำเนินธุรกรรม เป็นต้น

 ผู้ออกบัตรมีหน้าที่ต้องจัดให้มีศูนย์สำหรับรับแจ้งการสูญหายหรือการขโมยบัตร ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง ในกรณีที่ผู้ถือบัตรแจ้งอายัดบัตรแล้ว ผู้ถือบัตรไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นอีก เว้นแต่กรณีที่ผู้ถือบัตรประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และผู้ออกบัตรมีหน้าที่ต้องขัดขวางมิให้มีการใช้บัตรจ่ายเงินอย่างฉ้อฉลหลังจากที่ได้รับแจ้งการอายัดบัตร

 ข้อเสนอแนะนี้มีลักษณะการใช้บังคับที่แตกต่างไปจากฉบับ ลงวันที่๘ ธันวาคม ๑๙๘๗ ในแง่ที่ว่า คณะกรรมาธิการแห่งประชาคมยุโรปได้กำหนดให้ประเทศต่าง ๆ นำข้อเสนอแนะนี้ไปปฏิบัติภายในระยะเวลาหนึ่งปี หากไม่มีการปฏิบัติตามคณะกรรมาธิการแห่งประชาคมยุโรปจะกำหนดมาตรการที่เหมาะสม (เช่นมาตรการบังคับ) ต่อไป

 

.๒ กฎหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ธุรกิจบัตรเครดิต ได้แก่

... ประมวลกฎหมายเงินตราและการเงิน (Code monétaire et financier)[๓]

ประมวลกฎหมายฉบับนี้เป็นการรวบรวมบทบัญญัติต่าง ๆ ของกฎหมายเกี่ยวกับการเงินและเงินตราที่กระจัดกระจายตามกฎหมายต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันโดยมิได้มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระของบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว (ซึ่งในฝรั่งเศสเรียกเทคนิคการจัดทำประมวลกฎหมายนี้ว่า “Codification à droit constant” ) ประกอบด้วยบรรพต่าง ๆ ๗ บรรพ สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับบัตรเครดิตนั้นมีที่มาจากรัฐกฤษฎีกาที่มีค่าบังคับดังเช่นรัฐบัญญัติ (décret-loi) ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ค.. ๑๙๓๕ ว่าด้วยการรวบรวมกฎหมายเช็คและบัตรเครดิต และรัฐบัญญัติ  ที่ ๙๑-๑๓๘๒ ลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ค.. ๑๙๙๑ ว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัยของเช็คและบัตรเครดิต โดยนำมาบัญญัติใหม่ไว้ในประมวลกฎหมายฉบับนี้อยู่ในลักษณะ ๓ (สิ่งอื่นที่ใช้แทนเงิน) และลักษณะ ๗ (บทลงโทษทางอาญา) ของบรรพหนึ่ง(เงินตรา)  ซึ่งมีทั้งหมด ๑๓ มาตรา อันอาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ส่วน คือ

ส่วนแรกเป็นหลักทั่วไปเกี่ยวกับบัตรจ่ายเงิน อยู่ในบทที่ ๒ (บัตรจ่ายเงินและบัตรเครดิต) ของลักษณะ ๓ ของบรรพหนึ่งซึ่งได้แก่ มาตรา L ๑๓๒-๑ ถึงมาตรา L ๑๓๒-๖ รวม ๖ มาตรา มีสาระสำคัญดังนี้

() มาตรา L ๑๓๒-๑ กำหนดความหมายของคำว่า “บัตรจ่ายเงิน” และ“บัตรถอนเงิน” โดยบัญญัติให้ “บัตรจ่ายเงิน” หมายถึง บัตรที่ออกโดยสถาบันการเงิน สถาบันหรือหน่วยงานตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเจ้าของบัตรนั้น (ผู้ถือบัตร) สามารถใช้บัตรถอนหรือโอนเงินได้ ส่วน “บัตรถอนเงิน” ได้แก่ บัตรที่ออกโดยสถาบันการเงิน สถาบันหรือหน่วยงานตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเจ้าของบัตร (ผู้ถือบัตร) สามารถใช้บัตรนั้นถอนเงินได้

() มาตรา L ๑๓๒-  กำหนดหลักการว่า การจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต ไม่อาจถอนคืนได้ และจะคัดค้านการจ่ายเงินได้เฉพาะกรณีที่บัตรหาย ถูกขโมย หรือมีการใช้บัตรโดยฉ้อฉล หรือโดยกระบวนการพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น

() มาตรา L ๑๓๒-๓ กำหนดหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบในกรณีบัตรหายหรือถูกขโมยว่า หากยังไม่แจ้งคัดค้านผู้ถือบัตรต้องรับผิดชอบในการจ่ายเงิน ทั้งนี้ ภายในวงเงินไม่เกิน ๔๐๐ ยูโร[๔] เว้นแต่จะเป็นกรณีที่ผู้ถือบัตรประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือมิได้แจ้งคัดค้านการจ่ายเงินภายในระยะเวลาที่เหมาะสม กำหนดระยะเวลาการคัดค้านดังกล่าวเป็นไปตามที่กำหนดในสัญญา แต่จะต้องไม่ต่ำกว่า ๒ วัน

() มาตรา L ๑๓๒-๔ กำหนดข้อยกเว้นความรับผิดของผู้ถือบัตร หากมีการจ่ายเงินโดยฉ้อฉล ณ สถานที่อื่น โดยที่ไม่มีการใช้บัตรนั้นจริง และในกรณีที่มีการใช้บัตรปลอม

() มาตรา L ๑๓๒-  กำหนดให้ผู้ออกบัตรคืนค่าธรรมเนียมธนาคารให้แก่ผู้ถือบัตรที่มีการใช้บัตรโดยฉ้อฉล

() มาตรา L ๑๓๒-๖ กำหนดระยะเวลาการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้ถือบัตรที่จะต้องใช้สิทธิดังกล่าวภายในเจ็ดสิบวันนับแต่วันที่มีการใช้บัตรซึ่งเป็นกรณีที่ผู้ถือบัตรจะโต้แย้งการจ่ายเงินได้ ระยะเวลาดังกล่าวอาจขยายออกไปได้ตามข้อกำหนดของสัญญา แต่จะต้องไม่เกินกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวัน

ส่วนที่สอง ความผิดและโทษทางอาญา อยู่ในบทที่ ๓ (ความผิดเกี่ยวกับเช็คและบัตรจ่ายเงิน) ของลักษณะ ๗ ของบรรพ ๑ ได้แก่ มาตรา L ๑๖๓-๔ มาตรา L ๑๖๓--๑ มาตรา L ๑๖๓--๒ มาตรา L ๑๖๓-๕ มาตรา L ๑๖๓-๖ มาตรา L ๑๖๓-๑๐-๑ มาตรา L ๑๖๓-๑๑ รวม ๗ มาตรา ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปใน ๓..

..๒ ประมวลกฎหมายอาญา (Code pénal)

นำมาใช้บังคับกับการใช้บัตรเครดิตในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายที่มีโทษทางอาญา นอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายเงินตราและการเงิน

 

. มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

 

.๑ มาตรการทางแพ่ง

การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตอาจแยกอธิบายได้เป็น ๔ ส่วน คือ ๓..๑ คู่สัญญาฝ่ายต่าง ๆ  ..๒ สัญญาที่เกี่ยวข้องและนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น ๓..๓ ปัญหาเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐาน ๓..๔ อัตราดอกเบี้ย

..๑ คู่สัญญาฝ่ายต่าง ๆ ประกอบด้วย ผู้ออกบัตร ร้านค้าหรือผู้ให้บริการซึ่งรับชำระเงินด้วยบัตร และผู้ถือบัตร

() ผู้ออกบัตร (émetteur)

มาตรา L ๑๓๒-๑ แห่งประมวลกฎหมายเงินตราและการเงิน (code monétaire et financier) ได้บัญญัติให้สถาบันการเงิน (établissement de credit) หรือสถาบันหรือหน่วยงานตามมาตรา L ๕๑๘-๑ เท่านั้นที่เป็นผู้ออกบัตรเครดิตได้ ซึ่งมาตรา L ๕๑๑-๑ แห่งประมวลกฎหมายเงินตราและการเงินได้ให้คำนิยามของ “สถาบันการเงิน” ว่าเป็น “นิติบุคคลที่ดำเนินธุรกรรมทางธนาคารตามนัยของมาตรา L ๓๑๑-๑ และอาจดำเนินกิจการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องตามนัยมาตรา L ๓๑๑-”  และมาตรา L ๓๑๑-๑ แห่งประมวลกฎหมายเงินตราและการเงินก็ได้บัญญัติความหมายของการดำเนินธุรกรรมทางธนาคารว่าหมายความรวมถึงการรับฝากเงินจากสาธารณชน การให้กู้ยืมเงิน และการจัดการเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินในรูปแบบต่าง ๆ ของลูกค้า

สำหรับสถาบันหรือหน่วยงานตามมาตรา L ๕๑๘-๑ ที่อาจออกบัตรเครดิตได้นั้น ได้แก่ หน่วยงานที่เรียกว่า le Trésor Public (ซึ่งมีอำนาจหน้าที่คล้ายกับกรมบัญชีกลางผู้แปล) ธนาคารชาติฝรั่งเศส แผนกบริการทางการเงินของการสื่อสารแห่งฝรั่งเศส สถาบันแห่งจังหวัดโพ้นทะเล และสถาบันโพ้นทะเล ที่เรียกว่า Institut d’émission และหน่วยงานที่เรียกว่า la Caisse des dépôts et consignations  ในกรณีของแผนกบริการทางการเงินของการสื่อสารแห่งฝรั่งเศสนั้น มาตรา L ๑๐๗-๑ แห่งประมวลกฎหมายไปรษณีย์และการโทรคมนาคมได้บัญญัติรองรับอำนาจการออกบัตรเครดิตของหน่วยงานดังกล่าวไว้อีกส่วนหนึ่งด้วย 

อนึ่ง แม้ว่ามาตรา L ๕๑๑-๗ แห่งประมวลกฎหมายเงินตราและการเงินบัญญัติอนุญาตให้บริษัทเอกชนสามารถออกบัตรเพื่อใช้สำหรับซื้อสินค้าหรือบริการของตนตามที่กำหนดไว้ได้ด้วย แต่บัตรของบริษัทเอกชนตามมาตรานี้มิใช่บัตรเครดิตตามมาตรา L ๑๓๒-๑ ดังนั้น  หากบริษัทดังกล่าวประสงค์ที่จะออกบัตรเครดิตให้แก่ลูกค้าของตนก็จะต้องดำเนินการจัดตั้งเป็นสถาบันการเงินตามมาตรา L ๕๑๑-  ดังกล่าวข้างต้นเสียก่อน

() เจ้าของร้านค้าหรือผู้ให้บริการซึ่งยอมรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต (fournisseur)  

 ผู้ถือบัตรไม่อาจใช้บัตรเครดิตชำระเงินได้กับร้านค้าหรือผู้ให้บริการได้เป็นการทั่วไปหากแต่ใช้ได้เฉพาะกับร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่ทำสัญญากับผู้ออกบัตรเท่านั้น  ทั้งนี้ ตามสัญญาที่เรียกว่า Contrat fournisseur ดังที่จะได้กล่าวต่อไปใน ๓.. ()

() ผู้ถือบัตร (porteur)

ผู้ถือบัตรอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ โดยบุคคลธรรมดาต้องมีความสามารถตามกฎหมาย กล่าวคือ บรรลุนิติภาวะแล้ว หรือผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะซึ่งได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง ในกรณีที่เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถต้องดำเนินการโดยผู้พิทักษ์[๕]  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ในเรื่องความสามารถในการทำนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่ง สำหรับผู้ถือบัตรที่เป็นนิติบุคคลนั้น บัตรอาจจะออกให้แก่บริษัทหรือผู้บริหารของบริษัทเพื่อใช้ในกิจการของบริษัท โดยอาจกำหนดให้แต่ละคนรับผิดเฉพาะส่วนตัว หรือผู้ถือบัตรต้องร่วมกันรับผิดชอบในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้[๖]

..๒ สัญญาที่เกี่ยวข้องและนิติสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น  สัญญาที่เกี่ยวข้องกับบัตรเครดิตมีอยู่ด้วยกัน ๓ สัญญาคือ

 () สัญญาระหว่างผู้ออกบัตรกับผู้ถือบัตร  เป็นสัญญาที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่กำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้บัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรับผิดของคู่สัญญา การทำสัญญานี้โดยหลักการแล้วอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่ง โดยเป็นสัญญาประเภทสัญญาเข้าร่วม (contrat d’adhésion) ที่เรียกว่า contrat adhérent หรือ contrat porteurอย่างไรก็ดี เนื่องจากโดยปกติสัญญาดังกล่าวจะเป็นสัญญาสำเร็จรูปซึ่งอาจจะมีข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคอยู่บ้าง ซึ่งในเรื่องนี้มาตรา L ๑๓๒-๑ แห่งประมวลกฎหมายการบริโภค (Code de la consommation) ได้บัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคไว้ว่า

“ในการทำสัญญาระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคที่มีวัตถุประสงค์

ที่จะก่อให้เกิด จำกัด หรือไม่เท่าเทียมกันในสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาถือเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม” และให้ถือว่าไม่มีข้อสัญญาเช่นนั้นอยู่ ซึ่งสัญญาขอใช้บัตรเครดิตก็อยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติดังกล่าวด้วย  ดังนั้น หากมีการกำหนดข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เช่น ข้อสัญญาที่ยกเว้นหรือจำกัดสิทธิตามกฎหมายของผู้บริโภค ข้อสัญญาที่ให้ผู้ประกอบการบอกเลิกสัญญาได้ โดยไม่มีเหตุที่เหมาะสม ข้อสัญญาที่ให้ผู้ประกอบการบอกเลิกสัญญาได้โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ข้อสัญญาที่ให้ผู้ประกอบการแก้ไขสัญญาได้แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่เป็นไปตามเหตุผลที่กำหนดไว้ในสัญญา ข้อกำหนดดังกล่าวก็เป็นอันใช้ไม่ได้

ในกรณีที่เป็นการให้ใช้บัตรเครดิตมีลักษณะเป็นการให้กู้ยืมเงินก็จะต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการทำสัญญาให้กู้ยืมเงินตามที่กำหนดไว้ในมาตรา L ๓๑๑-๘ และมาตราต่อจากนั้นของประมวลกฎหมายการบริโภคด้วย

นอกจากนี้ ตามประมวลแนวปฏิบัติท้ายข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการแห่งประชาคมยุโรป ลงวันที่ ๘ ธันวาคม ๑๙๘๗ กำหนดรูปแบบของสัญญาระหว่างผู้ออกบัตรกับร้านค้าที่รับบัตรและกับผู้ถือบัตรว่าจะต้องให้เป็นลายลักษณ์อักษรและมีคำขอก่อน รวมทั้งจะต้องกำหนดเงื่อนไขทั่วไปและเงื่อนไขเฉพาะให้ชัดเจน ใช้ภาษาราชการของรัฐที่มีการทำสัญญานั้นขึ้น  การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมจะต้องมีความโปร่งใส โดยคำนึงถึงการจ่ายและความเสี่ยงที่เป็นจริงโดยไม่ขัดต่อหลักการแข่งขันอย่างเสรี  เงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาทุกข้อจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและคู่สัญญามีสิทธิต่อรองกันอย่างเสรี และจะต้องกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งในสัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงื่อนไขพิเศษเกี่ยวกับการยกเลิกสัญญาจะต้องมีความชัดเจนและแจ้งให้คู่สัญญาทราบก่อนลงนามในสัญญา

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ออกบัตรและผู้ถือบัตรจะเริ่มจากการที่ผู้ถือบัตรขอสมัครเป็นสมาชิกบัตรเครดิตโดยจะลงนามในใบสมัครเป็นสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่ทำในรูปของสัญญาขอถือบัตร (contrat porteur) พร้อมทั้งแนบเอกสารประกอบการพิจารณา ผู้ออกบัตรมีสิทธิอย่างเด็ดขาดในการยอมรับ ปฏิเสธหรือการไม่ต่ออายุการเป็นสมาชิก และไม่ถือว่าการปฏิเสธไม่ออกบัตรเครดิตได้เป็นการปฏิเสธที่จะขาย (refuse de vente) ตามประมวลกฎหมายพาณิชย์อย่างไรก็ตาม ผู้ออกบัตรไม่อาจอ้างเหตุผลทางเชื้อชาติหรือเพศเพื่อปฏิเสธการออกบัตรได้ เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา L ๒๒๕-๑ และมาตรา  L ๒๒๕-๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หากผู้ออกบัตรอนุมัติการเป็นสมาชิกก็จะส่งบัตรเครดิตมาให้แก่ผู้สมัครเป็นสมาชิก เมื่อผู้สมัครเป็นสมาชิกได้รับบัตรเครดิตและลงลายมือชื่อในด้านหลังบัตรถือว่ายินยอมผูกพันตามสัญญาบัตรเครดิตแล้ว  เมื่อผู้ออกบัตรและผู้ถือบัตรได้ทำสัญญาบัตรเครดิตแล้ว แต่ละฝ่ายต่างก็มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญา ดังต่อไปนี้

. ผู้ออกบัตรมีสิทธิและหน้าที่ต่อผู้ถือบัตร ดังนี้

) ผู้ออกบัตรมีหน้าที่ต้องส่งมอบบัตรเครดิตให้แก่ผู้ถือบัตร

) ผู้ออกบัตรมีหน้าที่ต้องให้บริการทางการเงินต่าง ๆ แก่ผู้ถือบัตร เช่น การให้บริการถอนเงินจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ

) ผู้ออกบัตรมีหน้าที่ชำระราคาสินค้าและบริการที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตของผู้ถือบัตร โดยผู้ออกบัตรรับประกันที่จะชำระเงินตามวงเงินที่กำหนดไว้แก่ทางร้านค้า หากราคาสินค้าและบริการมีมูลค่ามากกว่าวงเงินที่กำหนดไว้ อาจต้องมีการขออนุมัติเป็นกรณี ๆ ไป

) ผู้ออกบัตรมีหน้าที่ต้องระงับการชำระราคาสินค้าและบริการ หรือการบริการทางการเงินต่าง ๆ เมื่อได้รับแจ้งการอายัดบัตรโดยผู้ถือบัตร ความรับผิดต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้บัตรจะโอนไปยังผู้ออกบัตร เมื่อมีการแจ้งอายัดบัตร[๗]  แต่ผู้ออกบัตรอาจมิต้องรับผิด หากผู้ถือบัตรมีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย เช่น ไม่แจ้งว่ารหัสประจำบัตรได้ถูกขโมยไปด้วยหรือผู้ถือบัตรแจ้งอายัดบัตรล่าช้า

) ผู้ออกบัตรมีหน้าที่ให้วงเงินเครดิตแก่ผู้ถือบัตร ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันไปตามที่กำหนดในสัญญา เช่น ในเครือข่ายบัตรน้ำเงิน การเปิดเครดิตจะต้องมีการทำสัญญาเป็นพิเศษแยกออกมา สำหรับเครือข่ายอื่น ๆ ถือว่าได้มีการเปิดเครดิตเมื่อส่งมอบบัตรให้แก่ผู้ถือบัตร

) ผู้ออกบัตรมีสิทธิที่จะได้รับการชำระเงินค่าสินค้าและบริการที่ผู้ออกบัตรได้ชำระให้แก่ร้านค้าไปแล้วจากผู้ถือบัตร โดยการชำระอาจจะเป็นการชำระเต็มจำนวนหรือเป็นการชำระบางส่วนตามแต่จะตกลงกันในสัญญา

นอกจากสิทธิหน้าที่ตามสัญญาดังกล่าวข้างต้นแล้ว เนื่องจากในการทำสัญญาขอใช้บัตรเครดิตจะมีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้จะใช้บัตรไว้ ผู้ออกบัตรจึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ( loi ๗๘-๑๗ du   janvier ๑๙๗๘, Loi relative à l’informatique, aux fichiers et aux libertés) ในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของผู้ถือบัตรด้วย คือ ก่อนการดำเนินการจะต้องแจ้งต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลแห่งชาติ (la commission nationale de l’informatique et des libertés – CNIL) ว่าจะเก็บข้อมูลใดบ้าง ในลักษณะใด และเพื่อวัตถุประสงค์ใด และหากผู้ออกบัตรนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ก็จะเป็นความผิด และต้องถูกลงโทษทางอาญาตามมาตรา L ๑๖๓-๑๑ แห่งประมวลกฎหมายเงินตราและการเงินด้วย

. สำหรับผู้ถือบัตรนั้นก็มีสิทธิและหน้าที่ต่อผู้ออกบัตร ดังนี้

) ผู้ถือบัตรมีหน้าที่ต้องลงลายมือชื่อในบัตรเครดิต เมื่อลงลายมือชื่อแล้วถือว่าผู้ถือบัตรรับที่จะปฏิบัติตามสัญญาการใช้บัตร[๘] และจะใช้ในการพิสูจน์ว่าเป็นผู้ถือบัตรจริง โดยในการใช้บัตรแต่ละครั้งจะต้องมีการลงลายมือชื่อในใบเสร็จหรือกดรหัสใส่เครื่อง เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ

) ผู้ถือบัตรมีหน้าที่ชำระค่าสินค้าและบริการให้แก่ผู้ออกบัตร การใช้บัตรถือเป็นการสั่งให้ผู้ออกบัตรชำระค่าสินค้าและบริการให้แก่ร้านค้าแทนผู้ถือบัตรแล้วซึ่งคำสั่งนี้ไม่อาจเพิกถอนได้  (ตามมาตรา L ๑๓๒-๒ วรรคแรก แห่งประมวลกฎหมายเงินตราและการเงิน)

) ผู้ถือบัตรมีหน้าที่ใช้บัตรเฉพาะเป็นการส่วนตัวหรือสำหรับครอบครัวของตนเท่านั้น ในกรณีที่มีการออกบัตรเสริม ผู้ถือบัตรหลักต้องรับผิดชอบการใช้จ่ายทั้งของบัตรหลักและบัตรเสริม[๙]

) ผู้ถือบัตรมีหน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในการสมัครและการใช้บัตร โดยผู้ออกบัตรอาจใช้วิธีหักบัญชีเงินฝากของผู้ถือบัตร

) ผู้ถือบัตรมีหน้าที่ต้องรักษาบัตรพร้อมทั้งรหัสประจำบัตร และหลีกเลี่ยงการใช้บัตรโดยฉ้อโกง

) ผู้ถือบัตรมีหน้าที่ต้องแจ้งอายัดการสูญหายหรือการขโมยบัตรแก่ผู้ออกบัตรภายในระยะเวลาที่เร็วที่สุด[๑๐] โดยจะแจ้งฝ่ายโทรศัพท์หรือเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ตามแต่จะตกลงกันในสัญญา

อนึ่ง ตามมาตรา L ๑๓๒-๓ แห่งประมวลกฎหมายเงินตราและการเงินบัญญัติให้ในกรณีที่ทำบัตรหายหรือถูกขโมย ผู้ถือบัตรต้องเป็นผู้รับผิดสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนการแจ้งคัดค้านการจ่ายเงิน ในวงเงินไม่เกิน ๔๐๐ ยูโร

) ผู้ถือบัตรต้องส่งคืนบัตรให้แก่ผู้ออกบัตรในกรณีที่มีการบอกเลิกสัญญา เนื่องจากบัตรยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ออกบัตร[๑๑]

สัญญาระหว่างผู้ถือบัตรกับผู้ออกบัตรมักจะเป็นสัญญาที่มีระยะเวลาสิ้นสุด โดยปกติจะเป็นหนึ่งปี ในกรณีที่ครบกำหนดเวลาสิ้นสุดสัญญาแล้ว หากคู่สัญญาได้ยอมรับไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้มีการต่อสัญญา (เช่น การยังคงใช้บัตรนั้นต่อไป) สัญญานั้นก็จะเริ่มระยะเวลาใหม่  ในกรณีที่ผู้ถือบัตรไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญา เช่น ให้ผู้อื่นใช้บัตรหรือไม่ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ออกบัตร ผู้ออกบัตรมีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาได้  นอกจากนี้ อาจมีการสิ้นสุดของสัญญาด้วยเหตุอื่น ๆ ตามกฎหมายแพ่งได้อีก เช่น ผู้ถือบัตรถึงแก่ความตาย หรือเป็นบุคคลล้มละลาย หรือเป็นผู้ไร้ความสามารถ ซึ่งทำให้สัญญาสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ

() สัญญาระหว่างผู้ออกบัตรกับร้านค้าหรือผู้ให้บริการ

 นอกจากต้องทำสัญญากับผู้ถือบัตรแล้ว ผู้ออกบัตรยังต้องทำความตกลงกับร้านค้าที่เรียกว่า “ร้านที่ได้รับการแต่งตั้ง (les fournisseurs agréés)” สัญญานี้อยู่ในบังคับของหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งเช่นกัน โดยปกติสัญญาจะไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้แต่คู่สัญญาอาจบอกเลิกสัญญาได้ตลอดเวลา หรือสัญญาอาจจะมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนแต่อาจมีการต่อสัญญาได้โดยปริยาย การบอกเลิกสัญญาโดยปกติแล้วจะต้องกำหนดเป็นข้อสัญญาไว้อย่างชัดเจน และการเลิกกิจการหรือการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของร้านค้าเป็นเหตุบอกเลิกสัญญาได้  สัญญาดังกล่าวมีเนื้อหาที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา ดังนี้

. ผู้ออกบัตรจะมีสิทธิและหน้าที่ต่อร้านค้าหรือผู้ให้บริการ ดังต่อไปนี้

) ผู้ออกบัตรต้องรับประกันการชำระราคาสินค้าและบริการตามจำนวนที่รับประกันไว้

) ผู้ออกบัตรมีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระราคาสินค้าและบริการที่ชำระโดยบัตรที่ได้มีการแจ้งอายัดแล้ว ถ้าร้านค้าหรือผู้ให้บริการมิได้ปฏิบัติตามกระบวนการในการตรวจสอบ

) ในกรณีที่มีการขออนุมัติการชำระราคาสินค้าและบริการโดยร้านค้าหรือผู้ให้บริการและผู้ออกบัตรได้อนุมัติแล้ว ผู้ออกบัตรต้องรับผิดในการนั้น แม้ว่าบัตรที่ใช้ในการชำระราคาแก่ร้านค้าหรือผู้ให้บริการนั้นจะเป็นบัตรที่สูญหายหรือถูกขโมยมา

) ผู้ออกบัตรมีสิทธิบอกเลิกสัญญากับร้านค้าหรือผู้ให้บริการได้ ในกรณีที่ร้านค้าหรือผู้ให้บริการไม่ปฏิบัติตามสัญญา[๑๒]

. ร้านค้าหรือผู้ให้บริการก็มีสิทธิและหน้าที่ต่อผู้ออกบัตร ดังนี้

) ร้านค้าหรือผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องรับชำระราคาสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิตที่ออกให้โดยผู้ถือบัตร

) ร้านค้าหรือผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการใช้บัตร เช่น บัตรหมดอายุหรือไม่ ลายมือชื่อในบัตรกับลายมือชื่อของผู้ถือบัตรที่ลงในใบชำระค่าสินค้าหรือบริการถูกต้องตรงกันหรือไม่ มีการแจ้งอายัดบัตรหรือไม่

) ร้านค้ามีหน้าที่ต้องขออนุมัติการใช้บัตร หากมีการชำระราคาสินค้าและบริการเกินกว่าจำนวนเงินที่ผู้ออกบัตรได้รับประกันไว้

) ร้านค้ามีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ออกบัตรตามที่ได้ตกลงกันไว้

อนึ่ง สัญญาระหว่างผู้ออกบัตรกับร้านค้าหรือผู้ให้บริการต้องเคารพต่อบทบัญญัติของประมวลกฎหมายว่าด้วยการบริโภค (ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม)เช่นเดียวกันกับสัญญาผู้ถือบัตร นอกจากนี้ ยังต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายพาณิชย์(la code de commerce) ในส่วนที่เกี่ยวกับการแข่งขันทางการค้าโดยเสรีและเป็นธรรมด้วย

() สัญญาระหว่างผู้ถือบัตรและร้านค้าหรือผู้ให้บริการ

ผู้ถือบัตรกับร้านค้าหรือผู้ให้บริการมีนิติสัมพันธ์กันตามสัญญาซื้อขายหรือให้บริการตามประมวลกฎหมายแพ่งซึ่งอาจเป็นสัญญาที่ทำกันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ ก็ได้ นอกจากนี้โดยผลของสัญญาที่ทำไว้กับผู้ออกบัตร ร้านค้าไม่อาจปฏิเสธการชำระราคาสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิตได้ ถ้าหากผู้ถือบัตรได้ปฏิบัติถูกต้องตามที่ได้ระบุไว้ในสัญญาระหว่างผู้ออกบัตรกับร้านค้า เช่น การชำระราคาสินค้าและบริการต้องมีการลงลายมือชื่อในใบชำระค่าสินค้าและบริการ หรือมีการใส่รหัสประจำตัว แต่ร้านค้าสามารถกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำที่จะชำระด้วยบัตรเครดิตได้

ในกรณีมีสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับการใช้บัตร เช่น ลายมือชื่อไม่ถูกต้องหรือมีการแจ้งอายัดบัตร ร้านค้าอาจปฏิเสธการชำระราคาสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิตได้ ในกรณีที่มีการใช้จ่ายเกินจำนวนเงินที่ผู้ออกบัตรรับประกันไว้ ร้านค้าต้องขออนุมัติการจ่ายเงินดังกล่าวจากเครือข่ายของผู้ถือบัตรก่อนจึงจะได้รับความคุ้มครอง

สำหรับผู้ถือบัตรนั้น ยังคงต้องผูกพันที่จะชำระหนี้ราคาสินค้าและบริการอยู่ เนื่องจากการชำระหนี้มิได้เสร็จสิ้นโดยการใช้บัตร แต่จะเสร็จสิ้นเมื่อร้านค้าได้รับชำระราคาสินค้าและบริการจากผู้ออกบัตรแล้ว ในกรณีที่ผู้ออกบัตรปฏิเสธการจ่ายเงิน ร้านค้าจึงสามารถเรียกร้องเอาจากผู้ถือบัตรได้ ทั้งนี้ ตามภาระผูกพันที่มีอยู่ตามสัญญาซื้อขายหรือจ้างบริการ

..๓ ปัญหาเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานในกรณีมีการใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศ

การใช้บัตรเครดิตในต่างประเทศ หากมีปัญหาเกิดขึ้นมีหลักเกณฑ์สืบพยานอย่างไรนั้น มีการอธิบายในลักษณะทั่ว ๆ ไปว่าผู้ประกอบการที่ยอมให้ผู้ถือบัตรจ่ายเงินค่าสินค้าหรือบริการจะต้องมีหลักฐานที่แสดงว่ามีการขายสินค้าหรือให้บริการ โดยผู้ถือบัตรอาจแสดงความยินยอมได้ ๒ วิธีการด้วยกัน คือ () ผู้ถือบัตรลงลายมือชื่อในใบเสร็จรับเงินที่ออกโดยร้านค้าด้วยวิธีการพิมพ์ออกมาจากเครื่องที่ผู้ออกบัตรได้ติดตั้งไว้ให้แก่ร้านค้า () ผู้ถือบัตรลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (signature électronique) กล่าวคือ ผู้ถือบัตรจะใส่รหัสประจำตัวบนแป้นของเครื่องดังกล่าว และศาลยุติธรรมได้มีแนวคำพิพากษาว่า พยานหลักฐานอาจเป็นหลักฐานใดก็ได้ แต่ถ้าวงเงินเกินกว่า ๕,๐๐๐ ฟรังค์จะต้องมีพยานหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้นอย่างไรก็ตาม ได้ถือกันว่าเอกสารที่ผลิตออกมาจากคำสั่งบนแถบแม่เหล็กของบัตรอาจใช้เป็นพยานหลักฐานของผู้ถือบัตรได้ หรืออย่างน้อยถือเป็นจุดเริ่มต้นของพยานหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ในกรณีที่มีการใช้บัตรในต่างประเทศความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือบัตรและร้านค้าย่อมเป็นไปตามกฎหมายของประเทศผู้ออกบัตร

นอกจากนี้ ปรากฏในคำตอบกระทู้ถามรัฐมนตรีลงพิมพ์ในรัฐกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๑๙๘๗ ดังนี้ “ … ดูเหมือนว่าตามหลักทั่วไปของกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลจะให้นำกฎหมายของประเทศผู้ออกบัตรเครดิตมาใช้บังคับในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้ออกบัตรกับผู้ถือบัตร ในขณะเดียวกับที่นิติกรรมทางการค้า (การซื้อสินค้าหรือใช้บริการ-ผู้แปล) อาจจะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายของประเทศซึ่งมีการทำนิติกรรมนั้น อย่างไรก็ดี ยังไม่มีแนวคำพิพากษาในกรณีดังกล่าว เนื่องจากการโต้แย้งสิทธิที่เกิดขึ้นมักจะตกลงกันได้ด้วยวิธีการอนุญาโตตุลาการระหว่างเครือข่ายธนาคารที่เกี่ยวข้อง ปัญหาหลักก็คือมีเพียงประเทศฝรั่งเศสเท่านั้นที่มีกฎหมายบัญญัติให้การจ่ายเงินด้วยเครดิตไม่อาจเพิกถอนได้ ซึ่งเป็นการคุ้มครองผู้ประกอบการพาณิชย์ หลักเกณฑ์ดังกล่าวได้มีการนำไปพิจารณาในระดับประชาคมยุโรป เพื่อที่กำหนดเป็น Directive ของประชาคมยุโรปต่อไป…”

อนึ่ง แนวคำพิพากษาและทฤษฎีต่างเห็นพ้องกันว่า หลักเกณฑ์ทางกฎหมายเกี่ยวกับพยานหลักฐาน มิใช่เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (order public) คู่สัญญาอาจตกลงเป็นอย่างอื่นได้ (ตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมสูงสุด ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ค.. ๑๙๘๙)

..๔ อัตราดอกเบี้ย

ตามกฎหมายของประเทศฝรั่งเศสไม่มีการกำหนดเรื่องอัตราดอกเบี้ยเกี่ยวกับบัตรเครดิตไว้เป็นการเฉพาะ เนื่องจากดังที่กล่าวไว้ในบทที่หนึ่งแล้วว่า บัตรเครดิตในฝรั่งเศสนั้น ได้แก่ บัตรถอนเงินและบัตรจ่ายเงินซึ่งรวมถึงบัตรเดบิตด้วย (คือสามารถใช้ได้เฉพาะในวงเงินที่ตนมีอยู่ในธนาคารเท่านั้น) และในกรณีที่เป็นการใช้จ่ายเงินเกินกว่าวงเงินที่ตนมีอยู่ก็จะเข้าลักษณะเป็นการกู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั่วไปว่าด้วยการกู้ยืมเงิน ซึ่งตามประมวลกฎหมายว่าด้วยการบริโภคได้บัญญัติเรื่องดอกเบี้ยกู้ยืมเงินไว้ในมาตรา L. ๑๓๑-๑ ถึงมาตรา L. ๓๑๓-๕ พอสรุปได้ดังนี้

อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมเป็นเรื่องที่คู่สัญญาสามารถตกลงกันได้ (ผู้กู้กำหนดขึ้นเองได้) แต่จะต้องระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ในสัญญากู้เงิน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะต้องไม่สูงกว่า  ๑ ๑/๓ ของอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ใช้อยู่ในไตรมาสที่แล้วมาของสถาบันการเงิน ซึ่งมีลักษณะการให้กู้ยืมที่มีความเสี่ยงเช่นเดียวกันที่กำหนดโดยธนาคารแห่งชาติฝรั่งเศส ซึ่งหากมีการฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษอาญาจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ ฟรังค์ และสั่งปิดบริษัทชั่วคราวหรือถาวรได้ นอกจากนี้ หากมีการจ่ายเงินดอกเบี้ยที่เกินไปแล้ว ยังจะต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่ผู้กู้ด้วย

 

.๒ มาตรการทางอาญา

 

ความผิดในทางอาญาที่เกี่ยวกับบัตรเครดิตมีการกำหนดไว้ในกฎหมาย ๒ ฉบับคือ ๓..๑ ตามประมวลกฎหมายเงินตราและการเงิน (Code monétaire et financier) และ ๓..๒ ตามประมวลกฎหมายอาญา (Code pénal)

..๑ ความผิดและโทษในทางอาญาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายเงินตราและการเงิน

ประมวลกฎหมายเงินตราและการเงินบัญญัติความผิดและโทษอาญาเกี่ยวกับบัตรเครดิตไว้โดยเฉพาะในบทที่ ๓ ของลักษณะ ๗ ของบรรพ ๑ แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนที่ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเช็คและบัตรจ่ายเงิน ส่วนที่ ๓ นี้ มีบทบัญญัติทั้งหมด ๑๕ มาตรา (มาตรา L ๑๖๓-๑ ถึงมาตรา L ๑๖๓-๑๒) ส่วนหนึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับเช็คโดยเฉพาะสำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับบัตรเครดิตนั้นมีด้วยกันทั้งสิ้น ๗ มาตรา ได้แก่

() มาตรา L ๑๖๓-๔ กำหนดความผิดเกี่ยวกับบัตรเครดิตไว้ ๓ กรณีด้วยกันคือ

. การปลอมแปลงบัตรจ่ายเงินหรือบัตรถอนเงิน

. การใช้หรือพยายามใช้บัตรจ่ายเงินปลอมหรือบัตรจ่ายเงินปลอม

. การยอมรับการชำระเงินโดยใช้บัตรจ่ายเงินปลอม

ความผิดทั้ง ๓ กรณีดังกล่าว ต้องระวางโทษในอัตราเดียวกันกับกรณีเช็ค

(ปลอมเช็ค ใช้เช็คปลอม ยอมรับการใช้เช็คปลอม) ที่กำหนดไว้ในมาตรา L ๑๖๓-๓ คือจำคุกเจ็ดปีและปรับห้าล้านฟรังซ์[๑๓]

()  มาตรา L ๑๖๓--๑ กำหนดความผิดเกี่ยวกับเครื่องมือหรือวัสดุที่ใช้ในการทำบัตรปลอม ซึ่งได้แก่ กรณีผลิต รับมา ครอบครอง โอน ให้ หรือจัดให้มีเครื่องมือ อุปกรณ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มาหรือทำขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อการทำบัตรจ่ายเงินหรือบัตรถอนเงินปลอม

ความผิดตามมาตรานี้มีอัตราโทษจำคุกเจ็ดปีและปรับ ๗๕๐,๐๐๐ ยูโร

()  มาตรา L ๑๖๓--๒ บัญญัติให้การพยายามกระทำความผิดฐานใช้เช็คปลอม (ตาม ๑° ของมาตรา L ๑๖๓-) ฐานใช้บัตรจ่ายเงินหรือบัตรถอนเงินปลอม (ตาม ๑° ของมาตรา L ๑๖๓-) และฐานผลิตหรือมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ (ตามมาตรา ๑๖๓--) ต้องระวางโทษในอัตราเดียวกันกับการกระทำความผิดดังกล่าว

()  มาตรา L ๑๖๓-  บัญญัติให้ริบวัตถุที่ใช้ในการกระทำความผิด ซึ่งได้แก่บัตรจ่ายเงินหรือบัตรถอนเงินปลอม รวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตบัตรปลอม เพื่อนำไปทำลาย ทั้งนี้ เว้นแต่เจ้าของทรัพย์สินนั้นจะไม่ได้รู้เห็นในการกระทำความผิดด้วย

()  มาตรา L ๑๖๓-๖ กำหนดโทษเพิ่มเติมสำหรับกรณีการกระทำความผิดเกี่ยวกับบัตรเครดิต ซึ่งได้แก่ความผิดปลอมบัตรจ่ายเงินหรือบัตรถอนเงิน ใช้บัตรจ่ายเงินหรือบัตรถอนเงินปลอม รับชำระเงินที่จ่ายโดยการใช้บัตรปลอม และผลิต มีไว้ในครอบครอง จำหน่ายเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการทำบัตรปลอม) โดยกำหนดให้ศาลสามารถสั่งลงโทษด้วยการห้ามมิให้ใช้สิทธิพลเมือง (เช่น สมัครหรือลงคะแนนเลือกตั้ง) สิทธิในทางแพ่ง (การเป็นพยานในศาล)และสิทธิในครอบครัว (เป็นผู้ปกครองหรือผู้อนุบาล) และห้ามมิให้ประกอบอาชีพหรือกิจกรรมทางสังคมได้  ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาไม่เกินห้าปี

()  มาตรา L ๑๖๓-๑๐-๑ กำหนดโทษในทางอาญาสำหรับการกระทำความผิดของนิติบุคคล  ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับบัตรจ่ายเงินหรือบัตรถอนเงินเป็นนิติบุคคล โดยกำหนดโทษไว้ ๒ ประเภทคือ ๑) โทษปรับตามมาตรา ๑๓๑-๓๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญา(ห้าเท่าของที่กำหนดไว้สำหรับบุคคลธรรมดา) และ ๒) โทษอื่น ๆ ตามมาตรา ๑๓๑-๓๙ แห่งประมวลกฎหมายอาญา (เช่น ยุบนิติบุคคลนั้น ห้ามดำเนินกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดอย่างเด็ดขาดหรือภายในระยะเวลาไม่เกินห้าปี ห้ามทำสัญญาพัสดุกับหน่วยงานของรัฐ ริบทรัพย์สิน ฯลฯ)

()  มาตรา L ๑๖๓-๑๑ กำหนดความผิดและโทษในกรณีที่มีการใช้ข้อมูลข่าวสารที่รวบรวมไว้โดยธนาคารแห่งชาติฝรั่งเศส นอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยกำหนดให้ได้รับโทษในอัตราเดียวกันกับความผิดฐานใช้ข้อมูลข่าวสารผิดวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๒๒๖-๒๑ และประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกห้าปีและปรับสองล้านฟรังซ์

กล่าวโดยสรุป ประมวลกฎหมายเงินตราและการเงินกำหนดฐานความผิดเกี่ยวกับบัตรเครดิตไว้ ๕ กรณีด้วยกันคือ

) ปลอมแปลงบัตร

) ใช้บัตรปลอม

) ยอมรับการใช้บัตรปลอม

) ผลิต ครอบครอง หรือจำหน่าย เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการทำบัตรปลอม
) ใช้ข้อมูลข่าวสารที่ได้มาจากการประกอบธุรกิจบัตรผิดวัตถุประสงค์

กรณีความผิดตาม ๑), ) และ ๓) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปีและปรับไม่เกินห้าล้านฟรังซ์ และการพยายามกระทำความผิดต้องรับโทษในอัตราเดียวกันด้วย

สำหรับความผิดตาม ๔) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปีและปรับไม่เกิน ๗๕๐,๐๐๐ ยูโร โดยการพยายามกระทำความผิดต้องรับโทษในอัตราเดียวกันเช่นกัน

ส่วนความผิดตาม ๕) มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินสองล้านฟรังซ์

นอกจากนี้ ในกรณีความผิดตาม ๑) ถึง ๔) ผู้กระทำผิดอาจต้องรับโทษเพิ่มเติมซึ่งได้แก่ การห้ามใช้สิทธิพลเมือง สิทธิทางแพ่งและสิทธิในครอบครัว รวมทั้งการห้ามประกอบอาชีพหรือกิจการทางสังคมเป็นระยะเวลาไม่เกินหน้าปีได้อีกด้วย และในกรณีที่เป็นการกระทำความผิดของนิติบุคคล นิติบุคคลนั้นก็จะต้องรับโทษปรับหรือโทษอื่น ๆ สำหรับนิติบุคคล (เช่นการยุบเลิกนิติบุคคลนั้นหรือห้ามดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นต้น)

..๒ ความผิดและโทษตามประมวลกฎหมายอาญา

นอกจากความผิดเฉพาะตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายเงินตราและการเงินดังกล่าวข้างต้นแล้ว การใช้บัตรเครดิตที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ขัดต่อกฎหมาย ยังถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาได้ในกรณีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

()  ความผิดฐานฉ้อโกง (l’escroquerie) ตามมาตรา ๓๑๓-๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา[๑๔] ในกรณีที่

. ผู้ถือบัตร นำบัตรเครดิตที่หมดอายุหรือถูกยกเลิกแล้วไปถอนเงินจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติ หากเครื่องนั้นยอมให้ถอนได้[๑๕]

. บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ถือบัตรนำบัตรของผู้อื่นไปถอนเงิน[๑๖] หรือนำไปใช้ซื้อสินค้าหรือจ่ายค่าบริการ[๑๗] ซึ่งหากการได้มาซึ่งบัตรดังกล่าวเกิดจากการลักทรัพย์หรือรับของโจรก็จะต้องรับผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจร แล้วแต่กรณี อีกฐานหนึ่งด้วย

()  ความผิดฐานลักทรัพย์ (le vol) ตามมาตรา ๓๑๑-๑ ในกรณีลักบัตรเครดิตของผู้อื่น(และหากนำบัตรที่ลักมาไปใช้ก็มีความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๑๓-๑ อีกฐานหนึ่งด้วย)

()  ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ (l’abus  de confiance) ตามมาตรา ๓๑๔-๑ ในกรณีที่ผู้ถือบัตรไม่ยอมคืนบัตรที่ถูกยกเลิกแล้วให้แก่ผู้ออกบัตร

()  ความผิดฐานเลือกปฏิบัติ (la discrimination) ตามมาตรา ๒๒๕-๑ และมาตรา ๒๒๕-๒ ในกรณีที่ผู้ออกบัตรไม่ยอมออกบัตรให้แก่ผู้ยื่นคำขอ โดยอาศัยเหตุจากเชื้อชาติเพศ ฯลฯ

 

.๓ มาตรการทางปกครอง

 

ในประเทศฝรั่งเศสมิได้มีการจัดตั้งองค์กรหรือหน่วยงานใดขึ้นเพื่อควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นการเฉพาะ แต่จะมีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายเฉพาะเช่น กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคหรือกฎหมายการธนาคาร ควบคุมในลักษณะเป็นการทั่วไป ดังนี้

..  ธนาคารชาติแห่งฝรั่งเศส (La Banque de France)

ซึ่งตามประมวลกฎหมายเงินตราและการเงินบัญญัติให้มีหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบการดำเนินกิจการของธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ และการควบคุมให้ระบบการจ่ายเงินมีความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับบัตรเครดิตนั้น มาตรา L ๑๔๑-๔ วรรคห้ากำหนดให้มีการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์ว่าด้วยความปลอดภัยของบัตรจ่ายเงิน (un Observatoire de la sécurité des cartes de paiement) ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตัวแทนหน่วยงานฝ่ายปกครองที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนผู้ออกบัตร และตัวแทนสมาคมพ่อค้าและผู้บริโภค คณะผู้สังเกตการณ์ฯมีหน้าที่ดูแลการปฏิบัติตามมาตรการเพื่อความปลอดภัยในการใช้บัตรที่จัดให้มีขึ้นโดยผู้ออกบัตรและร้านค้าหรือผู้ให้บริการ จัดทำสถิติเกี่ยวกับการฉ้อโกงและติดตามเทคโนโลยีของบัตรจ่ายเงิน เพื่อเสนอวิธีการในการป้องกันเกี่ยวกับความปลอดภัยของบัตรเครดิต โดยจะต้องจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรม และจะต้องจัดส่งให้รัฐสภาด้วย  อย่างไรก็ดี คณะผู้สังเกตการณ์มิได้มีอำนาจในการกำหนดกฎเกณฑ์หรือออกคำสั่งให้บุคคลหรือหน่วยงานใดปฏิบัติ

..๒ คณะกรรมการว่าด้วยกฎเกณฑ์การธนาคารและการเงิน (le Comité de la réglementation bancaire et financière)

ซึ่งตามมาตรา L ๖๑๑-๑ แห่งประมวลกฎหมายเงินตราและการเงินกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดข้อบังคับทั่วไปที่ใช้กับสถาบันการเงิน และบริษัทเงินทุนต่าง ๆ

..๓ คณะกรรมการว่าด้วยสถาบันการเงินและบริษัทเงินทุน (la Comité des établissements de crédit et des entreprises d’investissement)

ซึ่งมีหน้าที่ออกคำสั่งหรือให้การอนุญาตหรือผ่อนผันเป็นการเฉพาะราย ในการปฏิบัติตามกฎหมายหรือกฎที่ใช้บังคับกับสถาบันการเงินและบริษัทเงินทุนในส่วนที่ไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการว่าด้วยธนาคาร (la commission bancaire)  ทั้งนี้ ตามมาตรา L ๖๑๒-๑ แห่งประมวลกฎหมายเงินตราและการเงิน

..๔ คณะกรรมการว่าด้วยธนาคาร  (la Commission bancaire)

ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมให้สถาบันการเงินต่าง ๆ ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายและกฎหมายลำดับรองที่ใช้บังคับกับสถาบันการเงิน รวมทั้งลงโทษสถาบันการเงินที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว และดูแลให้สถาบันการเงินปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เกี่ยวกับจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพด้วย

..๕ คณะกรรมการว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม (la Commission des clauses abusives)

ซึ่งตั้งขึ้นตามมาตรา L ๑๓๒-๒ แห่งประมวลกฎหมายการบริโภคมีหน้าที่ในการตรวจสอบแบบสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคว่ามีข้อสัญญาที่มีลักษณะที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่  ทั้งนี้ อาจโดยการร้องขอของรัฐมนตรีซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับการบริโภคหรือจากสมาคมคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้รับอนุญาต หรือโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ คณะกรรมการดังกล่าวสามารถยกเรื่องขึ้นพิจารณาเองได้ด้วย (มาตรา L ๑๓๒-)

ในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว คณะกรรมการจะกระทำโดยการมีข้อเสนอแนะให้ยกเลิกหรือแก้ไขปรับปรุงข้อสัญญาที่มีลักษณะที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการบริโภคจะต้องแจ้งคำแนะนำดังกล่าวให้สาธารณชนทราบ คำแนะนำจะต้องไม่ระบุสภาพที่จะทำให้ทราบถึงสถานะส่วนบุคคลใด ๆ ได้ (มาตรา L ๑๓๒-) และในแต่ละปีคณะกรรมการจะจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงาน รวมทั้งข้อเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายตามที่เห็นสมควร รายงานนี้จะต้องจัดพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วย (มาตรา L ๑๓๒-)

..๖ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (le Conseil de concurrence)

ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอความเห็นเกี่ยวกับการเสนอร่างกฎหมายหรือปัญหาใด ๆ ที่เกี่ยวกับการแข่งขันทางการค้า และพิจารณาคำร้องเรียนเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม โดยสามารถสั่งลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายได้ (มาตรา L ๔๖๒-) ซึ่งอาจเป็นการสั่งให้ผู้ที่ฝ่าฝืนหยุดกระทำการที่ขัดต่อกฎหมายภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือกำหนดเงื่อนไขพิเศษให้ปฏิบัติตาม รวมทั้งลงโทษปรับซึ่งอาจเป็นการปรับทันทีหรือเพราะเหตุที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งก็ได้ (มาตรา L ๔๖๔-)

..๗ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลแห่งชาติ (la commission nationale de l’informatique et des libertés - CNIL)

ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล (la loi relative à l’informatique aux fichiers et aux libertés) โดยมีอำนาจที่จะออกกฎเกณฑ์หรือคำสั่งต่าง ๆ เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล

..๘ ศาล

องค์กรสุดท้ายที่มีส่วนในการควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตก็คือศาลซึ่งเป็นผู้พิจารณาพิพากษาในกรณีที่มีข้อขัดแย้งระหว่างคู่สัญญา ซึ่งโดยปกติแล้วศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเกี่ยวกับสัญญาบัตรเครดิตได้แก่ ศาลยุติธรรม อย่างไรก็ดี ในส่วนที่เกี่ยวกับบัตรจ่ายเงินที่ออกโดยการสื่อสารแห่งฝรั่งเศส (la Poste) นั้น เนื่องจากถือว่าสัญญาระหว่างผู้ถือบัตรกับการสื่อสารแห่งฝรั่งเศสเป็นสัญญาทางปกครอง  ดังนั้น จากสัญญาดังกล่าวจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง (tribunal administratif)[๑๘]

 

. บทสรุป

 

จากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้พบว่า ในประเทศฝรั่งเศสไม่มีกฎหมายเฉพาะที่เป็นที่รวมศูนย์ของกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้บังคับกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตไว้ และไม่มีองค์กรควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นการเฉพาะเช่นกัน  และความสัมพันธ์ระหว่างผู้เกี่ยวข้อง(ผู้ออกบัตร-ร้านค้า-ผู้ถือบัตร) เป็นไปตามข้อกำหนดในสัญญา

อย่างไรก็ดี กฎหมายของฝรั่งเศสมีการบัญญัติกฎหมายที่กล่าวถึงบัตรเครดิตไว้เป็นการเฉพาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประมวลกฎหมายเงินตราและการเงิน ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับบัตรเครดิตไว้รวมทั้งสิ้น ๑๓ มาตรา ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต จนถึงกับต้องการบัญญัติกฎหมายไว้เป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายเงินตราและการเงิน  ในขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องตรากฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตขึ้นเป็นการเฉพาะ (ในลักษณะระบบศูนย์)ในประเด็นนี้มีข้อสังเกต (และเป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก) ว่าจากตำราและเอกสารอ้างอิงที่มีอยู่ไม่มีการกล่าวไว้แต่อย่างใดว่า มีความพยายามหรือแนวความคิดเกี่ยวกับการเสนอให้มีการตรากฎหมายว่าด้วยบัตรเครดิตขึ้นเป็นการเฉพาะหรือไม่อย่างไร และการที่ไม่มีการบัญญัติกฎหมายขึ้นเป็นการเฉพาะนี้มีเหตุผลใดสนับสนุนบ้าง  ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่า เหตุผลดังกล่าว อาจจะเป็นตามที่  BERTRAND et  LE CLECH[๑๙] ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า หลักเกณฑ์ในเรื่องความสัมพันธ์ของคู่สัญญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายเงินตราและการเงินนั้น เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเพราะเป็นเรื่องที่มีการกำหนดไว้ในสัญญาอยู่แล้ว และอาจเป็นไปได้ว่าผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังมองไม่เห็นความจำเป็นในการตรากฎหมายขึ้นมาใช้บังคับเป็นการเฉพาะ เนื่องจากมีบทบัญญัติทั่วไปที่ใช้บังคับกับเรื่องอื่น ๆ ที่นำมาใช้บังคับกับบัตรเครดิตได้อยู่แล้ว ซึ่งการจะตรากฎหมายขึ้นใหม่อีกอาจทำให้เกิดภาวะการเฟ้อของกฎหมาย (inflation of law) ก็เป็นได้

ผู้วิจัยเห็นว่า การพิจารณาที่ประเทศไทยสมควรจะตรากฎหมายเพื่อควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตขึ้นไว้เป็นการเฉพาะหรือไม่นั้น นอกจากการเปรียบเทียบและศึกษาเหตุผลจากระบบกฎหมายต่างประเทศแล้วสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่งก็คือความจำเป็นสำหรับประเทศไทย

ความจำเป็นดังกล่าวในด้านหนึ่งพิจารณาได้จากสภาพความเป็นจริงหรือปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่า การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตก่อให้เกิดปัญหาขึ้นแก่สังคมไทยมากน้อยอย่างไรบ้าง และเป็นปัญหาทั้งระบบหรือเฉพาะในจุดใดจุดหนึ่ง (ซึ่งควรจะต้องมีการสำรวจสถิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง)

นอกจากนี้คงจะต้องกลับมาดูว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้มีการกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหานั้นไว้แล้วหรือไม่อย่างไร และมาตรการที่กำหนดไว้เพียงพอแล้วหรือไม่ หากมาตรการที่กำหนดไว้ยังไม่เพียงพอ การจะเพิ่มเติมมาตรการดังกล่าวจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องตรากฎหมายขึ้นใหม่ทั้งฉบับ

ในขณะเดียวกันก็ควรจะต้องพิจารณาว่าหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดขึ้นใหม่นั้น จะมีผลกระทบในด้านอื่นหรือไม่ เช่น การควบคุมอย่างเข้มงวดจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในทางเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องคำนึงถึงกระแสแนวความคิดในเรื่องการค้าเสรี (ซึ่งกระทำการให้เห็นเป็นรูปธรรมโดยมาตรการต่าง ๆ ขององค์กรการค้าโลก (WTO) ด้วย  ซึ่งเป็นกรณีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการต่อไป

 


ภาคผนวก

ประมวลกฎหมายเงินตราและการเงิน

(ส่วนที่เป็นกฎหมายในระดับรัฐบัญญัติ)

บรรพหนึ่ง

ลักษณะสาม

บทที่สอง

บัตรจ่ายเงิน

 

มาตรา L 132-1

บัตรจ่ายเงินได้แก่บัตรทุกชนิดซึ่งผู้ถือบัตรนั้นสามารถใช้ถอนหรือใช้โอนเงินได้และเป็นบัตรที่ออกโดยสถาบันการเงิน หรือโดยสถาบัน หรือหน่วยงานที่กำหนดไว้ในมาตราL 518-1

บัตรถอนเงินได้แก่บัตรทุกชนิดซึ่งผู้ถือบัตรนั้นสามารถใช้ถอนเงินได้แต่เพียงอย่างเดียว และเป็นบัตรที่ออกโดยสถาบันการเงิน สถาบัน หรือหน่วยงานตามที่กล่าวในวรรคหนึ่ง

 

มาตรา L 312-2

คำสั่งให้จ่ายเงินหรือการผูกพันให้จ่ายเงินที่กระทำโดยการใช้บัตรจ่ายเงินไม่อาจเพิกถอนได้

การคัดค้านการจ่ายเงินจะกระทำได้เฉพาะในกรณีที่บัตรหาย ถูกขโมย หรือการใช้บัตรหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับการใช้บัตรโดยฉ้อฉล หรือการพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว หรือการพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของผู้ใช้ประโยชน์

 

มาตรา L 132-3

ผู้ถือบัตรตามมาตรา L 132-1 ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการอายัดบัตรที่หายหรือถูกขโมยตามมาตรา L 132-2   ทั้งนี้ ภายในวงเงินไม่เกิน ๔๐๐ ยูโร อย่างไรก็ดี หากเป็นกรณีที่ผู้ถือบัตรประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือมิได้แจ้งอายัดบัตรภายในระยะเวลาที่เหมาะสมโดยพิจารณาจากการใช้บัตรตามปกติวิสัย จะไม่นำการจำกัดความรับผิดตามวงเงินดังกล่าวข้างต้นมาใช้บังคับ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้ถือบัตรกับผู้ออกบัตรอาจกำหนดระยะเวลาในการแจ้งอายัดบัตร ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ผู้ถือบัตรยังได้รับประโยชน์จากการจำกัดความรับผิดตามมาตรานี้ไว้ได้ แต่จะต้องไม่ต่ำกว่าสองวันนับแต่วันที่บัตรหายหรือถูกขโมย

วงเงินตามวรรคหนึ่งจะลดลงเหลือ 275 ยูโร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.. 2002และ  150 ยูโร ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.. 2003

 

มาตรา L 132-4

ผู้ถือบัตรตามมาตรา L 132-1 ไม่ต้องรับผิด หากมีการจ่ายเงินโดยการฉ้อฉล ณ สถานที่อื่น โดยที่ไม่มีการใช้บัตรของผู้นั้น

และผู้ถือบัตรไม่ต้องรับผิดในกรณีที่มีการใช้บัตรปลอมตามนัยมาตรา L 163-4 ซึ่งในเวลานั้นผู้ถือบัตรยังครอบครองบัตรอยู่ตามความเป็นจริง

ในกรณีที่กำหนดไว้ในทั้งสองวรรคดังกล่าวข้างต้น หากผู้ถือบัตรได้แจ้งโต้แย้งการจ่ายเงินหรือการถอนเงินเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ออกบัตรต้องนำจำนวนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีคืนให้แก่ผู้ถือบัตร  โดยไม่อาจหักค่าใช้จ่ายใด ๆ  ทั้งนี้ ภายในระยะเวลาอย่างช้าไม่เกินหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับการโต้แย้ง

 

มาตรา L 132-5

ในกรณีที่มีการใช้บัตรตามมาตรา L 132-1 โดยการฉ้อฉล ให้ผู้ออกบัตรชดใช้ค่าธรรมเนียมธนาคารทั้งหมดที่เรียกเก็บคืนให้แก่ผู้ถือบัตร

 

มาตรา L 132-6

การใช้สิทธิเรียกร้องของผู้ถือบัตรจ่ายเงินหรือผู้ถือบัตรถอนเงินให้กระทำภายในระยะเวลาเจ็ดสิบวันนับแต่วันที่ได้มีการดำเนินการที่ถูกโต้แย้ง ระยะเวลาดังกล่าวอาจขยายออกไปได้โดยข้อกำหนดตามสัญญา  แต่จะต้องไม่เกินกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้มีการดำเนินการที่ถูกโต้แย้ง

 

ประมวลกฎหมายเงินตราและการเงิน

(ส่วนที่เป็นกฎหมายในระดับรัฐบัญญัติ)

บรรพหนึ่ง

ลักษณะเจ็ด

บทที่สาม

ความผิดเกี่ยวกับเช็คและบัตรจ่ายเงิน

 

มาตรา L 163-4 ผู้ใด

1° ปลอมแปลงบัตรจ่ายเงินหรือบัตรถอนเงิน

2° ใช้หรือพยายามใช้บัตรจ่ายเงินปลอมหรือบัตรถอนเงินปลอม โดยที่ทราบว่าเป็นบัตรปลอม

3° ยอมรับการจ่ายเงินที่ชำระโดยบัตรจ่ายเงินปลอม โดยที่ทราบว่าเป็นบัตรปลอม

ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา L 163-3[๒๐]

 

มาตรา L 163-4-1

ผู้ใดผลิต รับมา ครอบครอง โอน ให้ หรือจัดให้มีเครื่องมือ อุปกรณ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลทั้งหลายที่ได้มาหรือทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อกระทำความผิดตาม 1° ของมาตรา L 163-3 และตาม 1° ของมาตรา 163-4 ต้องระวางโทษจำคุกเจ็ดปีและปรับ 750,000 ยูโร

 

มาตรา L 163-4-2

การพยายามกระทำความผิดตาม 1° ของมาตรา 163-3  ตาม 1° ของมาตรา 163-4 และตามมาตรา L 163-4-1 ต้องระวางโทษเดียวกันกับการกระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว

 

มาตรา L 163-5

ในกรณีที่มีการกระทำความผิดตามมาตรา L 163-3 ถึงมาตรา L 163-4-1 ให้ริบเช็คปลอมหรือบัตรจ่ายเงินปลอมหรือบัตรถอนเงินปลอม รวมถึงวัสดุ เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์  โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลทั้งหลายที่ใช้หรือจะใช้ในการผลิตเช็คปลอมหรือบัตรจ่ายเงินปลอม หรือบัตรถอนเงินปลอม เพื่อนำไปทำลาย ทั้งนี้ เว้นแต่เป็นกรณีที่เป็นการใช้โดยที่เจ้าของทรัพย์สินนั้นไม่ได้รู้เห็นด้วย

 

มาตรา L163-6

กรณีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา L 163-2 ถึงมาตรา L 163-4-1 และ

มาตรา L 163-7 ศาลอาจสั่งห้ามมิให้ใช้สิทธิพลเมือง สิทธิในทางแพ่ง และสิทธิในครอบครัวตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา  131-26 แห่งประมวลกฎหมายอาญา รวมทั้งห้ามมิให้ประกอบอาชีพหรือกิจกรรมทางสังคมเป็นระยะเวลาไม่เกินห้าปีได้  ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติของมาตรา 131-27 และมาตรา 131-28 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

 

มาตรา L 163-10-1

นิติบุคคลอาจต้องรับผิดในทางอาญาตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา L 121-2 แห่งประมวลกฎหมายอาญา สำหรับการกระทำความผิดตามมาตรา L 163-2 ถึงมาตรา L 163-4-1 มาตรา L 163-7 และมาตรา L 163-10

โทษที่จะกำหนดแก่นิติบุคคล ได้แก่

1° โทษปรับตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 131-38 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

2° โทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 131-39 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

การห้ามตามที่กำหนดไว้ใน 2° ของมาตรา 131-39 แห่งประมวลกฎหมายอาญาจะใช้บังคับกับการดำเนินกิจการหรือโอกาสที่จะดำเนินกิจการที่ได้กระทำความผิด

 

มาตรา L 163-11 ผู้ใด

1° ใช้ข้อมูลข่าวสารที่รวบรวมไว้โดยธนาคารแห่งชาติฝรั่งเศสตามวรรคหนึ่งของมาตรา L 131-85 นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา L 131-1 ถึงมาตราL 131-88 ว่าด้วยเช็ค และในมาตรา L 132-1 และมาตรา L 132-2 ว่าด้วยบัตรจ่ายเงิน

2° รวบรวมข้อมูลข่าวสารตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งของมาตรา L 131-85 วรรคหนึ่ง แทนธนาคารแห่งชาติฝรั่งเศส

ต้องระวางโทษตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา L 226-21[๒๑] แห่งประมวลกฎหมายอาญา


บรรณานุกรม

 

ALFANDARI E., Droits des affaires, Litec, 1993

 

BERTRAND A. et LE CLECH  Ph.,  La pratique du droit des cartes. La reveue banque,

2 éd., 1989

 

GAVALDA C., Carte de paiement : Répertoire de droit commercial, Dalloz, mars 1996

 

RIPERT G. et ROBLOT R., Traité de droit commercial Tome 2, L.G.D.J., 12 éd., 1990

 

RIVERS-LANGE J. - L. et CONTAMINE-RAYNAUD M., Droit bancaire, Dalloz, 6 éd., 1995



[๑]  ประกาศในราชกิจจานุเบกษาของประชาคมยุโรป เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ค.. ๑๙๘๗

[๒]  ประกาศในราชกิจจานุเบกษาของประชาคมยุโรป เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ค.. ๑๙๘๘

[๓]  ประกาศใช้บังคับโดยรัฐกำหนด (ordonnance) ที่ ๒๐๐๐ - ๑๒๒๓ ลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม ค.. ๒๐๐๐ ว่าด้วยประมวลกฎหมายเงินตราและการเงิน ในส่วนที่เป็นกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ค.. ๒๐๐๑ เป็นต้นไป

[๔]  วงเงินจำนวนนี้ลดลงเหลือ  ๒๗๕ ยูโร ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ค.. ๒๐๐๒ และ ๑๕๐ ยูโร ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ค.. ๒๐๐๓

[๕]  คำพิพากษาของศาลยุติธรรมสูงสุด แผนกคดีแพ่ง ๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ค.. ๑๙๘๔

[๖]  คำพิพากษาของศาลยุติธรรมสูงสุด แผนกคดีแพ่ง ๑ ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ค.. ๑๙๘๔

[๗]  คำพิพากษาของศาลยุติธรรมสูงสุด แผนกคดีพาณิชย์ ลงวันที่ ๘ ตุลาคม ค.. ๑๙๙๑

[๘]  ตามแนวคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แห่ง Aix ลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ค.. ๑๙๘๐

[๙]  คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แห่ง Paris ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ค.. ๑๙๘๖

[๑๐] คำพิพากษาของศาลยุติธรรมสูงสุด แผนกคดีแพ่ง ๑ ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ค.. ๑๙๙๓

[๑๑] คำพิพากษาของศาลยุติธรรมสูงสุด แผนกคดีพาณิชย์ ลงวันที่ ๑๐ มกราคม ค.. ๑๙๙๕

[๑๒]  คำพิพากษาของศาลยุติธรรมสูงสุด แผนกคดีพาณิชย์ ลงวันที่  ๒๗ กุมภาพันธ์ ค.. ๑๙๙๐

[๑๓]  อัตราโทษที่กำหนดไว้เป็นโทษสูงสุด ศาลอาจพิจารณาลงโทษต่ำกว่าที่กำหนดไว้ได้

[๑๔]  แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓ แห่งรัฐกำหนด ที่ ๒๐๐๐ - ๙๑๖ ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ค.. ๒๐๐๐ ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ ๑ มกราคม ค.. ๒๐๐๒

[๑๕]  คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แห่งเมือง Paris ลงวันที่ ๑๖ ตุลาคม  .. ๑๙๗๔

[๑๖]  คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แห่งเมือง Bordeaux ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ค.. ๑๙๘๗

[๑๗]  คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แห่งเมือง Bordeaux ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม  .. ๑๙๘๗ และคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์แห่งเมือง Rennes ลงวันที่ ๒๖ มกราคม  .. ๑๙๘๑

[๑๘] André BERTRAND et Philippe LE CLECH, La pratique du droit des cartes, la revue banque éditeur, 2è  édition, 1989, p. 143

[๑๙] อ้างแล้ว, ในเชิงอรรถที่ ๑๖

[๒๐] โทษตามมาตรา L 163-3 คือจำคุกเจ็ดปีและปรับห้าล้านฟรังซ์

[๒๑] โทษตามมาตรา 226-21 แห่งประมวลกฎหมายอาญาคือจำคุกห้าปีและปรับสองล้านฟรังซ์