การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตของประเทศสหรัฐอเมริกา

 

. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับบัตรเครดิตในประเทศสหรัฐอเมริกา

 

บัตรเครดิตได้ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อส่งเสริมการซื้อขายของผู้ซื้อและผู้ขายให้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ประกอบกับความไม่สะดวกและความไม่ปลอดภัยในการพกพาเงินสดเป็นจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจต่างๆ หันไปหาสิ่งที่มีคุณสมบัติคล้ายกับเงินและมีสภาพคล่องมากกว่า พ่อค้าก็ได้รับความสะดวกและความมั่นคงในการชำระราคาสินค้า เพราะไม่ต้องคอยติดตามทวงหนี้จากลูกค้าโดยตรงอีกต่อไป เพราะธนาคารหรือผู้ออกบัตรเครดิตจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย ทำให้บัตรเครดิตได้รับความนิยมและเป็นที่แพร่หลาย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกิจในเวลาอันรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี จำนวนผู้ใช้บัตรเครดิตและวงเงินสินเชื่อโดยผ่านบัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้น อย่างมาก ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐสภาของสหรัฐอเมริกามีความเห็นว่า การส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้เกิดความแข็งแกร่ง ก็ด้วยการให้ผู้บริโภคได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ สินเชื่อ เพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการใช้สินเชื่อ[๑]  ดังนั้น การให้ผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลที่สำคัญที่เกี่ยวกับบัตรเครดิตจึงมีความสำคัญ  นอกจากนั้น การเพิ่มขึ้นของปริมาณบัตรเครดิต   รวมทั้งความสำเร็จของธุรกิจบัตรเครดิต ทำให้เกิดความพยายามหาช่องทางในการฉ้อฉล ปลอมแปลง  บัตรเครดิต ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบัตรเครดิตและเสถียรภาพทางการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งเป็นปัญหาที่ได้พยายามแก้ไข โดยตรากฎหมายขึ้นหลายฉบับเพื่อควบคุมการกระทำดังกล่าว

โดยที่ต้นกำเนิดของบัตรเครดิตเริ่มขึ้นเมื่อต้นศตวรรษที่ ๒๐ ในรูปของ “เหรียญเครดิต” (credit coin) ที่ร้านค้าออกให้แก่ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าในร้านของตน เหรียญดังกล่าวทำจากโลหะขนาดเล็ก ประทับชื่อของร้านค้าและหมายเลขบัญชีของลูกค้าที่ใช้ในการระบุตัวลูกค้า ซึ่งเกิดจากความพยายามของพ่อค้าในการเพิ่มปริมาณการขายสินค้าของตนโดยให้ลูกค้าสามารถซื้อเชื่อได้[๒] ต่อมา ในปี ค.. ๑๙๑๔ บริษัทจำหน่ายน้ำมัน[๓] ได้ออกบัตรเครดิตสำหรับลูกค้าเพื่อใช้ในการชำระราคาในการซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งบัตรนี้ได้รับการยอมรับและเชื่อถือโดยร้านจำหน่ายน้ำมันรายย่อยที่เป็นของบริษัทจำหน่ายน้ำมันหรือตัวแทนของบริษัทนั้นๆ การออกบัตรเครดิตในช่วงแรกๆ จึงเป็นไปเพื่ออำนวย  ความสะดวกให้แก่ลูกค้า และเพิ่มยอดขายสินค้าของบริษัทที่ออกบัตรเครดิต

บริษัทบัตรเครดิตที่หาประโยชน์จากบัตรเครดิตเป็นบริษัทแรกเกิดขึ้นเมื่อ ปี ค.. ๑๙๕๐ โดยบริษัท ไดเนอร์คลับ (Diners’ Club) ได้ออกบัตรเครดิตให้แก่กลุ่มเพื่อนและนักธุรกิจที่มาติดต่อเพื่อใช้สำหรับค่าใช้จ่ายในร้านค้า โรงแรมและภัตตาคารต่าง ๆ โดยมีการชำระค่าสินค้าและบริการตอนสิ้นเดือนเต็มตามจำนวนและสามารถใช้ได้โดยไม่จำกัดวงเงิน สมาชิกบัตรจะได้รับรายชื่อของโรงแรมและภัตตาคารต่าง ๆ ซึ่งมีความแตกต่างจากบัตรเครดิตของบริษัทจำหน่ายน้ำมันเพราะบริษัท ไดเนอร์คลับไม่ได้เป็นผู้จำหน่ายสินค้า แต่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ถือบัตรเครดิตและร้านค้าในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ โดยที่บริษัทเป็นตัวกลางในการชำระเงินแทนผู้ถือบัตร

ต่อมาในปี ค.. ๑๙๕๘ บริษัท อเมริกัน เอ็กซ์เพรส (American Express) ได้ออกบัตรเครดิตเพื่อการเดินทางและการรับรอง โดยใช้ชื่อว่าอเมริกัน เอ็กซ์เพรส สำหรับชาวอเมริกันที่เดินทางไปยังประเทศยุโรป และได้มีการออกบัตรที่ชำระบัญชีด้วยเงินปอนด์เป็นบัตรแรกในปี ค.. ๑๙๖๓

บัตรเครดิตที่มีลักษณะเป็นบัตรอเนกประสงค์ (all-purpose credit card) ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้ประกอบการที่ขายสินค้าและบริการได้เกิดขึ้นในปี ค.. ๑๙๕๙ โดย Bank of America    ได้ออกบัตรเครดิตชื่อว่า Bank Americard  โดยผ่านสาขาของธนาคารในรัฐต่าง ๆ และจัดตั้ง Bank Americard Service Corporation ขึ้น โดยบริษัทดังกล่าวเป็นผู้ดำเนินการและเก็บค่าธรรมเนียมจากธนาคารอื่นที่มาขอเข้าร่วมโครงการ และต่อมาในปี ค.. ๑๙๗๗ บริษัทนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น VISA 

ต่อมา ในปี ค.. ๑๙๖๗ ธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตจำนวน ๗ แห่ง ได้รวมตัวกันก่อตั้ง Interbank Card Association เพื่อออกบัตรเครดิตที่สามารถใช้ได้ทั่วทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา โดยธนาคารซึ่งเป็นสมาชิกสามารถออกบัตรเครดิตให้แก่ลูกค้า ซึ่งในระยะเริ่มแรก ใช้ชื่อว่า MASTERCHARGE และได้เปลี่ยนชื่อเป็น MASTERCARD ในเวลาต่อมา

บัตรเครดิตที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีหลายประเภท[๔]  ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของสัญญาบัตรเครดิตออกได้เป็น ๓ ประเภท คือ

. บัตรเครดิตประเภทคู่สัญญา ๒ ฝ่าย (two-party plan)  เป็นบัตรเครดิตที่ใช้ได้เฉพาะร้านค้าที่เป็นผู้ออกบัตรหรือสาขาของร้านค้าที่ออกบัตรเท่านั้น ลักษณะของบัตรเครดิตประเภทนี้จะไม่มีความซับซ้อน โดยที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือ เจ้าหนี้ (creditor) ที่เป็นร้านค้า (seller or supplier) เป็นผู้ออกบัตร (issuer) และคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งคือ ผู้ถือบัตร (cardholder) ซึ่งเป็นลูกค้าของร้านค้าและเป็นผู้ขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกบัตรเครดิต โดยการกรอกรายละเอียดและข้อมูลต่าง ๆ ลงในแบบฟอร์มใบสมัครที่ร้านค้าจัดไว้ จากนั้นร้านค้าก็จะทำการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอบัตร หากเป็นที่พอใจทางร้านค้าก็จะออกบัตรเครดิตให้

. บัตรเครดิตประเภทคู่สัญญา ๓ ฝ่าย (three-party plan) ประกอบด้วยคู่สัญญา ๓ ฝ่าย คือ ผู้ออกบัตร (issuer)  ผู้ถือบัตร (cardholder) และร้านค้าหรือสถานบริการที่ตกลงยอมรับบัตรเครดิต (seller or supplier) ซึ่งไม่ใช่บุคคลเดียวกับผู้ออกบัตร

ในกรณีนี้ ผู้ออกบัตร (issuer) อาจเป็นธนาคารพาณิชย์หรือธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินธุรกิจประเภทนี้โดยเฉพาะ โดยมีข้อสัญญาว่า เมื่อผู้ถือบัตรนำบัตรเครดิตไปแสดงต่อร้านค้าหรือสถานบริการที่มีข้อตกลงรับบัตรเครดิตกับผู้ออกบัตรแล้ว ผู้ถือบัตรสามารถซื้อสินค้าหรือบริการได้ และร้านค้าหรือสถานบริการจะไปเรียกเก็บเงินตามใบแจ้งหนี้ (bill) กับผู้ออกบัตร โดยผู้ถือบัตรจะต้องชำระเงินสดให้แก่ผู้ออกบัตรภายในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ ซึ่งบัตรเครดิตประเภทคู่สัญญา ๓ ฝ่ายนี้ แบ่งออกได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ

.  credit card or bank card คือ บัตรเครดิตที่ออกให้โดยธนาคารพาณิชย์ เป็นบัตรเครดิตที่ธนาคารพาณิชย์ออกให้กับลูกค้าที่มีเงินฝากประจำหรือมีบัญชีเดินสะพัดกับธนาคารเท่านั้น โดยธนาคารพาณิชย์จะกำหนดวงเงิน (credit line) ให้ลูกค้าใช้จ่ายไม่เกินวงเงินในแต่ละเดือน การชำระเงินในปัจจุบันเนื่องจากผู้ถือบัตรมีบัญชีเงินฝากกับธนาคารผู้ออกบัตรอยู่แล้ว จึงมีข้อตกลงกับธนาคารในฐานะผู้ออกบัตรให้หักบัญชีของผู้ถือบัตรได้เมื่อได้รับใบเรียกเก็บเงินค่าสินค้าหรือบริการจากร้านค้าที่ผู้ถือบัตรนำไปใช้ แต่บางธนาคารก็ยินยอมให้มีการผ่อนชำระได้ตามจำนวนเงินและระยะเวลา โดยธนาคารจะคิดดอกเบี้ยตามระยะเวลาการชำระเงินที่ยืดออกไป

. charge card คือ บัตรเครดิตที่ออกให้โดยบริษัทผู้ออกบัตรเอกชน ที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทผู้ออกบัตรจะออกบัตรให้กับลูกค้าที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้โดยไม่มีการกำหนดวงเงินล่วงหน้า (preset credit line) โดยบริษัทจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้บัตรในสินค้าและบริการต่าง ๆ เดือนละครั้ง ตามระยะเวลาที่แต่ละบริษัทกำหนด ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ ๔๐ ถึง ๔๕ วัน สมาชิกบัตรจะต้องชำระเงินจนครบตามที่กำหนดในใบเรียกเก็บเงินโดยอาจสามารถผ่อนชำระเงินเป็นงวดได้ขึ้นกับข้อตกลงระหว่างสมาชิกบัตรกับบริษัทผู้ออกบัตรเครดิต ดังนั้น หากสมาชิกบัตรชำระเงินล่าช้ากว่าที่กำหนดจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการชำระล่าช้า (delinquency charge) ให้กับบริษัทผู้ออกบัตรเครดิต โดยมีข้อตกลงให้สมาชิกบัตรชำระเงินขั้นต่ำตามที่บริษัทผู้ออกบัตรกำหนดตามใบเรียกเก็บเงิน และต้องชำระดอกเบี้ยในกรณีผ่อนชำระด้วย โดยสมาชิกบัตรสามารถชำระเงินด้วยเงินสด หักบัญชีหรือเช็คก็ได้แล้วแต่ข้อตกลงที่ทำไว้กับบริษัทผู้ออกบัตร

. บัตรเครดิตประเภทคู่สัญญา ๔ ฝ่าย (four-party plan) คือ บัตรเครดิตที่นอกจากคู่สัญญา ๓ ฝ่าย คือ ผู้ออกบัตร (issuer)  ผู้ถือบัตร (cardholder) และร้านค้าหรือสถานบริการที่ตกลงยอมรับบัตรเครดิต (seller or supplier) ซึ่งไม่ใช่บุคคลเดียวกับผู้ออกบัตรแล้ว ยังมีคู่สัญญาฝ่ายที่สี่ เข้ามาเป็นคู่สัญญาด้วย ซึ่งโดยปกติ คือ ธนาคาร ซึ่งทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างร้านค้าและผู้ออกบัตรเป็นตัวแทนผู้ออกบัตรในการเรียกเก็บเงินและการรับชำระเงินให้แก่ร้านค้า ดังนั้น เมื่อร้านค้าหรือสถานบริการขายสินค้าหรือบริการได้ก็จะนำหลักฐานการขาย (sales slip) ไปฝากไว้กับคู่สัญญาฝ่ายที่สี่ และค่สัญญาฝ่ายนี้จะทำหน้าที่รวบรวมหลักฐานการขาย (sales slip) และส่งต่อไปยังศูนย์ปฏิบัติการ (operation center) เพื่อเรียกเก็บเงินต่อไป

 

. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

 

ในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นกฎหมายรวมไว้ในกฎหมายใดกฎหมายหนึ่งเพียงฉบับเดียว หากแต่กระจายอยู่ในกฎหมายหลายฉบับ ทั้งในระดับสหรัฐและระดับมลรัฐ ซึ่งในกฎหมายระดับสหรัฐ (Federal Statute) ก็ไม่มีบทบัญญัติที่ควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตโดยตรง แม้ว่าจะมีกฎหมายควบคุมการประกอบธุรกิจบางประเภท ซึ่งส่วนหนึ่งของธุรกิจเป็นการให้สินเชื่อโดยผ่านบัตรเครดิต เช่น ธนาคารพาณิชย์[๕] สหภาพสินเชื่อแห่งชาติ (National Credit Union)[๖] นั้น ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต สำหรับกฎหมายระดับมลรัฐมีการควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตโดยตรง เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย[๗] รัฐเดลาแวร์[๘] ได้กำหนดห้ามผู้ใดประกอบธุรกิจบัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาต 

อย่างไรก็ดี กฎหมายระดับสหรัฐได้ควบคุมการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค ได้แก่ Consumer Credit Protection Act รวมทั้งการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิด ได้แก่  Credit Card Fraud Act และ Mail Fraud Act  โดยที่การประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นการให้สินเชื่อจึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายดังกล่าว  โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

 

.. กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

..Consumer Credit Protection Act

เป็นกฎหมายที่คุ้มครองการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับข้อกำหนดในการให้สินเชื่อเพื่อที่ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบกับข้อกำหนดอื่นๆ ที่ได้เสนอให้แก่ตน และหลีกเลี่ยงการใช้สินเชื่อที่ไม่มีการแจ้งข้อมูล รวมทั้งเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากใบแจ้งหนี้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับบัตรเครดิตที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม[๙]

เนื้อหาของ Consumer Credit Protection Act แบ่งออกได้เป็น ๕ ส่วน เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคในด้านต่างๆ ได้แก่

() Truth in Lending Act ๑๙๖๘

มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อให้แก่ผู้บริโภค ทั้งก่อนหรือในขณะที่มีการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค  และภายหลังที่มีการให้สินเชื่อแล้วด้วย โดยมีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับบัตรเครดิต กำหนดไว้ดังนี้ () ห้ามการแจกบัตรเครดิตให้แก่ผู้บริโภคโดยที่ผู้บริโภคไม่ได้ร้องขอ (unsolicited cards) () จำกัดความรับผิดของผู้ถือบัตร ในกรณีที่มีผู้อื่นนำบัตรไปใช้โดยปราศจากอำนาจ (unauthorized cards) และ () การนำบัตรเครดิตของผู้อื่นไปใช้โดยทุจริตซึ่งถือเป็นความผิดอาญา (fraudulent use of credit card)

กฎหมายนี้มีขอบเขตใช้บังคับกับธุรกรรมการให้สินเชื่อที่มีจำนวนเงินไม่เกิน ๒๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ เว้นแต่เป็นธุรกรรมที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินที่เป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับใช้ในที่อยู่อาศัย[๑๐] และเป็นสินเชื่อเพื่อการใช้จ่ายของบุคคลธรรมดาหรือครอบครัว หรือเพื่อซื้อหาของใช้ในบ้าน[๑๑] และมีการกำหนดค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงิน (finance charge) ด้วย ซึ่งธุรกรรมที่อยู่ภายใต้การบังคับใช้บทบัญญัติเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลโดยจำแนกตามธุรกรรมการให้สินเชื่อ มี ๒ ประเภท คือ (๑) ธุรกรรมที่มีการกำหนดค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงิน[๑๒] (finance charge) ไว้โดยชัดเจน และ (๒) ธุรกรรมที่กำหนดการผ่อนชำระเกิน ๔ งวด (more than four installments)[๑๓] สำหรับธุรกรรมประเภทที่สองนี้เกิดขึ้นเนื่องจากบางกรณีเป็นการยากที่จะพิจารณาว่า ธุรกรรมใดมีการกำหนดค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินไว้ เช่น การที่ผู้ให้สินเชื่อกำหนดราคาของสินค้าหรือบริการเป็นราคาเดียวกันทั้งในกรณีที่ชำระราคาเป็นเงินสดหรือผ่อนชำระเป็นงวดๆ หรือการโฆษณาว่าไม่มีการคิดค่าใช้จ่ายสำหรับสินเชื่อ แต่ความจริงแล้ว ได้มีการรวมค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินอยู่ในราคาของการชำระเป็นเงินสดแล้ว

ธุรกรรมที่ไม่ต้องอยู่ในบังคับของ Truth in Lending Act [๑๔] ได้แก่

) ธุรกรรมการให้สินเชื่อสำหรับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ การพาณิชย์ หรือการเกษตร หรือเป็นการให้สินเชื่อแก่รัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐ 

) ธุรกรรมที่เกี่ยวกับบัญชีหลักทรัพย์ หรือสินค้า commodity โดยนายหน้าหรือผู้ค้า (broker-dealer) ซึ่งได้จดทะเบียนไว้กับคณะกรรมการหลักทรัพย์

) ธุรกรรมอื่นที่มีจำนวนเงินเกินกว่า ๒๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ   เว้นแต่เป็นธุรกรรมที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินส่วนตัวที่ใช้หรือจะใช้ในที่อยู่อาศัย ซึ่งกำหนดให้ต้องมีดอกเบี้ยที่เป็นประกัน (security interest)

) ธุรกรรมภายใต้พิกัดอัตราภาษีศุลกากรที่เกี่ยวกับการให้บริการสาธารณะ ในกรณีที่องค์กรที่ออกข้อบังคับของรัฐได้กำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับการให้บริการสาธารณะซึ่งมีค่าธรรมเนียมสำหรับการชำระล่าช้า และส่วนลดสำหรับการชำระโดยเร็ว

) ธุรกรรมที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายนี้ ซึ่งคณะกรรมการฯ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องปฎิบัติตามกฎหมายนี้  โดยต้องกำหนดเป็นกฎหมาย

) การให้กู้เงิน การประกัน หรือการค้ำประกันตามที่กำหนดไว้ในส่วนที่ ๔ ของ Higher Education Act ๑๙๖๕

อนึ่ง บุคคลซึ่งจะถือว่าเป็นผู้ให้สินเชื่อจะต้องเป็นบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจให้หรือจัดหาสินเชื่อเป็นปกติธุระ โดยได้รับการชำระหนี้จากการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้[๑๕]

ในคดี Bright v. Ball Memorial Hosp. Ass’n, Inc.[๑๖] ศาลพิพากษาว่า โรงพยาบาลไม่ได้ประกอบธุรกิจในการให้หรือจัดหาสินเชื่อให้แก่ผู้บริโภค สำหรับการชำระค่าบริการภายหลังที่ได้รับบริการไปแล้วภายในระยะเวลาสั้นๆ เป็นข้อยกเว้นของหลักทั่วไปที่โรงพยาบาลจะกำหนดให้ต้องชำระค่าบริการทันที ซึ่งต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็น

การเป็นผู้ให้สินเชื่อตามความหมายข้างต้น หมายรวมถึง ผู้ซึ่งให้หรือจัดหาสินเชื่อให้แก่ผู้บริโภคเพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของตนเอง โดยกระทำเป็นปกติธุระอีกด้วย

ในคดี Eby v. Rob Realty Inc.[๑๗] โจทก์ซื้อบ้านจากจำเลยซึ่งเป็นนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ในราคา ๑๖,๗๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ โดยวางมัดจำ ๖๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ และนำบ้านไปจำนอง Veterans’ Administration mortgage ได้เงินจำนวน ๑๑,๗๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ และจำนองครั้งที่สองโดยได้รับความช่วยเหลือจากจำเลยเป็นเงิน ๔,๒๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ  ต่อมา โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยว่า จำเลยไม่ได้เปิดเผยข้อมูลตามที่ Truth in Lending Act กำหนด จำเลยโต้แย้งว่า ตนไม่มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลเพราะไม่ได้เป็นผู้ให้สินเชื่อตามกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้ให้สินเชื่อเป็นปกติธุระ  ศาลได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ผ่านมาในระยะเวลา ๑๙ เดือน พบว่า จำเลยได้ขายที่ดินของตนจำนวน ๗ แปลง ซึ่งใน ๓ แปลงได้มีการให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อ จึงถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ให้สินเชื่อ

อย่างไรก็ดี คำพิพากษาในคดีดังกล่าวไม่ได้อธิบายความหมายของการจัดหาสินเชื่อไว้จึงทำให้เกิดข้อสงสัยในกรณีของนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เพราะโดยปกติทั่วไป นายหน้าก็จะให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ซื้อในการหาแหล่งเงินสนับสนุนอยู่แล้ว

โดยที่ ใน Regulation Z (Reg. Z.)[๑๘] ได้นิยามความหมายของคำว่า “การจัดหา  สินเชื่อ”[๑๙] ว่าหมายถึง การจัดให้มีหรือเสนอที่จะจัดให้มีการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภค โดยบุคคลอื่น ซึ่งตามสภาพของธุรกิจหรือความสัมพันธ์อื่นใด ผู้จัดหาสินเชื่อ () ได้รับหรือจะได้รับค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย หรือค่าตอบแทนอื่นใดเพื่อการนั้น หรือ () รู้เกี่ยวกับข้อตกลงที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อ และมีส่วนร่วมในการเตรียมเอกสารสัญญาที่ต้องใช้ในการพิจารณาให้สินเชื่อ ซึ่งในคดี Gerasta v. Hibernia Nat’l Bank[๒๐] ศาลได้พิจารณาว่า หากนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ () ได้รับค่าธรรมเนียมเป็นการเฉพาะสำหรับการให้บริการเพื่อให้มีแหล่งเงินกู้ หรือ () การที่ผู้กู้ได้รับการอนุมัติเงินกู้จากผู้ให้กู้เนื่องมาจากการแนะนำของนายหน้า หรือ () มีส่วนร่วมในการจัดเตรียมเอกสารการกู้เงินเพื่อใช้เป็นหลักฐานตามที่กำหนดในข้อสัญญา ซึ่งนายหน้ารู้อยู่แล้ว ก็จะถือเป็นผู้ให้สินเชื่อด้วย  อย่างไรก็ดี โดยทั่วไปนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จะดำเนินการในการให้ความช่วยเหลือ ในการหาแหล่งเงินสนับสนุนน้อยกว่ากรณีที่กล่าวมา ดังนั้น ส่วนใหญ่แล้วนายหน้าก็จะไม่ถือเป็นผู้ให้สินเชื่อ

ในส่วนของบทบัญญัติเกี่ยวกับบัตรเครดิตโดยตรง Truth in Lending Act  ได้บัญญัติไว้ต่อไปดังนี้

() การห้ามออกบัตรเครดิตให้แก่ผู้บริโภค โดยที่ผู้บริโภคไม่ได้ร้องขอ (unsolicited cards) เว้นแต่เป็นการออกบัตรใหม่หรือบัตรแทนบัตรเดิม[๒๑]

เหตุผลประการหนึ่งที่กำหนดมาตรานี้ เนื่องมาจากปัญหาความรับผิดของผู้บริโภค ที่จะเกิดขึ้นในกรณีที่บัตรสูญหายก่อนที่จะถึงมือผู้รับ หรือเมื่อผู้บริโภคได้รับบัตรแล้ว นิ่งเฉยไม่ส่งคืน และต่อมามีผู้นำบัตรนั้นไปใช้ จึงได้มีการกำหนดห้ามออกบัตรให้แก่ผู้บริโภค โดยที่ผู้บริโภคไม่ได้ร้องขอ[๒๒]

() การจำกัดความรับผิดของผู้ถือบัตร ในกรณีที่มีการใช้บัตรโดยปราศจากอำนาจ (unauthorized use) โดยกำหนดให้ผู้ถือบัตรจะต้องรับผิดในจำนวนหนี้ไม่เกิน ๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งกำหนดให้เป็นภาระของผู้ออกบัตรในการพิสูจน์ความรับผิดของผู้ถือบัตร[๒๓]

โดยก่อนหน้าที่จะมีบทบัญญัตินี้ เมื่อเกิดกรณีที่มีบุคคลอื่นนำบัตรเครดิตของผู้ถือบัตรไปใช้โดยปราศจากอำนาจก็จะเกิดปัญหาความรับผิดในจำนวนหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตโดยไม่ชอบ ซึ่งแยกออกได้เป็น ๒ กรณี คือ

ก. ในกรณีที่สัญญาไม่ได้ระบุเกี่ยวกับความรับผิดในการใช้บัตรเครดิตโดยปราศจากอำนาจ  ศาลจะพิจารณาว่า ในระหว่างผู้ออกบัตร ผู้ถือบัตรและพ่อค้า ใครเป็นผู้ประมาทเลินเล่อที่มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย หากปรากฏว่าผู้ถือบัตรได้รู้ว่า บัตรนั้นสูญหายหรือถูกขโมยไปแต่กลับนิ่งเฉยไม่แจ้งให้ผู้ออกบัตรทราบ ผู้ถือบัตรจะต้องรับผิดต่อผู้ออกบัตรในจำนวนเงินตามราคาสินค้าทั้งหมด แต่ถ้าผู้ถือบัตรไม่รู้ถึงการสูญหายหรือถูกขโมย หรือรู้และได้แจ้งให้ผู้ออกบัตรทราบแล้ว หากแต่เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของผู้ออกบัตรหรือพ่อค้าที่ไม่ตรวจสอบลายมือชื่อในบัตรอย่างเห็นได้ชัด หรือบัตรนั้นได้ถูกยกเลิกโดยผู้ออกบัตรไปแล้ว กรณีนี้ผู้ถือบัตรไม่จำต้องรับผิดต่อผู้ออกบัตรสำหรับราคาสินค้าหรือบริการที่ซื้อขายโดยการแอบอ้างใช้บัตรเครดิตนั้น

. ในกรณีที่สัญญามีข้อความระบุไว้โดยชัดแจ้ง  ผู้ออกบัตรมักจะกำหนดให้ผู้ถือบัตรต้องรับผิดชอบในจำนวนหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรไม่ว่ากรณีใดๆ เว้นแต่ผู้ออกบัตรจะได้รับแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรถึงการสูญหายหรือถูกขโมย ในกรณีเช่นนี้ ศาลได้พิจารณาเป็น ๒ แนวทาง[๒๔] คือ

) ข้อสัญญาดังกล่าวใช้บังคับได้ตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นผู้ถือบัตรจะต้องรับผิดในจำนวนหนี้ทั้งหลาย

) ผู้ถือบัตรจะต้องรับผิดในจำนวนหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรในระหว่างที่ยังไม่มีการแจ้งว่า บัตรสูญหายหรือถูกขโมย ก็ต่อเมื่อผู้ออกบัตรหรือพ่อค้าได้กระทำการโดยสุจริต ไม่ได้ล่วงรู้หรือเป็นใจกับการแอบอ้างใช้บัตร และได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการตรวจสอบการใช้บัตรนั้น

แม้ว่าแนวทางที่สองนี้ได้รับการยอมรับและบังคับเป็นส่วนใหญ่ แต่หากปรากฏว่า ผู้ถือบัตรซึ่งละเลยไม่แจ้งผู้ออกบัตรในกรณีที่ได้รู้ถึงการสูญหายหรือถูกลักขโมย ศาลได้ตัดสินว่า ผู้ถือบัตรจะต้องรับผิดในจำนวนหนี้ที่เกิดขึ้นจากการใช้บัตรโดยปราศจากอำนาจ และผู้ออกบัตรไม่มีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบ เพราะหน้าที่ดังกล่าวตกอยู่กับพ่อค้าที่ยอมรับบัตรเครดิต

ต่อมา Truth in Lending Act  จึงได้กำหนดบทบัญญัติขึ้นเพื่อจำกัดความรับผิดของผู้บริโภคในกรณีที่มีบุคคลอื่นนำบัตรเครดิตของผู้ถือบัตรไปใช้โดยปราศจากอำนาจ (unauthorized use)[๒๕]  ซึ่งมีองค์ประกอบ ๒ ประการ คือ

. จะต้องไม่มีการมอบอำนาจให้ใช้บัตรโดยชัดแจ้ง โดยปริยาย หรือโดยการเชิด[๒๖] และ

. ผู้ถือบัตรจะต้องไม่ได้รับประโยชน์อย่างใดจากการที่บุคคลอื่นนำบัตรของตนไปใช้[๒๗]

นอกจากผู้ออกบัตรจะมีภาระในการพิสูจน์ถึงความรับผิดของผู้ถือบัตรแล้ว ในการเรียกให้ผู้ถือบัตรรับผิดในหนี้ไม่เกิน ๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ จะต้องปรากฎว่า[๒๘]    

) เป็นบัตรเครดิตตามนิยาม “accept credit card”[๒๙]

) ผู้ออกบัตรได้แจ้งให้ผู้ถือบัตรทราบเกี่ยวกับความรับผิดในกรณีที่เกิดการนำบัตรเครดิตไปใช้โดยปราศจากอำนาจ

) ผู้ออกบัตรได้แจ้งให้ผู้ถือบัตรทราบถึงสถานที่ติดต่อเมื่อเกิดกรณีบัตรเครดิตสูญหายหรือถูกขโมย

) การใช้บัตรโดยปราศจากอำนาจเกิดขึ้นก่อนที่ผู้ถือบัตรได้แจ้งให้ผู้ออกบัตรทราบว่าบัตรเครดิตสูญหายหรือถูกขโมย

) ผู้ออกบัตรได้จัดให้มีมาตรการที่ทำให้เห็นได้ว่า ผู้ซึ่งนำบัตรไปใช้เป็นผู้ไม่มีอำนาจในการใช้บัตร เช่น การจัดให้มีการลงลายมือชื่อบนบัตรเครดิต เป็นต้น

()  การใช้บัตรเครดิตโดยทุจริต เป็นบทบัญญัติที่ควบคุมการฉ้อฉลโดยการใช้บัตรเครดิต ซึ่งกำหนดให้การใช้บัตรเครดิตที่มิชอบด้วยกฎหมาย[๓๐] หรือรับสินค้าที่ได้จากการใช้บัตรเครดิตที่มิชอบด้วยกฎหมายเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งจะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อผู้กระทำความผิดได้ใช้บัตรดังกล่าวในการซื้อสินค้า หรือได้รับเงินหรือสิ่งของจากการใช้บัตรนั้น เป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ ภายในระยะเวลา ๑ ปี (Section ๑๖๔๔)

อย่างไรก็ดี โดยที่บทบัญญัตินี้คุ้มครองการกระทำความผิดที่ใช้เฉพาะตัวบัตรเครดิต จึงไม่รวมถึงการทุจริตโดยใช้หมายเลขบัตรเครดิต ซึ่งในกรณีหลังนี้ ศาลของประเทศสหรัฐอเมริกาได้พิจารณาตัดสินคดี โดยมีความเห็นแตกต่างกันเป็น ๒ แนวทาง กล่าวคือ แนวทางที่หนึ่ง  ในคดี United States v. Callihan[๓๑] ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า การที่จำเลยใช้โทรศัพท์ทางไกลระหว่างมลรัฐหลอกลวงสมาชิกผู้ถือบัตรจนได้หมายเลขบัตรเครดิตและนำหมายเลขนั้นไปใช้ฉ้อโกงบุคคลอื่น ไม่เป็นการกระทำความผิดตาม Section ๑๖๔๔ เนื่องจากเป็นการใช้หมายเลขบนบัตรเครดิตไม่ใช่การใช้ตัวบัตร แต่จะมีความผิดภายใต้บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการฉ้อโกงได้  แนวทางที่สอง  ในคดี United Stateds v. Bice Bay[๓๒] ร้านค้าได้รับการสั่งซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางโทรศัพท์หลายครั้ง และการสั่งทั้งหมดเป็นการสั่งโดยใช้หมายเลขบัตรเครดิต สินค้าที่สั่งซื้อให้ส่งไปที่นิวยอร์ค โดยใช้บริการส่งสินค้าของบริษัท Federal Express  เจ้าหน้าที่ FBI ได้ปลอมตัวเป็นพนักงานของบริษัทดังกล่าว โดยได้ส่งของไปให้ Bice Bay ซึ่งรอรับอยู่ และทำการจับกุม  จำเลยต่อสู้ว่า คำว่า “บัตรเครดิต” ตามความหมายของ Truth in Lending Act หมายความว่า “บัตร แผ่น สมุด คูปอง หรืออุปกรณ์ทางเครดิตใด ๆ …” และ Section ๑๖๔๔ เป็นกรณีการใช้บัตรเครดิตโดยทุจริต ไม่รวมถึงการใช้หมายเลขบัตรเครดิต

ศาลพิพากษาว่า หมายเลขบัตรเครดิตเป็นองค์ประกอบสำคัญของบัตรเครดิต  ไม่ใช่ตัวบัตร และโดยที่ในคดีนี้ ผู้ขายไม่ได้เห็นบัตรเครดิตเพราะเป็นการซื้อขายทางโทรศัพท์ อีกทั้ง Bice Bay ก็ไม่ได้เป็นเจ้าของบัตร จึงเป็นการใช้บัตรโดยไม่มีอำนาจ ดังนั้น การที่ Bice Bay ได้รับหมายเลขบัตรเครดิตที่ถือเป็นความลับและเป็นของผู้อื่น จึงเท่ากับเป็นการลักทรัพย์หรือได้รับบัตรเครดิตมาโดยการฉ้อฉล

จากปัญหาดังกล่าว ต่อมารัฐสภาจึงได้ออกกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมการฉ้อฉลและการกระทำที่เกี่ยวข้องกับบัตรเครดิต รวมทั้งเพื่ออุดช่องว่างที่เกิดจากปัญหาในการตีความของศาลตาม Truth in Lending Act ได้แก่ Credit Card Fraud Act ๑๙๘๔ ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป

Regulation Z

Section ๑๖๐๔ ของ Consumer Credit protection Act ให้อำนาจคณะกรรมการของผู้ว่าการแห่งคณะกรรมการกองทุนสำรองสหรัฐ (Board of Governors of the Federal Reserve Board) ในการออกข้อบังคับต่างๆ เพื่อปฏิบัติการตามวัตถุประสงค์ของ Truth in Lending Act ซึ่งคณะกรรมการกองทุนสำรองสหรัฐ (Federal Reserve Board) ได้รวบรวมและจัดพิมพ์ข้อบังคับทั้งหลายไว้ด้วยกัน ปรากฏอยู่ใน ๑๒ CFR ๒๒๖ เรียกว่า Regulation Z (Reg. Z.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้สินเชื่อที่มีการแจ้งข้อมูลแก่ผู้บริโภค ในเรื่องที่เกี่ยวกับเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายของการให้สินเชื่อ สำหรับส่วนที่เกี่ยวกับบัตรเครดิตได้กำหนดไว้ใน Subpart B Open-End Credit[๓๓] มีเนื้อหาสอดคล้องกับ Truth in Lending Act ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการออกบัตรเครดิต และความรับิดของผู้บริโภคในกรณีที่มีการใช้บัตรเครดิตโดยปราศจากอำนาจ[๓๔] นอกจากนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสินเชื่อประเภท open-end credit  ทั่วๆ ไป เช่น การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการให้สินเชื่อให้ผู้บริโภคทราบ การจัดให้ผู้บริโภคพร้อมใช้สินเชื่อได้ทันทีในวันที่กำหนดให้ผู้บริโภคได้รับสินเชื่อ การจัดการทางด้านบัญชีของผู้บริโภค อัตราดอกเบี้ยร้อยละต่อปี การแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาดในใบแจ้งหนี้ เป็นต้น

(๒) Fair Credit Reporting Act ๑๙๗๐ 

เป็นกฎหมายที่กำหนดให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รายงานเกี่ยวกับข้อมูลสินเชื่อของผู้บริโภคใช้กระบวนการที่เหมาะสม (reasonable procedures) ในการจัดทำรายงานข้อมูลผู้บริโภค (consumer report) ให้แก่ผู้ให้สินเชื่อ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความลับและความถูกต้องของข้อมูลของผู้บริโภคที่มีการเก็บบันทึกไว้ด้วย โดยใช้บังคับกับหน่วยงานที่จัดทำรายงานข้อมูลผู้บริโภค (Consumer Reporting Agencies : CRAs )[๓๕] ซึ่งส่วนใหญ่แล้วได้แก่ Credit Bureau ที่ดำเนินการเกี่ยวกับการรวบรวม หรือประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวกับสินเชื่อของผู้บริโภค หรือข้อมูลอื่นใดของผู้บริโภคเพื่อจัดทำรายงานข้อมูลผู้บริโภค (consumer report) ให้แก่บุคคลที่สาม[๓๖] โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

ก. บทบัญญัติที่บังคับกับหน่วยงานที่จัดทำรายงานข้อมูลผู้บริโภค ได้แก่ กระบวนการที่เหมาะสมในการจัดทำรายงานข้อมูลผู้บริโภค โดยหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลเก่า ล้าสมัย นอกจากนี้ บุคคลซึ่งจะขอข้อมูลของผู้บริโภคได้จะต้องเป็นบุคคลดังต่อไปนี้ คือ (๑) ผู้บริโภคซึ่งร้องขอเอง (๒) ศาลหรือผู้ซึ่งได้มีอำนาจตามคำสั่งศาล และ (๓) บุคคลหรือองค์กรที่หน่วยงานที่จัดทำข้อมูลผู้บริโภคเชื่อโดยมีเหตุผลอันสมควรว่า จะนำข้อมูลไปใช้ในการพิจารณาให้สินเชื่อ จ้างงาน ออกใบอนุญาตของรัฐ หรือเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจอื่น[๓๗]

. บทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้ใช้ข้อมูลผู้บริโภค ได้แก่ ผู้ใช้ข้อมูลจะต้องแจ้งให้ผู้บริโภคทราบล่วงหน้าว่า ต้องใช้รายงานข้อมูลผู้บริโภครวมทั้งเนื้อหาของรายงานดังกล่าวด้วย ในกรณีที่ผู้ใช้ข้อมูลปฏิเสธการให้สินเชื่อ การรับประกันภัย หรือการจ้างงาน โดยยึดถือข้อมูลในรายงานนั้นทั้งหมดหรือบางส่วน ผู้ใช้ข้อมูลนั้นจะต้องแจ้งให้ผู้บริโภคทราบ พร้อมทั้งชื่อและที่อยู่ของหน่วยงานที่รายงานข้อมูลผู้บริโภคด้วย[๓๘]

. สิทธิของผู้บริโภค  ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะร้องขอให้หน่วยงานที่จัดทำข้อมูลผู้บริโภคเปิดเผยข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำรายงาน เช่น เนื้อหาของข้อมูลทั้งหมด แหล่งข้อมูล และชื่อของผู้ใช้ข้อมูลที่ได้รับรายงานเกี่ยวกับผู้บริโภคนั้นไปแล้ว เป็นต้น รวมทั้งเรียกร้องให้มีการแก้ไขข้อมูลของตนให้ถูกต้อง โดยหน่วยงานที่จัดทำข้อมูลผู้บริโภคจะต้องตรวจสอบข้อมูลตามที่ผู้บริโภคโต้แย้งภายใน ๓๐ วัน แล้วแจ้งรายงานการตรวจสอบเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งส่งสำเนารายงานดังกล่าวไปยังผู้บริโภค นอกจากนี้ ต้องแจ้งไปยังหน่วยงานที่จัดทำรายงานข้อมูลสินเชื่ออื่นที่ใช้ข้อมูลผู้บริโภคที่มีการโต้แย้งเพื่อให้มีการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องด้วย

() Fair Credit Billing Act ๑๙๗๔           

เป็นกฎหมายเพื่อส่งเสริมการประกอบธุรกรรมที่เกี่ยวกับสินเชื่อให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค ใช้กับสินเชื่อที่มีการเปิดบัญชีประเภท open-end credit เช่น บัตรเครดิต และบัญชี revolving charge เช่น สินเชื่อที่ออกโดยห้างสรรพสินค้า แต่ไม่รวมถึงสัญญาผ่อนชำระเงินเป็นงวด หรือสัญญาที่กำหนดให้มีการชำระเงินตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความถูกต้องของใบแจ้งหนี้[๓๙] โดยมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

. กระบวนการในการร้องเรียนเกี่ยวกับความผิดพลาดในใบแจ้งหนี้  ได้แก่ การกำหนดให้ต้องระบุสถานที่ที่ใช้ในการติดต่อสำหรับการร้องเรียนไว้ในในแจ้งหนี้ด้วย รวมทั้งกำหนดให้ผู้ให้สินเชื่อจะต้องแจ้งให้ผู้บริโภคทราบถึงสิทธิต่างๆ ของผู้บริโภค โดยจัดทำเอกสารแจ้งตามแบบฟอร์มที่กำหนดใน Reg. Z. ๒๒๖.(a) () ในเวลาที่มีการเปิดบัญชี และแจ้งอีกทุกๆ ๖ เดือน

. ผู้ให้สินเชื่อต้องจัดทำเอกสารชี้แจง รวมทั้งแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในใบแจ้งหนี้ โดยต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร

ขั้นตอนในการดำเนินการโต้แย้งความผิดพลาดในใบแจ้งหนี้ สามารถดำเนินการ ได้ดังนี้

) ผู้บริโภคแจ้งให้ผู้ให้สินเชื่อทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ณ สถานที่ที่กำหนดให้ใช้ในการติดต่อสอบถามเกี่ยวกับใบแจ้งหนี้ (billing inquiries) โดยแจ้งชื่อ ที่อยู่ หมายเลขบัญชีและคำชี้แจงเกี่ยวกับความผิดพลาดของใบแจ้งหนี้[๔๐] ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับใบแจ้งหนี้

) ผู้ให้สินเชื่อต้องแจ้งให้ผู้บริโภคทราบถึงการได้รับการโต้แย้งดังกล่าวกลับมายังผู้บริโภคภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับเอกสารแจ้งโต้แย้งทางบัญชีดังกล่าว[๔๑] และผู้ให้สินเชื่อจะต้องแก้ไขข้อโต้แย้งภายในระยะสองรอบระยะเวลาใบแจ้งหนี้ (within two billing cycles) แต่ไม่เกิน ๙๐ วัน นับแต่วันได้รับข้อโต้แ้งดังกล่าว[๔๒]

การดำเนินการในระหว่างที่มีการโต้แย้งบัญชีที่มีข้อบกพร่อง

) ผู้บริโภคไม่จำต้องจ่ายหนี้ในส่วนยอดหนี้ที่มีปัญหาในระหว่างการตรวจสอบของผู้ให้เครดิต ส่วนอื่นๆ ที่ไม่มีข้อบกพร่องก็จะต้องชำระหนี้ตามปกติ

) ผู้ให้เครดิตจะต้องไม่ดำเนินการใดๆ ทางกฎหมายกับหนี้ที่มีข้อโต้แย้งนั้น รวมทั้งการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ระหว่างการตรวจสอบบัญชี

) ในระหว่างการตรวจสอบบัญชี ถ้ามีกรณีที่ผู้ให้เครดิตจะต้องอนุมัติเครดิตเพิ่มเติมสำหรับผู้โต้แย้ง ผู้ให้เครดิตจะต้องไม่นำเหตุจากการโต้แย้งทางบัญชีดังกล่าวมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาอนุมัติวงเงินเพิ่มเติม

หลังจากตรวจสอบทางบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ให้สินเชื่อต้องแจ้งไปยังผู้บริโภคถึงผลการตรวจสอบใบแจ้งหนี้ดังกล่าว ไม่ว่าจะปรากฏว่า ใบแจ้งหนี้นั้นมีความผิดพลาดหรือไม่ก็ตาม

ในกรณีที่ผู้ให้สินเชื่อไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ผู้ให้สินเชื่อจะเสียสิทธิในการเรียกเก็บเงินตามจำนวนที่มีการโต้แย้ง ไม่ว่าเงินจำนวนตามใบแจ้งหนี้นั้นจะถูกต้องหรือไม่ รวมไปถึงค่าธรรมเนียมในการให้บริการทางการเงิน  อย่างไรก็ดี จำนวนเงินดังกล่าวจะต้องไม่เกิน ๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ

() Equal Credit Opportunity Act ๑๙๗๔

ในปี ค.. ๑๙๗๔ จากการศึกษาของ National Commission on Consumer Finance ว่า มีการเลือกปฏิบัติต่อการให้สินเชื่อแก่สตรี รัฐสภาจึงได้บัญญัติกฎหมายฉบับนี้ขึ้นเพื่อห้ามการเลือกปฏิบัติอันเนื่องมาจากเพศหรือสถานภาพการสมรส ต่อมา ในปี ค.. ๑๙๗๖ ได้มีการแก้ไขเพื่อให้ครอบคลุมไปถึงการห้ามเลือกปฏิบัติในกรณีอื่นๆ ได้แก่ อายุ เชื้อชาติ สีผิว ถิ่นกำเนิด (national origin) การได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ (receipts of public-assistance) รวมทั้งผู้ซึ่งใช้สิทธิตามที่กำหนดไว้ใน Consumer Credit Protection โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้บังคับกับธุรกรรมที่เกี่ยวกับสินเชื่อทุกประเภท 

กรณีที่จะถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติในการให้สินเชื่อกับผู้ขอรับสินเชื่อ ได้แก่[๔๓]

) การพิจารณาถึงเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา ถิ่นกำเนิด เพศหรือสถานะทางการสมรส หรืออายุ[๔๔]

) การพิจารณาถึงรายได้ของผู้สมัครขอรับเครดิตที่อาจได้มีบางส่วนรับความช่วยเหลือ

จากรัฐ[๔๕]

) การพิจารณาเงื่อนไขของการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้สมัครขอรับเครดิตที่เกี่ยวข้องกับการให้เครดิต[๔๖]

() Fair Debt Collection Practices Act ๑๙๗๗

เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับบริษัทจัดเก็บหนี้ที่เรียกเก็บหนี้จากลูกค้าโดยหลอกลวงและไม่เป็นธรรม รวมถึงการใช้ความรุนแรงและถ้อยคำหยาบคาย การทวงหนี้ในเวลากลางคืน  ดังนั้น ในปี ค.. ๑๙๗๗ จึงได้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดเก็บหนี้อย่างเป็นธรรมขึ้น การฝ่าฝืนกฎหมายนี้เท่ากับเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและหลอกลวงตามมาตรา ๕ แห่ง Federal Trade Commission Act  และเนื่องจากในหลาย ๆ รัฐ มีกฎหมายป้องกันการหลอกลวงและการกระทำอันไม่เป็นธรรมอยู่แล้ว Fair Debt Collection Practices Act จึงอนุญาตให้รัฐเหล่านั้นได้รับการยกเว้นในการปฎิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ หากกฎหมายของรัฐเหล่านั้นเป็นไปตามมาตรฐานกลาง (federal standard) ที่กำหนดไว้ใน Fair Debt Collection Practices Act

กฎหมายฉบับนี้กำหนดข้อห้ามในทางปฏิบัติดังต่อไปนี้

) ผู้จัดเก็บหนี้สินจะต้องไม่ติดต่อบุคคลอื่นใดนอกเหนือไปจาก

ตัวผู้บริโภคที่เป็นลูกหนี้เอง ครอบครัวหรือทนายความ เพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการหาตัวลูกหนี้เท่านั้น ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายและชื่อเสียงของลูกหนี้เมื่อมีการสอบถามข้อมูลของลูกหนี้จากลูกจ้างหรือเพื่อนบ้าน

) ผู้จัดเก็บหนี้จะต้องไม่ติดต่อกับลูกหนี้ในเวลาที่ไม่สมควร (inconvenient time) กล่าวคือ ตั้งแต่เวลา ๒๑.๐๐ น. ถึง ๐๘.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้น [๔๗] หรือไม่ติดต่อกับลูกหนี้ หากผู้จัดเก็บหนี้รู้หรือตระหนักว่าลูกหนี้มีทนายความกระทำการแทนแล้ว [๔๘]

) ห้ามกระทำการใด ๆ ที่เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ การหลอกลวง การทำให้หลงผิด หรือการไม่เป็นธรรม เช่น การแสดงตนเป็นนักกฎหมาย หรือตำรวจเข้าไปเรียกเก็บหนี้สิน

) การเรียกให้ชำระหนี้เอากับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับบุริมสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ให้ฟ้องร้องบังคับชำระหนี้ในเขตที่ทรัพย์สินนั้นตั้งอยู่  ส่วนกรณีอื่นให้ฟ้องร้อง ณ ภูมิลำเนาของลูกหนี้

..๒ บทบัญญัติที่กำหนดเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูล

เนื่องจาก Truth in Lending Act  ได้แบ่งประเภทธุรกรรมการให้สินเชื่อออกเป็น ๒ประเภทใหญ่ๆ คือ open-end credit และ other than open-end credit (close-end credit)[๔๙] โดยได้กำหนดบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลให้สอดคล้องกับสภาพการให้สินเชื่อ แหล่ง ประเภท  ทั้งนี้ ข้อมูลที่จะเปิดเผยต้องมีความชัดเจน เห็นได้เด่นชัด และเป็นลำดับ (meaningful sequence)[๕๐]

สำหรับกรณีของการให้สินเชื่อโดยผ่านบัตรเครดิตจะเป็นสินเชื่อประเภท open-end credit[๕๑] ซึ่งหมายถึง แผนการให้สินเชื่อที่มีลักษณะต่อเนื่อง โดยมีการกำหนดเงื่อนไขสำหรับธุรกรรมนั้นๆ รวมทั้งค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินที่อาจคำนวณจากยอดค้างชำระในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ส่วน Reg. Z. ๒๒๖.(r) ได้ให้ความหมายของ open-end credit ซึ่งง่ายต่อการทำความเข้าใจมากกว่าที่กำหนดใน Truth in Lending Act ว่า หมายถึง () แผนที่ผู้บริโภคและผู้ให้สินเชื่ออาจทำธุรกรรมการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคหลายฉบับต่อเนื่องกัน และ () ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจในการเลือกชำระเงินว่า จะผ่อนชำระเป็นงวดหรือชำระเต็มจำนวนก็ได้  ตัวอย่างของ open-end credit เช่น MASTERCARD, VISA หรือบัญชีหมุนเวียน (revolving account) ของห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

โดยที่ลักษณะของ open-end credit จะเป็นธุรกรรมที่ให้สินเชื่อเป็นการต่อเนื่อง อันเป็นไปตามที่กำหนดในสัญญาหรือแผน ซึ่ง Truth in Lending Act ได้กำหนดให้ การเปิดเผยข้อมูลต้องจัดทำเป็นเอกสารโดยจำแนกการแจ้งต่อผู้บริโภคเป็น ๒ ช่วง คือ () การแจ้งข้อมูลก่อนมีการขอเปิดบัญชีบัตรเครดิต (initial statement) และ () การแจ้งตามรอบระยะเวลา (periodical statement)

() การแจ้งข้อมูลก่อนมีการขอเปิดบัญชีบัตรเครดิต (initial statement)

Section ๑๖๓๗ (a) กำหนดว่า จะต้องมีการแจ้งข้อมูลตั้งแต่เริ่มแรก   ให้ผู้บริโภคทราบก่อนที่จะมีการเปิดบัญชีภายใต้ open end credit plan  อย่างไรก็ดี Reg. Z. ๒๒๖.(a) ได้ขยายระยะเวลาในการเปิดเผยข้อมูลออกไปเป็น “ก่อนที่ธุรกรรมตามบัญชี open end credit จะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก” เหตุผลที่ได้มีการขยายระยะเวลาในการเปิดเผยข้อมูลออกไป ก็เพื่อให้เหมาะสมกับกรณีที่ผู้บริโภคไม่ได้เป็นผู้ขอสินเชื่อเอง ซึ่งในกรณีเช่นนี้ การเปิดบัญชีจะเกิดขึ้นเมื่อมีการทำธุรกรรมเป็นครั้งแรก

ข้อมูลที่ต้องมีการเปิดเผยในเอกสารแจ้งตั้งแต่เริ่มแรก ได้แก่

. เมื่อใดจึงจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงิน  และหากมีระยะเวลาที่ปลอดจากการเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินจะต้องมีการแจ้งให้ทราบ เช่น จะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินหากมีการชำระเงินเต็มจำนวนภายใน ๒๐ วัน นับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระเงินตามใบเรียกเก็บเงิน

. ยอดเงิน (balance) ใดที่จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงิน เนื่องจากผู้ให้สินเชื่อแต่ละรายจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวจากยอดเงินในบัญชีแตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้ค่าธรรมเนียมดังกล่าวมีความแตกต่างกันออกไป

. รายการของค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงิน เช่น ค่าบริการใดๆที่เก็บตามแผนสินเชื่อของเช็คธนาคาร หรือค่าใช้จ่ายขั้นต่ำที่เก็บจากบัญชีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง เป็นต้น

นอกจากนั้น ยังได้กำหนดให้ผู้ให้สินเชื่อต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆดังต่อไปนี้ ได้แก่

) เงื่อนไขต่างๆ ที่อาจมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมทั้งวิธีการคำนวณค่าใช้จ่ายดังกล่าว

) เงื่อนไขที่ผู้ให้สินเชื่ออาจยังคงให้มีหรือต้องการให้มีดอกเบี้ยเพื่อประกันการชำระหนี้ เพื่อเป็นประกันการชำระเงินที่เกิดจากการใช้สินเชื่อ ตลอดจนคำอธิบายหรือการระบุประเภทของดอกเบี้ยที่ต้องมีหรือที่ต้องการ

) จำนวนหนี้ขั้นต่ำที่ต้องชำระตามระยะเวลา

๔) ข้อความที่แจ้งให้ผู้บริโภคทราบ โดยส่งไปพร้อมกับเอกสารโต้แย้งความถูกต้องของใบแจ้งหนี้

(๒) การแจ้งข้อมูลตามรอบระยะเวลาของใบแจ้งหนี้ (periodical statement)

เป็นกรณีการแจ้งข้อมูลที่เกิดขึ้นภายหลังการใช้บัตรเครดิต ซึ่งจะต้องส่งให้เมื่อครบระยะเวลาของรอบบัญชี เมื่อมียอดเงินที่ค้างชำระเกิน ๑ ดอลลาร์สหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อ หรือค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินอื่น ๆ[๕๒] แม้ว่ากฎหมายนี้หรือ Reg.Z. ไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการแจ้งไว้ แต่ Section ๑๖๖๖ b (a) แห่ง Fair Credit Billing Act[๕๓] ได้กำหนดให้แจ้งหนี้สินของผู้ถือบัตรภายในระยะเวลาอย่างน้อย ๑๔ วัน ก่อนที่จะถึงวันที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงิน มิฉะนั้น ผู้ให้สินเชื่อจะไม่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินได้

ข้อมูลดังกล่าวจะต้องมีรายการดังต่อไปนี้

. ยอดค้างชำระตั้งแต่เริ่มต้นตามระยะเวลาในใบแจ้งหนี้ เรียกว่า ยอดคงค้างเดิม (previous balance)

. จำนวนและวันที่มีการซื้อขายหรือการให้สินเชื่อ โดยต้องแจกแจงธุรกรรมแต่ละรายการ

. จำนวนสินเชื่อที่ผู้บริโภคชำระภายในรอบระยะเวลาการแจ้งหนี้ (billing period) แล้ว และจำนวนสินเชื่ออื่น เช่น การคืน หรือการลดจำนวนค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงิน ซึ่งต้องแจกแจงแต่ละรายการ

. ยอดรวมค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงิน

. อัตราดอกเบี้ยร้อยละต่อปี (Annual Percentage Rate)[๕๔]

. อัตราดอกเบี้ยผ่อนชำระที่นำมาคำนวณสำหรับยอดคงค้าง (periodic rate) และรายการที่ต้องเสียดอกเบี้ย

. ยอดค้างชำระที่มีการคิดค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงิน รวมทั้งวิธีการคำนวณ

. วันครบกำหนดชำระตามใบแจ้งหนี้ และยอดค้างชำระคำนวณถึงวันที่มีการแจ้งหนี้ดังกล่าว (new balance)

. ระยะเวลาปลอดหนี้

ญ. ที่อยู่ของผู้ให้สินเชื่อเพื่อใช้ในการติดต่อร้องเรียนเกี่ยวกับใบแจ้งหนี้

ในกรณีที่ผู้ให้สินเชื่อเปิดเผยข้อมูลที่มีข้อผิดพลาดในส่วนที่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมในการให้บริการทางการเงิน หรือค่าธรรมเนียมอื่นใด อันเนื่องมาจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ กฎหมายกำหนดให้ผู้บริโภคได้รับการชดใช้ค่าเสียหายด้วย

 

๒.๒. กฎหมายควบคุมอัตราดอกเบี้ย

ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับกรณีผิดนัดไม่ชำระหนี้ และกรณีการเบิกถอนเงินสดจากบัตรเครดิต อยู่ภายใต้กฎหมายที่ควบคุมอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปตามกฎหมายของแต่ละรัฐ โดยกฎหมายจะกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ให้กู้จะสามารถเรียกเก็บจากลูกหนี้ได้ ซึ่งเป็นการควบคุมการเรียกดอกเบี้ยสูงเกินสมควร อันเป็นหลักการที่นำมาจากประเทศอังกฤษ

ในการควบคุมอัตราดอกเบี้ยสำหรับการให้สินเชื่อนั้น  National Commission on Consumer Finance มีความเห็นว่า ตราบใดที่การแข่งขันในตลาดยังไม่มีความสมบูรณ์ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยการให้สินเชื่อก็ยังควรจะมีอยู่ต่อไป แต่ควรกำหนดอัตราดอกเบี้ยในรูปของอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงไม่ใช่การกำหนดอัตราตายตัว และอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงก็ไม่ควรกำหนดไว้ต่ำจนเกินไป อันจะทำให้การแข่งขันของผู้ให้สินเชื่อมีจำนวนลดลง  ทั้งนี้ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงควรพิจารณาควบคู่ไปกับนโยบายด้วย

Uniform Consumer Credit Code (UCCC)[๕๕] ได้ยกเลิกกฎหมายควบคุมการห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราทั้งหมดสำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวกับพาณิชย์ และกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อผู้บริโภคโดยพิจารณาให้เหมาะสมสำหรับแต่ละธุรกรรม เช่น สินเชื่อประเภทที่มีลักษณะให้เป็นการต่อเนื่อง (revolving credit) อัตราดอกเบี้ยขั้นสูงสำหรับสินเชื่อที่มีวงเงินไม่เกิน ๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ คือ ร้อยละ ๒๔ และร้อยละ ๑๘ สำหรับสินเชื่อในส่วนเกิน ๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น

กฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียได้กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อโดยแยกตามวงเงิน เช่น Section ๒๒๓๐๓ ของ California Financial Code ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยดังนี้ () ไม่เกินร้อยละ ๒.๕ ต่อเดือน สำหรับยอดเงินกู้หรือเงินค้างชำระไม่เกิน ๒๒๕ ดอลลาร์สหรัฐ () ไม่เกินร้อยละ ๒ ต่อเดือน สำหรับยอดเงินกู้หรือเงินค้างชำระเกิน ๒๒๕ แต่ไม่เกิน ๙๐๐  ดอลลาร์สหรัฐ () ไม่เกินร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน สำหรับยอดเงินกู้หรือเงินค้างชำระเกิน ๙๐๐ แต่ไม่เกิน ๑,๖๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ () ไม่เกินร้อยละ ๑ ต่อเดือน สำหรับยอดเงินกู้หรือเงินค้างชำระเกิน ๑,๖๕๐ ดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น

 

.. กฎหมายอาญา

.. Credit Card Fraud Act ๑๙๘๔

วัตถุประสงค์เพื่อให้ครอบคลุมการฉ้อฉลและการกระทำที่เกี่ยวข้องกับบัตรเครดิต ซึ่งเป็นการแก้ไขข้อบกพร่องและอุดช่องโหว่ของกฎหมายจากการใช้บังคับ Truth in Lending Act โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

() กำหนดให้การใช้หมายเลขบัตรเครดิตโดยทุจริตเป็นความผิดโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะใช้ร่วมกับตัวบัตรเครดิตหรือไม่ เนื่องจากได้กำหนดให้หมายเลขบัตรเครดิตเป็นอุปกรณ์การเข้าถึง (access device) อย่างหนึ่ง ดังนั้น เพียงใช้หมายเลขบัตรเครดิตก็ถือเป็นการใช้อุปกรณ์การเข้าถึงแล้วตาม Section ๑๐๒๙ (e) ()

() กำหนดให้การมีไว้ในครอบครองซึ่งบัตรเครดิตที่ได้มาโดยทุจริตจำนวน ๑๕ ใบ หรือมากกว่าเป็นความผิดโดยทันที[๕๖] จำนวนบัตรเครดิตที่กำหนดนี้ยังมีข้อโต้แย้งว่าเป็นจำนวนที่มากเกินไป เนื่องจากการมีบัตรเครดิตที่ได้มาโดยทุจริตเพียงไม่ถึง ๑๐ ใบก็สามารถก่อความเสียหายได้อย่างมากมายแล้ว อย่างไรก็ตาม การกำหนดจำนวนการมีบัตรเครดิตนี้เป็นส่วนช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถพิสูจน์ถึงความรับผิดในการกระทำอาชญากรรมบัตรเครดิตได้ง่ายขึ้น

(๓) กำหนดบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการใช้อุปกรณ์การเข้าถึงที่ปราศจากอำนาจ (unauthorized access device)[๕๗] เช่น บัตรเครดิตที่ถูกอายัดจาก การถูกขโมย หาย หมดอายุ ถูกยกเลิกเพิกถอน ซึ่งรวมถึงการได้มาโดยเจตนาที่จะฉ้อฉล (obtained with intent to defraud) อันได้แก่การให้ข้อมูลในการแสดงตนที่ไม่ถูกต้องเป็นต้น และเมื่อมีการใช้จ่ายผ่านอุปกรณ์ดังกล่าวโดยทุจริต ไม่ว่าจะมีมูลค่าของการใช้จ่ายเท่าใด เป็นความผิด โดยศาลจะรวมมูลค่าการใช้จ่ายทั้งหมดโดยไม่คำนึงว่าจะมีบัตรจำนวนกี่ใบ[๕๘]  ซึ่งจะช่วยลดปัญหาในการคิดมูลค่ารวมของจำนวนเงินที่ได้จากการใช้บัตรเครดิตที่ได้มาโดยมิชอบตามกฎหมาย Truth in Lending Act of ๑๙๗๔ ด้วย

() กำหนดความผิดสำหรับผู้ผลิตบัตรเครดิตปลอมและผู้มีเครื่องมือสำหรับการปลอมไว้ในการครอบครอง[๕๙]

..Mail Fraud Act ๑๙๘๔ (๑๘ U.S.C.A. Sec. ๑๓๔๑)

() Frauds and swindles (mail fraud)

มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้มีการนำเอากิจการไปรษณีย์ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับความเชื่อถือไปใช้ในการกระทำความผิดในแผนการฉ้อฉลเพื่อหลอกลวงหรือให้ได้รับเงินหรือทรัพย์สินของผู้เสียหายโดยมิชอบ (any scheme or artifice to defraud) โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

.  การฉ้อฉลทางไปรษณีย์ต้องมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับการใช้บัตรเครดิต แต่ในกรณีที่ผู้เสียหายได้มอบหมายให้ผู้กระทำความผิดมีหน้าที่ดูแลบัตรเครดิต และผู้กระทำความผิดได้ยักยอกบัตรเครดิตไปใช้ เช่นนี้ไม่เป็นความผิดตามกฎหมายนี้เนื่องจากผู้กระทำความผิดไม่กระทำการฉ้อฉลผ่านทางไปรษณีย์เพราะได้ยักยอกบัตรเครดิตมาใช้ก่อนแล้ว การที่ร้านค้าหรือธนาคารส่งหลักฐานการขาย (sales slip) มาเรียกเก็บเงินผู้เสียหายทางไปรษณีย์จึงเป็นการดำเนินการตามปกติเท่านั้น[๖๐]

ในคดี United States v. Maze[๖๑] จำเลยได้ขโมยบัตรเครดิตของเพื่อนร่วมห้องไปใช้ซื้อสินค้าและบริการในหลายมลรัฐ ร้านค้าและสถานบริการซึ่งไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการได้บัตรเครดิตมาโดยมิชอบของจำเลยได้ส่งหลักฐานการขาย (Sales Slip) มาเรียกเก็บเงินจากทั้งธนาคารผู้ออกบัตรและผู้เสียหาย ศาลพิพากษาว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานใช้บัตรเครดิตที่ได้มาโดยมิชอบตามกฎหมาย Truth in Lending Act  เนื่องจากบทบัญญัติในขณะนั้นได้กำหนดมูลค่าสินค้าและบริการที่จะต้องรับผิดตาม Section ๑๖๔๔ ตาม Truth in Lending Act นั้นจะต้องมีมูลค่ามากกว่า ๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ซึ่งตามข้อเท็จจริงจำเลยใช้ไปเพียง ๒,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น และไม่มีความผิดเป็นการฉ้อฉลทางไปรษณีย์ด้วย เนื่องจากการส่งหลักฐานการขาย (Sales Slip) ทางไปรษณีย์ไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญตามกฎหมายนี้ที่อ้างแล้วข้างต้น[๖๒]

. การส่งเอกสารที่มีข้อมูลอันเป็นเท็จทางไปรษณีย์

ศาลสูงสหรัฐฯได้วางหลักไว้ในคดี United States v. Stein[๖๓] และคดี  King v. United States[๖๔] ว่า “การที่จำเลยให้ข้อมูลเท็จในใบสมัครเป็นสมาชิกผู้ถือบัตรเครดิตที่ส่งทางไปรษณีย์ และต่อมาได้ใช้บัตรเครดิตก่อหนี้อย่างมากมายโดยไม่มีการชำระเงินถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการฉ้อฉลทางไปรษณีย์แล้ว”

() Fraud by wire, radio, or television (๑๘ U.S.C.A. Sec. ๑๓๔๓)

มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเอาการสื่อสารทางโทรศัพท์ วิทยุ หรือ โทรทัศน์ ข้อความ สัญญาณ สัญลักษณ์ รูปภาพหรือเสียง โดยเฉพาะระบบการสื่อสารระหว่างมลรัฐ ไปใช้ในแผนการฉ้อฉลเพื่อหาประโยชน์แก่ตนเองโดยมิชอบซึ่งเป็นหลักการในทำนองเช่นเดียวกับ mail fraud โดยองค์ประกอบของความผิดจะประกอบด้วย

. มีอุบายหรือเจตนาที่ครอบครองทรัพย์สินโดยการฉ้อฉล

. ต้องมีการสื่อสารทางการค้าระหว่างรัฐหรือระหว่างประเทศโดยผ่านทางโทรศัพท์ วิทยุ หรือโทรทัศน์

หลักการสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าเป็นไปตามมาตรานี้หรือไม่ คือ ได้มีการใช้กลฉ้อฉลผ่านทางระบบสื่อสารระหว่างมลรัฐเพื่อดำเนินการตามแผนนั้น โดยจำเลยไม่จำต้องเป็นผู้ใช้เครื่องมือดังกล่าวด้วยตนเองก็ได้ เพียงแต่ทำให้เกิดการใช้และการใช้นั้นมีเจตนาเล็งเห็นผลได้ว่าเกิดจากการกระทำของจำเลยเอง

ในคดี United States v. Jones[๖๕] จำเลยได้ให้หมายเลขบัตรเครดิตแก่ผู้ใช้โทรศัพท์แต่ละคนให้โทรกลับมาหาตนเองโดยชำระค่าโทรศัพท์ผ่านหมายเลขบัตรดังกล่าว คณะลูกขุนตัดสินว่าจำเลยมีเจตนาที่จะฉ้อฉลค่าโทรศัพท์เพราะการใช้โทรศัพท์ของผู้ใช้โทรศัพท์แต่ละคนเป็นผลจากการที่จำเลยเป็นผู้ก่อให้ใช้

ส่วนในคดี United States v. Muni[๖๖] ศาลได้ตัดสินว่าร้านค้าที่มีส่วนรู้เห็นในการก่ออาชญากรรมบัตรเครดิตและได้ทำการขออนุมัติวงเงินผ่านทางโทรศัพท์กับธนาคารหรือบริษัทผู้ออกบัตร (Authorization Request) ถือเป็นความผิดตามกฎหมายนี้ เนื่องจากทางปกติของการค้าในลักษณะนี้จะใช้โทรศัพท์เป็นเครื่องมืออยู่แล้ว

ศาลยังได้ขยายความต่อในคดี United States v. Debaisi[๖๗] ว่า การใช้บัตรเครดิตที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายนั้นซื้อสินค้าที่มีราคาสูงมากๆ ซึ่งโดยทั่วไปทางการค้าต้องมีการขออนุมัติวงเงินทางโทรศัพท์ก่อน จำเลยซึ่งทราบอย่างแน่ชัดถึงการดังกล่าวจึงต้องรับผิดตามกฎหมายนี้ด้วย

 

. มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิต

 

เมื่อพิจารณาประเภทของธุรกรรมบัตรเครดิตแล้ว พบว่า ผู้ออกบัตรเครดิตหรือผู้ประกอบธุรกรรมบัตรเครดิต ได้แก่ ธนาคารหรือสถาบันการเงิน บริษัทบัตรเครดิต บริษัทน้ำมันหรือร้านค้า ซึ่งธุรกรรมบัตรเครดิตถือเป็นสินเชื่อประเภทหนึ่ง โดยในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตของประเทศสหรัฐอเมริกามีบทบัญญัติที่เป็นการควบคุมทางแพ่ง การควบคุมทางอาญา และการควบคุมทางปกครอง ดังนี้

 

.๑ มาตรการทางแพ่ง

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตของประเทศสหรัฐอเมริกามีบทบัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่งด้วย อาทิเช่น

..Truth in Lending Act กำหนดให้ผู้บริโภคสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ให้สินเชื่อ หากปรากฏว่า () สินเชื่อดังกล่าวอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายนี้ และ () ผู้บริโภคไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในกฎหมายนี้หรือ Reg. Z.  ทั้งนี้ ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า การไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายหรือมีผลกับการตัดสินใจในการขอสินเชื่อของผู้บริโภคหรือไม่ แม้ว่าการไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดจะเป็นเรื่องเล็กน้อย เรื่องในทางเทคนิคซึ่งไม่ใช่สาระสำคัญก็ตาม (Section ๑๖๔๐)

ค่าเสียหายตามมาตรานี้ประกอบด้วย ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง (actual damages) และโทษปรับตามกฎหมาย (statutory penalty) ซึ่งมีจำนวน ๒ เท่าของค่าธรรมเนียมในการให้บริการทางการเงินที่มีการคิดตามธุรกรรม (สำหรับกรณีของลีสซิ่ง จะเป็นร้อยละ ๒๕ ของจำนวนเงินที่ชำระรายเดือน) จำนวนเงินสำหรับโทษปรับจะอยู่ในระหว่าง ๑๐๐ ถึง ๑,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนั้น มาตรานี้ยังได้กำหนดให้ผู้บริโภคที่ชนะคดีได้รับค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินการฟ้องร้อง รวมทั้งค่าธรรมเนียมของทนายความตามที่ศาลเห็นสมควรด้วย

อาจกล่าวได้ว่า Section ๑๖๔๐ เป็นบทบัญญัติที่มีมาตรการอันมีประสิทธิภาพในการทำให้ผู้ให้สินเชื่อเปิดเผยข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันการถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้บริโภค

..Fair Credit Reporting Act กำหนดให้หน่วยงานที่จัดทำรายงานข้อมูลผู้บริโภคหรือผู้ใช้ข้อมูลผู้บริโภคจะต้องรับผิดในกรณีที่มีการกระทำฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายนี้โดยจงใจ ซึ่งค่าเสียหายที่ศาลจะพิจารณาให้แก่ผู้บริโภค ได้แก่ ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง และค่าปรับในลักษณะเป็นการลงโทษ (punitive damage) รวมทั้งค่าธรรมเนียมทนายความ (attorney fees) และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี (court costs)

..Fair Credit Billing Act,  Equal Credit Opportunity Act,  Fair Debt Collection Practices Act กำหนดให้ผู้บริโภคอาจฟ้องร้องผู้ให้สินเชื่อที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหากผู้บริโภคชนะคดีก็จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย โดยรวมจำนวนเงินเป็น ๒ เท่าของค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงิน รวมทั้งค่าธรรมเนียมของทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี (court costs)

 

๓.๒  มาตรการทางอาญา

กฎหมายเกี่ยวกับบัตรเครดิตของประเทศสหรัฐอเมริกาได้บัญญัติบทกำหนดโทษทางอาญาเกี่ยวกับธุรกรรมบัตรเครดิตไว้ สรุปได้ดังนี้

..  Truth in Lending Act  กำหนดความผิดแก่ผู้ให้สินเชื่อซึ่งจงใจ (willfully and knowingly) ให้ข้อมูลผิด หรือไม่เปิดเผยข้อมูลตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายนี้  หรือ Reg.Z. โดยมีระวางโทษปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ (Section ๑๖๑๑)

Section ๑๖๔๔  กำหนดความผิดในการฉ้อฉลโดยการใช้บัตรเครดิต โดยมีระวางโทษปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือจำคุกไม่เกิน ๑๐ ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

..Fair Credit Reporting Act  กำหนดให้ผู้ใช้ข้อมูลต้องรับโทษทางอาญา หากปรากฏว่าได้รับข้อมูลมาจากหน่วยงานที่จัดทำข้อมูลผู้บริโภคโดยมิชอบ  ส่วนเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของหน่วยงานที่จัดทำข้อมูลผู้บริโภคซึ่งให้ข้อมูลแก่บุคคลซึ่งไม่มีอำนาจ โดยจงใจ จะต้องรับโทษปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

..Mail Fruad Act กำหนดให้ผู้ซึ่งได้ใช้หรือเจตนาใช้วิธีการหรือเครื่องมือใด ๆ เพื่อหลอกลวงหรือให้ได้รับเงินหรือทรัพย์สินมาโดยมิชอบ ออกอุบายหรือจะทำอุบายในการปลอม หรือครอบครองเงินหรือทรัพย์สินโดยการปลอม ฉ้อฉล แสดงออกว่าเป็นผู้แทนหรือให้สัญญา ขาย แสดงเจตนาว่าตกลง ให้ยืม แลกเปลี่ยน ดัดแปลงเพื่อเอาไปหรือแจกจ่าย จำหน่ายหรือให้หรือสำรองไว้เพื่อให้มีการทำสัญญาต่อไป ซึ่ง เงินตรา หนี้ หลักทรัพย์ หรือสิ่งอื่นใดหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่แสดงให้เห็นว่าปลอมหรือฉ้อฉล โดยได้ส่งเอกสารใดที่เกี่ยวเนื่องกับแผนการฉ้อฉล โดยทางไปรษณีย์โดยไม่คำนึงว่า จะได้มีการส่งเอกสารนั้นส่งออกไปจากสำนักงานไปรษณีย์หรือไม่ หรือได้มีการเก็บไว้ หรือมีเหตุให้ต้องเก็บไว้ซึ่งเพื่อให้มีการส่งหรือได้รับโดยการขนส่งของเอกชนหรือการขนส่งทางการค้าระหว่างรัฐ การได้รับหรือนำมาจากการนั้น หากเป็นเหตุให้ได้รู้ว่ามีข้อบกพร่องนั้นไม่ว่าทางไปรษณีย์หรือการขนส่งอื่นใดซึ่งเกี่ยวข้องกับการฉ้อฉลนั้น ต้องระวางโทษปรับตามกฎหมายนี้ (ไม่เกิน ๑,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ) หรือจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ หากการกระทำนั้นก่อความเสียหายแก่สถาบันการเงิน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑ ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือจำคุกไม่เกิน ๓๐ ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ[๖๘] (Section ๑๓๔๑)

บทบัญญัติดังกล่าวสามารถนำมาใช้กับความผิดอันเกิดจากการที่ผู้สมัครขอเป็นผู้ถือบัตรแต่ส่งข้อมูลไม่ถูกต้องหรือข้อมูลเท็จในใบสมัครทางไปรษณีย์ไปให้ผู้ออกบัตร หรือกรณีบุคคลใดมีบัตรเครดิตของผู้อื่นในการครอบครองและใช้บัตรเครดิตดังกล่าวก่อความเสียหายแก่เจ้าของบัตร หรือธนาคารหรือบริษัทผู้ออกบัตร

..  Credit Card Fruad Act หากเป็นกรณีการปลอมแปลงบัตรเครดิต การใช้บัตรเครดิตปลอม การจำหน่ายบัตรเครดิตปลอม การจ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ได้มาโดยไม่สุจริต รวมทั้งการใช้หมายเลขบัตรเครดิตโดยทุจริต และการมีไว้ในครอบครองซึ่งบัตรเครดิตที่ได้มาโดยทุจริตหรือบัตรเครดิตปลอมเกิน ๑๕ ใบ ในส่วนของการฉ้อฉลโดยการใช้บัตรเครดิต ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐหรือจำคุกไม่เกิน ๑๐ ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ[๖๙]แต่หากเป็นกรณีของการผลิตบัตรเครดิตปลอมหรือครอบครองเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต รวมถึงการฉ้อฉลโดยเจตนาให้ผู้อื่นจ่ายหรือโอนเงินเพื่อเรียกเก็บจากใบแจ้งหนี้ปลอม เช่นนี้มีโทษปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือจำคุกไม่เกิน ๑๕ ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ[๗๐]

๓.๒.๕  Fruad by Wire Radio or Television  กำหนดให้ผู้ซึ่งใช้หรือเจตนาใช้วิธีการหรือเครื่องมือใดๆ เพื่อหลอกลวงหรือให้ได้รับเงินหรือทรัพย์สินมาโดยมิชอบ ออกอุบายหรือเจตนาสร้างกลอุบาย หรือปลอมหรือครอบครองเงินหรือทรัพย์สินโดยใช้วิธีการอันเป็นเท็จหรือฉ้อฉล เพื่อให้สัญญาณ หรือถ่ายทอดข้อความทางการค้าโดยการสื่อสารทางโทรศัพท์ วิทยุ หรือโทรทัศน์ ข้อความ สัญญาณ สัญลักษณ์ รูปภาพหรือเสียง โดยมีจุดประสงค์ในการละเมิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือจำคุกไม่เกิน ๕ ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากการกระทำนั้นก่อความเสียหายแก่สถาบันการเงิน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑ ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือจำคุกไม่เกิน ๓๐ ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ[๗๑] (Section ๑๓๔๓)

 

.  มาตรการทางปกครอง

องค์กรที่มีหน้าที่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายและกำกับดูแลธุรกิจที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อในประเทศสหรัฐอเมริกามีหลายองค์กร ดังนี้

..๑ คณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐ (Federal Trade Commission:FTC)

เป็นหน่วยงานอิสระก่อตั้งขึ้นโดย Federal Trade Commission Act ๑๙๑๔ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากการกระทำที่เป็นการฉ้อฉล การหลอกลวง และการกระทำอันไม่เป็นธรรม (unfair and deceptive)[๗๒] ตอบโต้ [๗๓] รวมทั้งกำหนดข้อบังคับทางการค้า[๗๔] เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและตอบโต้การฉ้อฉล การหลอกลวง และการกระทำอันไม่เป็นธรรมดังกล่าวด้วย  นอกจากนี้ FTC ยังมีหน้าที่บังคับการตามกฎหมายอื่นอีกด้วย เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Credit Protection  Act)[๗๕] อันเป็นกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคหน่วยงานที่ดำเนินการมี ๓ หน่วยงาน คือ () สำนักงานการแข่งขันทางการค้า (Bureau of Competition) () สำนักงานเศรษฐกิจ (Bureau of Economics) และ () สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (Bureau of Consumer Protection)

() สำนักงานการแข่งขันทางการค้า (Bureau of Competition) เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ป้องกันการรวมธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดการผูกขาดหรือความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า สนับสนุนให้ผู้บริโภคมีอิสระในการเลือกซื้อสินค้าและบริการในราคาและคุณภาพที่ผู้บริโภคพึงพอใจรวมทั้งช่วยให้ธุรกิจทั้งหลายมีโอกาสแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมกัน ในการนี้ สำนักงานการแข่งขันทางการค้าจะพิจารณาข้อเสนอในการควบกิจการหรือดำเนินการทางธุรกิจอันใดที่เป็นการผูกขาด รวมทั้งให้คำแนะนำในการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีกฎหมายสำคัญ คือมาตรา ๕ ของ Federal Trade Commission Act  มาตรา ๑ และมาตรา ๒ ของ  Sherman Act  มาตรา ๗ และมาตรา ๗ a ของ Clayton Act เป็นต้น

() สำนักงานเศรษฐกิจ (Bureau of Economics)  เป็นองค์กรสนับสนุนการทำงานของ FTC โดยเฉพาะการศึกษาประเด็นผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการดำเนินการของ FTC รวมทั้งวิเคราะห์และสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนรวมทั้งออกข้อบังคับเพื่อป้องกันการผูกขาดทางเศรษฐกิจ และคุ้มครองผู้บริโภค

() สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (Bureau of Consumer Protection) เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคจากการฉ้อฉล การหลอกลวง และการกระทำอันไม่เป็นธรรม และใช้บังคับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคที่ออกโดยรัฐสภา รวมทั้ง ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องที่ออกโดย FTC  โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น ๖ ส่วน คือ

. Division of Advertising Practices  รับผิดชอบกฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณา ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ส่วนท้องถิ่นหรือส่วนกลาง นิตยสาร โทรทัศน์ วิทยุ อินเตอร์เน็ต หรือโดยทางตรงกับผู้บริโภคไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตาม

. Division of Enforcement  รับผิดชอบในการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงการสอดส่องดูแลให้มีการปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครอง คำพิพากษาของศาล และดำเนินการให้มีการไต่สวนและการฟ้องร้องคดีทางแพ่งสำหรับการกระทำที่เป็นการหลอกลวง การฉ้อฉล หรือการกระทำอันไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค

. Division of Financial Practices  ทำหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนานโยบายและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินและการให้กู้เงินที่มีผลกระทบต่อผู้บริโภค รวมทั้งตรวจสอบควบคุมโครงการของภาคเอกชนที่เกี่ยวกับผู้บริโภค

.  Division of Marketing Practices  เป็นส่วนงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของการตลาดและการใช้บังคับกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค มีหน้าที่บังคับการตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคโดยการฟ้องคดีในศาล (Federal District Court) ในนามของ FTC เพื่อหยุดยั้งการหลอกลวงผู้บริโภคและเรียกร้องค่าเสียหายให้แก่ผู้บริโภค

. Division of Planning and Information  ทำหน้าที่ในการให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภครวมทั้งให้ความสนับสนุนทางด้านข้อมูลให้แก่ผู้บริโภคในการฟ้องร้องคดี

. Consumer and Business Education Program  ทำหน้าที่ในการวางแผน พัฒนา และอบรมให้ความรู้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ และส่งเสริมรณรงค์ให้ผู้ประกอบการใช้ถ้อยคำที่อ่านเข้าใจง่ายและสามารถปฏิบัติได้เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่การคุ้มครองผู้บริโภคและการประกอบธุรกิจ

การดำเนินการของ FTC

เมื่อ FTC ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการ เอกสารแจ้งก่อนการรวมกิจการ (premerger notification filings) หรือประเด็นข้อสงสัยของรัฐสภาเกี่ยวกับผู้บริโภคหรือองค์กรธุรกิจ ในเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของ FTC ก็จะดำเนินการสืบสวนโดยไม่เปิดเผยเพื่อป้องกันไม่ให้การสืบสวนรั่วไหลและป้องกันบริษัทเอกชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการสืบสวนดังกล่าว

ภายหลังที่ FTC สืบสวนจนเชื่อได้ว่าบุคคลใดหรือบริษัทใดกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือมีการรวมตัวทางธุรกิจ (merger) โดยฝ่าฝืนกฎหมายแล้ว FTC ก็อาจดำเนินการให้บริษัทที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายลงนามในหนังสือให้ความยินยอม (consent order) โดยความสมัครใจของบริษัท ซึ่งหนังสือดังกล่าวไม่ได้เป็นการให้บริษัทยอมรับว่า ตนได้กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่เป็นการตกลงว่าจะยุติการดำเนินการที่มีการร้องเรียนหรือจะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับการผูกขาดหรือการรวมกันทางธุรกิจ หากบุคคลดังกล่าวไม่สมัครใจทำหนังสือยินยอม FTC ก็จะดำเนินการทางปกครอง (administrative complaint) หรือฟ้องร้องต่อศาลต่อไป

ในการดำเนินการทางปกครอง ก็จะมีกระบวนการคล้ายกับการดำเนินคดีของศาล (federal court) แต่เป็นการพิจารณาโดยผู้พิพากษาทางกฎหมายปกครอง (administrative law judge) หากพบว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ก็จะมีการออกคำสั่งยุติหรือยกเลิก (cease and desist order) การกระทำดังกล่าว การอุทธรณ์คำวินิจฉัยจะพิจารณาโดยคณะกรรมการเต็มคณะ และการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการจะพิจารณาโดยศาลอุทธรณ์ (U.S. Court of Appeal) และ ศาลฎีกา (U.S. Supreme Court) ตามลำดับ

ในกรณีที่ FTC ฟ้องร้องคดีต่อศาลก็เพื่อให้ศาลมีคำสั่ง (injunction) พิพากษาลงโทษทางแพ่ง หรือให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้บริโภค เช่น ในระหว่างที่มีการดำเนินการทางปกครองในเรื่องที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการรวมกันทางธุรกิจ FTC อาจร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งมาตรการชั่วคราวเพื่อระงับการกระทำดังกล่าวไว้ก่อน

นอกจากนี้ คณะกรรมการสามารถออกข้อบังคับทางการค้า (Trade Regulation Rules) ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ของ FTC พบว่า มีการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมใดเป็นส่วนใหญ่ ก็จะรายงานต่อคณะกรรมการเพื่อให้มีการดำเนินการเพื่อออกข้อบังคับ โดยในกระบวนการดังกล่าวคณะกรรมการก็จะจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้ประกอบการด้วย ข้อบังคับของ FTC อาจมีการโต้แย้ง โดยศาลอุทธรณ์ (U.S. Court of Appeal) จะเป็นหน่วยงานที่พิจารณา

สำหรับองค์กรอื่นๆ จะทำหน้าที่ในทำนองเดียวกับคณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐ (Fedreal Trade Commission) ในการบังคับการให้องค์กรต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของตนดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ในที่นี้ จะกล่าวถึงอำนาจหน้าที่ขององค์กรอื่นๆ ที่น่าสนใจดังนี้

.. ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve Board)[๗๖]

ธนาคารกลางของประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี ค.. ๑๙๑๒ โดย Federal Reserve Act เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการจัดทำและบริหารในกรณีที่เกี่ยวกับสินเชื่อและการเงินของประเทศ รวมทั้งช่วยให้ธุรกิจด้านการธนาคารของประเทศดำเนินการไปอย่างเหมาะสม โดยมี Federal Reserve Board ที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาทางการเงินและสินเชื่อโดยทั่วไป รวมทั้งมีอำนาจในการควบคุมธนาคารกลาง วางทิศทางเกี่ยวกับนโยบายทางการเงิน สินเชื่อและนโยบายในการดำเนินงาน รวมทั้งการออกกฎเกณฑ์เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ Federal Reserve Act  นอกจากนี้ ธนาคารกลางมีอำนาจหน้าที่ในฐานะที่เป็นธนาคาร รวมทั้งการฟ้องร้องคดี หรือการต่อสู้คดีในศาล ซึ่งผู้บริหารที่ใช้บังคับกฎหมายจะต้องไม่ละเมิดต่อกฎหมาย รวมทั้งหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่กำหนดโดยธนาคารกลางด้วย และมีอำนาจในการบังคับบัญชาเหนือเจ้าหน้าที่และตัวแทนเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของธนาคารกลาง[๗๗]

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคนั้น ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาทำหน้าที่ในการสร้างความมั่นคงทางการเงินและระบบการเงินของประเทศใน ๔ ด้าน คือ [๗๘]

() ดำเนินนโยบายทางการเงินของประเทศ

() ควบคุมข้อบังคับเกี่ยวกับสถาบันการเงินและปกป้องด้านสิทธิสินเชื่อผู้บริโภค

() รักษาความมั่นคงของระบบการเงิน

() จัดหาบริการทางการเงินต่าง ๆ แก่รัฐบาลสหรัฐอเมริกา สถาบันทางการเงิน และสถาบันทางการเงินต่างประเทศ

.. Office of the Comptroller of the Currency

Office of the Comptroller of the Currency เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแล National Banking System ก่อตั้งในปี ค.. ๑๘๖๓ เป็นหน่วยงานทางการเงินของรัฐ (Bureau of the Treasure Department) Comptroller of the Currency ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโดยผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา มีหน้าที่ในการกำกับดูแล เผยแพร่ และใช้บังคับหลักเกณฑ์ ข้อบังคับต่าง ๆ เกี่ยวกับ  National Banking System  แบ่งส่วนงานด้านกฎหมายออกเป็น ๗ ส่วนงาน คือ

() Administrative and Internal Law Division (AIL) รับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินการของ Comptroller of the Currency ในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลางในด้านการบริหารงานบุคคล

() Bank Activities and Structure Division (BAS) รับผิดชอบเกี่ยวกับองค์กรและโครงสร้างของธนาคาร รวมถึงกิจการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร เช่น หน่วยงานปฏิบัติการของธนาคารแห่งชาติ ธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ และ บริษัท holding companies ในส่วนที่เป็นประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเปิดสาขาธนาคารระหว่างมลรัฐ การผูกขาด การควบกิจการ การปิดธนาคารและเกี่ยวกับการกู้ยืมของธนาคาร เงื่อนไขเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งประเด็นปัญหาข้อกฎหมายระหว่างพนักงานกับผู้บริหารในกรณี insider transaction

() Community and Consumer Law  (CCL) เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตีความประเด็นปัญหาข้อกฎหมายและการให้คำแนะนำด้านกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค การกู้ยืม และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร รวมทั้งสถาบันการเงิน

() Enforcement and Compliance Division (E&C)  เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย รับผิดชอบทั่วไป รวมถึงค่าปรับ การลงโทษ และการออกคำสั่งทางปกครองเกี่ยวกับการกระทำทางปกครองเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายธนาคารแห่งสหรัฐ (Federal Banking Law) และหากเป็นกรณีที่มีความผิดทางอาญาก็จะส่งเรื่องต่อไปยังกระทรวงยุติธรรม

() Legislative and Regulation Activities Division (LRA) รับผิดชอบในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับประเด็นข้อกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ และจัดเตรียม รวมถึงทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวกับการธนาคารของสหรัฐอเมริกาและให้คำแนะนำประเด็นข้อกฎหมายและดูแลการดำเนินกิจการของธนาคารต่างชาติในประเทศสหรัฐอเมริกาและในกิจการของธนาคารสหรัฐอเมริกาในต่างประเทศ

() Litigation Division (LIT) มีหน้าที่ร่วมกับกระทรวงยุติธรรมในการเสนอคดีเพื่อฟ้องรองต่อศาล Federal Court และ State Court ในส่วนที่เกี่ยวกับบุคลากรและการจัดซื้อจัดจ้างและทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับ Comptroller of the Currency ในการจัดทำคำสั่งทางปกครอง

() Securities and Corporate Practices (SCP) ดูแลรับผิดขอบและบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายหลักทรัพย์และการธนาคาร ให้คำแนะนำและตีความกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์และธนาคาร ประกันภัย สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (derivatives) หลักธรรมภิบาล สิทธิของผู้ถือหุ้น รวมทั้งให้บริการที่เกี่ยวกับการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายหลักทรัพย์

..  National Credit Union Administration

National Credit Union Administration[๗๙] เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐที่ดำเนินการในรูปของคณะกรรมการ (National Credit Union Administration Board) ทำหน้าที่กำกับดูแล National Credit Union (NCU) ตั้งแต่การอนุญาตไปจนถึงการตรวจสอบ นอกจากนั้น ยังเป็นผู้บริหารกองทุน National Credit Union Share Insurance ด้วย

ในการพิจารณาอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ NCU คณะกรรมการจะตรวจสอบในเบื้องต้นให้เป็นที่พอใจว่า ผู้ซึ่งประสงค์จะประกอบธุรกิจมีความสามารถตามเกณฑ์ขั้นต่ำในการเป็น NCU หรือไม่[๘๐] ภายหลังที่ได้อนุญาตแล้ว คณะกรรมการฯ ก็ยังคงมีการตรวจสอบการประกอบการของ NCU เป็นระยะๆ รวมทั้งอาจออกกฎระเบียบควบคุม NCU ด้วย[๘๑]

 

. บทสรุป

ธุรกิจบัตรเครดิตมีต้นกำเนิดมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายให้แก่ผู้ซื้อ และเพิ่มยอดจำหน่ายสินค้าหรือบริการของบริษัทหรือห้างร้าน รูปแบบของบัตรเครดิตเริ่มมาจากการที่ร้านค้าออก “เหรียญเครดิต” ให้แก่ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าในร้านของตน อันเป็นการเพิ่มปริมาณการขายสินค้าโดยให้ลูกค้าสามารถซื้อเชื่อได้และได้มีการพัฒนามาจนเป็นบัตรเครดิตที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งรูปแบบของสัญญาบัตรเครดิตจะมีความหลากหลายแตกต่างกันออกไป โดยอาจเป็นสัญญาสองฝ่าย สามฝ่าย หรือสี่ฝ่าย ประกอบด้วยผู้ออกบัตร ผู้ถือบัตร ผู้รับบัตร และธนาคาร จากการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวกับบัตรเครดิตในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ในกฎหมายระดับสหรัฐ (Federal Statutes) ไม่มีบทบัญญัติที่ควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตโดยตรง แม้จะมีกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจบางประเภทซึ่งส่วนหนึ่งของธุรกิจเป็นการให้สินเชื่อโดยผ่านบัตรเครดิต เช่น ธนาคารพาณิชย์ หรือสหภาพสินเชื่อ (Federal Credit Union) ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการควบคุมประกอบธุรกิจบัตรเครดิต เนื่องจากเป็นการควบคุมการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อในภาพรวม

สำหรับกฎหมายระดับมลรัฐ (State Statutes) โดยที่มลรัฐแต่ละมลรัฐมีอำนาจที่จะตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับได้ กฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตจึงมีความแตกต่างกันซึ่งจากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า กฎหมายของบางมลรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย และเดลาแวร์ ได้กำหนดห้ามผู้ใดประกอบธุรกิจบัตรเครดิตโดยไม่ได้รับอนุญาต ในขณะที่กฎหมายของมลรัฐอื่นไม่ปรากฏว่า ได้มีการควบคุมการประกอบธุรกิจบัตรเครดิตโดยตรง แต่จะเป็นการควบคุมธุรกิจการให้สินเชื่อ ซึ่งบัตรเครดิตถือเป็นการให้สินเชื่อรูปแบบหนึ่ง

อย่างไรก็ดี การที่บัตรเครดิตได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดความพยายามหาช่องทางในการฉ้อฉล ปลอม แปลงบัตรเครดิต ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบัตรเครดิตและเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ  นอกจากนั้น ผู้บริโภคก็ประสบปัญหาต่างๆ อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิต ทั้งจากการใช้จ่ายโดยไม่ตระหนักถึงภาระหนี้สินที่ผู้บริโภคต้องชำระ หรือความไม่เป็นธรรมจากการใช้บริการบัตรเครดิตที่เกิดจากผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต ซึ่งปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐสภาของสหรัฐอเมริกาจึงได้ออกกฎหมายเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งอาจสรุปได้ดังนี้

. กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Credit Protection Act) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับข้อกำหนดในการให้สินเชื่อ เพื่อให้ผู้บริโภคนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในการขอใช้บริการบัตรเครดิต รวมทั้งเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความถูกต้องและเป็นธรรมที่เกี่ยวกับการใช้บริการบัตรเครดิต เช่น ข้อมูลในใบแจ้งหนี้ การจัดเก็บหนี้สิน หรือการจัดทำรายงานข้อมูลผู้บริโภค เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคแบ่งออกได้เป็น ๕ ส่วน ได้แก่

. Truth in Lending Act ๑๙๖๘ เป็นการกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสินเชื่อให้แก่ผู้บริโภค ทั้งก่อนและหลังที่มีการให้สินเชื่อ  นอกจากนั้น ยังได้จำกัดความรับผิดของผู้ถือบัตรในกรณีที่มีผู้อื่นนำบัตรไปใช้โดยปราศจากอำนาจ และกำหนดความผิดอาญาแก่ผู้ซึ่งนำบัตรเครดิตของผู้อื่นไปใช้โดยทุจริตอีกด้วย

กฎหมายดังกล่าวยังได้ให้อำนาจ Board of Governors of the Federal Reserve Board ในการออกข้อบังคับต่างๆ เพื่อปฏิบัติการตามวัตถุประสงค์ของ Truth in Lending Act ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้รวบรวมและจัดพิมพ์ข้อบังคับดังกล่าวไว้ เรียกว่า Regulaiton Z ซึ่งมีเนื้อหาสอดคล้องกับ Truth in Lending Act

. Fair Credit Reporting Act ๑๙๗๐ เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำรายงานข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้บริโภคด้วยกระบวนการที่เหมาะสม ความถูกต้องของข้อมูลของผู้บริโภครวมทั้งการรักษาความลับของข้อมูลดังกล่าวด้วย

. Fair Credit Billing Act ๑๙๗๔ เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ในการร้องเรียนเกี่ยวกับความผิดพลาดในใบแจ้งหนี้และกำหนดให้ผู้ให้สินเชื่อต้องชี้แจง และแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในใบแจ้งหนี้

. Equal Credit Opportunity Act ๑๙๗๔ เป็นการกำหนดให้มีการพิจารณาให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

. Fair Debt Collection Practices Act ๑๙๗๗ เป็นการกำหนดให้มีระบบการจัดเก็บหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

นอกจากนั้น Consumer Credit Protection Act ยังกำหนดมาตรการทั้งในทางแพ่งและอาญาเพื่อให้ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สามารถฟ้องผู้กระทำความผิดเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย หรือเพื่อให้มีการลงโทษทางอาญาแก่ผู้กระทำความผิดด้วย

. กฎหมายควบคุมอัตราดอกเบี้ย  กฎหมายระดับสหรัฐไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยจากการใช้บริการบัตรเครดิตไว้ ส่วนกฎหมายระดับมลรัฐ แต่ละมลรัฐจะออกกฎหมายควบคุมอัตราดอกเบี้ยที่มีเนื้อหาแตกต่างกันออกไป แต่มีลักษณะเป็นการกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ย

ในกรณีที่มีการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายก็จะต้องรับผิดอันเป็นมาตรการทางแพ่ง เช่น การปรับให้สัญญาทั้งฉบับเป็นโมฆะ ริบดอกเบี้ยและกำหนดให้ผู้ให้สินเชื่อถูกปรับเป็นสองเท่าของดอกเบี้ยที่ได้รับ เป็นต้น

. กฎหมายอาญา

. Credit Card Fraud Act of ๑๙๘๔ เป็นการกำหนดขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมการฉ้อฉลและการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับเครดิต เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องและอุดช่องโหว่ของ Truth in Lending Act โดยกฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดความผิดอาญาสำหรับการใช้หมายเลขบัตรเครดิตโดยทุจริตการครอบครองบัตรเครดิตที่ได้มาโดยทุจริตจำนวน ๑๕ ใบหรือมากกว่าการใช้อุปกรณ์ใดๆ (เช่น บัตร แผ่นรหัส หมายเลขบัญชี) เพื่อให้สามารถเข้าถึงบัญชีเพื่อให้ได้เงินสินค้า หรือสิ่งมีค่าอื่นใดไปโดยปราศจากอำนาจ รวมทั้งการผลิตบัตรเครดิตปลอม และการมีไว้ซึ่งเครื่องมือสำหรับผลิตบัตรเครดิตปลอม

. Mail Fraud Act ๑๙๘๔

) Frauds and swindles (mail fraud) เป็นการกำหนดความผิดอาญาสำหรับการใช้บริการไปรษณีย์ไปในการฉ้อฉล หรือหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินหรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นโดยมิชอบ ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับบัตรเครดิตจะเป็นกรณีที่ผู้สมัครขอเป็นผู้ถือบัตรส่งข้อมูลไม่ถูกต้องหรือส่งข้อมูลอันเป็นเท็จโดยทางไปรษณีย์เพื่อให้ผู้ออกบัตรหลงเชื่อทำสัญญาให้เครดิตกับผู้สมัครดังกล่าว

) Fraud by wire, radio, or television เป็นการกำหนดความผิดอาญาสำหรับการใช้โทรศัพท์ วิทยุ หรือโทรทัศน์เพื่อใช้เป็นสื่อในการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบัตรเครดิต

บทกำหนดโทษตามกฎหมายฉบับนี้จะมีทั้งโทษปรับและโทษจำคุก นอกจากนั้น ผู้กระทำความผิดจะต้องรับโทษหนักขึ้น หากเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถาบันการเงิน

นอกจากกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ประเทศสหรัฐอเมริกายังได้กำหนดองค์กรที่บังคับการให้การประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐ (Federal Trade Commission: FTC) ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา (Federal reserve Board) Office of the Comptroler of Currency และ National Credit Union Administrative การควบคุมขององค์กรนี้จะเป็นการควบคุมทางปกครองเพื่อสอดส่องดูแลให้ผู้ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งหากมีการฝ่าฝืนก็อาจออกคำสั่งระงับ ยกเลิกหรือยุติกิจการ 


บรรณานุกรม

 

จรัสศรี จริยากูล, “มาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมบัตรเครดิต”,       (วิทยานิพนธ์ปริญญานิติศาสตร์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๓๓) 

 

จนิษฐ คันธสมบูรณ์, “การทุจริตโดยใช้บัตรเครดิต”, (วิทยานิพนธ์ปริญญานิติศาสตร์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๓๘)

 

John D. Donnell, A . James Barnes and Michael B. Metzger. “Law For Business”. (Iwin: 1983)

 

Thomas W.Dunfee, Frank F.Gibson, John D.Blackburn, F.William McCarty, and Bartley

 

A.Brennan . “Modern   Business Law” Random House Business Division (New York:1984)

 

Charles R.Geisst. “ A Guide To Financial Institution” Second edition. (1993)

 

John D.Donnell, A.Jame Barnes, Michael B. Metzger. “Law for Business”. (Irain:1983)

 

Stanley Morganstern. “Legal Regulation of Consumer Credit”. (Oceana Publication, Inc:1972)

 

Gaylord A.Jentz, Kenneth W. Clarkson, Roger LeRoy Miller. “West’s Business Law:Atternate UCC Comprehensive Edition”. Third Edition. (West Publishing Company:1987)

 

U.S.C. title 12 Bank and Banking

 

U.S.C. title 15 Commerce and Trade

 

U.S.C. title 18

 

Consumer Credit Protection Act 

 

Regulation Z

Credit Card Fraud Act of 1984

 

Fair Credit Reporting Act 1970

 

Fair Credit Billing Act 1974

 

Equal Credit Opportunity Act 1974

 

Fair Debt Collection Practices Act

 

Mail Fraud Act

 

http://www. ftc.gov/

 

http://www.ncua.gov/

 

http://www.nafeunet.org/consumers.html/

 

http://www4.law.cornell.edu/

 

http://www.newrules.org/

 

http://www.lectlaw.com/

 

http://www.fhlbanks.com/

 



[๑]   Section 1601 (a)  Title 15 U.S.C.

[๒]   David G. Epstein and Steven H. Nickles, Consumer Law in a Nutshell, (2 nd ed.) 1995, pp. 44-45.

[๓]   ตัวอย่างเช่น บริษัท เจเนอรัล ปิโตรเลียม คอร์ปอเรชั่น แคลิฟอร์เนีย ที่รู้จักกันในนามบริษัท โมบิล ออยส์ ในปัจจุบัน ได้ออกบัตรเครดิตชนิดหนึ่งสำหรับพนักงานและลูกค้าที่คัดเลือกแล้วเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ของตน

[๔]   จนิษฐ คันธสมบูรณ์, “การทุจริตโดยใช้บัตรเครดิต”, (วิทยานิพนธ์ปริญญานิติศาสตร์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย   จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๓๘), หน้า  ๑๒-๑๕

[๕] 12 U.S.C. National Bank Act

[๖] 12 U.S.C. National Credit Union Act โดย National Credit Union (NCU) เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เพื่อให้บริการทางการเงินแก่สมาชิกทั้งในด้านการเป็นแหล่งออมทรัพย์และการจัดหาสินเชื่อ (Loan และ Credit) ที่มีอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม  ในการประกอบธุรกิจ NCU จะต้องได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการ National Credit Union Administration 

[๗] California Financial Code : Division 9 California Finance Lenders Law 

[๘] Delaware Code : Title 5 Banking : Part II Banking and Trust Companies : Chapter 15 Credit Card Institutions  

[๙] Section 1601 (a) Title 15 U.S.C.

[๑๐]  Section 1603 (3) Title 15 U.S.C.

[๑๑]  Section 1602 (h)  Title 15 U.S.C.

[๑๒]  Reg. Z .266.4

[๑๓]  Section 1602 (f) Title 15 U.S.C.

[๑๔]  Section 1603 Title 15 U.S.C.

[๑๕]  Section 1602 (f) ของ Title 15 U.S.C.

[๑๖]  495 F. Supp. 152 (S.D. Ind. 1979), aff’d, 616 F. 2d 328 (7th. Cir. 1980)

[๑๗]  495 F. 2d 646 (9th. Cir. 1974)

[๑๘]  จะได้กล่าวถึงต่อไปใน หน้า ๑๐

[๑๙]   Reg. Z .266.2 (h)

[๒๐]  411 F.Supp. 176 (E.D. La. 1975)

[๒๑]  Section 1642  Title 15 U.S.C.

[๒๒]  อนันต์  จันทรโอภากร, ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการใช้บัตรเครดิต (CREDIT CARDS) ในประเทศสหรัฐอเมริกา, วารสารนิติศาสตร์ ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๑, หน้า ๒๐–๒๑.

[๒๓]  Section 1643  Title 15 U.S.C.

[๒๔]  อ้างแล้วในเชิงอรรถที่ ๑๔, หน้า ๒๑–๒๕.

[๒๕]  การใช้บัตรโดยปราศจากอำนาจ หมายถึง การใช้บัตรโดยบุคคลอื่นใดที่มิใช่ผู้ถือบัตร โดยมิได้รับมอบอำนาจโดยชัดแจ้ง หรือโดยปริยาย หรือโดยการเชิดว่า เป็นผู้มีอำนาจในการใช้บัตรดังกล่าว และผู้ถือบัตรไม่ได้รับประโยชน์จากการนั้น (Section 1602 (o))

[๒๖]  คดี Walker Bank &Trust., v. Jones (672 P.2d 73 (Utah 1983) นาง Jones เปิดบัญชี Visa และ Master Charge ไว้กับธนาคารในปี ค.. ๑๙๗๗ และขอให้ธนาคารออกบัตรเครดิตให้ตนเองและสามี ต่อมา นาง Jones ได้หย่ากับสามี และได้ทำหนังสือแจ้งไปยังธนาคารว่า ตนไม่ประสงค์จะให้สามีใช้บัตรเครดิตนั้นอีกต่อไป ธนาคารจึงยกเลิกบัญชีที่เปิดไว้และขอให้ส่งคืนบัตรเครดิตให้แก่ธนาคาร แต่นาง Jones และสามียังใช้บัตรเครดิตดังกล่าวซื้อสินค้าและบริการหลังจากการขอยกเลิกไปแล้วจนถึงเดือนมีนาคม ๑๙๗๘ จึงส่งคืนบัตรเครดิตให้แก่ธนาคาร ซึ่งมียอดหนี้หลังจากการขอยกเลิกแล้ว ๒,๖๘๕.๗๐ ดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารได้ฟ้องให้  นาง Jones ชดใช้หนี้ดังกล่าว

  ศาลสูงของมลรัฐ Utah ได้ตัดสินโดยความเห็น ๓:๒ ยืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น (District Court) ว่า การกระทำของสามีนาง Jones ไม่ถือว่าเป็นการใช้บัตรโดยไม่มีอำนาจ ดังนั้น นาง Jones จึงต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า การที่นาง Jones ขอให้ธนาคารออกบัตรเครดิตให้กับสามีโดยมีชื่อและลายมือชื่อของสามีอยู่ในบัตร เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเข้าใจแก่พ่อค้า โดยเหตุผลและความระมัดระวังว่า สามีของนาง Jones มีอำนาจในการใช้บัตรเครดิต การที่นาง Jones ได้แจ้งยกเลิกการใช้บัตรเครดิตของสามีต่อธนาคารไม่มีผลเป็นการลบล้างความเข้าใจดังกล่าว

[๒๗] คดี Martin v. American Express, Inc.,( Ala. Civ App. 1978 361 So, 2d 597)  เมื่อเดือนเมษายน ปี ค.. ๑๙๗๕ นาย Robert A. Martin จำเลย ซึ่งเป็นผู้ถือบัตร American Express ได้มอบบัตรเครดิตของตนให้แก่นาย E.L. McBride ใช้ในการซื้อสินค้าและบริการเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจที่ทั้งสองทำร่วมกัน นาย McBirde ได้คืนบัตรเครดิตให้แก่จำเลยในเดือนพฤษภาคม และในเดือนมิถุนายน จำเลยได้รับใบเรียกเก็บเงินจากโจทก์ จำนวน ๕,๓๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยปฏิเสธที่จะชำระหนี้ โดยอ้างว่า จำเลยได้บอกให้นาย McBride ใช้บัตรเครดิตได้ไม่เกิน ๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ และจำเลยได้แจ้งทางจดหมายให้โจทก์ทราบก่อนที่จำเลยจะได้มอบบัตรเครดิตให้นาย McBride โดยในจดหมาย จำเลยได้ขอร้องโจทก์ไม่ให้นาย McBride ใช้จ่ายเกิน ๑,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ

    ผู้พิพากษาของ Court of Civil Appeals of Alabama ได้พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตแก่โจทก์ โดยมีเหตุผลว่า การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ถือบัตรยินยอมให้บุคคลอื่นนำบัตรเครดิตของตนไปใช้ แม้จำเลยจะได้บอกกล่าวโดยวาจากับบุคคลนั้นให้ใช้จ่ายไม่เกิน ๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าบุคคลที่ตนได้มอบบัตรเครดิตให้ใช้ในการซื้อสินค้าหรือบริการเกิน ๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดชอบในราคาค่าสินค้าหรือบริการที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตนั้น การกระทำของนาย McBride จึงหาใช่เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ จำเลยจึงต้องรับผิดชอบในราคาสินค้าที่ซื้อขายกันโดยใช้บัตรเครดิตให้แก่โจทก์

[๒๘] Section 1643 Title 15 U.S.C.

[๒๙] Section 1602 (l) ของ Title 15 U.S.C.

[๓๐] “บัตรเครดิตที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย” หมายถึง  บัตรเครดิตซึ่งถูกปลอม ดัดแปลง ปลอมลายมือชื่อ สูญหาย หรือถูกขโมย หรือบัตรที่ได้มาโดยการฉ้อฉล (Section 1602 (a))

[๓๑] Melhem, Ahmed Al., 1990 : 515

[๓๒] Melhem, Ahmed Al., 1990 : 516

[๓๓] Reg. Z. 226.5 ถึง 226.16

[๓๔] Reg. Z. 226.12 (special credit card provisions)

[๓๕] Section 1681 a (f) ได้นิยาม CRA หมายถึง บุคคลใด ๆ ซึ่งดำเนินกิจการทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในการรวบรวม ประมวล ข้อมูลเครดิตของผู้บริโภค เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าธรรมเนียม เงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ทางธุรกิจหรือความร่วมมือทางธุรกิจแม้ว่าจะไม่มีผลตอบแทนก็ตาม และข้อมูลเครดิตของผู้บริโภคอาจหมายรวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ของผู้บริโภคที่เป็นส่วนประกอบของรายงานของผู้บริโภคต่อบุคคลที่สามและบุคคลผู้ได้รับข้อมูลนั้นไป สามารถใช้ประโยชน์ทางธุรกิจต่อไปได้  

[๓๖] การดำเนินการของหน่วยงานที่จัดทำข้อมูลผู้บริโภคจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการการค้าแห่งสหรัฐ (Federal Trade Commission)  

[๓๗] Section 1681b Title 15 U.S.C.

[๓๘] Section 1681m (a) Title 15 U.S.C.

[๓๙] Section 1666 (b) Title 15  U.S.C.

[๔๐] Section 1666 (a)(1)(2) Title 15 U.S.C.

[๔๑] Section 1666(a)(3)(A) Title 15 U.S.C.

[๔๒] Section 1666(a)(3)(B) Title 15 U.S.C.

[๔๓]  Section 1691 (a) Title 15 U.S.C.

[๔๔] Section 1691 (a)(1) Title 15 U.S.C.

[๔๕] Section 1691 (a)(2) Title 15 U.S.C.

[๔๖] Section 1691 (a)(3) Title 15 U.S.C.

[๔๗]  Section 1692 (a) (1) Title 15 U.S.C.

[๔๘]  Section 1692 (a) (b) Title 15 U.S.C.

[๔๙]  เนื่องจากสินเชื่อประเภทนี้ไม่ใช่กรณีของบัตรเครดิต จึงจะไม่กล่าวถึงในรายละเอียด โดยอาจสรุปลักษณะ พอสังเขปได้ดังนี้คือ เป็นสินเชื่อที่ให้แก่ผู้บริโภคตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งจำนวนสินเชื่อ จำนวนครั้งในการชำระเงิน วันที่ถึงกำหนดชำระจะเป็นไปตามที่ผู้บริโภคและผู้ให้สินเชื่อตกลงกันในเวลาที่เกิดธุรกรรม ตัวอย่างเช่น สัญญากู้เงินจากสถาบันการเงิน การซื้อขายรถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ หรืออสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

[๕๐]  Reg. Z. 226.6 (a) โดยทั่วไป ข้อมูลที่ต้องมีการเปิดเผยแก่ผู้บริโภค ได้แก่

   () ราคาสินค้าหรือบริการที่มีการซื้อขาย

   () จำนวนเงินที่จ่ายงวดแรก รวมทั้งมูลค่า (value) ของทรัพย์สินที่ใช้แทนการชำระราคาบางส่วน (ถ้ามี)

   () จำนวนเงินที่แตกต่างกันระหว่างราคาที่ชำระเป็นเงินสด และเงินที่จ่ายงวดแรกหรือมูลค่าของทรัพย์สินที่ใช้แทนการชำระราคาบางส่วน

   () ค่าธรรมเนียมทั้งหมด โดยแยกเป็นแต่ละรายการซึ่งรวมอยู่ในจำนวนสินเชื่อที่ให้แก่ผู้บริโภค

   () วงเงินที่จะให้สินเชื่อ (ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันระหว่างการชำระราคาเป็นเงินสด และการผ่อนชำระ)

   () ยอดรวมค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงิน

   () จำนวนค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินที่เป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละต่อปี (Annual Percentage Rate-APR)

   () จำนวนครั้ง จำนวนเงิน และวันถึงกำหนดหรือระยะเวลาชำระหนี้

   () ค่าใช้จ่ายในกรณีผิดนัด ชำระล่าช้า หรือละเลยไม่ชำระหนี้

   (๑๐) ดอกเบี้ยที่เป็นประกันการชำระหนี้ (security interest)

[๕๑] Section 1602 (i)  Title 15 U.S.C.

 

[๕๒] Reg.z. 226.7 (b)

[๕๓] Section 1666 Title 15 U.S.C.

[๕๔]  อัตราดอกเบี้ยร้อยละต่อปีเป็นกรอบที่ผู้ให้บริการสินเชื่อใช้ในการคำนวณอัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินค้างชำระ หรือการเบิกถอนเงินสด ซึ่งในการคำนวณดอกเบี้ยสำหรับเงินดังกล่าว ผู้ให้สินเชื่อจะต้องระบุอัตราดอกเบี้ยที่มีการคำนวณในแต่ละรอบระยะเวลาการแจ้งหนี้ ซึ่งโดยปกติจะเป็นอัตราดอกเบี้ยต่อเดือน  ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบว่า อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวอยู่ภายในกรอบของอัตราดอกเบี้ยร้อยละต่อปี

[๕๕] อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน รัฐที่ได้มีการนำ UCCC ไปใช้มีเพียง 9 รัฐ ได้แก่ โคโลราโด ไอดาโฮ อินเดียนา ไอโอวา แคนซัส เมน โอกลาโฮมา ยูธา และไวโอมิ่ง

[๕๖] Section 1029 (a)(3) Title 18 U.S.C.

[๕๗] Section 1029 (e)(1) access device หมายถึง บัตรใดๆ แผ่นรหัส หมายเลขบัญชี หรือสิ่งอื่นใด ก็ตามที่สามารถเข้าสู่บัญชีโดยตัวเองหรือโดยใช้กับ access device อื่นๆ เพื่อที่จะครอบครองเงิน สินค้า หรือ  สิ่งอื่นๆ ที่มีมูลค่า หรือสามารถนำไปใช้เพื่อที่จะโอนเงิน

[๕๘] Section 1029 (a)(2) Title 18 U.S.C.

[๕๙] Section 1029 (a)(1) Title 18 U.S.C.

[๖๐] Parr v. United States, Melhem, Ahmed Al. “The Legal Regime of Payment Cards : A Comparative Study Between American, British and Kuwait Laws, With Particular to Credit Cards” p. 497

[๖๑] Melhem, Ahmed Al.,1990 : 498

[๖๒] อย่างไรก็ดี มีผู้พิพากษาหลายท่านให้ความเห็นแตกต่างไปจากคำพิพากษานี้ กล่าวคือ Chief Justice Burger เห็นว่าการตัดสินคดีนี้ไม่ขัดขวางเจ้าหน้าที่ที่จะฟ้องร้องจำเลยในฐานใช้ไปรษณีย์โดยฉ้อฉล แต่การพิจารณาก็จะต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ส่วน Justice White เห็นว่า การส่ง Sales Slip ทางไปรษณีย์นั้นทำให้จำเลยมีระยะเวลาที่สามารถใช้บัตรเครดิตนั้นต่อไปได้อีกอันจะเป็นการเพิ่มความเสียหายมากขึ้น ดังนั้น การตีความ Section 1341 จึงแคบเกินไป

[๖๓] Melhem, Ahmed Al.,1990 : 502-503

[๖๔] Melhem, Ahmed Al.,1990 : 502-503

[๖๕] Melhem,Ahmed Al.,1990 : 507

[๖๖] Melhem,Ahmed Al.,1990 : 507

[๖๗] จรัสศรี จริยากูล, ”มาตราการทางกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมบัตรเครดิต” , (วิทยานิพนธ์ปริญญานิติศาสตร์มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๒๕๓๓), หน้า ๑๔๘-๑๔๙

[๖๘] Section 1341 Title 18 U.S.C. Frauds and swindles

[๖๙] Section 1029 (c)(1)(a)(i) Title 18 U.S.C.

[๗๐] Section 1029 (c)(1)(a)(ii) Title 18 U.S.C.

[๗๑]Sec. 1343. Title 18 U.S.C.  - Fraud by wire, radio, or television

[๗๒] Thomas W. Dunfee, Frank F. Gibson, John D. Blackburn, F. William McCarty, and Bartley A. Brennan, “Modern Business Law, Chapter 39 The Federal Trade Commission and Consumer Protection” Random House Business Division (New York: 1984) p. 990.

[๗๓] ในปี ค.. ๑๙๓๘ รัฐสภาได้แก้ไขกฎหมาย Wheeler-lea amendment  กำหนดให้ FTC สามารถตอบโต้การกระทำที่เป็นการฉ้อฉล การหลอกลวง และการกระทำอันไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคด้วย

[๗๔] ในปี ค.. ๑๙๗๕ รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบกฎหมาย the Magnuson-Moss Act ที่ให้อำนาจคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหพันธ์สามารถกำหนดข้อบังคับทางการค้าเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและตอบโต้การฉ้อฉล การหลอกลวง รวมทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรม

[๗๕] Consumer Credit Protection  Act

[๗๖] Section 221 12 U.S.C.

[๗๗] Section 341 12 U.S.C.

[๗๘] http://www.fhlbanks.com/page/templte1.

[๗๙] Section 1751 a (a) 12 U.S.C.

[๘๐] Section 1754 12 U.S.C.

[๘๑] Section 1766 12 U.S.C.