โครงการศึกษาวิจัย

 

เรื่อง

กฎหมายภาพยนตร์ของประเทศอังกฤษ

 

 

 

 

 

 

 

เสนอ

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย

นายยอดฉัตร  ตสาริกา

พฤษภาคม ๒๕๔๖

 

 

 

 

สารบัญ

 

บทนำ                                                                                                                                                                    

 

บทที่ ๑   ความหมายของภาพยนตร์ โครงสร้างของระบบการควบคุมภาพยนตร์

                และขอบเขตของกฎหมายควบคุมภาพยนตร์                                                                            

                ๑.๑          การควบคุมวัสดุโทรทัศน์                                                                                                

                ๑.๒        การควบคุมโรงภาพยนตร์                                                                                               

                                ๑.๒.๑     โรงภาพยนตร์ธรรมดา                                                                                      

                                ๑.๒.๒   โรงภาพยนตร์โป๊                                                                                                

                ๑.๓         การควบคุมการเผยแพร่รายการทางโทรทัศน์                                                              

 

บทที่ ๒  การควบคุมวัสดุโทรทัศน์                                                                                                                

                ๒.๑        องค์กรที่เกี่ยวข้องในการจัดประเภทของภาพยนตร์                                                 

                ๒.๒       วิธีการจัดประเภทของผลงานโทรทัศน์                                                                         ๑๐

                                ๒.๒.๑   หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง                                                                                  ๑๐

                                ๒.๒.๒  หลักเกณฑ์การพิจารณาของคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์          ๑๑

                                ๒.๒.๓   ประเภทของผลงานโทรทัศน์                                                                           ๑๒

                ๒.๓        ความผิดทางอาญาเกี่ยวกับการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์                                               ๑๔

                                ๒.๓.๑    องค์ประกอบของความผิดทางอาญาเกี่ยวกับการจำหน่ายวัสดุ

                                                โทรทัศน์                                                                                                                ๑๕

                                ๒.๓.๒   ข้อยกเว้น                                                                                                              ๑๗

                                ๒.๓.๓   การบังคับใช้กฎหมาย                                                                                         ๑๙

 

บทที่ ๓   การควบคุมโรงภาพยนตร์                                                                                                                ๒๑

                ๓.๑         การควบคุมโรงภาพยนตร์ธรรมดา                                                                 ๒๑

                                ๓.๑.๑     การออกใบอนุญาตโรงภาพยนตร์                                                                    ๒๒

                                ๓.๑.๒    ข้อยกเว้นจากการออกใบอนุญาต                                                                    ๒๓

                                ๓.๑.๓     การควบคุมการฉายภาพยนตร์                                                                        ๒๔

                                ๓.๑.๔     ความผิดเกี่ยวกับการฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์                               ๒๕

                ๓.๒        การควบคุมโรงภาพยนตร์โป๊                                                                                            ๒๖

บทที่ ๔   การควบคุมรายการวิทยุโทรทัศน์                                                                                                    ๒๙

                ๔.๑         การกำกับดูแลมาตรฐานของภาพยนตร์                                                                        ๓๐

                ๔.๒        การบังคับให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด                                                                ๓๐

                ๔.๓        การฉายละครโทรทัศน์                                                                                                      ๓๑

 

บทที่ ๕  บทสรุป                                                                                                                                                  ๓๓

 

บรรณานุกรม                                                                                                                                                       ๓๕

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทนำ

 

                                เนื่องจากพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พุทธศักราช ๒๔๗๓ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานและพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดความหมายของภาพยนตร์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมไว้ค่อนข้างแคบโดยกำหนดให้ภาพยนตร์หมายถึง ฟิล์ม ไม่ว่าจะเป็นชนิดเนกาติฟ หรือโพซิติฟ ซึ่งได้ถูกถ่าย อัด หรือกระทำด้วยวิธีใด ๆ ให้ปรากฏรูปหรือเสียงหรือทั้งรูปทั้งเสียง เป็นเรื่องหรือเหตุการณ์ หรือข้อความอันจักถ่ายทอดรูปหรือเสียง หรือทั้งรูปและเสียงได้ด้วยเครื่องฉายภาพยนตร์ หรือเครื่องอย่างอื่นทำนองเดียวกัน และให้หมายความตลอดถึงฟิล์มซึ่งได้ถูกถ่าย อัด หรือทำด้วยวิธีใดๆ ให้ปรากฏสีเพื่ออัดลงในฟิล์มชนิดที่กล่าวข้างต้นด้วย ซึ่งทำให้ไม่สามารถควบคุมภายยนตร์ที่ถูกบันทึกไว้ในวัสดุประเภทอื่นที่มิใช่ฟิล์มได้ ต่อมาจึงได้มีการตราพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ เพื่ออุดช่องดังกล่าวทำให้การตรวจพิจารณาภาพยนตร์ในปัจจุบันมีความซ้ำซ้อนกล่าวคือ ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าพนักงานผู้พิจารณาตามพระราชบัญญัติภายยนตร์ พุทธศักราช ๒๔๗๓ และต้องผ่านการตรวจพิจารณาของเจ้าพนักงานผู้ตรวจตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ประกอบกับในปัจจุบันมีภาพยนตร์อีกประเภทคือ ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อนำออกฉายทางโทรทัศน์หรือที่เรียกว่าละครโทรทัศน์ ซึ่งการนำออกเผยแพร่อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง พ.ศ. ๒๔๙๘ อันจะเห็นได้ว่า กิจการภาพยนตร์ในประเทศไทยต้องตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายหลายฉบับซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์

 

                   ในขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พุทธศักราช ๒๔๗๓ และพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การพิจารณาควบคุมกิจการภาพยนตร์เป็นไปอย่างมีระบบ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การพิจารณาปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวเป็นไปโดยรอบคอบ   จึงเห็นควรให้มีการศึกษาวิจัยกฎหมายควบคุมกิจการภาพยนตร์ในประเทศอังกฤษว่าการประกอบกิจการดังกล่าวอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายฉบับใดบ้าง และกฎหมายแต่ละฉบับควบคุมในเรื่องใด รวมทั้งมีองค์กรใดเป็นผู้ควบคุมดูแล เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับระบบโครงสร้างของกฎหมายไทยต่อไป

 

                   ในส่วนของรายงานผลการศึกษาวิจัยกฎหมายภาพยนตร์ของประเทศอังกฤษนั้น บทที่ ๑ คือบททั่วไปซึ่งได้อธิบายถึงความหมายของคำว่าภาพยนตร์และโครงสร้างในภาพกว้างของระบบการควบคุมภาพยนตร์ในประเทศอังกฤษ ส่วนในบทต่อๆ ไป ผู้วิจัยได้พิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับแต่ละลักษณะของการควบคุมภาพยนตร์อย่างเฉพาะเจาะจงพร้อมกับองค์กรที่เป็นผู้ควบคุมดูแลในแต่ละลักษณะของการควบคุม เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์และขอบเขตของงานวิจัย ซึ่งประเทศอังกฤษมีกฎหมายควบคุมภาพยนตร์รวมทั้งหมด ๓ ลักษณะ คือ กฎหมายควบคุมวัสดุโทรทัศน์ กฎหมายควบคุมโรงภาพยนตร์ และกฎหมายควบคุมการเผยแพร่รายการทางวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งได้อธิบายไว้อย่างละเอียดในบทที่ ๒ บทที่ ๓ และบทที่ ๔ ตามลำดับ


บทที่ ๑

ความหมายของภาพยนตร์ โครงสร้างของระบบการควบคุมภาพยนตร์ และขอบเขตของกฎหมายควบคุมภาพยนตร์

 

ความหมายทั่วไปของคำว่า “ภาพยนตร์” (film) ตามกฎหมายอังกฤษได้กำหนดไว้ในมาตรา ๕(๑) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ แบบผลิตภัณฑ์ และสิทธิบัตร ค.ศ. ๑๙๘๘ (Copyright, Designs and Patents Act 1988) ว่าหมายถึง ภาพเคลื่อนไหวที่ได้บันทึกไว้ในวัสดุ ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ทีสามารถนำมาถ่ายทอดได้ไม่ว่าจะโดยวิธีการใดก็ตาม[1]

 

อย่างไรก็ตาม ความหมายของภาพยนตร์ที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นความหมายทั่วไปตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ซึ่งไม่อาจนำมาใช้ในการพิจารณากำหนดขอบเขตของภาพยนตร์ที่จะอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายควบคุมภาพยนตร์ได้ เนื่องจากการควบคุมภาพยนตร์ในประเทศอังกฤษอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายที่ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งได้มีการแยกวิธีการควบคุมภาพยนตร์ออกเป็นสามลักษณะ คือ การควบคุมวัสดุโทรทัศน์ (video recording) การควบคุมโรงภาพยนตร์ (cinema) และการควบคุมการเผยแพร่รายการทางวิทยุโทรทัศน์ (television programme) ซึ่งกฎหมายควบคุมภาพยนตร์ในแต่ละลักษณะก็ได้กำหนดขอบเขตของการควบคุมไว้แตกต่างกัน ดังนั้น การพิจารณาขอบเขตของภาพยนตร์ที่จะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายจึงต้องพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมายควบคุมภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องในแต่ละเรื่อง ซึ่งอาจแยกพิจารณาได้ในสามหัวข้อ คือ (๑) การควบคุมวัสดุโทรทัศน์ (video recording) (๒) การควบคุมโรงภาพยนตร์ และ(๓) การควบคุมการเผยแพร่ทางวิทยุโทรทัศน์

 

๑.๑    การควบคุมวัสดุโทรทัศน์ (video recording)

                 พระราชบัญญัติวัสดุโทรทัศน์ ค.ศ. ๑๙๘๔ (พ.ศ. ๒๕๒๗) (Video Recordings Act 1984) เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อควบคุมวัสดุโทรทัศน์ บทบัญญัติของกฎหมายนี้ได้กำหนดคำนิยามของคำว่า วัสดุโทรทัศน์ว่าหมายถึง แผ่นดิสก์ แถบแม่เหล็ก หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถบันทึกข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีข้อมูลที่อาจนำมาใช้เพื่อถ่ายทอดผลงานโทรทัศน์ได้ (video work)[2] คำว่า “ผลงานโทรทัศน์” หมายถึง ชุดภาพ ทั้งที่มีและไม่มีเสียง ที่ถ่ายทอดผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในแผ่นดิสก์ แถบแม่เหล็ก หรืออุปกรณ์อื่นใดที่สามารถบันทึกข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยการถ่ายทอดนั้นจะต้องปรากฏเป็นภาพที่เคลื่อนไหว (moving picture)[3]

 

                 ในระยะแรก ความหมายของคำว่าวัสดุโทรทัศน์ตามบทบัญญัติของกฎหมาย ได้ระบุแต่เพียงแผ่นดิสก์และแถบแม่เหล็กเท่านั้น แต่ต่อมา การพัฒนาของระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้เพิ่มรูปแบบของวัสดุอุปกรณ์ที่สามารถนำมาใช้ในการบันทึกภาพเคลื่อนไหว อันอาจเป็นเหตุที่จะนำไปสู่สภาพช่องว่างในกฎหมายที่เกิดจากการไม่สามารถควบคุมภาพยนตร์ที่ถูกบันทึกไว้ในรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่แผ่นดิสก์หรือแถบแม่เหล็กได้ ในปีค.ศ. ๑๙๙๔ (พ.ศ. ๒๕๓๗)[4] รัฐสภาจึงได้ตรากฎหมายแก้ไขนิยามของคำว่า วัสดุโทรทัศน์ โดยกำหนดให้เพิ่มข้อความว่า “อุปกรณ์อื่นใดที่สามารถบันทึกข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ได้” เพื่อให้การควบคุมภาพเคลื่อนไหวที่ถูกบันทึกไว้สามารถครอบคลุมได้ถึงวัสดุทุกประเภทที่ใช้บันทึกที่อาจพัฒนาขึ้นในภายหลัง

 

                 ในการกำหนดขอบเขตของคำว่า วัสดุโทรทัศน์ มาตรา ๒๒(๒)[5] ได้กำหนดหลักการตีความเพิ่มเติมไว้ว่า วัสดุโทรทัศน์ใดที่มีข้อมูลที่สามารถนำมาถ่ายทอดผลงานโทรทัศน์ทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ถือว่าเป็นวัสดุโทรทัศน์ทั้งสิ้น แต่ผลงานโทรทัศน์ที่มีส่วนคัดย่อจากผลงานโทรทัศน์อื่น ไม่ให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของผลงานโทรทัศน์อื่นนั้น และนอกจากนี้ ศาลได้เคยให้คำวินิจฉัยไว้ว่า ชุดภาพที่ผลิตขึ้นจากระบบคอมพิวเตอร์ (a series of computer images) ถ้ามีความยาวพอจนสามารถแสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องได้ ก็ให้ถือว่าเป็นภาพเคลื่อนไหวด้วย และในการนี้ การพิจารณาว่าสิ่งใดนั้นเป็นภาพเคลื่อนไหวหรือไม่นั้น ไม่ควรคำนึงถึงความสั้นของระยะเวลาการแสดงภาพ[6]

 

                 จากการพิจารณาบทบัญญัติของกฎหมายและคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง จะเห็นว่า พระราชบัญญัติวัสดุโทรทัศน์ ค.ศ. ๑๙๘๔ มีวัตถุประสงค์ในการควบคุมการเผยแพร่วัสดุที่ใช้บันทึก ไม่ใช่ภาพเคลื่อนไหวที่ถูกบันทึก และได้กำหนดขอบเขตของการบังคับที่กว้างมาก ซึ่งครอบคลุมถึงการเผยแพร่วัสดุทุกประเภทที่ได้บันทึกภาพเคลื่อนไหวไว้ ไม่ว่าจะเป็นเทป ซีดี หรือระบบการเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ และไม่ว่าภาพเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเป็นภาพที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นภาพที่ทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ หรือเป็นภาพเคลื่อนไหวที่มีระยะเวลาการฉายที่สั้นมากก็ตาม

 

          ๑.๒  การควบคุมโรงภาพยนตร์ (cinema)

                            เนื่องจากกฎหมายในประเทศอังกฤษได้จัดให้โรงภาพยนตร์แยกออกเป็นสองประเภท คือ โรงภาพยนตร์ธรรมดา และโรงภาพยนตร์โป๊ จึงอาจแยกการพิจารณาในเรื่องนี้ได้เป็นสองส่วน คือ (๑) โรงภาพยนตร์ธรรมดา และ(๒) โรงภาพยนตร์โป๊

 

                 ๑.๒.๑ โรงภาพยนตร์ธรรมดา

                 การควบคุมโรงภาพยนตร์ธรรมดาในประเทศอังกฤษอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติโรงภาพยนตร์ ค.ศ. ๑๙๘๕ (พ.ศ. ๒๕๒๘) (Cinemas Act 1985) ซึ่งกำหนดคำนิยามของคำว่า “การฉายภาพยนตร์” (film exhibition) ว่าหมายถึง การฉายภาพเคลื่อนไหวโดยวิธีการอื่นที่ไม่ใช่การรับคลื่นสัญญาณในเวลาทันที (simultaneous reception) หรือเป็นการฉายรายการที่รวมอยู่ในการเสนอรายการตามพระราชบัญญัติวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง ค.ศ. ๑๙๙๐ (พ.ศ. ๒๕๓๓)(Broadcasting Act 1990)[7] และในการนี้ ศาลได้เคยวินิจฉัยว่า การฉายภาพยนตร์ต่อผู้ที่มีความประสงค์จะซื้อหรือเช่าโดยไม่เปิดให้สาธารณะดูด้วยนั้น ไม่ให้ถือว่าเป็นการฉายตามความหมายในนิยามนี้[8] และการดำเนินกิจการวีดีโอเกมส์ (video amusement game) ก็ไม่ให้ถือว่าเป็นการฉายภาพเคลื่อนไหวด้วย[9]

 

                 บทบัญญัติในพระราชบัญญัติโรงภาพยนตร์ได้กำหนดข้อห้ามมิให้ใช้สถานที่ใดสำหรับการฉายภาพยนตร์เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ฉายภาพยนตร์ได้[10] และการฉายภาพยนตร์ต้องเป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา ๔(๑)[11] ซึ่งในเวลาที่ได้ทำรายงานการศึกษาวิจัยนี้ ยังไม่ปรากฏว่ามีระเบียบที่รัฐมนตรีได้ประกาศกำหนดแต่อย่างใด[12]

 

                 ๑.๒.๒ โรงภาพยนตร์โป๊ (sex cinema)

                 ส่วนการจัดตั้งโรงภาพยนตร์โป๊ ถือว่าเป็นการจัดตั้งสถานที่ทางเพศ (sex establishment) ชนิดหนึ่ง และเป็นข้อยกเว้นจากหลักกฎหมายทั่วไปว่าด้วยการควบคุม                โรงภาพยนตร์ ซึ่งต้องได้รับการอนุญาตต่างหากตามมาตรา ๒ และตาราง ๓ แห่งพระราชบัญญัติรัฐบาลท้องถิ่น (บทบัญญัติเบ็ดเตล็ด) ค.ศ. ๑๙๘๒ (พ.ศ. ๒๕๒๕) (Local Government (Miscellaneous Provisions) Act 1982) ซึ่งกำหนดเงื่อนไขของการให้อนุญาตไว้แตกต่างจากการให้อนุญาตโรงภาพยนตร์ทั่วไป

 

                 ในการนี้ สถานที่ทางเพศ[13] หมายถึง โรงภาพยนตร์โป๊หรือร้านขายของทางเพศ (sex shop) และคำว่า โรงภาพยนตร์โป๊ หมายถึง สถานที่ ยานพาหนะ เรือ หรือแผงลอยที่ใช้สำหรับการฉายภาพที่เคลื่อนไหวเป็นกิจการสำคัญ ไม่ว่าการฉายภาพดังกล่าวจะถ่ายทอดด้วยวิธีใดก็ตาม ซึ่ง  ๑) มุ่งต่อการแสดงให้เห็น การกระตุ้น หรือการยั่วยุให้ร่วมกิจกรรมทางเพศ หรือใช้กำลังหรือทำการหน่วงเหนี่ยวประกอบการทำกิจกรรมทางเพศ หรือ ๒) แสดงให้เห็นถึง หรือเกี่ยวข้องกับอวัยวะเพศหรือระบบการขับถ่ายเป็นหลัก (excretory function) ทั้งนี้ ไม่รวมถึงบ้านพักอาศัยที่ไม่เปิดให้สาธารณะ[14]

 

                 ส่วนคำว่า ร้านขายของทางเพศ หมายถึง สถานที่ ยานพาหนะ เรือ หรือแผงลอยที่มีกิจการสำคัญเป็นการขาย ให้เช่า แสดง หรือสาธิตวัตถุทางเพศ (sex article) หรือสิ่งของอื่นที่มีไว้สำหรับการกระตุ้นหรือยั่วยุให้ร่วมกิจกรรมทางเพศ หรือใช้กำลังหรือทำการหน่วงเหนี่ยวประกอบการทำกิจกรรมทางเพศ[15]

 

                 ในเรื่องนี้ มีข้อสังเกตว่า บทบัญญัติของกฎหมายได้กำหนดไว้ในคำนิยามของคำว่าโรงภาพยนตร์โป๊และร้านขายของทางเพศว่า จะต้องมีกิจการสำคัญ (significant) เป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเพศ ซึ่งศาลได้เคยระบุในคำพิพากษาคดีว่า[16] ไม่มีปัจจัยใดที่ศาลจะถือว่าเป็นปัจจัยชี้ขาดเสมอ แต่ศาลชั้นต้นจะใช้ดุลพินิจในการพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดและให้น้ำหนักความสำคัญแก่ปัจจัยแต่ละอย่างตามที่เห็นสมควรสำหรับกรณีนั้นๆ สำหรับการพิจารณาว่ากิจการใดมีธุรกิจการขายวัตถุทางเพศเป็นกิจการสำคัญ ศาลอาจพิจารณาอัตราส่วนระหว่างส่วนของกิจการที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเพศกับส่วนอื่นๆ ของกิจการ ยอดขายของสินค้าทั้งหมดที่เป็นวัตถุทางเพศ ลักษณะทั่วไปของกิจการ ลักษณะของสินค้าที่ขาย และลักษณะของการตั้งแสดงสินค้าในร้าน

 

          ๑.๓  การควบคุมการเผยแพร่รายการทางวิทยุโทรทัศน์

                 การเผยแพร่รายการทางวิทยุโทรทัศน์ในประเทศอังกฤษอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง ค.ศ. ๑๙๙๐ (พ.ศ. ๒๕๓๓) และ ๑๙๙๖ (พ.ศ. ๒๕๓๙) (Broadcasting Act 1990 and 1996) กฎหมายดังกล่าวได้ให้นิยามของคำว่า การเสนอรายการโทรทัศน์ (television programme service) ว่าหมายถึงการเสนอรายการทางวิทยุโทรทัศน์ด้วยวิธีต่างๆ และคำว่า รายการ (programme) หมายความรวมถึงทุกๆ อย่างที่นำเสนอในบริการดังกล่าว ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า ขอบเขตของการควบคุมการเผยแพร่รายการทางวิทยุโทรทัศน์ครอบคลุมถึงละครซึ่งได้ผลิตขึ้นเพื่อนำออกเผยแพร่ทางโทรทัศน์ หรือที่เรียกกันว่า ละครโทรทัศน์ ด้วย


บทที่ ๒

การควบคุมวัสดุโทรทัศน์ (video recording)

 

                   การควบคุมการนำออกเผยแพร่ภาพยนตร์ทางวัสดุโทรทัศน์ในประเทศอังกฤษได้นำมาใช้ซึ่งการจัดประเภทของภาพยนตร์ (classification) และกำหนดเงื่อนไขต่างๆ สำหรับการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ซึ่งได้บันทึกภาพยนตร์ในแต่ละประเภทไว้ กล่าวคือ กฎหมายได้กำหนด    ข้อห้ามบางประการสำหรับการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ เช่น ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่ได้บันทึกภาพยนตร์ที่ไม่ได้รับใบรับรองการจัดประเภท ห้ามมิให้จำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ให้แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าเกณฑ์อายุที่กำหนด ห้ามมิให้จำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ในสถานที่นอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายได้ และห้ามมิให้จำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่ได้ติดฉลากแสดงประเภทของภาพยนตร์บนวัสดุโทรทัศน์ที่นำมาจำหน่ายอย่างถูกต้อง

 

ในการนี้ พระราชบัญญัติวัสดุโทรทัศน์ ค.ศ. ๑๙๘๔[17] เป็นกฎหมายหลักซึ่งกำหนดโครงสร้างของระบบการควบคุมวัสดุโทรทัศน์ในประเทศอังกฤษ และโทษทางอาญาสำหรับการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์อย่างไม่ถูกต้อง โดยมีวัตถุประสงค์ในการจำกัดขอบเขตของการแสดงหรือการกระตุ้นให้มีการร่วมทำกิจกรรมทางเพศหรือการใช้กำลังรุนแรง หรือการฉายภาพอวัยวะเพศหรือระบบการขับถ่ายของมนุษย์

 

                   การรายงานการศึกษาวิจัยในบทนี้ได้แบ่งหัวข้อพิจารณาออกเป็นสามหัวข้อ ได้แก่ (๑) องค์กรที่เกี่ยวข้องในการจัดประเภทของภาพยนตร์ (๒) วิธีการจัดประเภทของผลงานโทรทัศน์ และ(๓) ความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์

 

          ๒.๑     องค์กรที่เกี่ยวข้องในการจัดประเภทของภาพยนตร์[18]

                 ในยุคแรกของการควบคุมภาพยนตร์ การตรวจสอบความเหมาะสมของภาพยนตร์สำหรับการฉายในโรงภาพยนตร์เป็นหน้าที่ของรัฐบาลท้องถิ่น แต่เนื่องจากการตรวจสอบของรัฐบาลท้องถิ่นมักจะใช้มาตรฐานที่ไม่สม่ำเสมอและหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันในแต่ละท้องที่ กลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จึงได้ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภาพยนตร์ (British Board of Film Censors) ขึ้นเมื่อปีค.ศ. ๑๙๑๒ (พ.ศ. ๒๔๕๕) ให้เป็นองค์กรอิสระสำหรับการตรวจสอบภาพยนตร์เพื่อจะได้นำไปสู่ความเป็นเอกภาพของมาตรฐานการตรวจสอบภาพยนตร์ทั่วประเทศ โดยได้คาดหวังไว้ว่า คำวินิจฉัยจากการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ของคณะกรรมการดังกล่าวจะเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในบรรดารัฐบาลท้องถิ่นของประเทศอังกฤษ ซึ่งยังคงมีอำนาจตามกฎหมายในการตรวจสอบภาพยนตร์ และเมื่อระยะเวลาได้ล่วงไประยะหนึ่ง ก็ได้เกิดการยอมรับโดยทั่วไปว่ารัฐบาลท้องถิ่นจะถือเอาตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ

 

                 ในเวลาต่อมา เมื่อปีค.ศ. ๑๙๘๔ (พ.ศ. ๒๕๒๗) รัฐสภาได้ตราพระราชบัญญัติวัสดุโทรทัศน์ ค.ศ. ๑๙๘๔ เพื่อกำหนดมาตรการควบคุมการเผยแพร่ภาพยนตร์ทางวัสดุโทรทัศน์ ซึ่งมาตรา ๔ ของกฎหมายดังกล่าวได้บัญญัติให้รัฐมนตรีมีอำนาจในการมอบหมายให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งทำหน้าที่ตรวจพิจารณาความเหมาะสมของผลงานโทรทัศน์ที่จะใช้สำหรับการชมในบ้าน และในปีเดียวกัน รัฐมนตรีก็มอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบภาพยนตร์ทำหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งในขณะนั้น คณะกรรมการได้เปลี่ยนชื่อเป็น คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ (British Board of Film Classification) เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลบทบาทของคณะกรรมการฯ ที่ได้เปลี่ยนเป็นบทบาทในการตรวจพิจารณาความเหมาะสมของภาพยนตร์เพื่อจัดประเภทจากเดิมคือบทบาทในการตรวจสอบภาพยนตร์เพื่อตัดลบฉากในภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะสม

 

                 ปัจจุบัน กฎหมายได้กำหนดให้คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์มีความรับผิดชอบในการพิจารณาความเหมาะสมของผลงานโทรทัศน์เพื่อออกใบรับรองการจัดประเภท (classification certificate) โดยจะคำนึงถึงผลกระทบจากความเป็นไปได้ที่ผลงานโทรทัศน์จะถูกนำมาฉายในบ้านเรือน และในกรณีที่ออกใบรับรอง ก็จะต้องมีการกำหนดชื่อของผลงานที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อเป็นหลักฐานของการรับรองผลงานชิ้นนั้น และกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ประกอบการให้ใบอนุญาต อาทิ การให้คำแนะนำในการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่มีผลงานรับรอง นอกจากนี้ คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ยังมีหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับผลงานที่ได้ตรวจพิจารณาแล้วอีกด้วย

 

                 ผู้ประกอบกิจการภาพยนตร์หรือวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ ในการจัดประเภทผลงานโทรทัศน์สามารถยื่นคำอุทธรณ์ได้ไปยังคณะกรรมการอุทธรณ์โทรทัศน์ (Video Appeals Committee) ซึ่งเป็นอิสระจากคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ นอกจากนี้ สาธารณชนยังสามารถแสดงความคิดเห็นไปยังคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ได้ในทุกขั้นตอนของการจัดประเภทภาพยนตร์หรือผลงานโทรทัศน์

 

 

 

          ๒.๒  วิธีการจัดประเภทของผลงานโทรทัศน์

                 การจัดประเภทของผลงานโทรทัศน์จำเป็นต้องใช้หลักเกณฑ์ที่อยู่ภายในกรอบที่กฎหมายกำหนดประกอบกับหลักเกณฑ์อื่นๆ ที่เหมาะสมสำหรับสภาพแวดล้อมและสังคมในขณะนั้น และนอกจากนี้ การแบ่งประเภทของผลงานยังต้องมีความชัดเจนและแน่นอน เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับผลงานโทรทัศน์ การรายงานในส่วนนี้ จึงได้แบ่งการพิจารณาออกเป็นสามส่วน คือ (๑) หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (๒) หลักเกณฑ์การพิจารณาของคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ และ(๓) ประเภทของผลงานโทรทัศน์

 

                 ๒.๒.๑ หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

                 ในการพิจารณาจัดประเภทของผลงานโทรทัศน์เพื่อออกใบรับรองการจัดประเภท คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของผลงานและระบุในใบรับรองว่า (๑) ผลงานโทรทัศน์มีความเหมาะสมสำหรับการชมทั่วไปโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ สำหรับการเผยแพร่ (๒) ผลงานโทรทัศน์เป็นผลงานที่เหมาะสมสำหรับการชมของบุคคลที่มีอายุมากกว่าที่กำหนดเท่านั้น (ต้องไม่เกิน ๑๘ ปี) และห้ามมิให้จำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่มีผลงานดังกล่าวให้แก่บุคคลที่มีอายุต่ำกว่านั้น หรือ(๓) ให้เป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมจากข้อ (๒) ว่าห้ามจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ในที่ใดที่ไม่ได้เป็นร้านขายของทางเพศที่ได้รับอนุญาต

 

                 ในปีค.ศ. ๑๙๙๔ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติวัสดุโทรทัศน์ โดยได้เพิ่มบทบัญญัติในมาตรา ๔ก ซึ่งกำหนดว่า ในการพิจารณาออกใบรับรองของคณะกรรมการฯ จะต้องคำนึงเป็นพิเศษถึงความเสียหายที่อาจเกิดแก่ผู้คนที่จะมาเป็นผู้ชม หรือผลเสียที่อาจมีต่อสังคมจากพฤติกรรมของผู้คนเหล่านั้น โดยให้พิจารณาถึงวิธีการที่ผลงานใช้ในการถ่ายทอดภาพที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดทางอาญา การใช้ยาเสพติดผิดกฎหมาย พฤติกรรมหรือเหตุการณ์ที่มีการใช้กำลังรุนแรง พฤติกรรมหรือเหตุการณ์ที่น่ากลัว และกิจกรรมทางเพศของมนุษย์

 

                 นอกจากนี้ การพิจารณาให้ใบรับรองผลงานโทรทัศน์ยังต้องเป็นไปตามบทบัญญัติในกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น พระราชบัญญัติภาพยนตร์ (สัตว์) ค.ศ. ๑๙๓๗ (พ.ศ. ๒๔๘๐) (Cinematograph Films (Animals) Act 1937) ซึ่งกำหนดข้อห้ามไม่ให้มีการทรมานสัตว์ในการจัดทำหรือกำกับฉาก พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ค.ศ. ๑๙๗๘ (พ.ศ. ๒๕๒๑) (Protection of Children Act 1978) ซึ่งห้ามมิให้แสดงภาพอนาจารของเด็กอายุต่ำกว่าสิบหกปี พระราชบัญญัติสิ่งตีพิมพ์ลามก ค.ศ. ๑๙๕๙ (พ.ศ. ๒๕๐๒) (Obscene Publications Act 1959) ซึ่งห้ามการแสดงผลงานลามกโดยจะคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ผลงานดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียในศีลธรรมอันดีงามของผู้คนจำนวนมากที่จะเห็นผลงานนั้น และบทบัญญัติในกฎหมายอื่นๆ ที่ทำให้วัสดุโทรทัศน์เป็นวัสดุผิดกฎหมาย หรือเป็นวัสดุที่เกิดจากการกระทำความผิดกฎหมาย

 

                 ๒.๒.๒ หลักเกณฑ์การพิจารณาของคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์

                 ในการพิจารณาความเหมาะสมของภาพยนตร์หรือผลงานโทรทัศน์อื่นๆ เพื่อจัดประเภทสำหรับการออกใบรับรองนั้น คณะกรรมการฯ จะคำนึงถึงหลักเกณฑ์พื้นฐานประกอบกับข้อพิจารณาเฉพาะเรื่อง

 

                 หลักเกณฑ์พื้นฐานของคณะกรรมการฯ มีอยู่ว่า บุคคลที่บรรลุนิติภาวะสมควรจะมีสิทธิเลือกว่าตนอยากจะดูอะไร แต่จะต้องอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมแต่อย่างใด เพราะฉะนั้น จึงควรอนุญาตให้มีการเผยแพร่ผลงานให้กับกลุ่มผู้ชมที่กว้างที่สุดตามความเหมาะสมของผลงานแต่ละชิ้น ส่วนการเสนอบางเรื่องในเชิงเพศหรือความรุนแรงนั้น ประเด็นพิจารณาที่สำคัญที่สุดคือความยอมรับได้ของผลงาน ซึ่งคณะกรรมการจะต้องดำเนินการทบทวนหลักเกณฑ์การพิจารณาผลงานอย่างต่อเนื่องเพื่อสนองต่อการเปลี่ยนแปลง     ทางรสนิยม ความคิด และข้อวิตกกังวลของสาธารณชน

 

                 ภายใต้กรอบความคิดบนพื้นฐานของหลักทั่วไปที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ คณะกรรมการยังต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับข้อพิจารณาบางประการเพื่อให้การพิจารณาออกใบรับรองให้แก่ผลงานโทรทัศน์สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ในกฎหมายตามมาตรา ๔ก แห่งพระราชบัญญัติวัสดุโทรทัศน์ ในปัจจุบัน ข้อพิจารณาเฉพาะเรื่องที่คณะกรรมการใช้ ได้แก่ แนวความคิดที่ผลงานสื่อ ความเหมาะสมของภาษาที่ใช้ การเปลือยกาย เพศ ความรุนแรงทางกาย ความรุนแรงทางเพศ การสาธิตวิธีการก่ออาชญากรรมหรือใช้อาวุธ ความน่ากลัว และการใช้         สิ่งเสพติด ในการออกใบรับรองประเภทของผลงานโทรทัศน์ คณะกรรมการอาจแนบคำเตือนหรือคำแนะนำต่อผู้บริโภคไปกับใบรับรองตามที่เห็นสมควร

 

                 นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าหน้าที่หลักของคณะกรรมการคือการจัดประเภทของผลงานโทรทัศน์ก็ตาม ในบางกรณีที่คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นว่าภาพยนตร์หรือผลงานโทรทัศน์อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ชม หรือต่อสังคมจากการกระทำของผู้ชมได้ คณะกรรมการฯ อาจทำการตัดออกบางส่วนของผลงาน โดยเฉพาะในส่วนที่มีการข่มขืนหรือการทรมาน การใช้ความรุนแรงอย่างทารุณหรือการก่อการร้าย การใช้หรือการสอนวิธีการใช้สิ่งเสพติดที่ผิดกฎหมาย การแสดงให้เห็นถึงการล่วงละเมิดทางเพศหรือการใช้ความรุนแรงต่อเด็ก การมีความสัมพันธ์ทางเพศควบคู่ไปกับการก่อความเจ็บปวดโดยไม่ยินยอม การบาดเจ็บ หรือการดูหมิ่น หรือการมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์หรือศพ หรือเนื้อหาสาระอื่นใดที่ศาลอาจพิจารณาได้ว่าอนาจาร

 

                 ๒.๒.๓ ประเภทของผลงานโทรทัศน์

                 คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ได้กำหนดให้มีประเภทของผลงานโทรทัศน์ทั้งหมดเจ็ดประเภท ได้แก่ U, Uc, PG, 12/12A, 15, 18 และ R18 ประเภทของผลงานโทรทัศน์ในกลุ่มแรก (U, Uc และ PG) เป็นเพียงการให้คำแนะนำซึ่งไม่มีผลในการจำกัดอายุของผู้ที่จะสามารถชมได้แต่อย่างใด ส่วนประเภทของผลงานโทรทัศน์ในกลุ่มที่สอง (12/12A, 15 และ 18) เป็นข้อจำกัดเกี่ยวกับอายุของผู้ที่สามารถชมได้ และผลงานโทรทัศน์ประเภท R18 เป็นผลงานโทรทัศน์ที่สามารถเผยแพร่ได้จากแหล่งที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ทั้งนี้ เนื้อหาใดที่ห้ามมิให้ฉายในผลงานโทรทัศน์ในลำดับสูงกว่า จะห้ามมิให้ฉายในผลงานโทรทัศน์ลำดับต่ำกว่าด้วย

 

                 คณะกรรมการตระหนักดีว่า ในบางกรณี ผลงานชิ้นหนึ่งอาจตกอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างผลงานโทรทัศน์สองประเภท ซึ่งในกรณีดังกล่าว คณะกรรมการจะคำนึงถึงเจตนารมณ์ของผู้ผลิตผลงาน ความคาดหวังทั่วไปของสาธารณชน ผู้ที่จะชมผลงาน และข้อพิจารณาพิเศษอื่นๆ ที่อาจมี ในการนี้ การจัดแบ่งประเภทของผลงานโทรทัศน์ที่ได้บันทึกไว้ในวัสดุโทรทัศน์จะเข้มงวดกว่าการแบ่งประเภทของผลงานที่ไม่ได้บันทึกไว้ และอาจทำให้ได้รับการจัดให้อยู่ในประเภทที่มีเกณฑ์อายุสูงกว่าหรือมีการตัดตอนมากกว่า เนื่องจากการบันทึกผลงานในวัสดุโทรทัศน์เป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้ที่มีอายุไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะสามารถชมผลงานได้ ประกอบกับวัสดุโทรทัศน์สามารถนำมาฉายผลงานซ้ำ หรือนำมาชมในภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ นอกจากนี้ การ     โฆษนาภาพยนตร์จะได้รับการพิจารณาอย่างเข้มงวดที่สุด เพราะการฉายเพียงส่วนสั้นๆ ของภาพยนตร์อาจมีผลที่เข้มข้นกว่าการฉายภาพยนตร์ทั้งเรื่องซึ่งผู้ชมสามารถใช้เวลาเตรียมตัวเตรียมใจตามเนื้อเรื่องของภาพยนตร์ได้

 

                 ผลงานโทรทัศน์ที่จัดอยู่ในกลุ่มประเภทแรก เป็นผลงานซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการเผยแพร่ไว้แต่อย่างใด ซึ่งประกอบด้วยผลงานที่เหมาะสมสำหรับเด็กทั่วไป กล่าวคือ ผลงานโทรทัศน์ในประเภท Uc เหมาะสมสำหรับเด็กวัยก่อนโรงเรียน และผลงานโทรทัศน์ในประเภท U เหมาะสมสำหรับเด็กอายุตั้งแต่สี่ปีขึ้นไป ส่วนผลงานโทรทัศน์ในประเภท PG เหมาะสมสำหรับเด็กอายุตั้งแต่แปดปีขึ้นไปแต่อาจจะมีบางฉากที่ผู้ปกครองอาจพิจารณาเห็นว่าไม่เหมาะสมสำหรับเด็กบางคน

 

                 ผลงานโทรทัศน์ในกลุ่มประเภทที่สองเป็นผลงานซึ่งกฎหมายได้กำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการเผยแพร่ โดยการกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำสำหรับผู้เข้าชมหรือผู้ที่จะจำหน่ายให้ได้ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

 

-               ประเภท 12A ห้ามมิให้ผู้ใดอายุต่ำกว่าสิบสองปีเข้าชมผลงานในโรงภาพยนตร์เว้นแต่จะไปกับผู้ใหญ่

-               ประเภท 12 ห้ามมิให้ผู้ใดอายุต่ำกว่าสิบสองปีเช่าหรือซื้อวัสดุโทรทัศน์

-               ประเภท 15 ห้ามมิให้ผู้ใดอายุต่ำกว่าสิบห้าปีเข้าชมผลงานในโรงภาพยนตร์ หรือเช่าหรือซื้อวัสดุโทรทัศน์

-               ประเภท 18 ห้ามมิให้ผู้ใดอายุต่ำกว่าสิบแปดปีเข้าชมผลงานในโรงภาพยนตร์ หรือเช่าหรือซื้อวัสดุโทรทัศน์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการพิจารณาจัดประเภทของคณะกรรมการฯ อยู่บนพื้นฐานของหลักที่ว่า บุคคลที่บรรลุนิติภาวะควรมีสิทธิที่จะเลือกการบันเทิงภายใต้กรอบของกฎหมาย คณะกรรมการฯ มักจะไม่เข้าไปแทรกแซงในภาพยนตร์ประเภทนี้ เว้นแต่ว่าจะมีการแสดงให้เห็นภาพของการใช้กำลังรุนแรงหรืออันตราย ที่อาจมีผลในการส่งเสริมให้มีการกระทำดังกล่าว หรือการสอนวิธีการใช้ยาเสพติดผิดกฎหมายอย่างละเอียด หรือการแสดงภาพของการทำกิจกรรมทางเพศอย่างชัดแจ้ง เว้นแต่การแสดงภาพดังกล่าวจะอ้างเหตุผลได้จากเนื้อหาแวดล้อม ทั้งนี้ การมีเพศสัมพันธ์จะต้องเป็นเรื่องราวที่สมมติขึ้น เพราะถ้า หากว่าเป็นการมีเพศสัมพันธ์จริง จะต้องจัดให้อยู่ในประเภท R18

 

ส่วนผลงานที่จัดอยู่ในประเภท R18 เป็นผลงานโทรทัศน์ที่กฎหมายได้กำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการจำหน่ายไว้ว่า จะจำหน่ายได้แต่เฉพาะในร้านขายสิ่งของทางเพศที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และไม่อาจทำการสั่งซื้อทางไปรษณีย์ได้ ผลงานประเภทนี้มักจะเป็นภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นภาพของการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่ที่ยินยอมกัน ภาพที่ฉายสามารถแสดงให้เห็นถึงอวัยวะเพศที่ถูกกระตุ้น การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองหรือผู้อื่น การใช้ปากแตะต้องกับอวัยวะเพศซึ่งรวมถึงการจูบ เลีย หรือดูด การแทงด้วยนิ้ว อวัยวะเพศชาย ลิ้น หรือเครื่องเล่น การใช้เครื่องรางที่ไม่เป็นอันตราย การทำกิจกรรมทางเพศแบบกลุ่ม และการหลั่งน้ำเชื้ออสุจิ ทั้งนี้ จะไม่มีการแบ่งแยกระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างคนเพศเดียวกันกับคนเพศตรงข้ามกัน แต่ในขณะเดียวกัน หลักเกณฑ์ของคณะกรรมการฯ ก็ได้กำหนดข้อจำกัดสำหรับการฉายภาพบางประเภทที่ไม่อาจจะยอมรับได้ เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก การทำร้ายร่างกายระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ การใช้เครื่องมือหน่วงเหนี่ยวไม่ให้ขัดขืนระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ หรือการกระทำอื่นใดที่ทำให้เสื่อมเสียในความเป็นมนุษย์

 

ผลงานโทรทัศน์ที่ไม่อยู่ภายในหลักเกณฑ์การจัดประเภทของคณะกรรมการฯ อาจถูกตัดต่อฉากที่ไม่เหมาะสมออกจากผลงาน หรือในกรณีที่ไม่อาจทำการตัดต่อได้ คณะกรรมการฯ จะปฏิเสธการจัดประเภทโดยสิ้นเชิงก็ได้

 

ผลงานที่ได้รับใบรับรองการจัดประเภท จะต้องมีการติดฉลากซึ่งแสดงให้เห็นถึงประเภทของผลงานดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนบนวัสดุโทรทัศน์ที่ได้บันทึกผลงานดังกล่าว หรือห่อที่ใช้บรรจุวัสดุโทรทัศน์ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีได้ประกาศกำหนดในระเบียบว่าด้วยวัสดุโทรทัศน์ (การติดฉลาก) ค.ศ. ๑๙๘๕ (พ.ศ. ๒๕๒๘) (Video Recordings (Labelling) Regulations 1985[19]

 

จะเห็นได้ว่า คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ได้ใช้วิธีการกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำของผู้ชมเป็นหลัก ภาพยนตร์ใดที่เห็นว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อเด็กก็จะไม่กำหนดข้อจำกัดสำหรับการเผยแพร่ แต่ภาพยนตร์ใดที่เห็นว่าอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับคนอายุต่ำกว่าระดับหนึ่งก็จะกำหนดข้อห้ามมิให้เผยแพร่ภาพยนตร์ดังกล่าวให้กับคนกลุ่มนั้น ส่วนภาพยนตร์ในประเภทสุดท้าย R18 ซึ่งเป็นภาพยนตร์โป๊ที่มีการฉายภาพอย่างชัดแจ้งมาก คณะกรรมการฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยได้กำหนดข้อห้ามมิให้เผยแพร่ภาพยนตร์ดังกล่าวเว้นแต่จะทำการเผยแพร่ในสถานที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

 

          ๒.๓  ความผิดทางอาญาเกี่ยวกับการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์

                            พระราชบัญญัติวัสดุโทรทัศน์ ค.ศ. ๑๙๘๔ ได้กำหนดความผิดอาญาสำหรับกับการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ คือ (๑) การจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่มีใบรับรองการจัดประเภทจากคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ (๒) การจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ให้แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (๓) การจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่จัดอยู่ในประเภทที่ต้องจำหน่ายในร้านขายของทางเพศที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น (๔) การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการติดฉลาก และ(๕) การจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่มีเครื่องหมายแสดงข้อความเท็จเกี่ยวกับการจัดประเภท

 

                            การรายงานในส่วนนี้ได้แบ่งออกเป็นสามส่วน คือ (๑) องค์ประกอบของความผิดทางอาญาเกี่ยวกับการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ (๒) ข้อยกเว้น และ(๓) การบังคับใช้กฎหมาย

 

                 ๒.๓.๑  องค์ประกอบของความผิดทางอาญาเกี่ยวกับการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์

                 (๑) การจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่มีใบรับรองการจัดประเภทจาก           คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์

                 มาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติวัสดุโทรทัศน์ ค.ศ. ๑๙๘๔ ได้กำหนดความผิดทางอาญาสำหรับผู้ที่จำหน่ายหรือเสนอจะจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่มีผลงานโทรทัศน์ที่ยังไม่ได้รับใบรับรองการจัดประเภท เว้นแต่การจำหน่ายจะถือได้ว่าเป็นการจำหน่ายที่ได้รับยกเว้นตามมาตรา ๓ (exempted supply)[20] หรือผลงานโทรทัศน์นั้นเป็นผลงานยกเว้นตามมาตรา ๒ (exempted work)[21] หรือผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอ้างได้ว่า ตนมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผลงานโทรทัศน์เป็นผลงานยกเว้นหรือการจำหน่ายเป็นการจำหน่ายที่ได้รับยกเว้น หรือการกระทำความผิดเกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของบุคคลอื่นและผู้ที่ถูกกล่าวหาได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ตามสมควรแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตนกระทำความผิด

 

                            นอกจากนี้ มาตรา ๑๐ ได้กำหนดความผิดทางอาญาไว้สำหรับการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่มีใบรับรองการจัดประเภท เว้นแต่การจำหน่ายนั้นถ้าเกิดขึ้นจริงจะถือได้ว่าเป็นการจำหน่ายที่ได้รับยกเว้น หรือผลงานโทรทัศน์ที่ครอบครองเป็นผลงานยกเว้น และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามบทบัญญัติในมาตรานี้สามารถอ้างข้อแก้ตัวเดียวกับที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ได้ หรืออาจอ้างได้ว่า ตนไม่มีเจตนาจะจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์จนกว่าผลงานโทรทัศน์จะได้รับใบรับรองการจัดประเภทอย่างถูกต้อง

 

                            (๒) การจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ให้แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

                            มาตรา ๑๑ ได้กำหนดความผิดทางอาญาสำหรับการจำหน่ายหรือเสนอจะจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ให้แก่บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าที่ได้กำหนดไว้ในใบรับรองการจัดประเภทของผลงานโทรทัศน์ที่ได้บันทึกไว้ในวัสดุโทรทัศน์นั้น นอกจากจะเป็นการจำหน่ายที่ได้รับยกเว้น

 

                            ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามบทบัญญัติในมาตรานี้สามารถอ้างข้อแก้ตัวได้ว่า ตนไม่ทราบหรือไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าใบรับรองการจัดประเภทได้ระบุข้อความดังกล่าวไว้ หรือตนไม่ทราบหรือไม่เหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลที่ได้จำหน่ายให้นั้นมีอายุต่ำกว่ากำหนด หรือตนมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการจำหน่ายนั้นเป็นการจำหน่ายที่ได้รับยกเว้น หรือการกระทำความผิดเกิดจากการกระทำหรือ ละเว้นการกระทำของบุคคลอื่นและตนได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ตามสมควรแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตนนั้นกระทำความผิด

 

                            (๓) การจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่จัดอยู่ในประเภทที่ต้องจำหน่ายในร้านขายของทางเพศที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

                            มาตรา ๑๒ ได้กำหนดความผิดทางอาญาสำหรับการจำหน่าย เสนอจะจำหน่าย    หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย วัสดุโทรทัศน์ที่ได้บันทึกผลงานโทรทัศน์ที่มีใบรับรองจัดให้อยู่ในประเภท R18 ในสถานที่อื่นนอกเหนือจากร้านขายของทางเพศที่ได้รับอนุญาต (licensed sex shop) นอกจากจะเป็นการจำหน่ายที่ได้รับยกเว้น

 

                            ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามบทบัญญัติในมาตรานี้สามารถอ้างข้อแก้ตัวได้ว่า ตนไม่ทราบหรือไม่เหตุอันควรเชื่อได้ว่าใบรับรองการจัดประเภทได้ระบุข้อความดังกล่าวไว้ หรือตนมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าสถานที่จำหน่ายเป็นร้านขายของทางเพศที่ได้รับอนุญาต หรือตนมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการจำหน่ายนั้นเป็นการจำหน่ายที่ได้รับยกเว้น หรือการกระทำความผิดเกิดจากการกระทำหรือ ละเว้นการกระทำของบุคคลอื่นและตนได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ตามสมควรแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตนนั้นกระทำความผิด

 

                            (๔) การฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการติดฉลาก

                            มาตรา ๑๓ ได้กำหนดความผิดทางอาญาสำหรับการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ซึ่งมิได้ติดฉลากอย่างถูกต้องตามกฎหมาย[22] เว้นแต่จะเป็นการจำหน่ายที่ได้รับยกเว้น

 

                            ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามบทบัญญัติในมาตรานี้สามารถอ้างข้อแก้ตัวได้ว่า ตนมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการจำหน่ายนั้นเป็นการจำหน่ายที่ได้รับยกเว้น หรือตนไม่ทราบหรือไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าวัสดุโทรทัศน์ห่อบรรจุวัสดุโทรทัศน์ไม่ตรงตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการติดฉลาก หรือการกระทำความผิดเกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของบุคคลอื่นและตนได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ตามสมควรแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตนนั้นกระทำความผิด

 

 

                            (๕) การจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่มีเครื่องหมายแสดงข้อความเท็จเกี่ยวกับการจัดประเภท

                            มาตรา ๑๔(๑) ได้กำหนดความผิดทางอาญาสำหรับการจำหน่ายหรือเสนอจะจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่ได้บันทึกผลงานโทรทัศน์ที่ยังไม่ได้รับใบรับรองการจัดประเภท แต่ได้มีการติดฉลากบนวัสดุโทรทัศน์หรือบนห่อบรรจุวัสดุโทรทัศน์ว่าได้รับใบรับรองการจัดประเภทแล้ว และที่ไม่ได้เป็นการจำหน่ายที่ได้รับยกเว้น

 

                            ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามบทบัญญัตินี้สามารถอ้างข้อแก้ตัวได้ว่า ตนมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการจำหน่ายนั้นเป็นการจำหน่ายที่ได้รับยกเว้น หรือตนไม่ทราบหรือไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าวัสดุโทรทัศน์หรือห่อบรรจุวัสดุโทรทัศน์มีเครื่องหมายดังกล่าว หรือการกระทำความผิดเกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของบุคคลอื่นและตนได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ตามสมควรแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตนนั้นกระทำความผิด

 

                            ส่วนมาตรา ๑๔(๓) ได้กำหนดความผิดอาญาสำหรับการจำหน่ายหรือเสนอจะจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่มีเครื่องหมายหรือได้มีการติดเครื่องหมายไว้บนห่อบรรจุวัสดุโทรทัศน์ซึ่งแสดงข้อความที่ไม่ตรงกับข้อความในใบรับรองการจัดประเภท และที่ไม่ได้เป็นการจำหน่ายที่ได้รับยกเว้น

 

                            ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามบทบัญญัติในมาตรา ๑๔(๓) สามารถอ้างข้อแก้ตัวได้ว่า ตนมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการจำหน่ายนั้นเป็นการจำหน่ายที่ได้รับยกเว้น หรือตนมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าใบรับรองมีข้อความเช่นนั้นจริง หรือตนไม่ทราบหรือไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าวัสดุโทรทัศน์ กล่อง หรือห่อบรรจุดังกล่าวไม่ตรงตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการติดฉลาก หรือการกระทำความผิดเกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของบุคคลอื่นและตนได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ตามสมควรแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตนนั้นกระทำความผิด

 

                            ๒.๓.๒ ข้อยกเว้น

                            บทบัญญัติในพระราชบัญญัติวัสดุโทรทัศน์ ค.ศ. ๑๙๘๔ ได้กำหนดข้อยกเว้นจากความผิดทางอาญาเกี่ยวกับการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ไว้สองประการ คือ (๑) ผลงานโทรทัศน์ที่เป็นผลงานยกเว้น (exempted work) ตามมาตรา ๒ ซึ่งจะได้รับการยกเว้นจากความผิดตามมาตรา ๙  และมาตรา ๑๐ ว่าด้วยการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่มีใบรับรองการจัดประเภทจาก           คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ และ(๒) การจำหน่ายที่ครบองค์ประกอบของความผิดตามที่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมายนี้ แต่บทบัญญัติในมาตรา ๓ ได้กำหนดให้การจำหน่ายดังกล่าวเป็นการจำหน่ายที่ได้รับการยกเว้นจากความผิด (exempted supply)

 

                            สาระสำคัญของหลักยกเว้นทั้งสองข้ออาจสรุปได้ดังนี้

 

                            (๑) ผลงานยกเว้น (exempted work)

                            จากบทบัญญัติในมาตรา ๒ ผลงานโทรทัศน์จะถือว่าเป็นผลงานที่ได้รับการยกเว้นจากความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่ไม่มีใบรับรองการจัดประเภทจากคณะกรรมการฯ ตามมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ ถ้าผลงานนั้นเป็นผลงานที่ออกแบบมาเพื่อการศึกษา หรือที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับกีฬา ศาสนา  หรือดนตรี หรือเป็นเกมส์คอมพิวเตอร์[23]

 

                            อย่างไรก็ตาม ผลงานจะไม่ได้รับการยกเว้นถ้ามีเนื้อหาสาระที่กระตุ้นหรือยุยงให้ทำกิจกรรมทางเพศ ใช้กำลังรุนแรง หรือก่ออาชญากรรม หรือมีการสอนวิธีการก่ออาชญากรรม หรือมีภาพที่แสดงให้เห็นอวัยวะเพศหรืออวัยวะขับถ่ายของมนุษย์

 

                            (๒) การจำหน่ายที่ได้รับยกเว้น (exempted supply)

                            บทบัญญัติในมาตรา ๓ ได้กำหนดให้วิธีการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์บางประเภทดังต่อไปนี้ให้ได้รับการยกเว้นจากความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่กฎหมายกำหนด

 

-                     การจำหน่ายที่ไม่หวังผลกำไรหรือเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ

-                     การจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจการทำวัสดุโทรทัศน์หรือจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ภายใต้เงื่อนไขว่าจะไม่จำหน่ายต่อให้แก่สาธารณะ

-                     การจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์บันทึกเหตุการณ์ให้แก่ผู้ที่มีส่วนร่วมใน     เหตุการณ์นั้น

-                     การจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์เพื่อนำผลงานโทรทัศน์มาฉายในสถานที่ที่ได้รับอนุญาตให้ฉายภาพยนตร์ เช่น โรงภาพยนตร์ที่ได้รับอนุญาต[24]

-                     การจำหน่ายเพื่อใช้สำหรับการทำรายการวิทยุโทรทัศน์[25]

-                     การยื่นวัสดุโทรทัศน์ให้แก่คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์เพื่อขอให้จัดประเภทผลงานโทรทัศน์

-                     การจำหน่ายเพื่อใช้ประกอบการศึกษาวิชาการแพทย์

-                     การคืนให้แก่บุคคลที่เคยทำการจำหน่ายที่ได้รับยกเว้นโดยไม่หวังผลกำไร

-                     ในกรณีที่เป็นวัสดุโทรทัศน์ที่จำหน่ายได้เฉพาะในร้านขายของทางเพศ ให้ยกเว้นความผิดสำหรับการจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการร้านขายของทางเพศ

 

                            ๒.๓.๓ การบังคับใช้กฎหมาย

                            มาตรา ๑๖ก ได้มอบหมายให้องค์กรมาตรฐานสินค้าท้องถิ่น (local weights and measures authority) มีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ภายในเขตอำนาจท้องที่ขององค์กร ซึ่งรวมถึงอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนและดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดนอกเขตท้องที่ซึ่งมีเหตุสงสัยว่าจะมีความเกี่ยวพันกับการกระทำความผิดในเขตท้องที่ขององค์กร

 

                            ผู้พิพากษาศาลแขวง (justice of peace) มีอำนาจในการออกหมายเรียกหรือหมายค้นเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้มีการกระทำความผิดตามกฎหมายนี้ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าไปในสถานที่ตามหมายค้นสามารถใช้กำลังเท่าที่จำเป็นตามสมควรและยึดสิ่งของที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะสามารถนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีอาญาได้

 

                            ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล มาตรา ๑๖ กำหนดให้กรรมการ ผู้จัดการ เลขานุการ หรือผู้แทนอื่นใดของนิติบุคคลต้องรับโทษสำหรับความผิดของนิติบุคคลด้วยถ้าพิสูจน์ได้ว่าบุคคลดังกล่าวเห็นชอบด้วยหรือรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดของนิติบุคคล หรือการกระทำความผิดเกิดจากการละเมิดต่อหน้าที่ของบุคคลดังกล่าว ทั้งนี้ หากผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการของนิติบุคคล ก็ให้ถือว่าผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นกรรมการคนหนึ่งด้วย

 

                            การยื่นฟ้องคดีเกี่ยวกับความผิดตามพระราชบัญญัติวัสดุโทรทัศน์ ค.ศ. ๑๙๘๔ ต้องทำภายในอายุความสามปีนับจากวันที่ได้กระทำความผิด หรือหนึ่งปีนับจากวันที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ค้นพบแล้วแต่ว่าเวลาใดจะถึงก่อน[26]


บทที่ ๓

การควบคุมโรงภาพยนตร์ (cinemas)

 

                   สถานที่บันเทิงในประเทศอังกฤษที่มีการแสดงเปิดให้สาธารณชนเข้าชมมักจะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (licensing authority)          ในการนี้ โรงภาพยนตร์ก็เป็นหนึ่งในสถานที่บันเทิงที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนจะสามารถฉายภาพยนตร์ให้สาธารชนเข้าชมได้ และนอกจากนี้ เนื้อหาของภาพยนตร์ที่จะนำมาฉายยังต้องไม่ขัดต่อเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในใบอนุญาตของโรงภาพยนตร์และบทบัญญัติในกฎหมายทั่วไปอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติภาพยนตร์ (สัตว์) ค.ศ. ๑๙๓๗ (พ.ศ. ๒๔๘๐) (Cinematograph Films (Animals) Act 1937) ซึ่งกำหนดข้อห้ามไม่ให้มีการทรมานสัตว์ในการจัดทำหรือกำกับฉาก พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ค.ศ. ๑๙๗๘ (พ.ศ. ๒๕๒๑) (Protection of Children Act 1978) ซึ่งห้ามมิให้แสดงภาพอนาจารของเด็กอายุต่ำกว่าสิบหกปี พระราชบัญญัติสิ่งตีพิมพ์ลามก ค.ศ. ๑๙๕๙ (พ.ศ. ๒๕๐๒) (Obscene Publications Act 1959) ซึ่งห้ามการแสดงผลงานลามกโดยจะคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ผลงานดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียในศีลธรรมอันดีงามของผู้คนจำนวนมากที่จะเห็นผลงานนั้น และบทบัญญัติในกฎหมายอื่นๆ ที่ทำให้การฉายภาพยนตร์นั้นผิดกฎหมาย หรือเป็นเกิดจากการกระทำความผิดกฎหมาย

 

                   นอกเหนือไปจากโรงภาพยนตร์ทั่วไป โรงภาพยนตร์ในประเทศอังกฤษยังมีอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า โรงภาพยนตร์โป๊ (sex cinemas)[27] ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของระบบการอนุญาตที่แตกต่างจากโรงภาพยนตร์ทั่วไป

 

                   การรายงานในบทนี้จึงได้แยกพิจารณาเป็นสองส่วน คือ (๑) การควบคุม            โรงภาพยนตร์ธรรมดา และ(๒) การควบคุมโรงภาพยนตร์โป๊

 

          ๓.๑ การควบคุมโรงภายยนตร์ธรรมดา

                 กฎหมายหลักที่ใช้บังคับสำหรับการควบคุมการนำออกเผยแพร่ภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ที่ประเทศอังกฤษ คือ พระราชบัญญัติโรงภาพยนตร์ ค.ศ. ๑๙๘๕ (พ.ศ. ๒๕๒๘) (Cinemas Act 1985) กฎหมายดังกล่าวได้วางหลักทั่วไปของการควบคุมในมาตรา ๑ ว่า ห้ามมิให้ใช้สถานที่ใดเพื่อการฉายภาพยนตร์ (film exhibition)[28] เว้นแต่สถานที่ดังกล่าวจะได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลท้องถิ่น (local authority) ให้ฉายภาพยนตร์ได้ หรือสถานที่ดังกล่าวได้รับยกเว้นตามกฎหมายนี้ การรายงานในส่วนนี้ได้แบ่งออกตามหัวข้อดังนี้ (๑) การออกใบอนุญาตโรงภาพยนตร์ (๒) ข้อยกเว้นจากการออกใบอนุญาต (๓) การควบคุมดูแลการฉายภาพยนตร์ และ(๔) ความผิดเกี่ยวกับการฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์

 

                 ๓.๑.๑ การออกใบอนุญาตโรงภาพยนตร์

                 รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจออกใบอนุญาตให้เปิดโรงภาพยนตร์เพื่อเผยแพร่ภาพยนตร์สู่สาธารณชนให้แก่บุคคลที่เหมาะสม โดยอาจกำหนดเงื่อนไขหรือข้อจำกัดเกี่ยวกับการดำเนินงานของโรงภาพยนตร์ก็ได้ นอกจากนี้ การดำเนินงานของโรงภาพยนตร์ยังต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา ๔(๑) อีกด้วย[29]

 

                 ใบอนุญาตภาพยนตร์จะมีอายุหนึ่งปี หรืออาจกำหนดให้มีอายุเป็นระยะเวลาสั้นกว่าหนึ่งปีก็ได้ หรือจนกว่าใบอนุญาตจะถูกเพิกถอน

 

                 ในการกำหนดเงื่อนไขประกอบใบอนุญาตโรงภาพยนตร์ นอกจากจะมีการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับความปลอดภัยของสถานที่ฉายภาพยนตร์แล้ว กฎหมายยังได้กำหนดให้รัฐบาลท้องถิ่นมีหน้าที่ในการกำหนดเงื่อนไขหรือข้อจำกัดเกี่ยวกับการห้ามมิให้เปิดการเข้าชมให้แก่เด็กอายุตำกว่า ๑๖ ปีสำหรับการฉายภาพยนตร์บางประเภทที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก และต้องพิจารณาเพื่อกำหนดเงื่อนไขอื่นสำหรับการรับเด็กเพื่อเข้าชมภาพยนตร์ในกรณีอื่นๆ[30]

 

                 ผู้ใดที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิเสธการออกใบอนุญาต คำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาต การปฏิเสธคำร้องขอต่ออายุใบอนุญาต หรือการกำหนดเงื่อนไขบางประการในใบอนุญาตที่ไม่สมเหตุผล สามารถยื่นคำฟ้องให้ศาลพิจารณาคำสั่งของรัฐบาลท้องถิ่นได้ตามมาตรา ๑๖ ในการพิจารณาวินิจฉัยกรณีดังกล่าว ศาลจะปรับใช้หลักกฎหมายว่าด้วยการทบทวนคำสั่งทางปกครอง ซึ่งอาจสรุปแนวทางการวินิจฉัยโดยสังเขปได้ว่า รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจดุลพินิจในการพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับใบอนุญาตโรงภาพยนตร์ แต่การใช้อำนาจดุลพินิจดังกล่าวในการกำหนดเงื่อนไขในใบอนุญาตโรงภาพยนตร์ต้องอยู่ภายในกรอบของความสมเหตุผลและความผาสุกของเด็ก[31] อย่างไรก็ตาม ศาลไม่อาจใช้อำนาจดุลพินิจแทนหน่วยงานทางปกครองได้ และการตรวจสอบของศาลจะจำกัดอยู่เพียงการพิจารณาวินิจฉัยว่าการออกคำสั่งทางปกครองของหน่วยงานดังกล่าวเป็นการกระทำที่เกิดขอบเขตอำนาจที่กฎหมายได้กำหนดไว้หรือไม่[32]

 

                 ๓.๑.๒ ข้อยกเว้นจากการออกใบอนุญาต

                 บทบัญญัติในมาตรา ๕ ถึงมาตรา ๘ ของพระราชบัญญัติโรงภาพยนตร์ ค.ศ. ๑๙๘๕ ได้กำหนดข้อยกเว้นบางประการจากการออกใบอนุญาตโรงภาพยนตร์ กล่าวคือ การฉายภาพยนตร์ในสถานที่ซึ่งมีคุณสมบัติตรงตามข้อยกเว้นเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตก็สามารถกระทำได้

 

                 ข้อยกเว้นประการแรกที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ การใช้สถานที่เพื่อฉายภาพยนตร์ชั่วคราว (occasional use) ซึ่งจะต้องไม่เกินหกวันในรอบหนึ่งปีปฏิทิน ทั้งนี้ ผู้อาศัยในสถานที่ดังกล่าวต้องทำหนังสื่อแจ้งเจตนาฉายภาพยนตร์ในสถานที่ดังกล่าวไปยังรัฐบาลท้องถิ่น หน่วยงานดับเพลิง และผู้บังคับบัญชาตำรวจในท้องที่นั้น (chief officer of police) เป็นเวลาล่วงหน้าอย่างน้อยเจ็ดวันก่อนการฉายภาพยนตร์ และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบใดๆ ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดหรือเงื่อนไขใดๆ ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นได้แจ้งให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร

 

                 ข้อยกเว้นประการที่สอง ได้แก่ การฉายภาพยนตร์ในตึกหรือสิ่งปลูกสร้างที่เคลื่อนที่ได้ (movable buildings) ถ้าเจ้าของตึกหรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้รับใบอนุญาตให้ฉายภาพยนตร์ได้จากรัฐบาลท้องถิ่นในเขตที่เป็นถิ่นที่อยู่ปกติของตนแล้ว และได้ทำหนังสือแจ้งไปยังรัฐบาลท้องถิ่นในเขตที่จะทำการฉายภาพยนตร์ หน่วยงานดับเพลิง และตำรวจท้องที่ เป็นเวลาล่วงหน้าอย่างน้อยสองวันก่อนวันฉายภาพยนตร์ พร้อมกับได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและเงื่อนไขอื่นใดที่รัฐบาลท้องถิ่นได้แจ้งให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร

 

                 ข้อยกเว้นประการที่สาม ได้แก่ การฉายภาพยนตร์ในบ้านส่วนตัว (private dwelling house) ซึ่งหมายถึงบ้านพักอาศัยที่ไม่ได้เปิดรับสาธารณชน และการฉายภาพยนตร์มิได้เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว หรือเป็นการฉายภาพยนตร์เพื่อโฆษณาสินค้าหรือบริการ เพื่อให้ข้อมูล หรือเพื่อให้การศึกษา การฉายภาพยนตร์ตามลักษณะนี้จะได้รับยกเว้นจากการขอใบอนุญาตและข้อกำหนดใดๆ เกี่ยวกับการฉายภาพยนตร์

 

                 ข้อยกเว้นประการสุดท้าย ได้แก่ การฉายภาพยนตร์เพื่อการแสดงที่ไม่หวังผลกำไรทางการค้า (non-commercial exhibitions) ซึ่งหมายถึง การฉายภาพยนตร์ที่ไม่เปิดให้สาธารณชนเข้าชม หรือเปิดให้เข้าชมโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ หรือเป็นการฉายภาพยนตร์ขององค์การที่ได้รับยกเว้น (exempted organization) ตามมาตรา ๖(๑)(ข) ซึ่งก็คือ สมาคม สถาบัน คณะกรรมการ หรือองค์การอื่นๆ ที่รัฐมนตรีได้ออกใบรับรองการยกเว้นให้ ทั้งนี้ การฉายภาพยนตร์ที่ไม่หวังผลกำไรทางการค้าจะได้รับยกเว้นจากใบอนุญาตโรงภาพยนตร์และข้อกำหนดอื่นๆ เกี่ยวกับการฉายภาพยนตร์

                 ๓.๑.๓ การควบคุมดูแลการฉายภาพยนตร์

                            วัตถุประสังค์ของการควบคุมภาพยนตร์ที่นำออกเผยแพร่ในโรงภาพยนตร์คือการตรวจสอบความเหมาะสมของภาพยนตร์ก่อนการนำมาฉาย การตรวจสอบความเหมาะสมของภาพยนตร์อยู่ภายในอำนาจของรัฐบาลท้องถิ่นที่จะกำหนดไว้เป็นเงื่อนไขในใบอนุญาต               โรงภาพยนตร์ ตัวอย่างเช่น ใบอนุญาตโรงภาพยนตร์อาจกำหนดไว้เป็นเงื่อนไขให้โรงภาพยนตร์กำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำสำหรับการเข้าชมภาพยนตร์ประเภทใดประเภทหนึ่ง

 

                            ปัจจุบัน ประเทศอังกฤษยังไม่มีองค์กรกลางสำหรับการตรวจสอบเนื้อหาเพื่อความเหมาะสมของภาพยนตร์ก่อนนำออกเผยแพร่สู่สาธารณชน อำนาจตรวจสอบดังกล่าวอยู่ที่รัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่ง แต่อย่างไรก็ตาม ในการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ กฎหมายได้กำหนดให้องค์กรเอกชนแห่งหนึ่ง ได้แก่ คณะกรรมจัดประเภทภาพยนตร์ (British Board of Film Classification)[33] ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการจัดประเภทของผลงานโทรทัศน์ที่ได้บันทึกไว้ในวัสดุโทรทัศน์ คณะกรรมการดังกล่าวจะออกใบรับรองการจัดประเภทให้กับผลงานโทรทัศน์ ซึ่งจะมีผลโดยตรงทางกฎหมายในจำกัดการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ที่ได้บันทึกผลงานนั้นไว้

 

                            ถึงแม้ว่าการจัดประเภทของภาพยนตร์ของคณะกรรมการฯ จะไม่มีผลโดยตรงในทางกฎหมายต่อการกำหนดความเหมาะสมของภาพยนตร์ที่จะนำมาเผยแพร่ในโรงภาพยนตร์  แต่ก็นับได้ว่าเป็นหลักปฏิบัติอย่างแพร่หลายที่รัฐบาลท้องถิ่นจะยึดถือตามใบรับรองการจัดประเภทของคณะกรรมการฯ ในการพิจารณาความเหมาะสมของภาพยนตร์ที่จะนำมาฉายในโรงภาพยนตร์ กล่าวคือ รัฐบาลท้องถิ่นมักจะกำหนดไว้เป็นเงื่อนไขในใบอนุญาตโรงภาพยนตร์ให้กำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำสำหรับผู้เข้าชมภาพยนตร์ตามที่ได้กำหนดไว้ในใบรับรองการจัดประเภทภาพยนตร์ของคณะกรรมการฯ แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลท้องถิ่นยังคงมีอำนาจเด็ดขาดตามกฎหมายในการพิจารณาความเหมาะสมของภาพยนตร์ให้แตกต่างไปจากความเห็นของคณะกรรมการฯ[34]

 

นอกจากนี้ ภาพยนตร์ที่นำออกเผยแพร่ทางโรงภาพยนตร์ยังต้องไม่ขัดต่อบทบัญญัติในกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย เช่น พระราชบัญญัติภาพยนตร์ (สัตว์) ค.ศ. ๑๙๓๗ (พ.ศ. ๒๔๘๐) (Cinematograph Films (Animals) Act 1937) ซึ่งกำหนดข้อห้ามไม่ให้มีการทรมานสัตว์ในการจัดทำหรือกำกับฉาก พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ค.ศ. ๑๙๗๘ (พ.ศ. ๒๕๒๑) (Protection of Children Act 1978) ซึ่งห้ามมิให้แสดงภาพอนาจารของเด็กอายุต่ำกว่าสิบหกปี พระราชบัญญัติสิ่งตีพิมพ์ลามก ค.ศ. ๑๙๕๙ (พ.ศ. ๒๕๐๒) (Obscene Publications Act 1959) ซึ่งห้ามการแสดงผลงานลามกโดยจะคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ผลงานดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียในศีลธรรมอันดีงามของผู้คนจำนวนมากที่จะเห็นผลงานนั้น และบทบัญญัติในกฎหมายอื่นๆ ที่ทำให้วัสดุโทรทัศน์เป็นวัสดุผิดกฎหมาย หรือเป็นวัสดุที่เกิดจากการกระทำความผิดกฎหมาย

 

                            ๓.๑.๔ ความผิดเกี่ยวกับการฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์

                            มาตรา ๑๐ ของพระราชบัญญัติโรงภาพยนตร์ ค.ศ. ๑๙๘๕ กำหนดความผิดอาญาสำหรับการใช้สถานที่ฉายภาพยนตร์โดยไม่มีใบอนุญาต และการฉายภาพยนตร์โดยขัดต่อเงื่อนไขที่กำหนดในใบอนุญาตหรือกฎข้อบังคับอื่นๆ ที่รัฐมนตรีหรือรัฐบาลท้องถิ่นอาจกำหนด ผู้ที่กระทำความผิด คือ บุคคลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารหรือจัดการการแสดง ผู้ถือใบอนุญาต และผู้ที่รู้หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะมีการกระทำความผิดแล้วยังอนุญาตให้ใช้หรือให้เช่าสถานที่เพื่อการกระทำดังกล่าว

 

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล มาตรา ๑๕ กำหนดให้กรรมการ ผู้จัดการ เลขานุการ หรือผู้แทนอื่นใดของนิติบุคคลต้องรับโทษสำหรับความผิดของนิติบุคคลด้วยถ้าพิสูจน์ได้ว่าบุคคลดังกล่าวเห็นชอบด้วยหรือรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดของนิติบุคคล หรือการกระทำความผิดเกิดจากการละเมิดต่อหน้าที่ของบุคคลดังกล่าว ทั้งนี้ หากผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการของนิติบุคคล ก็ให้ถือว่าผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นกรรมการคนหนึ่งด้วย

 

ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดอาจแก้ตัวได้ว่า ตนได้ใช้ความระมัดระวังอันควรและได้กระทำทุกๆ อย่างที่จำเป็นเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำความผิดแล้ว

 

นอกจากการลงโทษทางอาญา มาตรา ๑๒(๑) ยังได้กำหนดมาตรการทางปกครอง อันได้แก่ การเพิกถอนใบอนุญาต ไว้อีกด้วย

 

สำหรับอำนาจในการเข้าไปตรวจค้นในสถานที่ต่างๆ นั้น มาตรา ๑๓ กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจในการเข้าไปในสถานที่ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามกฎหมายนี้ ผู้ใดที่ขัดขวางการตรวจค้นของพนักงานเจ้าหน้าที่โดยเจตนาจะต้องระวางโทษทางอาญา

 

                ๓.๒    โรงภาพยนตร์โป๊ (sex cinema)[35]

                            การควบคุมดูแลโรงภาพยนตร์โป๊ในประเทศอังกฤษอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติรัฐบาลท้องถิ่น (บทบัญญัติเบ็ดเตล็ด) ค.ศ. ๑๙๘๒ (พ.ศ. ๒๕๒๕) (Local Government (Miscellaneous Provisions) Act 1982)

 

                            ตามบทบัญญัติในมาตรา ๒ ของกฎหมายดังกล่าว รัฐบาลท้องถิ่นอาจมีมติกำหนดให้สถานที่ใดเป็นโรงภาพยนตร์โป๊ มติดังกล่าวต้องระบุวันเริ่มใช้บังคับของข้อบังคับเกี่ยวกับการควบคุมโรงภาพยนตร์โป๊ ซึ่งต้องเป็นระยะเวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนนับจากวันที่ได้มีมติ นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นยังต้องประกาศมติดังกล่าวในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเป็นระยะเวลาอย่างน้อยสองสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง

 

                            เมื่อสถานที่ได้ถูกกำหนดให้เป็นโรงภาพยนตร์โป๊แล้ว สถานที่นั้นจะตกอยู่ภายใต้บังคับของข้อบังคับต่างๆ ในตาราง ๓ แนบท้ายพระราชบัญญัติรัฐบาลท้องถิ่น (บทบัญญัติเบ็ดเตล็ด) ค.ศ. ๑๙๘๒

 

                            ผู้ใดที่ประสงค์จะใช้สถานที่ใดสำหรับการประกอบกิจการโรงภาพยนตร์โป๊ต้องได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลท้องถิ่น เว้นแต่จะได้มีการขอให้ยกเว้นจากเงื่อนไขการอนุญาต           ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจพิจารณาให้การยกเว้นดังกล่าวหากเห็นว่าการกำหนดให้มีใบอนุญาตเป็นเงื่อนไขที่ไม่สมเหตุผลหรือไม่เหมาะสม[36]

 

                            โดยปกติ ใบอนุญาตโรงภาพยนตร์โป๊จะมีอายุหนึ่งปี นอกจากจะได้มีกำหนดอายุสั้นกว่านั้นไว้ในใบอนุญาต หรือใบอนุญาตถูกเพิกถอนหรือถูกยกเลิกก่อนถึงกำหนด

 

                            ในการร้องขอใบอนุญาต ผู้ร้องขอจะต้องทำคำร้องเป็นหนังสือ และรัฐบาลท้องถิ่นจะต้องส่งสำเนาคำร้องขอดังกล่าวไปยังผู้บังคับบัญชาตำรวจในท้องที่ พร้อมกับติดประกาศคำร้องขอนั้นไว้ในที่สาธารณะ ผู้ใดที่ต้องการคัดค้านการร้องขอสามารถยื่นหนังสือคัดค้านไปยังรัฐบาลท้องถิ่นโดยระบุเหตุผลของการคัดค้าน และรัฐบาลท้องถิ่นจะต้องส่งสำเนาของคำคัดค้านนั้นต่อไปยังผู้ร้องขอก่อนจะเริ่มการพิจารณาคำร้องขอ สุดท้าย ในการพิจารณาคำร้องขอ รัฐบาลท้องถิ่นต้องให้การคำนึงถึงข้อสังเกตของผู้บังคับบัญชาตำรวจและคำคัดค้านทั้งหมดที่ได้รับด้วย

 

                            กฎหมายได้กำหนดให้บุคคลบางประเภทไม่มีสิทธิในการขอใบอนุญาต               โรงภาพยนตร์โป๊[37] บุคคลที่ถือว่าขาดคุณสมบัติดังกล่าว ได้แก่ ผู้ที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ผู้ที่ถูกตัดสิทธิอันเนื่องมาจากการถูกเพิกถอนใบอนุญาต บุคคลที่ไม่มีถิ่นที่อยู่ในสหราชอาณาจักร (ไม่รวมถึงนิติบุคคล) และผู้ที่เคยถูกปฏิเสธการออกใบอนุญาตภายในระยะเวลาสิบสองเดือนจากวันที่ยื่นคำร้องขอครั้งหลัง และนอกจากนี้ กฎหมายยังได้กำหนดเหตุผลอื่นๆ ที่รัฐบาลท้องถิ่นสามารถใช้อ้างเพื่อปฏิเสธคำร้องขอใบอนุญาต[38] ซึ่งได้แก่

 

-                     ผู้ร้องขอไม่มีความเหมาะสมเนื่องจากเคยต้องโทษทางอาญา

-                     ถ้ามีการออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ร้องขอ ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินงานตามใบอนุญาตจะตกอยู่กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ร้องขอ

-                     จำนวนสถานที่ทางเพศในเขตท้องที่นั้นมีมากกว่าที่รัฐบาลท้องถิ่นเห็นว่าเพียงพอแล้ว

-                     การจัดตั้งโรงภาพยนตร์โป๊ไม่เหมาะสมสำหรับท้องที่นั้น

 

                            ความผิดทางอาญาที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์โป๊ประกอบด้วย (๑) การใช้หรืออนุญาตให้ใช้สถานที่สำหรับการประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์โป๊โดยไม่มีใบอนุญาต (๒) การที่ผู้ถือใบอนุญาตจ้างบุคคลอื่นมาทำงานในธุรกิจโดยรู้ว่าบุคคลนั้นขาดคุณสมบัติสำหรับการถือใบอนุญาต (๓) การที่ผู้ถือใบอนุญาตไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในใบอนุญาต (๔) การที่ลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้ถือใบอนุญาตฝ่าฝืนหรือปล่อยให้มีการฝ่าฝืนเงื่อนไขที่กำหนดในใบอนุญาตโดยรู้ (๕) การแจ้งข้อความเท็จประกอบการร้องขอให้ออกหรือต่ออายุใบอนุญาต (๖) การไม่แสดงใบอนุญาตในที่ที่เห็นได้ชัดในสถานที่ประกอบการ และ(๗) การจ้างบุคคลอายุต่ำกว่าสิบแปดปีมาทำงานในโรงภาพยนตร์โป๊โดยไม่มีเหตุแก้ตัวอันควร

 

                            กฎหมายได้กำหนดให้เจ้าพนักงานตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจเข้าตรวจสถานที่ประกอบการโรงภาพยนตร์โป๊ที่ได้รับอนุญาตได้ทุกเวลาอันควร เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขของการอนุญาต คุณสมบัติของลูกจ้าง และการไม่มีผู้ใดอายุตำกว่าสิบแปดปีในสถานทีประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์โป๊


บทที่ ๔

การควบคุมรายการวิทยุโทรทัศน์

 

                   วิทยุโทรทัศน์เป็นอีกสื่อหนึ่งที่สามารถใช้ในการนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่สู่ สาธารณชน กฎหมายควบคุมการเสนอรายการทางวิทยุโทรทัศน์จึงเป็นอีกวิธีการหนึ่งในการควบคุมภาพยนตร์ในประเทศอังกฤษ

 

                   องค์กรที่ประกอบกิจการการนำเสนอรายการทางวิทยุโทรทัศน์ คือ สถานีวิทยุโทรทัศน์ ในปัจจุบัน สถานีวิทยุโทรทัศน์ในประเทศอังกฤษอาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ บีบีซี (BBC หรือ British Broadcasting Corporation) และบรรดาสถานีวิทยุโทรทัศน์อิสระที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์อิสระ (ITC หรือ Independent Television Commission) บีบีซีเป็นนิติบุคคลที่รัฐจัดตั้งขึ้นโดยเอกสารจัดตั้ง Royal Charter และได้ทำข้อตกลงกับรัฐไว้ว่าจะดำเนินกิจการให้บริการรายการวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ในข้อตกลง วัตถุประสงค์และขอบเขตของอำนาจหน้าที่ของบีบีซีจะปรากฏอยู่ในเอกสารจัดตั้งและข้อตกลงดังกล่าว

 

                   ส่วนการให้บริการวิทยุโทรทัศน์อื่นๆ ในประเทศอังกฤษนั้น ดำเนินงานโดยสถานีวิทยุโทรทัศน์อิสระซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของบทบัญญัติในพระราชบัญญัติวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง ค.ศ. ๑๙๙๐ (พ.ศ. ๒๕๓๓) (Broadcasting Act 1990) ซึ่งได้จัดตั้งคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์อิสระขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการกำกับดูแลสถานีวิทยุโทรทัศน์ทั้งหมดที่ไม่ได้อยู่ในเครือของบีบีซี

 

                                ในปีค.ศ. ๑๙๙๖ ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการมาตรฐานรายการวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจ่ายเสียง (BSC หรือ Broadcasting Standards Commission) ขึ้นโดยพระราชบัญญัติวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง ค.ศ. ๑๙๙๖ (พ.ศ. ๒๕๓๙) (Broadcasting Act 1996) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการรับฟังคำร้องเรียนเกี่ยวกับความเป็นธรรมในรายการและมาตรฐานของรายการที่นำออกเผยแพร่ทางวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง นอกจากนี้ BSC ยังมีหน้าที่ในการจัดทำประมวลแนวทางปฏิบัติ (code of conduct) เกี่ยวกับความเป็นธรรมและมาตรฐานของรายการไว้เป็นตัวอย่างให้กับบีบีซีและ ITC อีกด้วย

 

บีบีซีและ ITC มีข้อแตกต่างที่สำคัญบางประการ ข้อแตกต่างประการแรก คือ   การกำกับดูแลการดำเนินงานของบีบีซีอยู่ภายใต้บังคับของเอกสารจัดตั้งนิติบุคคลและข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับรัฐ แต่การดำเนินงานของคณะกรรมการฯ อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย ส่วนข้อแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ บีบีซีจะดำเนินการจัดเสนอรายการวิทยุโทรทัศน์ด้วยตนเอง                 แต่คณะกรรมการไม่ได้จัดทำรายการเองและเป็นเพียงองค์กรที่กำกับดูแลและออกใบอนุญาตให้สถานีวิทยุโทรทัศน์อื่นๆ ดำเนินกิจการจัดทำรายการ

 

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาข้อบังคับต่างๆ เกี่ยวกับการควบคุมภาพยนตร์ก่อนออกเผยแพร่ทางวิทยุโทรทัศน์สำหรับบีบีซีและITC ต่างก็พบว่า องค์กรทั้งสองมีแนวทางการปฏิบัติที่เหมือนกัน การรายงานในบทนี้จึงจะอธิบายเนื้อหาที่เกี่ยวกับทั้งสององค์กรควบคู่กันตามหัวข้อดังต่อไปนี้ (๑) การกำกับดูแลมาตรฐานของรายการโทรทัศน์ (๒) การบังคับให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด และ(๓) การฉายละครโทรทัศน์

 

                ๔.๑     การกำกับดูแลมาตรฐานของภาพยนตร์

                 บีบีซีและคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์อิสระมีหน้าที่ในการจัดทำประมวลแนวทางปฏิบัติ (code of conduct) สำหรับการควบคุมมาตรฐานของรายการที่จะนำเสนอทางวิทยุโทรทัศน์[39] ประมวลดังกล่าวมีผลบังคับกับรายการทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นละครโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ที่ได้เคยนำออกฉายในโรงภาพยนตร์ก็ตาม ในการนี้ บีบีซีได้จัดทำหลักเกณฑ์การปฏิบัติของผู้ผลิตรายการ (Producer’s Code) ส่วน ITC ได้จัดทำประมวลรายการ (ITC Programme Code) และได้กำหนดไว้เป็นเงื่อนไขในใบอนุญาตของผู้ประกอบการสถานีวิทยุโทรทัศน์ว่าจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในประมวลดังกล่าว ประมวลทั้งสองฉบับนี้มีสาระสำคัญที่เหมือนกัน โดยมีวัตถุประสงค์ในการควบคุมเนื้อหาสาระในรายการให้มีรสนิยมที่ดีและมีความเหมาะสมสำหรับการนำออกเผยแพร่ทางโทรทัศน์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง การใช้ภาษา การเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรมหรือศาสนา และกิจกรรมทางเพศ โดยจะคำนึงถึงความเหมาะสมสำหรับผู้ชมที่เด็กเป็นหลัก นอกจากนี้ ได้มีการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อกำกับดูแลการฉายรายการโทรทัศน์ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เช่น การกำหนดช่วงเวลาที่ห้ามมิให้เสนอรายการที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กก่อนถึงเวลา ๒๑.๐๐ นาฬิกา (watershed) และการให้คำเตือนล่วงหน้าพอสมควรก่อนฉายรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก เป็นต้น

 

          ๔.๒  การบังคับให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

                 ITC มีมาตรการที่สำคัญในการบังคับให้ผู้ประกอบกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ปฏิบัติตามมาตรฐานสำหรับรายการที่ได้กำหนดไว้ในประมวลรายการ คือ การเพิกถอนใบอนุญาต      ส่วนในกรณีของบีบีซีนั้น ถ้ารัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่าองค์กรไม่ได้ดำเนินงานในลักษณะที่สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ที่ได้กำหนดไว้ในข้อตกลง รัฐมนตรีมีอำนาจตามข้อ ๑๕ สั่งเพิกถอนสิทธิทั้งหมดของบีบีซี

 

                 นอกจากนี้ เมื่อปีค.ศ. ๑๙๙๖ ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการมาตรฐานรายการวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง (BSC หรือ Broadcasting Standards Commission) ขึ้นเพื่อรับฟังคำร้องเรียนเกี่ยวกับความเป็นธรรมในรายการและมาตรฐานของรายการที่นำออกเผยแพร่ทางวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง บทบัญญัติในพระราชบัญญัติวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง ค.ศ. ๑๙๙๖ ได้กำหนดให้ BSC มีอำนาจในการพิจารณาข้อร้องเรียนดังกล่าวสำหรับทั้งรายการที่เสนอโดยบีบีซีและรายการที่เสนอโดยสถานีวิทยุโทรทัศน์ในการกำกับดูแลของ ITC และสั่งการให้บีบีซีหรือ ITC ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งได้[40]

 

          ๔.๓  การฉายละครโทรทัศน์

                 บทบัญญัติของกฎหมายในประเทศอังกฤษมิได้บัญญัติเรื่องการควบคุมการฉายละครโทรทัศน์ไว้เป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ละครโทรทัศน์ก็เป็นรายการโทรทัศน์ประเภทหนึ่ง ซึ่งการนำออกเผยแพร่ทางวิทยุโทรทัศน์ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทั่วไปว่าด้วยการควบคุมตรวจสอบรายการโทรทัศน์ กล่าวคือ ละครโทรทัศน์จะอยู่ภายใต้บังคับของกฎเกณฑ์ต่างๆ สำหรับการเสนอรายการของบีบีซี และของคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์อิสระ ประกอบกับบทบัญญัติในกฎหมายทั่วไปอื่นๆ เช่น พระราชบัญญัติภาพยนตร์ (สัตว์) ค.ศ. ๑๙๓๗ (พ.ศ. ๒๔๘๐) (Cinematograph Films (Animals) Act 1937) ซึ่งกำหนดข้อห้ามไม่ให้มีการทรมานสัตว์ในการจัดทำหรือกำกับฉาก พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ค.ศ. ๑๙๗๘ (พ.ศ. ๒๕๒๑) (Protection of Children Act 1978) ซึ่งห้ามมิให้แสดงภาพอนาจารของเด็กอายุต่ำกว่าสิบหกปี และพระราชบัญญัติสิ่งตีพิมพ์ลามก ค.ศ. ๑๙๕๙ (พ.ศ. ๒๕๐๒) (Obscene Publications Act 1959) ซึ่งห้ามการแสดงผลงานลามกโดยจะคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ผลงานดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียในศีลธรรมอันดีงามของผู้คนจำนวนมากที่จะเห็นผลงานนั้น  เป็นต้น

 

                 ส่วนประเด็นปัญหาที่ว่า ภาพยนตร์ที่นำออกเผยแพร่ทางวิทยุโทรทัศน์จะต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายควบคุมภาพยนตร์อื่นๆ เช่น กฎหมายควบคุมวัสดุโทรทัศน์ และกฎหมายควบคุมโรงภาพยนตร์ด้วยหรือไม่นั้น ถ้าพิจารณาจากบทบัญญัติในกฎหมายแล้ว จะเห็นได้ว่า ภาพยนตร์ที่เผยแพร่ทางวิทยุโทรทัศน์จะไม่อยู่ภายใต้ของบทบัญญัติในกฎหมายดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การพิจารณาถึงความเหมาะสมของภาพยนตร์เพื่อนำออกฉายทางโทรทัศน์ มักจะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ ด้าน ปัจจัยที่สำคัญที่สุดได้แก่การรับรองของคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ เพราะคณะกรรมการดังกล่าวมีความรู้และประสบการณ์เฉพาะด้านในการพิจารณาความเหมาะสมของภาพยนตร์เป็นอย่างดี และได้กำหนดมาตรฐานของภาพยนตร์อันเป็นที่ยอมรับของภาคอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสังคมโดยทั่วไป ประเภทของภาพยนตร์ที่คณะกรรมการฯ กำหนดจึงน่าจะเป็นเกณฑ์ที่ดีสำหรับการพิจารณาความเหมาะสมของภาพยนตร์ที่จะนำออกฉายทางโทรทัศน์ ในกรณีที่ภาพยนตร์ใดถูกจัดให้อยู่ในประเภท 18 หรือ R18 การจัดประเภทดังกล่าวก็น่าจะเป็นสิ่งบ่งชี้ที่ดีว่าภาพยนตร์ดังกล่าวมีเนื้อหาสาระที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กเป็นต้น สรุปได้ว่า ภาพยนตร์ที่นำออกฉายทางโทรทัศน์ หรือที่เรียกกันว่า ละครโทรทัศน์             ไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบเช่นเดี่ยวกับภาพยนตร์ในวัสดุโทรทัศน์ภายใต้กฎหมายควบคุมวัสดุโทรทัศน์ แต่ในทางปฏิบัติ องค์กรควบคุมโทรทัศน์มักจะใช้ผลหรือแนวทางการวินิจฉัยของคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาความเหมาะสมของภาพยนตร์ แต่ในทางกลับกัน รายการโทรทัศน์ต่างๆ ที่จะนำมาจำหน่ายในวัสดุโทรทัศน์ หรือฉายในโรงภาพยนตร์ จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติในกฎหมายว่าด้วยวัสดุโทรทัศน์และกฎหมายควบคุมโรงภาพยนตร์


บทที่ ๕

บทสรุป

 

                   จากการศึกษาวิจัยกฎหมายควบคุมภาพยนตร์ในประเทศอังกฤษ พบว่า บทบัญญัติของกฎหมายควบคุมภาพยนตร์ในประเทศอังกฤษมีลักษณะเป็นการควบคุมสื่อสำหรับนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่สู่สาธารณชน มากกว่าเป็นการควบคุมตัวเนื้อหาของภาพยนตร์ ด้วยเหตุนี้  การควบคุมภาพยนตร์ก่อนนำออกเผยแพร่สู่สาธารณชนในประเทศอังกฤษจึงมิได้บัญญัติไว้ในกฎหมายฉบับเดียว แต่ได้แบ่งออกเป็นกฎหมายหลายฉบับตามลักษณะของสื่อที่ต้องการจะควบคุมที่แตกต่างกัน กล่าวคือ การควบคุมการเผยแพร่วัสดุโทรทัศน์อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติวัสดุโทรทัศน์ ค.ศ. ๑๙๘๔ ส่วนการควบคุมการฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์จะอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติโรงภาพยนตร์ ค.ศ. ๑๙๘๕ และการควบคุมการเผยแพร่ภาพยนตร์ทางวิทยุโทรทัศน์นั้นอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง ค.ศ. ๑๙๙๐ และ ค.ศ. ๑๙๙๖ สำหรับสถานีวิทยุโทรทัศน์ทั่วไป และข้อตกลงระหว่างรัฐกับบีบีซีสำหรับองค์กรบีบีซี

 

                   ส่วนองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลภาพยนตร์นั้นประกอบด้วยคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการออกใบรับรองการจัดประเภทของภาพยนตร์ อันเป็นเงื่อนไขของการจำหน่ายวัสดุโทรทัศน์ และอาจเป็นหลักเกณฑ์ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นจะนำมาใช้ประกอบการพิจารณาความเหมาะสมของภาพยนตร์ที่จะนำออกเผยแพร่ใน                โรงภาพยนตร์ และคณะกรรมการมาตรฐานรายการวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบควบคุมมาตรฐานของรายการที่จะนำออกเผยแพร่ทางวิทยุโทรทัศและวิทยุกระจายเสียง

 

                   กล่าวโดยสรุป ภาพยนตร์ที่จะนำออกเผยแพร่ทางวัสดุโทรทัศน์ เช่น วีดีโอเทป ซีดี หรือดีวีดี ต้องได้รับใบรับรองการจัดประเภทจากคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ก่อนจะนำมาจำหน่ายให้สาธารณชนได้ตามกฎหมาย และจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ระบุในใบรับรองอย่างเคร่งครัด ส่วนภาพยนตร์ที่จะมาฉายในโรงภาพยนตร์นั้น ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐบาลท้องถิ่นในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในทางปฏิบัติ หากภาพยนตร์ดังกล่าวเคยได้รับการจัดประเภทโดยคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์มาก่อน รัฐบาลท้องถิ่นมักจะยึดถือตามการรับรองการจัดประเภทของคณะกรรมการฯ และจะกำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับผู้เข้าชมภาพยนตร์ตามที่ได้กำหนดไว้ในใบรับรองการจัดประเภทภาพยนตร์ของคณะกรรมการฯ สำหรับภาพยนตร์ที่นำออกเผยแพร่ทางวิทยุโทรทัศน์ หรือละครโทรทัศน์ ต้องมีมาตรฐานตามหลักเกณฑ์ในประมวลรายการของบีบีซี หรือของคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์อิสระแล้วแต่กรณี และนอกจากนี้ คณะกรรมการมาตรฐานรายการวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงมีอำนาจในการรับฟังคำร้องเรียนเกี่ยวกับความเป็นธรรมในรายการและมาตรฐานของรายการที่นำออกเผยแพร่ทางวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงสำหรับรายการทั้งที่เสนอโดยบีบีซีและรายการที่เสนอโดยสถานีวิทยุโทรทัศน์ในการกำกับดูแลของ ITC และมีอำนาจสั่งการให้บีบีซีหรือ ITC ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งได้

 

 

 

วัสดุโทรทัศน์ (video recording) เช่น วีซีดี วีดีโอ และดีวีดี

โรงภาพยนตร์

รายการโทรทัศน์

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติวัสดุโทรทัศน์ ค.ศ. ๑๙๘๔ (Video Recordings Act 1984)

พระราชบัญญัติ         โรงภาพยนตร์ ค.ศ. ๑๙๘๕ (Cinemas Act 1985)

พระราชบัญญัติวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง ค.ศ. ๑๙๙๐ และ ค.ศ. ๑๙๙๖ (Broadcasting Act 1990 and 1996)

องค์กรกำกับดูแล

คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ (British Board of Film Classification)

รัฐบาลท้องถิ่น (local authority)

บีบีซี (British Broadcasting Corporation) คณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์อิสระ (Independent Television Commission) และคณะกรรมการมาตรฐานรายการวิทยุโทรทัศน์ (Broadcasting Standards Commission)

วิธีการตรวจสอบ

จัดประเภทของภาพยนตร์ตามความเหมาะสมของวัยผู้ชม

อนุญาตให้ฉายภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ได้ โดยนำผลการรับรองของคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์มาประกอบการพิจารณา

กำกับดูแลมาตรฐานของรายการโทรทัศน์ให้เป็นไปตามประมวลรายการ (programme code) ที่แต่ละองค์กรจัดทำขึ้น

ตารางที่ ๑ เปรียบเทียบลักษณะควบคุมวิธีการนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่สู่สาธารณชน


บรรณานุกรม

 

Books

Nelson, V.  The Law of Entertainment and Broadcasting.  London: Sweet & Maxwell, 1995.

Halisbury’s Laws of England.  London: Butterworths, 1996, vol. 45(1) and vol. 45(2)

 

Websites

http://www.bbc.co.uk – British Broadcasting Corporation

http://www.bsc.org.uk – Broadcasting Standards Commissioner

http://www.itc.org.uk – Independent Television Commission

http://www.bbfc.co.uk – British Board of Film Classification

 



[1] Copyright, Designs and Patents Act 1988, s. 5(1) “… a recording on any medium form which a moving image may by any means be produced”.

[2] Section 1(3): “Video recording” means any disc, magnetic tape or any other device capable of storing data electronically containing information by the use of which the whole or a part of a video work may be produced.

[3] Section 1(2): “Video work” means any series of visual images (with or without sound) (a) produced electronically by the use of information contained on any disc, magnetic tape or any other device capable of storing data electronically, and (b) shown as a moving picture.

[4] Criminal Justice and Public Order Act 1994, s. 168(1), (3), Sch 9, para 22, Sch. 11.

[5] Section 22(2): For the purposes of this Act, a video recording contains a video work if it contains information by the use of which the whole or a part of the work may be produced;  but where a video work includes any extract from another video work, that extract is not to be regarded for the purposes of this subsection as a part of that other work.

[6] Meechie v Multi-Media Marketing (Canterbury) Ltd. (1995) 94 LGR 474

[7] Cimenas Act 1985 s. 21(1): “film exhibition” means any exhibition of moving pictures which is produced otherwise than by the simultaneous reception and exhibition of programmes included in a programme service within the meaning of the Broadcasting Act 1990”.

[8] A-G v Vitagraph Co. Ltd. [1915] 1 Ch 206

[9] British Amusement Catering Trades Association v Westminster City Council [1989] AC 147

[10] Section 1(1)

[11] Section 4(1)

[12] แต่อย่างไรก็ตาม ระเบียบสองฉบับ อันได้แก่ Cinematograph (Safety) Regulations 1955 และ Cinematograph (Children) (No. 2) Regulations 1955 ซึ่งออกตามความในกฎหมายเดิมที่ถูกยกเลิกไปแล้วนั้น น่าจะมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าจะมีการประกาศกำหนดระเบียบตามกฎหมายใหม่

[13] Local Government (Miscellaneous Provisions) Act 1982, s. 2(1)

[14] อ้างแล้ว, ‘sex cinema’ means any premises, vehicle, vessel or stall used to a significant degree for the exhibition of moving pictures, by whatever means produced, which: (1) are concerned primarily with the portrayal of, or primarily deal with or relate to, or are intended to stimulate or encourage (a) sexual activity; or (b) acts of force or restraint associated with sexual activity; or (2) are concerned primarily with the portrayal of, or primarily deal with or relate to, genital organs or urinary or excretory functions, but dos not include a dwelling house to which the public is not admitted.

[15] อ้างแล้ว

[16] Lambeth London Borough Council v Grewal (1985) 82 Cr App Rep 301

[17] โปรดดูหน้า ๓ สำหรับความหมายของคำว่า วัสดุโทรทัศน์

[18] http://www.bbfc.co.uk

[19] SI 1985/911 ออกตามความในมาตรา ๘(๓) แห่งพระราชบัญญัติวัสดุโทรทัศน์ ค.ศ. ๑๙๘๔

[20] สำหรับความหมายของการจำหน่ายที่ได้รับยกเว้น (exempted supply) โปรดดูหน้า ๑๘

[21] สำหรับความหมายของคำว่า ผลงานที่ได้รับยกเว้น (exempted work) โปรดดูหน้า ๑๘

[22] ระเบียบว่าด้วยวัสดุโทรทัศน์ (การติดฉลาก) ค.ศ. ๑๙๘๕

[23] ศาลเคยวินิจฉัยในคดี Meechie v Multi-Media Marketing (Canterbury) Ltd. (1995) 94 LGR 474 ว่า เกมส์คอมพิวเตอร์ที่มีการฉายภาพหญิงโป๊จะไม่ตกอยู่ภายในข้อยกเว้น

[24] เนื่องจากการฉายภาพยนตร์ในสถานที่ดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การควบคุมของพระราชบัญญัติโรงภาพยนตร์ ค.ศ. ๑๙๘๕

[25] เนื่องจากการฉายภาพยนตร์ในสถานที่ดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การควบคุมของพระราชบัญญัติวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง ค.ศ. ๑๙๙๐

[26] Video Recordings Act 1984, s. 15(1)

[27] สำหรับนิยามของคำว่า โรงภาพยนตร์โป๊ (sex cinemas) โปรดดูหน้า ๖

[28] สำหรับนิจามของคำว่า การฉายภาพยนตร์ (film exhibition) โปรดดูหน้า ๕

[29] ปัจจุบันมีเพียง Cinematograph (Safety) Regulations 1955 และ Cinematograph (Children) (No. 2) Regulations 1955 ซึ่งออกตามความในกฎหมายเดิม

[30] Cinemas Act 1985, s. 1(3)

[31] Harman v. Butt [1944] KB 491

[32] Associated Provincial Picture Houses Ltd. v. Wednesbury Corporation [1948] 1 KB 223

[33] โปรดดูหน้า ๙

[34] Ellis v. Dubowski [1921] 3 KB 621; Mills v. LCC [1925] 1 KB 213; R v GLC, ex p Blackburn [1976] 3 All ER 184

[35] สำหรับนิยามของคำว่า โรงภาพยนตร์โป๊ โปรดดูหน้า ๖

[36] Local Government (Miscellaneous Provisions) Act 1982, Sch. 3 para. 7

[37] Local Government (Miscellaneous Provisions) Act 1982, s. 2(1), Sch. 3 para. 12(1)

[38] Local Government (Miscellaneous Provisions) Act 1982, s. 2(1), Sch. 3 para. 12(2)

[39] Article 5 of the BBC Agreement; Broadcasting Act, s. 7

[40] Broadcasting Act 1996, s. 119