โครงการศึกษาวิจัย

 

กฎหมายภาพยนตร์ของประเทศสิงคโปร์

 

 

 

 

 

เสนอต่อ

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

 

นายจินตพันธุ์  ทังสุบุตร

มีนาคม 2546


สารบัญ

หน้า

บทนำ                                                                                                                                        1

 

บทที่ 1 กฎหมายของประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบันที่เกี่ยวกับข้องกับกิจการภาพยนตร์                              

1.1 กฎหมายว่าด้วยภาพยนตร์ (Film Act)                                                              3

1.2 กฎหมายว่าด้วยการพัฒนาสื่อ (Media Development Act)                                            5

1.3 กฎหมายว่าด้วยการกระจายเสียง (Broadcasting Act)                                      6

1.4 กฎหมายว่าด้วยการแสดงในที่สาธารณะ (Public Entertainment & Meeting Act)            6

 

บทที่ 2 การกำกับและส่งเสริมกิจการภาพยนตร์

2.1 องค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์                                                                          8

2.1.1 Media Development Authority (MDA)                                                 8

2.1.2 Ministry of Information, Communication and Arts (MITA)                   10

2.2 การควบคุมการผลิตภาพยนตร์ในประเทศ                                                                     11

2.3 การควบคุมการนำเข้าภาพยนตร์จากต่างประเทศ                                                           12

2.4 การควบคุมธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ภาพยนตร์                                                13

2.5 การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์                                                                              14

 

บทที่ 3 การตรวจและจัดประเภทภาพยนตร์

3.1 นิยาม “ภาพยนตร์” ตามกฎหมายของประเทศสิงคโปร์                                                    16

3.2 แนวทางและหลักเกณฑ์การตรวจพิจารณาภาพยนตร์                                                     17

3.3 กระบวนการตรวจพิจารณาภาพยนตร์                                                                          17

3.4 องค์การที่เกี่ยวข้องกับการตรวจพิจารณาภาพยนตร์                                                        21

3.4.1 Singapore Film Commission                                                                                      22

3.4.2 Appeal Committee                                                                                                     22

3.4.3 Censorship Review Committee                                                                                 23

 

บทที่ 4 การเผยแพร่ภาพยนตร์

4.1 การจัดกลุ่มประเภทภาพยนตร์ที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณะ                                                            24

4.2 การควบคุมการแสดงภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์                                                           26

4.3 การควบคุมการฉายภาพยนตร์ผ่านสื่ออื่นๆ                                                                    27

 

บทสรุป                                                                                                                                      29

 

บรรณานุกรม                                                                                                                              i

แผนผังความสัมพันธ์ขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์                                                                  ii

แผนผังขั้นตอนการดำเนินการขออนุญาตฉายภาพยนตร์ตามกฎหมายภาพยนตร์                                  iii

 


บทนำ

                       

 

แม้ว่าในทางการนั้น รัฐบาลของประเทศสิงคโปร์ยืนยันว่าใช้ระบบปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยก็ตาม แต่ในทางข้อเท็จจริงแล้ว การปกครองของรัฐบาลของประเทศสิงคโปร์นั้นมีลักษณะโน้มเอียงไปในทางการปกครองแบบเบ็ดเสร็จ (Authoritarian System)[1] อันมีผลจากการนำแนวคิดในลักษณะสังคมนิยม (Socialism) เข้ามาผสมผสาน  สิทธิเสรีภาพในทางการเมืองของประชาชนในสิงคโปร์จึงมีลักษณะจำกัด  การควบคุมสื่อต่างๆ อันอาจมีผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของประเทศสิงคโปร์มีลักษณะที่เข้มงวดกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยโดยแท้

จากการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ของประเทศสิงคโปร์นั้น ผู้วิจัยพบว่า ในมุมมองของรัฐบาลของประเทศสิงคโปร์ ภาพยนตร์นั้นเป็นสื่อ (Media) ประเภทหนึ่งที่มีผลกระทบอย่างมากต่อประชาชนทั้งในด้านความคิดทางการเมือง (Political Thinking) และมาตรฐานศีลธรรม (Moral Standard)  การควบคุมภาพยนตร์โดยใช้มาตรการทางกฎหมาย (Legal Mechanism) จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม  รัฐบาลของประเทศสิงคโปร์จึงออกกฎหมายต่างๆ เพื่อควบคุมภาพยนตร์ที่เผยแพร่ในประเทศ ไม่ว่าภาพยนตร์ดังกล่าวจะทำขึ้นภายในประเทศหรือต่างประเทศ

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ทางด้านการ

สื่อสารมีผลให้รัฐบาลของประเทศสิงคโปร์นั้นมีแนวคิดที่จะเปิดเสรี (Liberalisation) สื่อสนเทศต่างๆ ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศมากยิ่งขึ้น  ในปี 2002 รัฐบาลสิงคโปร์จึงได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสื่อเพื่อรองรับแนวคิดดังกล่าว โดยการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวมีผลให้การกำกับดูแลและส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศสิงคโปร์นั้นเปลี่ยนแนวทางไปเป็นอย่างมาก โครงการศึกษาวิจัยฉบับนี้จึงมุ่งเน้นที่จะศึกษากฎหมายของประเทศสิงคโปร์ภายหลังจากการปรับปรุงกฎหมายแล้วพร้อมทั้งศึกษาถึงแนวทางการพัฒนากฎหมายของสิงคโปร์ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ต่อไปในอนาคต

รายงานการศึกษาฉบับนี้แบ่งออกเป็น 4 บท โดยบทที่ 1 จะเป็นการศึกษากฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในสิงคโปร์  บทที่ 2 จะเป็นการศึกษามาตรการทางกฎหมายต่างๆ ที่หน่วยงานของรัฐใช้ในการกำกับและส่งเสริมกิจการภาพยนตร์ บทที่ 3 จะเป็นการศึกษาในแนวลึกถึงการตรวจและจัดประเภทภาพยนตร์ (Censorship and Classification of Film) โดยผู้ศึกษาจะตรวจสอบทั้งองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการตรวจและจัดประเภทภาพยนตร์ และหลักเกณฑ์และกระบวนการที่องค์กรเหล่านั้นใช้ในการตรวจและจัดประเภทภาพยนตร์  ในบทที่ 4 จะเป็นการศึกษาถึงข้อจำกัดทางกฎหมาย (Legal Restriction) ในการเผยแพร่ภาพยนตร์ในประเทศสิงคโปร์ผ่านสื่อต่างๆ  สำหรับบทที่ 5 จะเป็นการสรุปผลการศึกษากฎหมายของประเทศสิงคโปร์ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์


 

บทที่ 1

กฎหมายของประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบันที่เกี่ยวกับข้องกับกิจการภาพยนตร์

                       

 

กฎหมายของประเทศสิงคโปร์ในระดับพระราชบัญญัติ (Act of Legislation) ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์นั้นมีอยู่หลายฉบับ  ในบทที่นี้จะเป็นการสรุป วัตถุประสงค์และสาระสำคัญของกฎหมายของประเทศสิงคโปร์ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์โดยตรงและบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน จำนวน 4 ฉบับ ดังต่อไปนี้

 

1.1 กฎหมายว่าด้วยภาพยนตร์ (Film Act)

Film Act เป็นกฎหมายหลักในการควบคุมภาพยนตร์ในประเทศสิงคโปร์ โดยกฎหมายฉบับนี้ได้ออกบังคับใช้ครั้งแรกในปี 1981 และได้รับการแก้ไขปรับปรุงสาระสำคัญของกฎหมายในปี 1998 พร้อมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมเล็กน้อยอีกหลายครั้งในระหว่างปี 1999 และ 2002 เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและคอมพิวเตอร์

กฎหมายฉบับนี้มีทั้งสิ้น 41 มาตรา โดยเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญในการควบคุมภาพยนตร์ที่มีอยู่หรือที่เผยแพร่ในประเทศสิงคโปร์โดยใช้ระบบอนุญาตเป็นเครื่องมือทางกฎหมาย (Legal Mechanism) ในการควบคุมกิจการของผู้ประกอบธุรกิจนำเข้า ผลิต จำหน่ายจ่ายแจก หรือเผยแพร่ภาพยนตร์[2]  โดยในการพิจารณาให้ใบอนุญาตนั้น กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้พิจารณาออกคำสั่งอนุญาตการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์  ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวอาจมีเงื่อนไขประกอบด้วยก็ได้ และเจ้าหน้าที่สามารถกำหนดให้ผู้ขออนุญาตวางเงินประกันการปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ด้วย[3]  หากผู้รับอนุญาตไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตแล้ว  ผู้รับใบอนุญาตอาจถูกริบเงินประกันและเพิกถอนใบอนุญาต พร้อมทั้งต้องรับโทษปรับหรือจำคุกตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายภาพยนตร์อีกด้วย

นอกจากการควบคุมผู้ประกอบธุรกิจแล้ว กฎหมายภาพยนตร์ยังเป็นกฎหมายหลักในการกำหนดให้มีการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ที่จะนำเข้าหรือเผยแพร่ในประเทศสิงคโปร์ โดยกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการภาพยนตร์ขึ้นเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบเนื้อหาของภาพยนตร์ด้วยอีกทางหนึ่ง พร้อมทั้งกำหนดประเภทของภาพยนตร์และเงื่อนไขในการเผยแพร่

อีกด้วย[4]

สำหรับขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายนั้น กฎหมายภาพยนตร์มีขอบเขตการบังคับใช้ที่กว้างขวางครอบคลุมถึงทั้งภาพยนตร์และภาพเคลื่อนไหวทุกประเภทที่สามารถบันทึกและแสดงซ้ำในภายหลังได้[5]  แต่อย่างไรก็ดี มาตรา 40 ของกฎหมายฉบับนี้ได้ยกเว้นมิให้ใช้บังคับกับแก่

1.1.1 ภาพยนตร์ที่ได้รับการอุดหนุนทางการจากรัฐบาลของประเทศสิงคโปร์

1.1.2 ภาพยนตร์ที่บุคคลจัดทำขึ้นโดยมิได้มุ่งหมายที่จะเผยแพร่หรือแจกจ่ายต่อสาธารณะ เช่น การบันทึกวีดีโอกิจกรรมของครอบครัวของบุคคล (Home Movie) เป็นต้น

1.1.3 ภาพยนตร์ที่ทำขึ้นใหม่จากรายการโทรทัศน์ในประเทศและมิได้มุ่งหมายที่จะเผยแพร่หรือแจกจ่ายต่อสาธารณะ เช่น การบันทึกรายการโทรทัศน์ท้องถิ่นด้วยเครื่องบันทึก VDO หรือ CD เพื่อรับชมในภายหลัง เป็นต้น

1.1.4 ภาพยนตร์อื่นๆ ที่ได้รับการยกเว้นโดยประกาศของรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมาย โดยการยกเว้นนั้น รัฐมนตรีสามารถกำหนดยกเว้นเป็นประเภท (Class) ของภาพยนตร์ได้

 

1.2 กฎหมายว่าด้วยการพัฒนาสื่อ (Media Development Authority Act)

กฎหมายฉบับนี้เป็นผลจากความพยายามของรัฐบาลสิงคโปร์ในการเปิดเสรี (Liberalisation) การสื่อสารและการกระจายเสียง แต่เดิมนั้นประเทศสิงคโปร์มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมสื่อและตรวจพิจารณาภาพยนตร์ เช่น กระทรวงข้อมูล สื่อสาร และศิลปะ (Ministry of Information, Communication and Arts)  คณะกรรมการภาพยนตร์ (Film Commission) ตามกฎหมายภาพยนตร์ และ Singapore Broadcasting Authority (SBA) ซึ่งเป็นองค์กรตามกฎหมายว่าด้วยการกระจายเสียง เป็นต้น

จากการศึกษาของคณะกรรมการทบทวนการตรวจพิจารณา (Censorship Review Committee) ในปี 1991 นั้นพบว่า ระบบเดิมเป็นระบบที่ก่อให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสื่อหลายด้าน  สำหรับภาพยนตร์นั้น ระบบที่มีผู้มีอำนาจ (Authority) สำหรับสื่อแต่ละประเภทจะก่อให้เกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมของมาตรฐานการตรวจพิจารณา (Double Standard for Censorship)  ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการทบทวนการตรวจพิจารณา จึงเสนอให้มีการควบรวมหน่วยงานของรัฐเข้าด้วยกันเพื่อให้สามารถดำเนินการได้โดยมีมาตรฐานเดียวและมีความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นอันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาสื่อและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องต่างๆ ในประเทศสิงคโปร์

ด้วยเหตุนี้ ในปี 2002 รัฐบาลสิงคโปร์จึงออกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาสื่อ สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้เป็นการควบรวมหน่วยงานของรัฐที่มีภาระหน้าที่เกี่ยวข้องกับสื่อต่างๆ เข้าด้วยกันและจัดตั้ง Media Development Authority ขึ้นเป็นองค์กรอิสระมีฐานะเป็นนิติบุคคล[6]

โดยผลของกฎหมายฉบับนี้ Singapore Broadcasting Authority ตามกฎหมายว่าด้วยการกระจายเสียง (Broadcasting Act) และคณะกรรมการภาพยนตร์ (Film Commission) ตามกฎหมายภาพยนตร์ได้ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Media Development Authority ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2003  แต่ทั้งนี้ คณะกรรมการภาพยนตร์ยังคงสภาพเป็นคณะกรรมการตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายภาพยนตร์และมีอำนาจในการกำหนดแนวทางการตรวจพิจารณาหรือกำหนดประเภทภาพยนตร์ได้อย่างอิสระตามกรอบที่กำหนดไว้ในกฎหมายภาพยนตร์ของสิงคโปร์  Media Development Authority จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการในทางบริหารเท่านั้น (Administration)

 

1.3 กฎหมายว่าด้วยการกระจายเสียง (Broadcasting Act)

กฎหมายว่าด้วยการกระจายเสียงของประเทศสิงคโปร์นั้นเป็นกฎหมายที่มุ่งเน้นถึงการควบคุมสื่อต่างๆ  แต่เดิมนั้น Singapore Broadcasting Authority เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายนี้ แต่เมื่อมีการปรับปรุงกฎหมายในปี 2001 และมีการจัดตั้ง Media Development Authority ขึ้นเพื่อเป็นองค์กรกลางในการกำกับดูแลสื่อต่างๆ ในประเทศสิงคโปร์ อำนาจหน้าที่ของ Singapore Broadcasting Authority ตามกฎหมายว่าด้วยการกระจายเสียงจึงถูกโอนไปให้ MDA โดยผลของกฎหมาย Media Development Authority Act

กฎหมายว่าด้วยการกระจายเสียงนี้มีบทบัญญัติทั้งสิ้น 80 มาตรา สาระสำคัญของกฎหมายโดยส่วนใหญ่เป็นรายละเอียดขั้นตอนและหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตและการควบคุมสื่อประเภทต่างๆ ทุกชนิดในประเทศสิงคโปร์ซึ่งจะดำเนินการโดย MDA 

สำหรับในส่วนภาพยนตร์ของภาพยนตร์นั้น มาตรา 18 แห่ง Broadcasting Act ได้ให้อำนาจ MDA ในการออกกฎหรือ Code of Practice ในส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหาของรายการที่ถ่ายทอดผ่านสื่อที่ได้รับอนุญาต อันมีผลให้การถ่ายทอดภาพยนตร์ผ่านสื่อต่างๆ นอกเหนือจากการแสดงภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์โดยตรงจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหรือ Code of Practice ที่ใช้บังคับกับสื่อชนิดนั้นๆ ด้วย

 

1.4 กฎหมายว่าด้วยการแสดงในที่สาธารณะ (Public Entertainment & Meeting Act)

กฎหมายว่าด้วยการแสดงในที่สาธารณะนั้นมีสาระสำคัญเป็นการควบคุมการแสดงต่อสาธารณะไม่ว่าจะเป็นไปในรูปแบบของการเปิดแสดงดนตรี ละคร หรือภาพยนตร์ 

โดยผู้จัดให้มีการแสดงดังกล่าวจะต้องขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะจัดให้มีการแสดงต่อสาธารณะ โดยเจ้าหน้าที่อาจกำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตไว้หรือกำหนดให้มีการวางประกันการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายหรือเงื่อนไขการอนุญาต

แม้ว่ากฎหมายภาพยนตร์จะมีการควบคุมการแสดงภาพยนตร์โดยใช้ระบบอนุญาตเช่นกัน แต่การขออนุญาตตามกฎหมายภาพยนตร์นั้นเป็นการขออนุญาตสำหรับผู้ประกอบธุรกิจฉายภาพยนตร์เป็นประจำเท่านั้น[7] บุคคลธรรมดาหรือองค์กรที่มิได้ประกอบธุรกิจการฉายภาพยนตร์เป็นประจำแต่ประสงค์ที่จะจัดให้มีการแสดงภาพยนตร์เป็นครั้งคราวแล้ว บุคคลดังกล่าวจะต้องดำเนินการเพื่อขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย Public Entertainment and Meeting Act แทนการขออนุญาตตามกฎหมายภาพยนตร์ กรณีได้แก่ สมาคมหรือสโมสรที่จัดให้มีการฉายภาพยนตร์ให้สมาชิกชมเป็นครั้งคราวโดยจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม เป็นต้น


 

บทที่ 2

การกำกับและส่งเสริมกิจการภาพยนตร์

                       

 

2.1 องค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์

 

2.1.1 Ministry of Information, Communication and Arts (MITA)

กระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะ หรือ Ministry of Information, Communication and Arts ของประเทศสิงคโปร์เป็นหน่วยงานหลักของรัฐที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลและพัฒนาการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และ Internet รวมถึงสิ่งพิมพ์อื่นๆ ที่เผยแพร่ในประเทศสิงคโปร์ด้วย[8]

ในส่วนของภาพยนตร์นั้น กระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวทางการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ของคณะกรรมการภาพยนตร์ (Singapore Film Commission) ทั้งนี้ โดยอาศัยอำนาจของรัฐมนตรีประจำกระทรวงซึ่งเป็นรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายภาพยนตร์  นอกจากนี้ กระทรวงข้อมูลยังเป็นหน่วยงานผลักดันการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจพิจารณาภาพยนตร์อีกด้วย โดยการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการตรวจพิจารณาของสื่อ (Censorship Review Committee) ขึ้นในปี 1991เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบและทบทวนกระบวนการตรวจพิจารณาสื่อต่างๆ[9]

ในการตรวจสอบเนื้อหาของภาพยนตร์ตามกฎหมายภาพยนตร์นั้น ในปัจจุบันฝ่ายภาพยนตร์และสิ่งพิมพ์ (Film and Publication Department) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะ ได้ประกาศกำหนดแนวนโยบายในการกำหนดแนวทางตรวจพิจารณาเนื้อหาของภาพยนตร์ของคณะกรรมการภาพยนตร์และสิ่งพิมพ์อื่นๆ ไว้[10] ดังนี้

) การตรวจพิจารณานั้นจะต้องคำนึงถึงชนิดถึงสื่อ (Medium) ที่ใช้เผยแพร่ด้วย เนื่องจากสื่อแต่ละสื่อมีผลกระทบต่อประชาชนแตกต่างกัน  ดังนั้น แนวทางการพิจารณาจึงแตกต่างกันออกไป

) การตรวจพิจารณาเนื้อหาของภาพยนตร์หรือสื่ออื่นใดที่มุ่งเผยแพร่แก่เด็กและเยาวชนจะต้องมีความเข้มงวดมากกว่าปกติ

) การตรวจพิจารณาเนื้อหา (Substance) ที่ปรากฏในสื่อที่แสดงในที่สาธารณะ เช่น ใบปิดประกาศ จะต้องมีความเข้มงวดมากกว่าปกติ เนื่องจากอาจถูกพบเห็นโดยผู้ที่ไม่ตั้งใจ (Unwilling Person) ได้

) ในการตรวจพิจารณา ผู้ตรวจพิจารณาจะต้องคำนึงถึงคุณค่าทางศิลปะและการศึกษาประกอบด้วยตามสมควร

) ในกรณีที่เนื้อหาใดเป็นข้อถกเถียงทั่วไป (Controversial) ผู้ตรวจพิจารณาควรที่จะให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นประกอบการพิจารณาด้วย

จากแนวนโยบายดังกล่าว กระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะ ได้อาศัยอำนาจของรัฐมนตรีตามมาตรา 41 ในการออกกฎกำหนดหลักเกณฑ์การตรวจพิจารณาภาพยนตร์เพื่อให้คณะกรรมการภาพยนตร์และคณะกรรมการอุทธรณ์ใช้ในการตรวจพิจารณาเนื้อหาของภาพยนตร์ที่จะเผยแพร่ในประเทศสิงคโปร์  ทั้งนี้ ในการกำหนดรายละเอียดของกฎดังกล่าว กระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะได้ตั้งคณะที่ปรึกษา (Advisory Committee) ขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ร่วมพิจารณาให้ความเห็นประกอบด้วย  คณะที่ปรึกษาดังกล่าวประกอบไปด้วยกรรมการทั้งจากภาครัฐและเอกชนเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 75 คน โดยกรรมการจากภาคเอกชนเป็นตัวแทนของประชาชนกลุ่มต่างๆ ในประเทศสิงคโปร์และมีอายุ อาชีพ วุฒิการศึกษาและสถานะภาพการสมรสที่แตกต่างกันออกไป[11]  คณะกรรมการชุดนี้จึงสามารถสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนในประเทศสิงคโปร์ได้อย่างแท้จริง

 

2.1.2 Media Development Authority (MDA)

Media Development Authority หรือ MDA นั้นเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นใหม่[12]

เพื่อทำหน้าที่ในการส่งเสริมการพัฒนาสื่อต่างๆ อำนาจหน้าที่ที่สำคัญของ MDA ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย Media Development Corporation Act สามารถสรุปได้ดังนี้[13]

) ออกใบอนุญาตและออกกฎเพื่อควบคุมการดำเนินงานของสื่อทุกชนิด

) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสื่อต่างๆ ในประเทศ

) จัดสรรคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์และวงจรดาวเทียมที่ได้รับมอบจาก Info-Communications Development Authority ให้แก่สื่อต่างๆ

) กำกับดูแลการแพร่ภาพและเสียงต่อสาธารณะไม่ให้ขัดกับประโยชน์สาธารณะ ศีลธรรมและความสงบเรียบร้อยของประเทศ

) ศึกษาวิจัยในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและกำกับดูแลสื่อ

จากอำนาจหน้าที่ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า แม้ว่า MDA จะมิได้เป็นผู้ตรวจพิจารณาเนื้อหาของภาพยนตร์หรือออกใบอนุญาตควบคุมผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์โดยตรงก็ตาม แต่ MDA นั้นเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั้งในด้านการส่งเสริมการพัฒนาและการควบคุมการแสดงภาพยนตร์ผ่านสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ หรือ Internet เป็นต้น นอกจากนี้ MDA ยังมีอำนาจในการออกกฎหรือ Code of Practice ให้สื่อต่างๆ ปฏิบัติตามได้

 

2.2 การควบคุมการผลิตภาพยนตร์ในประเทศ

การผลิตภาพยนตร์ในประเทศสิงคโปร์นั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ  กฎหมายภาพยนตร์กำหนดหลักเกณฑ์ทั่วไปไว้ในมาตรา 6 โดยห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดผลิตภาพยนตร์ในประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ผู้ฝ่าฝืนจะต้องรับโทษปรับไม่เกิน Singapore $ 10,000 หรือจำคุกไม่เกิน 12 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากกำหนดให้ผู้ผลิตภาพยนตร์จะต้องขออนุญาตแล้ว กฎหมายภาพยนตร์ยังคงมีมาตรการป้องกันมิให้มีการลักลอบผลิตภาพยนตร์เพิ่มเติมอีกด้วย โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่หรืออาคารซึ่งยินยอมให้ผู้ไม่มีใบอนุญาตผลิตภาพยนตร์ใช้สถานที่หรืออาคารของตนในการผลิตจะต้องรับโทษเช่นเดียวกับผู้ผลิตภาพยนตร์โดยไม่มีใบอนุญาต  การกำหนดเช่นนี้มีผลให้เจ้าของอาคารหรือผู้ครอบครองสถานที่จะต้องมีหน้าที่ตรวจสอบใบอนุญาตของผู้ทำการผลิตภาพยนตร์แทนเจ้าหน้าที่ อันเป็นการลดภาระของเจ้าหน้าที่ในการสอดส่องดูแลมิให้มีการลักลอบผลิตภาพยนตร์ 

ในส่วนของเจ้าของภาพยนตร์นั้น มาตรา 12 ของกฎหมายภาพยนตร์กำหนดมาตรการไว้โดยเฉพาะด้วยเช่นกัน โดยกำหนดให้เจ้าของภาพยนตร์มีหน้าที่ในการนำภาพยนตร์ที่ผลิตในประเทศสิงคโปร์ไปเก็บรักษาไว้ในสถานที่ (Approved Warehouse) ที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการภาพยนตร์ภายใน 7 วันนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการผลิตเพื่อรอการตรวจพิจารณาเนื้อหาของภาพยนตร์ดังกล่าวโดยคณะกรรมการภาพยนตร์ต่อไป  เจ้าของภาพยนตร์ซึ่งไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของมาตรา 12 นี้จะต้องรับโทษปรับไม่เกิน Singapore $ 5,000

สำหรับการขอใบอนุญาตผลิตภาพยนตร์นั้น มาตรา 7 แห่งกฎหมายภาพยนตร์เพียงแต่กำหนดให้ผู้ประสงค์จะทำการผลิตภาพยนตร์ยื่นขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย[14]  แต่ในการพิจารณานั้น กฎหมายภาพยนตร์มิได้กำหนดกรอบหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ไว้แต่อย่างใด เจ้าหน้าที่มีอำนาจคำสั่งอนุญาต ไม่อนุญาต หรืออนุญาตโดยมีเงื่อนไขประกอบด้วยก็ได้  นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังมีอำนาจในการกำหนดระยะเวลาของใบอนุญาตได้ตามความเหมาะสม และหากเห็นสมควร เจ้าหน้าที่สามารถเรียกเก็บเงินเพื่อเป็นการประกันการปฏิบัติตามกฎหมายและเงื่อนไขการออกใบอนุญาตด้วยก็ได้

การที่กฎหมายภาพยนตร์กำหนดให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐไว้อย่างกว้างขวางเช่นนี้เป็นผลจากระบบทางการปกครองแบบเบ็ดเสร็จ (Authoritarian System)  อย่างไรก็ดี ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่สามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายได้ โดยคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีนั้นถือเป็นที่สุด

 

2.3 การควบคุมการนำเข้าภาพยนตร์จากต่างประเทศ

กฎหมายของประเทศสิงคโปร์กำหนดควบคุมการนำเข้าภาพยนตร์ที่มีแหล่งกำเนิดในต่างประเทศไว้สองระดับ  ในระดับแรกนั้นเป็นการควบคุมผู้ประกอบธุรกิจนำเข้า (Importer) ภาพยนตร์ในประเทศสิงคโปร์ด้วยระบบใบอนุญาต  โดยมาตรา ของกฎหมายภาพยนตร์กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเข้าภาพยนตร์ในสิงคโปร์ทุกรายจะต้องมีใบอนุญาต พร้อมทั้งวางเงินประกันการปฏิบัติตามเงื่อนไขในใบอนุญาตและกฎหมายภาพยนตร์ไว้เช่นเดียวกับผู้ผลิตภาพยนตร์  หากพบว่าผู้รับอนุญาตฝ่าฝืนเงื่อนไขในใบอนุญาตหรือกฎหมายภาพยนตร์แล้ว เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งพักใช้หรือเพิกถอนพร้อมริบเงินประกันได้ นอกจากนี้ หากการกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายภาพยนตร์โดยตรงแล้ว ผู้กระทำความผิดก็จะต้องรับโทษตามที่ระบุไว้ในกฎหมายภาพยนตร์อีกด้วย

การควบคุมในระดับต่อมาเป็นการควบคุมที่ตัวภาพยนตร์ที่นำเข้ามาในประเทศสิงคโปร์ โดยมาตรา 13 กำหนดให้ผู้นำเข้าจะต้องขออนุญาตคณะกรรมการภาพยนตร์ในการนำเข้าภาพยนตร์ทุกเรื่องก่อนที่จะนำภาพยนตร์ดังกล่าวหรือนำภาพยนตร์ที่นำเข้าออกจากท่าเรือ ท่าอากาศยาน หรือท่ารถ  และเมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ผู้นำเข้าจะต้องนำภาพยนตร์ที่ได้รับอนุญาตไปเก็บรักษาไว้ในสถานที่ (Approved Warehouse) ที่คณะกรรมการภาพยนตร์กำหนดไว้ในทันทีอีกด้วย[15]เพื่อรอส่งมอบให้คณะกรรมการภาพยนตร์ตรวจสอบเนื้อหาและจัดประเภทของภาพยนตร์ดังกล่าวก่อนที่จะอนุญาตให้นำภาพยนตร์ดังกล่าวออกแสดงหรือเผยแพร่ในประเทศสิงคโปร์ต่อไป

การที่รัฐบาลของประเทศสิงคโปร์ใช้มาตรการควบคุมการนำเข้าภาพยนตร์จากต่างประเทศไว้อย่างรัดกุมเช่นนี้มีผลให้การนำภาพยนตร์เข้า (Film Clearance) ในประเทศสิงคโปร์จึงเป็นไปด้วยความล่าช้า  ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะของประเทศสิงคโปร์จึงนำระบบจดทะเบียนผู้นำเข้า (Registered Importers Scheme หรือ RIS)[16] มาใช้กับการนำเข้าภาพยนตร์ตั้งแต่ ธันวาคม 1997 อย่างไม่เป็นทางการ ภายใต้ระบบจดทะเบียนผู้นำเข้านั้น ผู้ประกอบธุรกิจนำเข้าภาพยนตร์ที่ได้รับใบอนุญาตสามารถที่จะดำเนินการตรวจสอบเนื้อหาของภาพยนตร์ที่ตนนำเข้าได้เอง (Self-examination) โดยอาศัยแนวทางที่กำหนดไว้ในกฎการตรวจพิจารณาที่ออกโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะ

 

2.4 การควบคุมธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ภาพยนตร์

สำหรับธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์นั้น กฎหมายภาพยนตร์ของประเทศสิงคโปร์กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจแจกจ่าย (Distributor) ภาพยนตร์จะต้องขอรับใบอนุญาตเช่นเดียวกับผู้ประกอบธุรกิจนำเข้าหรือผู้ผลิตภาพยนตร์  ทั้งนี้ ไม่ว่าการแจกจ่าย (Distribution) นั้นจะเป็นไปในรูปการขาย การแสดง หรือให้เช่าภาพยนตร์ก็ตาม         

เช่นเดียวกับการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจผลิตหรือนำเข้าภาพยนตร์ เจ้าหน้าที่ผู้ออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจแจกจ่ายภาพยนตร์สามารถกำหนดเงื่อนไขการออกใบอนุญาต อายุใบอนุญาต พร้อมทั้งเรียกเก็บเงินประกันการปฏิบัติตามกฎหมายและเงื่อนไขการออกใบอนุญาตด้วยก็ได้

นอกจากนี้ ในการดำเนินธุรกิจให้เช่าภาพยนตร์ไม่ว่าจะในรูปแบบ (Format) ใด เช่น วีดีโอ ซีดี หรือฟิล์ม เป็นต้น ผู้ประกอบธุรกิจยังต้องจัดทำรายการรายละเอียดภาพยนตร์ที่ครอบครองและให้เช่าไว้ด้วยตามรูปแบบและวิธีการที่กำหนดไว้ใน Cinematograph Film Hire Duty Act 1966 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2001  แม้ว่าข้อกำหนดให้จัดทำรายการบัญชีภาพยนตร์ตามกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการเก็บภาษีอากรเท่านั้นก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบอาจใช้รายการดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบมิให้มีการประกอบธุรกิจให้เช่าภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาด้วยก็ได้

 

2.5 การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์

การส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศสิงคโปร์นั้นดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐที่สำคัญ 2 หน่วยงาน คือ กระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะ และ Media Development Corporation

มาตรการการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของกระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะนั้นมีทั้งมาตรการทางการเงินและมาตรการทางบริหาร กล่าวคือ กระทรวงฯ ได้มีการจัดเงินอุดหนุนให้แก่บุคคลทั่วไปเพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผลิตภาพยนตร์ขึ้นในประเทศ อันเป็นการส่งเสริมศิลปะภาพยนตร์โดยตรง  สำหรับมาตรการทางบริหารนั้น กระทรวงข้อมูลฯ มีความพยายามในการเปิดเสรีอุตสาหกรรมภาพยนตร์มากขึ้นโดยตลอด โดยการอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคเอกชนในการขอรับการตรวจพิจารณาภาพยนตร์อีกด้วย ดังจะเห็นได้จากการนำระบบ Class Clearance หรือระบบการให้อนุญาตภาพยนตร์บางประเภทสามารถเผยแพร่ได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการภาพยนตร์ตราบเท่าที่ผู้ประกอบธุรกิจปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เช่น ภาพยนตร์สารคดีหรือภาพยนตร์ข่าว เป็นต้น[17] นอกจากนี้ กระทรวงข้อมูลฯ ยังได้มีการตั้งคณะกรรมการทบทวนการตรวจพิจารณาขึ้นเพื่อศึกษาปัญหาและเสนอแนะแนวทางปรับปรุงหลักเกณฑ์และกระบวนการตรวจพิจารณาภาพยนตร์มาตั้งแต่ปี 1991 และได้มีการตั้งกรรมการชุดใหม่ขึ้นเพื่อทบทวนความก้าวหน้าของการพัฒนาระบบการตรวจพิจารณาอีกครั้งในปี 2002

สำหรับ Media Development Authority หรือ MDA นั้น เนื่องจากเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นใหม่เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2003 มาตรการต่างๆ ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในปัจจุบันจึงยังไม่ชัดเจน  อย่างไรก็ดี Media Development Authority Act ได้กำหนดให้ MDA มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงกับการพัฒนาสื่อและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ด้วย


 

บทที่ 3

การตรวจและจัดประเภทภาพยนตร์

 

3.1 นิยาม “ภาพยนตร์” ตามกฎหมายของประเทศสิงคโปร์

มาตรา ของ Film Act ได้กำหนดนิยามของภาพยนตร์ไว้ว่าหมายความรวมถึง ฟิล์มภาพยนตร์ในลักษณะทั่วไป หรือการบันทึกภาพเคลื่อนไหวไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ หรืออันมีผลให้สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวดังกล่าวซ้ำได้ในภายหลัง  ทั้งนี้ หมายความรวมถึงส่วนใดส่วนหนึ่งของภาพยนตร์และสำเนาของภาพยนตร์ดังกล่าวด้วย[18]

จากนิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่ากฎหมายของประเทศสิงคโปร์นั้นได้กำหนดความหมายของภาพยนตร์ไว้อย่างกว้างขวาง โดยการบันทึกภาพเคลื่อนไหวไม่ว่าในลักษณะใดหรือวิธีการใดอาจจะมีผลให้เป็นภาพยนตร์ตามกฎหมายภาพยนตร์ได้ทั้งสิ้น การกำหนดนิยามลักษณะนี้เป็นการกำหนดโดยพิจารณาจากคุณสมบัติและวิธีการบันทึกภาพเคลื่อนไหวโดยมิได้คำนึงถึงวัตถุประสงค์หรือสื่อที่ใช้ในการแสดงภาพเคลื่อนไหวดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ การบันทึกภาพเคลื่อนไหวด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปใช้ใน VDO Game หรือการบันทึกภาพเพื่อนำไปถ่ายทอดในรายการโทรทัศน์จึงเป็นภาพยนตร์ตามความหมายในกฎหมายภาพยนตร์ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีการกำหนดนิยามภาพยนตร์ไว้อย่างกว้างขวางก็ตาม มาตรา 40 กฎหมายภาพยนตร์ของสิงคโปร์ก็ให้อำนาจรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบตามกฎหมายในการกำหนดยกเว้นประเภทของการบันทึกภาพเคลื่อนไหวที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายฉบับนี้ไว้เช่นการ การกำหนดข้อยกเว้นไว้เช่นนี้มีผลให้กฎหมายของประเทศสิงคโปร์ล้าสมัยได้ยากเนื่องจากเป็นกฎหมายที่มีลักษณะยืดหยุ่น (Flexible) รัฐมนตรีสามารถประกาศยกเว้นเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา นอกจากนี้รัฐมนตรียังสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 40 ดังกล่าวแก้ปัญหาการตรวจพิจารณาซ้ำซ้อนหรือความล่าช้าในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ได้ โดยรัฐมนตรีอาจออกประกาศยกเว้นการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ที่ได้รับการตรวจพิจารณาจากองค์กรอื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ที่ออกฉายทางโทรทัศน์ที่ได้รับการตรวจพิจารณาจาก Media Development Authority มาแล้ว เป็นต้น[19]

 

3.2 แนวทางและหลักเกณฑ์การตรวจพิจารณาภาพยนตร์

ในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ที่จะนำเข้าหรือเผยแพร่ในประเทศสิงคโปร์นั้น กฎหมายภาพยนตร์ของประเทศสิงคโปร์ได้กำหนดแยกห้ามภาพยนตร์ที่มิให้ผู้ใดนำเข้า ครอบครองหรือเผยแพร่ไว้เป็นการเด็ดขาดออกเป็น 2 ประเภท อันได้แก่

 

3.2.1 ภาพยนตร์ที่ขัดต่อศีลธรรม (Obscene Film)

กฎหมายภาพยนตร์ (Film Act) ของสิงคโปร์ได้นิยามความหมายของ “ภาพยนตร์ที่ขัดต่อศีลธรรม” ไว้ในมาตรา 2 ว่าได้แก่ ภาพยนตร์ที่มีผลต่อบุคคลซึ่งได้ดูหรือ

ได้ยินในทางที่อาจทำให้ศีลธรรมของบุคคลดังกล่าวเสื่อมลง[20]  ทั้งนี้ ในการพิจารณาว่าภาพยนตร์ใดจะมีผลดังกล่าวหรือไม่จะต้องพิจารณาภาพยนตร์ดังกล่าวโดยรวมและต้องคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย

 

3.2.2 ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง (Party Political Film)

สำหรับภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองนั้น มาตรา 2 ของกฎหมายภาพยนตร์ได้กำหนดนิยามไว้เช่นกันว่า “ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง” หมายความถึง ภาพยนตร์โฆษณาที่ทำขึ้นโดยพรรคการเมืองหรือกลุ่มที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองในประเทศสิงคโปร์ หรือเป็นภาพยนตร์ที่มุ่งผลทางการเมืองในประเทศสิงคโปร์[21] 

เพื่อป้องกันความสับสนในการพิจารณาว่าภาพยนตร์ใดเป็นภาพยนตร์ที่มุ่งผลทางการเมืองตามนิยามดังกล่าวนั้น มาตรา 2(2) ได้วางแนวทางเพิ่มเติมไว้ โดยให้ถือว่าภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาดังนี้เป็นภาพยนตร์ที่มุ่งผลทางการเมืองในประเทศสิงคโปร์

) เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งในภาพยนตร์มุ่งที่จะส่งผลต่อการเลือกตั้งหรือการลงประชามติในประเทศสิงคโปร์

) ภาพยนตร์มีเนื้อหาหรือความเห็นที่ไม่ถูกต้องตรงความจริงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เช่น เรื่องการเลือกตั้งหรือลงประชามติในประเทศสิงคโปร์ เรื่องผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือสมาชิกรัฐสภาของสิงคโปร์ เรื่องรัฐบาลปัจจุบัน รัฐบาลก่อนหรือฝ่ายค้าน นโยบายของรัฐบาลที่เป็นข้อถกเถียงในประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี มาตรา 2(3) ได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่าภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาในการรายงานสถานการณ์ปัจจุบัน หรือมีวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลหรือให้การศึกษาแก่ประชาชนในเรื่องขั้นตอนและเวลาลงคะแนนเลือกตั้งหรือลงประชามตินั้นไม่เป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง[22]   

ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดขัดต่อศีลธรรมหรือเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองตามที่กล่าวไว้ต้นนั้นเป็นภาพยนตร์ต้องห้าม (Restricted) อย่างเด็ดขาดในประเทศสิงคโปร์  ในกรณีที่มีการตรวจพบว่าภาพยนตร์ใดเป็นภาพยนตร์ต้องห้ามดังกล่าว คณะกรรมการภาพยนตร์หรือคณะกรรมการอุทธรณ์จะต้องมีคำสั่งไม่ให้ภาพยนตร์ดังกล่าวผ่านการตรวจพิจารณา  อันมีผลให้การครอบครอง การนำออกแสดง หรือการจำหน่ายจ่ายแจกภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่มีความผิดทางอาญา โดยผู้กระทำความผิดจะต้องรับโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 21 ของกฎหมายภาพยนตร์

 

3.3 กระบวนการตรวจพิจารณาภาพยนตร์

มาตรา 14(1) แห่งกฎหมายภาพยนตร์กำหนดให้ผู้ครอบครองภาพยนตร์ต้องนำภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ยังไม่ผ่านการตรวจพิจารณาเสนอต่อคณะกรรมการภาพยนตร์โดยไม่มีการตัดต่อเพื่อขอรับการตรวจพิจารณาภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด[23] ทั้งนี้ไม่ว่าผู้ครอบครองจะเป็นผู้ประกอบธุรกิจภาพยนตร์หรือไม่ก็ตาม หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่นำส่งภาพยนตร์ที่ครอบครองให้แก่คณะกรรมการ บุคคลดังกล่าวจะต้องรับผิดในความผิดฐานมีภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาไว้ในครอบครองตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 21

เมื่อผู้ครอบครองภาพยนตร์ส่งมอบภาพยนตร์ให้แก่คณะกรรมการภาพยนตร์แล้ว คณะกรรมการภาพยนตร์จะดำเนินการตรวจสอบเนื้อหาของภาพยนตร์ดังกล่าวว่าเป็นภาพยนตร์ที่ขัดต่อศีลธรรมหรือเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง (Obscene or Party Political Film)หรือไม่ หากพบว่าภาพยนตร์ดังกล่าวขัดต่อศีลธรรมหรือเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองแล้วคณะกรรมการจะมีคำสั่งไม่ให้ผ่านการตรวจพิจารณาพร้อมทั้งยึดภาพยนตร์ดังกล่าวไว้ หรือมีคำสั่งให้นำภาพยนตร์ดังกล่าวไปเก็บรักษาไว้ในสถานที่ที่คณะกรรมการกำหนดจนกว่าจะมีการทำลายหรือนำภาพยนตร์ดังกล่าวออกนอกประเทศ[24]

ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าภาพยนตร์ดังกล่าวไม่เป็นภาพยนตร์ต้องห้ามตามกฎหมายภาพยนตร์แล้ว คณะกรรมการจะตรวจเนื้อหาว่าอยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถอนุญาตให้เผยแพร่ในประเทศสิงคโปร์ได้หรือไม่ โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะกำหนดตามคำแนะนำของคณะกรรมการที่ปรึกษา (Advisory Committee)  หากคณะกรรมการเห็นว่าเนื้อหาของภาพยนตร์ดังกล่าวอยู่ในหลักเกณฑ์โดยไม่จำเป็นต้องมีการตัดต่อหรือแก้ไขแต่ประการใด คณะกรรมการมีอำนาจออกคำสั่งกำหนดประเภทของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว (Classification)[25] พร้อมทั้งออกใบรับรองการผ่านการตรวจพิจารณา (Certification) อันมีผลให้ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวสามารถเผยแพร่ในประเทศสิงคโปร์ได้ภายใต้ข้อจำกัดที่กำหนดไว้สำหรับภาพยนตร์แต่ละประเภท

หากคณะกรรมการภาพยนตร์เห็นว่า ภาพยนตร์ดังกล่าวมีส่วนใดส่วนหนึ่งที่ควรได้รับการแก้ไขปรับปรุงหรือตัดต่อแล้ว คณะกรรมการมีอำนาจในการดำเนินการตัดต่อภาพยนตร์ดังกล่าวได้เองหรือยินยอมให้เจ้าของภาพยนตร์ดังกล่าวรับไปดำเนินการแทนก็ได้[26] แล้วจึงนำภาพยนตร์ที่แก้ไขแล้วมาตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

ในกรณีเจ้าของหรือผู้ครอบครองภาพยนตร์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของคณะกรรมการภาพยนตร์ เจ้าของหรือผู้ครอบครองดังกล่าวสามารถอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการภาพยนตร์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์โดยยื่นคำอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันรับทราบคำสั่งดังกล่าว[27]  คณะกรรมการอุทธรณ์มีอำนาจตามมาตรา 26 ของกฎหมายภาพยนตร์ในการออกคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งของคณะกรรมการภาพยนตร์หรือไม่รับอุทธรณ์  คำสั่งของคณะกรรมการอุทธรณ์นั้นถือเป็นที่สุด

 

3.4 องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการตรวจพิจารณาภาพยนตร์

แต่เดิมนั้นองค์กรของรัฐตามกฎหมายในประเทศสิงคโปร์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ที่จะเผยแพร่ในประเทศนั้นจะเป็นองค์กรของรัฐโดยแท้ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจภาพยนตร์ในสังกัดกระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะ (Ministry of Information, Communications and the Arts) จะเป็นผู้ตรวจสอบว่าภาพยนตร์มีเนื้อหาขัดต่อข้อห้ามในกฎหมายภาพยนตร์หรือไม่  นอกจากนี้ หากจะมีการเผยแพร่ภาพยนตร์ดังกล่าวผ่านสื่อโทรทัศน์แล้ว ผู้เผยแพร่ยังคงต้องนำภาพยนตร์ดังกล่าวมาให้ Singapore Broadcasting Authority[28] ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่กำกับดูแลการเผยแพร่รายการโทรทัศน์ตรวจสอบเนื้อหาของภาพยนตร์ดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีองค์กรของรัฐอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากซึ่งควบคุมสื่อแต่ละชนิดที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ภาพยนตร์ผ่านสื่อรูปแบบอื่น เช่น องค์กรควบคุมด้าน Internet การสื่อสารทางดาวเทียม เป็นต้น

ในปี 1992 Censorship Review Committee ได้ดำเนินการตรวจสอบระบบการตรวจพิจารณาภาพยนตร์และพบว่า  การที่ประเทศสิงคโปร์มีองค์กรต่างๆ จำนวนมากทำหน้าที่ในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ ยังผลให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของประเทศสิงคโปร์ไม่อาจเติบโตได้ เนื่องจากแต่ละองค์กรที่ตรวจพิจารณาภาพยนตร์นั้นมีมาตรฐานในการตรวจพิจารณาที่แตกต่างกัน  ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ไขความซ้ำซ้อนในด้านอำนาจหน้าที่ในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ ประเทศสิงคโปร์จึงได้มีการปรับปรุงองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจพิจารณาภาพยนตร์ใหม่ในปี 2000 โดยกำหนดให้มีองค์กรหลักดังต่อไปนี้ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ที่จะเผยแพร่ในประเทศสิงคโปร์

 

3.5.1 Singapore Film Commission

สืบเนื่องจากการที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของประเทศสิงคโปร์นั้นได้เติบโตขึ้นและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้มีการเรียกร้องให้เปิดเสรีอุตสาหกรรมภาพยนตร์มากขึ้น  ในการแก้ไขกฎหมายภาพยนตร์ในปี 1998 รัฐบาลของสิงคโปร์จึงได้แก้ไขระบบการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ใหม่โดยนำระบบคณะกรรมการมาใช้  คณะกรรมการภาพยนตร์ หรือ Singapore Film Commission จึงถูกกำหนดให้มีขึ้นในกฎหมายภาพยนตร์เพื่อทำหน้าที่แทนระบบเจ้าหน้าที่ตรวจภาพยนตร์ที่กำหนดไว้แต่เดิม และในปี 2002 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้คณะกรรมการภาพยนตร์เป็นส่วนหนึ่งของ Media Development Authority เพื่อเป็นการรวบรวมองค์กรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการตรวจพิจารณาภาพยนตร์เข้าด้วยกัน

คณะกรรมการภาพยนตร์ประกอบไปด้วยกรรมการซึ่งรัฐมนตรีผู้รักษาการแต่งตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน[29] โดยในปัจจุบัน Media Development Authority จะปฏิบัติหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการให้แก่คณะกรรมการฯ  กรรมการที่ได้รับแต่งตั้งนั้นโดยส่วนใหญ่จะมาจากภาคเอกชนโดยมีกรรมการซึ่งมาจากภาครัฐเข้าร่วมด้วยเป็นส่วนน้อย[30]

ในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการภาพยนตร์นั้น[31]  คณะกรรมการฯ สามารถมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ตรวจพิจารณาภาพยนตร์[32] ดำเนินการในเรื่องหนึ่งเรื่องใดซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ได้ เว้นแต่อำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจไม่อนุญาตให้แสดงหรืออนุญาตให้แสดงภาพยนตร์ ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขให้ตัดต่อภาพยนตร์หรือไม่ก็ตาม

 

3.5.2 Appeal Committee

เช่นเดียวกับคณะกรรมการภาพยนตร์ คณะกรรมการอุทธรณ์เป็นคณะกรรมการซึ่งตั้งขึ้นในการแก้ไขกฎหมายภาพยนตร์ในปี 1998 โดยคณะกรรมการอุทธรณ์ตามกฎหมายภาพยนตร์จะทำหน้าที่พิจารณาคำอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการภาพยนตร์ว่าภาพยนตร์ใดมีเนื้อหาต้องห้ามตามกฎหมายภาพยนตร์ คำสั่งของคณะกรรมการภาพยนตร์ในการจัดประเภทของภาพยนตร์ หรือคำสั่งที่ให้ตัดต่อภาพยนตร์ เป็นต้น  ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของคณะกรรมการภาพยนตร์สามารถอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ผ่านฝ่ายเลขานุการได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งนั้น  คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด  หากผู้เสียหายไม่พอใจในคำวินิจฉัยดังกล่าว ผู้เสียหายสามารถดำเนินการอุทธรณ์ในชั้นศาลได้ต่อไป

คณะกรรมการอุทธรณ์ประกอบไปด้วยกรรมการ ๑๕ คนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปีนับแต่วันแต่งตั้ง และต้องมีกรรมการอย่างน้อย 5 คนจึงจะเป็นองค์ประชุม

 

3.5.3 Censorship Review Committee

Censorship Review Committee หรือคณะกรรมการปรับปรุงการตรวจพิจารณาสื่อเป็นคณะกรรมการทางบริหารซึ่งตั้งขึ้นโดยคำสั่งของรัฐมนตรีกระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะ (Ministry of Information, Communications and the Arts) เพื่อทบทวนระบบการตรวจสอบระบบการตรวจพิจารณา (Censors) ของสิงคโปร์   อำนาจหน้าที่ของ Censorship Review Committee นั้นมิได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่การตรวจสอบระบบตรวจพิจารณาภาพยนตร์ แต่รวมถึงการตรวจพิจารณาสื่อ (Censorship) ทุกชนิดและรวมถึงการทบทวนบทบาทของหน่วยงานของรัฐในการควบคุมสื่อด้วย

คณะกรรมการปรับปรุงการตรวจพิจารณาสื่อได้ตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1991 และได้ดำเนินการตรวจสอบระบบการตรวจพิจารณาในสื่อต่างๆ ทั้งระบบ  ผลงานของที่สำคัญของคณะกรรมการได้แก่ ข้อเสนอแนะ (Recommendations) แก่รัฐบาลในปี 1996 ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมายภาพยนตร์และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มรูปแบบในปี 2001[33]


 

บทที่ 4

การเผยแพร่ภาพยนตร์

                       

 

4.1 การจัดกลุ่มประเภทภาพยนตร์ที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณะ

แต่เดิมนั้น การเผยแพร่ภาพยนตร์ในประเทศสิงคโปร์จะใช้ระบบที่คล้ายกับระบบที่ใช้บังคับในกฎหมายภาพยนตร์ของประเทศไทย กล่าวคือ เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจพิจารณาจะเป็นผู้ออกคำสั่งไม่อนุญาต อนุญาตหรืออนุญาตแต่ให้ตัดส่วนใดส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะสมออกเพื่อให้ผู้ชมทุกวุฒิภาวะสามารถรับภาพยนตร์ดังกล่าวได้ 

เพื่อปรับปรุงระบบการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ให้เหมาะสมกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมและเทคโนโลยีและกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศ  ในปี 1991 รัฐบาลของประเทศสิงคโปร์ได้นำระบบการจัดกลุ่มประเภทภาพยนตร์เพื่อกำหนดเงื่อนไขในการเผยแพร่ภาพยนตร์มาใช้เป็นครั้งแรก และได้มีการปรับปรุงแก้ไขระบบดังกล่าวในปี 1992 ตามคำแนะนำของ Censorship Review Committee[34]  โดยในปัจจุบันประเทศสิงคโปร์ได้จัดประเภทของภาพยนตร์ไว้เป็น 4 ประเภท ดังต่อไปนี้

 

4.1.1 ประเภท G (General)

ภาพยนตร์ประเภทนี้เป็นภาพยนตร์ที่เหมาะกับผู้ชมทุกระดับวุฒิภาวะ ภาพยนตร์ประเภทนี้สามารถเผยแพร่ผ่านทางสื่อต่างๆ ได้ทุกสื่อ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าภาพยนตร์ประเภทนี้จะเป็นภาพยนตร์ที่มีลักษณะเป็น Cartoon หรือเป็นภาพยนตร์ที่เน้นการส่งเสริมศีลธรรม

 

4.1.2 ประเภท PG (Parental Guidance)

ภาพยนตร์ประเภทนี้เป็นภาพยนตร์ที่ผู้ชมทุกระดับวุฒิภาวะสามารถชมได้ แต่ที่เยาวชนจะชมภาพยนตร์ประเภทนี้จะต้องมีผู้ปกครองชมด้วย[35] โดยโรงภาพยนตร์ที่แสดงภาพยนตร์ประเภทนี้จะมีหน้าที่ตรวจสอบป้องกันมิให้เด็กเข้าชมตามลำพัง  ทั้งนี้ เนื่องจากเนื้อหาของภาพยนตร์ในกลุ่มนี้อาจมีเนื้อหาบางตอนที่ไม่สมควรให้เด็กชม

 

4.1.3 ประเภท NC16 (No Children under 16)

ภาพยนตร์ที่ได้รับการจัดให้อยู่ในประเภทนี้จะเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับเด็กหรืออาจมีฉากรุนแรงหรือใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ  ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นได้กับเด็ก  กฎหมายภาพยนตร์จึงไม่อนุญาตให้เด็กซึ่งอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าชมไม่ว่าจะมีผู้ปกครองมาด้วยหรือไม่ก็ตาม  โดยโรงภาพยนตร์ที่แสดงภาพยนตร์ในกลุ่มนี้จะต้องมีหน้าที่ในการตรวจป้องกันมิให้เด็กเข้าชมได้

 

1.1.4 ประเภท R(A) (Restricted (Artist))

ภาพยนตร์ที่ได้รับการจัดให้อยู่ในประเภทนี้เป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหารุนแรงหรือล่อแหลมต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ยังไม่ถึงระดับที่ขัดต่อกฎหมายภาพยนตร์คือเป็นภาพยนตร์ที่ขัดต่อศีลธรรม (Obscene) หรือเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง (Party Political Film)  ภาพยนตร์ประเภทนี้จะไม่สามารถเผยแพร่ในโรงภาพยนตร์ทั่วไปได้ แต่จะอนุญาตให้เผยแพร่เฉพาะในโรงภาพยนตร์ที่ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษเท่านั้น (Special Licensed Cinema)  และผู้เข้าชมจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 21 ปี

 

เมื่อคณะกรรมการภาพยนตร์ได้ตรวจพิจารณาภาพยนตร์เรื่องใดแล้ว หากคณะกรรมการ เห็นว่าภาพยนตร์ดังกล่าวมิได้มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายภาพยนตร์ เช่น มีลักษณะเป็นภาพยนตร์ที่ขัดต่อศีลธรรมหรือเป็นภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เป็นต้น  มาตรา 16 แห่งกฎหมายภาพยนตร์ได้ให้อำนาจคณะกรรมการในการกำหนดว่าภาพยนตร์ดังกล่าวอยู่ในกลุ่มประเภทใด และคณะกรรมการสามารถมีคำสั่งให้ตัดหรือแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งของภาพยนตร์หรือกำหนดเงื่อนไขในการเผยแพร่ภาพยนตร์ดังกล่าวได้[36]

จากการตรวจสอบทางปฏิบัติพบว่า เจ้าของภาพยนตร์โดยปกติจะพยายามตัดส่วนใดส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ที่มีเนื้อหารุนแรงหรือมีแนวโน้มที่จะขัดต่อศีลธรรมออกเพื่อให้ได้รับการจัดประเภทในระดับที่เปิดกว้างที่สุด โดยมีข้อจำกัดเกี่ยวกับผู้รับชมน้อยที่สุดเพื่อที่จะสามารถทำรายได้ให้มากขึ้น

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายภาพยนตร์ กฎหมายภาพยนตร์ได้นำระบบประกันการปฏิบัติการตามเงื่อนไขมาใช้ (Security for Due Performance System) โดยในระบบนี้ คณะกรรมการมีอำนาจในการเรียกให้เจ้าของภาพยนตร์ดังกล่าววางเงินจำนวนหนึ่งตามที่คณะกรรมการกำหนดไว้เป็นประกันว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไข  หากเจ้าของภาพยนตร์ดังกล่าวฝ่าฝืนเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดไว้แล้ว คณะกรรมการมีอำนาจที่จะริบเงินประกันดังกล่าวได้ นอกจากนี้เจ้าของภาพยนตร์ยังจะต้องรับโทษปรับในอัตราไม่เกิน Singapore $5,000

 

4.2 การควบคุมการแสดงภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์

ผู้ประกอบธุรกิจแสดงภาพยนตร์ (Exhibition) ในประเทศสิงคโปร์นั้นจะต้องได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายภาพยนตร์เช่นเดียวกับผู้ประกอบธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์  โดยในการรับใบอนุญาตนั้น ผู้ประกอบธุรกิจอาจต้องวางเงินประกันการปฏิบัติตามกฎหมายภาพยนตร์และเงื่อนไขอื่นที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตด้วย  นอกจากนี้ ในการโฆษณาการแสดงภาพยนตร์นั้น ผู้โฆษณายังต้องขอรับอนุญาตจากคณะกรรมการภาพยนตร์อีกครั้งหนึ่ง หากผู้ใดโฆษณาภาพยนตร์โดยมิได้รับอนุญาตแล้ว ผู้นั้นจะต้องรับโทษปรับไม่เกิน Singapore $ 5,000 ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 22 ของกฎหมายภาพยนตร์

ในการดำเนินธุรกิจการแสดงภาพยนตร์นั้น กฎหมายภาพยนตร์ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องของการดำเนินการไว้อย่างกว้างขวาง[37] โดยเจ้าหน้าที่มีอำนาจที่จะเข้าไปตรวจสอบได้ตลอดเวลาทำการไม่ว่าจะเป็นกลางคืนหรือกลางวัน

หากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น  หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีการฝ่าฝืนเงื่อนไขการฉายภาพยนตร์หรือกฎหมายภาพยนตร์แล้ว กฎหมายภาพยนตร์ได้กำหนดบทลงโทษทางอาญาไว้ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่สามารถที่จะริบเงินประกันการปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือกฎหมายที่ได้เรียกเก็บไว้ในขณะออกใบอนุญาตด้วยก็ได้

 

4.3 การควบคุมการแสดงภาพยนตร์ผ่านสื่ออื่นๆ

แต่เดิมนั้น การควบคุมสื่อและเนื้อหาของรายการของสื่อต่างๆ นั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของ Singapore Broadcasting Authority และหน่วยงานอื่นๆ เช่น คณะกรรมการภาพยนตร์ (Film Commission) และ กระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะ (Ministry of Information, Communication and Arts) แต่เมื่อมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อทั้งหมดในปี 2002 จึงได้มีการจัดตั้ง Media Development Authority ขึ้นเป็นองค์กรอิสระ พร้อมทั้งโอนคณะกรรมการภาพยนตร์และฝ่ายภาพยนตร์และสิ่งพิมพ์ (Film and Publication Department) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะ เข้ามาอยู่ในสังกัดของ Media Development Authority เพื่อให้สามารถให้การบริการแก่ภาคเอกชนได้ในลักษณะรวมศูนย์ (One-Stop Service)

ในปัจจุบันนี้ ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ผลิตหรือนำเข้ามาในประเทศสิงคโปร์จะต้องได้รับการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการภาพยนตร์ตามกฎหมายภาพยนตร์ทุกเรื่อง โดยคณะกรรมการภาพยนตร์จะกำหนดว่าภาพยนตร์ประเภทใดจะได้รับการจัดกลุ่มประเภทอย่างไร (Rating)  ซึ่งการจัดกลุ่มดังกล่าวจะมีผลต่อการเผยแพร่ภาพยนตร์ผ่านสื่อต่างๆ นอกเหนือจากการแสดงภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ตามปกติอีกด้วย  ซึ่งในส่วนนี้ Media Development Authority จะเป็นผู้กำหนดอีกครั้งหนึ่งว่าภาพยนตร์ในกลุ่ม (Rating)ใดจะสามารถแสดงในสื่อประเภทใดได้และในช่วงเวลาใด[38] ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์ประเภท PG (Parental Guide) สามารถออกอากาศได้ตลอดเวลา แต่ภาพยนตร์ประเภท NC16 สามารถออกอากาศทางโทรทัศน์ได้เฉพาะเวลาหลัง 22.00 เป็นต้น


 

บทสรุป

                       

 

แม้ว่ากฎหมายของประเทศสิงคโปร์ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจองค์กรตามกฎหมายในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์และสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง มาตรการทางกฎหมายต่างๆ ที่ใช้ในการควบคุมสื่อต่างๆ มีลักษณะเข้มงวดอันเป็นผลมาจากระบบการปกครองประเทศของสิงคโปร์ที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตมากนัก  แต่จากการศึกษาพบว่า กฎหมายดังกล่าวโดยเฉพาะกฎหมายภาพยนตร์ (Film Act) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องนับแต่ปี 1991 ในลักษณะเปิดเสรี (Liberalisation) มาโดยตลอด อันเป็นผลจากความพยายามของรัฐบาลสิงคโปร์ในการปรับบทบาทให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

แนวทางการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศสิงคโปร์ในปัจจุบันนั้น องค์กรของรัฐได้ลดบทบาทในการควบคุมภาพยนตร์หรือสื่อต่างๆ ลงและให้องค์กรอิสระเข้ามาทำหน้าที่ในการตรวจพิจารณาและกำกับดูแลกิจการภาพยนตร์แทน นอกจากนี้ยังมีลักษณะเปิดกว้างให้ภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอแนะทางด้านนโยบายในการตรวจพิจาณาภาพยนตร์ด้วยอีกทางหนึ่งในรูปแบบของคณะกรรมการ (Advisory Committee) นอกจากนั้น องค์กรที่เกี่ยวข้องได้พยายามใช้อำนาจทางบริหารแทนการใช้อำนาจตามกฎหมายในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจทำหน้าที่ตรวจสอบภาพยนตร์ของตนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (Self-Examination) โดยรัฐจะเข้ามาตรวจสอบในบางกรณีเท่านั้น  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการดำเนินการยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่ประเทศสิงคโปร์ประสบความสำเร็จในการนำใช้ระบบที่ให้เอกชนทำหน้าที่ตรวจสอบตนเอง (Self-Examination) มาใช้อย่างไม่เป็นทางการนั้น

เป็นผลโดยตรงจากการที่กฎหมายของประเทศสิงคโปร์กำหนดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการเรียกเก็บเงินประกันการดำเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไขใบอนุญาตและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (Security for Due Performance) เพิ่มเติมจากการกำหนดเหตุเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตและโทษอื่นๆ ที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติของกฎหมาย  โดยในการเรียกเก็บเงินประกันนั้น เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาออกใบอนุญาตมีอำนาจกำหนดวงเงินได้ตามความเหมาะสมซึ่งอาจเป็นเงินจำนวนมากได้หากผู้ขอรับอนุญาตมีพฤติกรรมที่ต้องสงสัยหรือมีประวัติการฝ่าฝืนกฎหมาย  ระบบเงินประกันการดำเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไขใบอนุญาตและกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้นมีผลให้เอกชนต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงการดำเนินการตามกฎหมายเพื่อป้องกันมิให้ถูกริบเงินประกัน อันมีผลให้การบังคับใช้กฎหมายของประเทศสิงคโปร์นั้นมีประสิทธิภาพและตรงตามวัตถุประสงค์ในการออกกฎหมาย


 



[1] รัฐธรรมนูญของประเทศสิงคโปร์มิได้มีการรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในด้านการเมืองหรือการแสดงออกแต่อย่างใด ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญของประเทศอื่นที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยแท้ เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ที่มีการรับรองเสรีภาพในการแสดงออกหรือการเขียนของประชาชนไว้อย่างชัดเจนใน Amendment I ของรัฐธรรมนูญ

[2] มาตรา 6 ว่าด้วย Licence for carrying on business of importing, making, distributing or exhibiting films

[3] มาตรา 7 แห่งกฎหมายภาพยนตร์

[4] โปรดดูรายละเอียดของคณะกรรมการภาพยนตร์และกระบวนการตรวจพิจารณาเนื้อหาของภาพยนตร์ในบทที่ 3 และ 4

[5] โปรดดูรายละเอียดนิยามของ “ภาพยนตร์” ในบทที่ 3

[6] โปรดดูรายละเอียดของ Media Development Authority ในบทที่ 2

[7] ผู้ประกอบอาชีพฉายภาพยนตร์เป็นประจำ หมายความถึง ผู้ประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมโดยเป็นเงิน แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงโรงละครที่โดยปกติมิได้ฉายภาพยนตร์เป็นประจำ

[8] กระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะของประเทศสิงคโปร์รับผิดชอบการบริหารกฎหมายที่สำคัญ จำนวน 4 ฉบับ ดังต่อไปนี้

1. Film Act

2. Newspaper and Printing Presses Act

3. Undesirable Publication Act

4. The Public Entertainment and Meeting Act (Art Entertainment)

[9] ดูรายละเอียดของ Censorship Review Committee ในบทที่

[10] ข้อมูลจาก Website ของ Ministry of Information, Communication and Arts http://www4.gov.sg./mita/ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2546

[11] ข้อมูลจาก Website ของ Ministry of Information, Communication and Arts http://www4.gov.sg./mita/ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2546

[12] Media Development Authority ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2002 และรับโอนอำนาจหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2003

[13] โปรดดูรายละเอียดอำนาจหน้าที่ของ Media Development Authority ในมาตรา 11 ของ Media Development Act

[14] จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่พิจารณาให้อนุญาตผลิตภาพยนตร์นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรี

[15] ในกรณีไม่นำภาพยนตร์ที่นำเข้าไปเก็บรักษาไว้ในสถานที่ที่คณะกรรมการภาพยนตร์กำหนดไว้หรือนำภาพยนตร์ออกจากสถานที่ดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น มาตรา 13 กำหนดอัตราโทษปรับไว้ไม่เกิน Singapore $ 50,000

[16] ระบบจดทะเบียนผู้นำเข้า หรือ Registered Importers Scheme เป็นระบบที่ใช้อยู่ในประเทศสหราชอาณาจักรในปัจจุบัน

[17] การกำหนด Class Clearance จะกำหนดเป็นการกำหนดลักษณะกว้างๆ เท่านั้นว่าภาพยนตร์ประเภทใดไม่ต้องขออนุญาต ผู้ประกอบธุรกิจผลิต นำเข้า ส่งออก หรือฉายภาพยนตร์จะต้องใช้ความระมัดระวังในการพิจารณาว่าเข้าหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่  หากตรวจพบว่ามีการฝ่าฝืนหรือหลีกเลื่ยงการตรวจพิจารณาภาพยนตร์โดยใช้ระบบ Class Clearance แล้ว ผู้ประกอบธุรกิจอาจถูกยึดใบอนุญาตและเงินประกันได้

[18] Film Act 1998

Section 2 ………….

                “Film” means –

                (a) any cinematograph film;

                (b) any video recording, including a video recording that is designed for use wholly or principally as a game;

                (c) any other material record or thing on which is recorded or stored for immediate or future retrieval any information that, by the use of any computer or electronic device, is capable of being reproduced or displayed as wholly or partly visual moving pictures,

                and includes any part of a film, and any copy or part of a copy of the whole or any part of a film.

[19] โปรดดูรายละเอียดการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ที่นำออกฉายผ่านสื่ออื่นๆ ในบทที่ 4

[20] Film Act 1998

Section 2 ………….

                “Obscene”, in relation to a film, means a film the effect of which or the effect of any one of its parts or items is, if taken as a whole, such as to tend to deprive or corrupt persons who are likely, having regard to all relevant circumstances, to see or hear the film; ………….

 

[21] Film Act 1998

Section 2 ………….

                “Party Political Film” means a film –

                (a) which is an advertisement made by or on behalf of any political party in Singapore or anybody whose objects relate wholly or mainly to politics in Singapore, or any branch of such party or body; or

                (b) which is made by any person and directed towards any political end in Singapore:

…………

[22] Film Act 1998

Section 2 (3)  For the avoidance of doubt, any film which is made solely for the purpose of –

                (a) reporting of current events; or

                (b) informing or educating persons on the procedures and polling times for any election or national referendum in Singapore,

                is not a party political film

[23] Film Act 1998

Section 14 (1) Every film in the possession of any person shall be submitted to the Board without any alteration or excision for the purpose of censorship at the owner’s risk and expense and at such time and place as the Board may appoint ……….

[24] หลักเกณฑ์เรื่องการทำลายภาพยนตร์ที่ไม่ผ่านการตรวจพิจารณานั้นกำหนดไว้ในมาตรา 28 ของกฎหมายภาพยนตร์

[25] โปรดดูระบบการจัดประเภทภาพยนตร์ในบทที่ 4

[26] มาตรา 17 ของกฎหมายภาพยนตร์

[27] มาตรา 24 ของกฎหมายภาพยนตร์

[28] Singapore Broadcasting Authority ซึ่งตั้งขึ้นตาม Singapore Broadcasting Authority Act นั้นได้ยกเลิกไปแล้วในปี 2002 โดยผลของ Media Development Act

[29] ในทางปฏิบัตินั้น คณะกรรมการภาพยนตร์ของสิงคโปร์จะประกอบไปด้วยประธานและกรรมการจำนวน 12 ถึง 15 คน

[30] ข้อมูลรายชื่อและตำแหน่งของคณะกรรมการภาพยนตร์ในปัจจุบันได้จาก http://www.sfc.org.sg/

[31] มาตรา 3 ของ Film Act กำหนดองค์ประชุมของคณะกรรมการภาพยนตร์ไว้เพียง 3 คน เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว

[32] พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพิจารณาภาพยนตร์ได้แก่ Deputy and Assistant Censors of Films ซึ่งรัฐมนตรีผู้รักษาการแต่งตั้งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายภาพยนตร์ โดยรัฐมนตรีสามารถพิจารณาแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ได้โดยไม่จำกัดจำนวน

[33] ในปี 2002 กระทรวงข้อมูล สื่อสารและศิลปะ ได้ตั้งคณะกรรมการปรับปรุงการตรวจพิจารณาสื่อขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อตรวจสอบผลของการแก้ไขกฎหมายและเสนอแนะแนวทางปรับปรุงต่อไป ในปัจจุบัน คณะกรรมการฯ อยู่ในระหว่างการดำเนินการรับฟังความเห็นของประชาชนและมีกำหนดส่ง

ข้อสรุปผลการตรวจสอบพร้อมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลสิงคโปร์ในปลายปี 2004

[34] ในปี 1992 ภายหลังจากที่ได้ทำการสำรวจระบบการตรวจพิจารณาสื่อต่างๆ ทั้งระบบแล้ว Censorship Review Committee ได้เสนอให้แก้ไขประเภทของภาพยนตร์ไว้ในรายงานข้อเสนอถึงรัฐบาล ดังนี้

1. สมควรที่จะคงอายุของผู้ชมภาพยนตร์ประเภท R(A) ไว้ที่ 21 ปี

2. การเผยแพร่ภาพยนตร์ประเภท R(A) ควรจำกัดเฉพาะโรงภาพยนตร์ที่ได้รับใบอนุญาตเป็นพิเศษเท่านั้น

3. สมควรกำหนดให้มีประเภท NC16 เพิ่มเติมในระบบการจัดประเภทภาพยนตร์ โดยผู้ชมภาพยนตร์ประเภทนี้จะต้องมีอายุ 16 ปีขึ้นไป

4. การตรวจพิจารณาภาพยนตร์ที่จัดทำขึ้นโดยกลุ่มวัฒนธรรมควรที่จะยึดแนวทางที่เปิดกว้างมากขึ้น (Liberal Approach)

[35] มาตรา 2 แห่งกฎหมายภาพยนตร์ได้กำหนดให้ผู้ซึ่งอายุน้อยกว่า 16 ปีเป็นผู้เยาว์

[36] มาตรา 17 แห่งกฎหมายภาพยนตร์

การที่คณะกรรมการภาพยนตร์มีคำสั่งให้ภาพยนตร์เรื่องใดเป็นภาพยนตร์ประเภทใดนั้น ไม่กระทบต่ออำนาจของคณะกรรมการภาพยนตร์ในการมีคำสั่งให้ตัดหรือแก้ไขส่วนใดส่วนหนึ่งของภาพยนตร์นั้น

[37] มาตรา 23 แห่งกฎหมายภาพยนตร์

[38] มาตรา 12(b) แห่ง Media Development Authority Act ให้อำนาจ MDA ในการกำหนดเวลาถ่ายทอดของสื่อต่างๆ และ (h) ให้อำนาจในการออก Code of Practice สำหรับควบคุมเนื้อหาของรายการที่ถ่ายทอดได้