โครงการศึกษาวิจัย

 

 

 

เรื่อง

กฎหมายภาพยนตร์ของประเทศฝรั่งเศส

(แก้ไขเพิ่มเติม)

 

 

 

เสนอต่อ

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

 

 

โดย

นายวิชิต  จรัสสุขสวัสดิ์

พฤษภาคม  2546


สารบัญ

หน้า

บทนำ                                                                                                                                                                       1

 

บทที่ 1  กฎหมายเกี่ยวกับกิจการภาพยนตร์                                                                                                      3

1.1  กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ                                                                                   3

1.1.1 ประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์                                                                   3

1.1.2  รัฐบัญญัติ ที่ 86-1067 ว่าด้วยเสรีภาพในการสื่อสาร                                                5

1.2 กฎหมายลำดับรอง                                                                                                                          5

1.2.1 รัฐกฤษฎีกา ที่ 83-1084 ว่าด้วยคณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติ                          6

1.2.2 รัฐกฤษฎีกา ที่ 90-66 เพื่อการบังคับให้เป็นไปตามมาตรา 27                   6

มาตรา 33 และมาตรา 71 แห่งรัฐบัญญัติ ที่ 86-1067

ลงวันที่ 30 กันยายน 1986 และกำหนดหลักเกณฑ์การนำภาพยนตร์

และรายการวิทยุโทรทัศน์ออกอากาศทางโทรทัศน์

1.2.3 รัฐกฤษฎีกา ที่ 90-174 เพื่อการบังคับให้เป็นไปตามมาตรา 19                                6

ถึงมาตรา 22 แห่งประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์และ

การจัดประเภทภาพยนตร์

 

บทที่ 2  หลักเกณฑ์ทั่วไปในการกำกับดูแลกิจการภาพยนตร์                                                                       7

2.1 การประกอบวิชาชีพภาพยนตร์                                                                                   7

2.2 การตรวจลงตราและการจดทะเบียน                                                                                           8

2.3 หลักเกณฑ์การนำออกเผยแพร่                                                                                                    9

2.4 มาตรการส่งเสริมกิจการภาพยนตร์                                                                                           10

2.4.1 การช่วยเหลือทางการเงิน                                                                                             11

2.4.2 กองทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์                                                               12

2.4.3 การพัฒนาการผลิตภาพยนตร์                                                                                      13

2.5 องค์กรในการกำกับดูแล                                                                                                              14

2.5.1 คณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติ                                                                              14

2.5.2 ศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ                                                                                                15

 

 

หน้า

 

บทที่ 3  การจัดประเภทภาพยนตร์                                                                                                                   18

3.1 คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์                                                                                        18

3.2 การจัดประเภทภาพยนตร์ฝรั่งเศส                                                                                             20

3.3 การจัดประเภทภาพยนตร์ต่างประเทศ                                                                                     22

3.4 บทกำหนดโทษ                                                                                                                             23

 

บทที่ 4  การเผยแพร่ภาพยนตร์ในทางอื่น                                                                                  25

4.1 คณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์                                                                                                       25

4.2 หลักเกณฑ์การเผยแพร่ภาพยนตร์ในทางอื่น ๆ                                                                      27

4.2.1 ช่องโทรทัศน์ที่ไม่ต้องบอกรับเป็นสมาชิก                                                                28

4.2.2 ช่องภาพยนตร์โดยเฉพาะ                                                                                             29

 

บทสรุป                                                                                                                                                                  30

 

ภาคผนวก

 

บรรณานุกรม

 

 

 

 

 

 

 

 

 


19  พฤษภาคม  2546

 

เรื่อง       ขอส่งผลงานการศึกษาวิจัย เรื่อง  กฎหมายภาพยนตร์ของประเทศฝรั่งเศส

   (ที่แก้ไขเพิ่มเติม)

 

เรียน       เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

 

ตามที่กระผมได้ส่งรายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง กฎหมายภาพยนตร์ของประเทศฝรั่งเศสต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2546 และคณะกรรมการ
ตรวจรับงานวิจัยได้ตรวจรับและขอให้แก้ไขเพิ่มเติม นั้น

บัดนี้ กระผมได้ดำเนินการแก้ไขรายงานการศึกษาวิจัยเรื่องดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงขอส่งรายงานดังกล่าวต่อคณะกรรมการตรวจรับงานวิจัย เพื่อดำเนินการต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

 

 

(นายวิชิต จรัสสุขสวัสดิ์)

 

 

 

 


บทนำ

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ระบุถึงเหตุผลและความจำเป็นในการศึกษาวิจัย เรื่อง กฎหมายภาพยนตร์ของประเทศฝรั่งเศสว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พุทธศักราช 2473และพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การพิจารณาควบคุมกิจการภาพยนตร์เป็นไปอย่างมีระบบเนื่องจากว่ากิจการภาพยนตร์ในประเทศไทยต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายหลายฉบับ คือพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พุทธศักราช 2473 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์พ.. 2530 และพระราชบัญญัติวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง พ.. 2498 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ควรให้มีการศึกษาวิจัยกฎหมายควบคุมกิจการภาพยนตร์ในประเทศฝรั่งเศสว่าการประกอบกิจการอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายใด กฎหมายแต่ละฉบับควบคุมในเรื่องใด และองค์กรใดเป็นผู้ควบคุมดูแล เพื่อให้การพิจารณาปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวเป็นไปอย่างรอบคอบ

สำหรับประเทศฝรั่งเศสนั้น แนวคิดของกฎหมายภาพยนตร์ค่อนข้างจะแตกต่างจากแนวคิดของไทย กล่าวคือ ประเทศฝรั่งเศสเองเห็นปัญหาที่เกิดจากความแพร่หลายของภาพยนตร์ต่างประเทศโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา อีกทั้งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจการภาพยนตร์ในประเทศฝรั่งเศส แนวคิดของภาพยนตร์ของประเทศฝรั่งเศส จึงเป็นไปในลักษณะส่งเสริมให้กิจการภาพยนตร์เหล่านี้สามารถต่อสู้กับภาพยนตร์ต่างประเทศและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้ ดังจะเห็นได้จากการที่ประเทศฝรั่งเศสมีรัฐมนตรีรับผิดชอบด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ หรือรัฐมนตรีรับผิดชอบด้านวัฒนธรรมที่ดูแลเรื่องภาพยนตร์เป็นการเฉพาะ อันแสดงให้เห็นว่าประเทศฝรั่งเศสได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์

กฎหมายภาพยนตร์ของประเทศฝรั่งเศสเองก็มิได้รวมอยู่ในกฎหมายเฉพาะเพียงฉบับเดียวหากแต่กระจายอยู่ตามกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งจะเน้นในเรื่องต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป จากแนวคิดในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์เอง ทำให้ประเทศฝรั่งเศสได้บัญญัติให้มีประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ การจดทะเบียนและการตรวจลงตราภาพยนตร์ การช่วยเหลือทางการเงินแก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยมี
ศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ
(Centre national de la cinématographie) ซึ่งเป็นองค์การมหาชนทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในเรื่องนี้ สำหรับด้านนโยนบายทั่วไปนั้น ประเทศฝรั่งเศสได้จัดตั้งคณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติ (Conseil national de la cinématographie) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาในด้านนโยบายทั่วไปเกี่ยวกับภาพยนตร์ โดยรัฐกฤษฎีกา ที่ 83-1084 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 1983

จากความแตกต่างทางแนวคิดเกี่ยวกับภาพยนตร์ของประเทศฝรั่งเศส จึงทำให้ประเทศฝรั่งเศสมีระบบการจัดประเภทตรวจลงตราภาพยนตร์ที่แตกต่างจากแนวคิดของไทย โดยประเทศฝรั่งเศสจะใช้ระบบคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ซึ่งจะทำหน้าที่ในการจัดประเภทภาพยนตร์ และเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาตรวจลงตราภาพยนตร์ ซึ่งการจัดประเภทนี้จะไม่มีในลักษณะตัดภาพแต่จะใช้วิธีการกำหนดอายุของผู้เข้าชม

เมื่อได้มีการจัดประเภทตรวจลงตราภาพยนตร์แล้วก็จะใช้การตรวจลงตรานั้นตลอดไปไม่ว่าต่อไปจะมีการบันทึกภาพยนตร์นั้นลงในวัสดุอื่น ๆ หรือการนำภาพยนตร์นั้นออกอากาศทางโทรทัศน์ ซึ่งนอกจากฟิล์มภาพยนตร์แล้ว อุปกรณ์ที่ในการโฆษณาต่าง ๆ ก็ต้องมีการจัดประเภทตรวจลงตราด้วย การไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในเรื่องการจัดประเภทตรวจลงตรา นอกจากผู้กระทำความผิดจะต้องรับโทษตามกฎหมายแล้ว นิติบุคคลหรือผู้บริหารนิติบุคคลนั้น ๆ ยังอาจต้องรับผิดร่วมด้วย

และตามที่ได้กล่าวแล้วว่า แนวคิดของกฎหมายภาพยนตร์ของประเทศฝรั่งเศสมุ่งที่จะคุ้มครองอุตสาหกรรมภาพยนตร์  ดังนั้น แม้ต่อมาจะมีการนำภาพยนตร์นั้นออกอากาศทางโทรทัศน์ก็ยังมีระบบการคุ้มครองภาพยนตร์อยู่ โดยบัญญัติอยู่ในรัฐบัญญัติ ที่ 86-1067 ว่าด้วยเสรีภาพในการสื่อสาร ซึ่งมิใช่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์โดยตรง แต่จะเป็นกฎหมายที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งจะมีบางส่วนที่บัญญัติถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการนำภาพยนตร์ออกอากาศทางโทรทัศน์ โดยมีคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์ที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เป็นองค์กรที่กำกับดูแลในเรื่องนี้

 

 

 

 

 


บทที่ 1

กฎหมายเกี่ยวกับกิจการภาพยนตร์

 

กฎหมายฝรั่งเศสที่เกี่ยวกับกิจการภาพยนตร์มีอยู่ด้วยกันหลายฉบับด้วยกัน ซึ่งจากการตรวจสอบกฎหมายเหล่านี้มิได้มีการให้คำนิยามของคำว่า “ภาพยนตร์” อย่างชัดเจน จะมีก็เพียงแต่ให้คำอธิบายว่า “ผลงานภาพยนตร์” เป็นเช่นใด โดยรัฐกฤษฎีกา ที่ 90-66 ลงวันที่ 17 มกราคม 1990 ได้บัญญัติให้หมายถึง (1) ผลงานที่ได้รับการตรวจลงตราตามมาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์  ทั้งนี้ เว้นแต่ผลงานสารคดีที่ออกอากาศทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศส และ (2) ผลงานต่างประเทศก็มิได้รับการตรวจลงตราและเป็นผลงานภาพยนตร์เพื่อการพาณิชย์ในประเทศนั้น ๆ นอกจากนี้ยังได้ให้คำอธิบายว่า“ภาพยนตร์เรื่องยาว (oeuvre cinématographie de long duréeหมายถึง ภาพยนตร์ที่ใช้ระยะเวลาในการฉายมากกว่าหนึ่งชั่วโมง สำหรับ “ผลงานวิทยุโทรทัศน์” นั้น รัฐกฤษฎีกานี้ได้ให้คำอธิบายในเชิงปฏิเสธว่าหมายถึง รายการที่มิใช่ผลงานภาพยนตร์เรื่องยาว รายการข่าวสาร รายการบันเทิง รายการเกมส์ ฯลฯ  ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่า “ภาพยนตร์” ตามกฎหมายฝรั่งเศส หมายถึง ผลงานที่ได้ถ่าย อัด หรือกระทำด้วยวิธีการใด ๆ ให้ปรากฏรูปหรือเสียง และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำออกฉายในโรงภาพยนตร์

กฎหมายฝรั่งเศสที่มีอยู่ก็มิได้เป็นกฎหมายเกี่ยวกับกิจการภาพยนตร์โดยตรง ซึ่งครอบคลุมถึงทุก ๆ เรื่อง หากแต่เป็นกฎหมายที่บัญญัติถึงแง่มุมต่าง ๆ ของกิจการภาพยนตร์ ซึ่งอาจแยกพิจารณาได้เป็น 2 กรณี คือ (1) กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และ (2) กฎหมายลำดับรอง

 

1.1 กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ

 

เกี่ยวกับกิจการภาพยนตร์มีอยู่ด้วยกัน 2 ฉบับ ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

 

1.1.1 ประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ มีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ กฎหมายนี้ได้บัญญัติถึงเรื่องต่าง ๆ คือ ศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ การประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ การตรวจลงตราและจดทะเบียนภาพยนตร์ และการเงินของอุตสาหกรรมภาพยนตร์

โดยลักษณะ 1  บัญญัติให้มีการจัดตั้งศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติซึ่งเป็นองค์การ

มหาชนที่มีอิสระทางการเงิน และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีรับผิดชอบด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและประสานความร่วมมือในเรื่องกิจการอุตสาหกรรมภาพยนตร์

ส่วนลักษณะ 2 และลักษณะ 3 จะกล่าวถึงการประกอบวิชาชีพภาพยนตร์และการตรวจลงตราภาพยนตร์ โดยบัญญัติให้บริษัทที่ประสงค์จะดำเนินกิจการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ต้องได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการศูนย์ฯ ซึ่งการอนุญาตนี้มีระยะเวลาตามที่กำหนดไว้และอาจถูกเพิกถอนได้ สำหรับผู้ร่วมงานในบริษัทอุตสาหกรรมภาพยนตร์และผู้ร่วมงานในการสร้างภาพยนตร์ต้องมีบัตรประจำตัวผู้ประกอบวิชาชีพ (carte d’identité professionnelle) โดยผู้อำนวยการศูนย์ฯจะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ในการได้รับหรือเพิกถอนบัตร สำหรับการตรวจลงตราภาพยนตร์ได้กำหนดให้การนำภาพยนตร์ออกฉายต้องได้รับการตรวจลงตรา โดยรัฐมนตรีรับผิดชอบด้านภาพยนตร์ การตรวจลงตรานี้ต้องเสียภาษีให้แก่ศูนย์ฯด้วย นอกจากนี้ ก่อนที่จะนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่ต้องมีการจดทะเบียนภาพยนตร์ที่ศูนย์ฯ เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดของสัญญาที่ได้กระทำขึ้นในการผลิต การจัดจำหน่ายและการจัดสรรผลประโยชน์ในภาพยนตร์ที่ออกเผยแพร่ในประเทศฝรั่งเศส ภาพยนตร์ที่นำออกเผยแพร่จะเรียกโดยรวมว่า  โปรแกรม (รายการ) ซึ่งต้องมีความยาวของฟิล์มไม่น้อยกว่า 1,600 เมตร และต้องได้รับการตรวจลงตรามาแล้วไม่เกินกว่า 5 ปี

สำหรับลักษณะ 4  ของประมวลกฎหมายนี้จะกำหนดในเรื่องการเงินของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยจะกำหนดมาตรการช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ผลิตภาพยนตร์ โดยการให้กู้ยืมเงินแก่ผู้ผลิตภาพยนตร์และจะใช้วิธีจะชำระคืนโดยการหักจากรายได้ที่ภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ ได้รับระยะเวลาในการชำระคืนสูงสุด คือ 3 ปี  นอกจากการช่วยเหลือทางการเงินแล้ว ยังมีการเก็บภาษีเพื่อนำเข้ากองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม  1960 อัตราภาษีการนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่จะคำนวณจากความยาวของฟิล์ม ซึ่งภาษีนี้ต้องชำระเมื่อมีการตรวจลงตรา  โดยการขยายการตรวจลงตราหรือการตรวจลงตราใหม่ก็ไม่ต้องมีการเสียภาษีอีก ยังมีข้อยกเว้นที่ไม่ต้องเสียภาษีนี้อีก คือ ภาพยนตร์ที่มิได้มีเพื่อการพาณิชย์ ภาพยนตร์ข่าว ภาพยนตร์เพื่อศิลปะ หรือภาพยนตร์สำหรับเด็ก จากบทบัญญัติในลักษณะนี้ยังกำหนดให้รัฐสามารถค้ำประกันเงินกู้ยืมของบริษัทที่ได้รับอนุญาต เพื่อการส่งออกภาพยนตร์ฝรั่งเศส โดยจำนวนเงินสูงที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการเงินได้รับอนุมัติให้ค้ำประกันคือ 76224,51 ยูโร

 

1.1.2 รัฐบัญญัติ ที่ 86-1067 ว่าด้วยเสรีภาพในการสื่อสาร  กฎหมายฉบับนี้มิได้ใช้บังคับกับกิจการภาพยนตร์โดยตรง หากแต่เป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับกิจการวิทยุโทรทัศน์(l’audiovisuel) โดยรัฐบัญญัตินี้บัญญัติให้บุคคลทุกคนมีเสรีภาพในการสื่อสารทางวิทยุโทรทัศน์ ทั้งนี้ ภายใต้ขอบเขตของการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เสรีภาพและทรัพย์สินของบุคคลอื่น ความหลากหลายทางความคิดและความเห็น การรักษาความสงบเรียบร้อย ความจำเป็นในการป้องกันประเทศ ข้อบังคับของบริการสาธารณะ ข้อจำกัดทางเทคนิคในการติดต่อสื่อสาร และความจำเป็นในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต

องค์กรกำกับดูแลตามกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่ คณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์ (Conseilsupérieur audiovisuel) ซึ่งเป็นองค์กรทางปกครองอิสระทำหน้าที่กำกับดูแลการใช้เสรีภาพในการสื่อสารตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายนี้ โดยคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์มีอำนาจหน้าที่ (1) กำกับดูแลให้มีการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ความเป็นอิสระและความเป็นกลางของวิทยุโทรทัศน์ (2) ดูแลและสนับสนุนให้มีการแข่งขันและสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติระหว่างผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย (3) ดูแลคุณภาพและความหลากหลายของรายการ การพัฒนาการผลิต การสร้างสรรค์รายการ ตลอดจน การรักษาไว้ซึ่งภาษาและวัฒนธรรมฝรั่งเศส

ในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการภาพยนตร์นั้น กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) ให้คณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศทางวิทยุโทรทัศน์ เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชน ตลอดจนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

(2) กำหนดหลักเกณฑ์การนำภาพยนตร์ออกอากาศทางโทรทัศน์ผ่านคลื่นแฮรตเซียน

(3) กำหนดหลักเกณฑ์การนำภาพยนตร์ออกอากาศทางโทรทัศน์ผ่านเคเบิลใยแก้วและดาวเทียม

(4) กำหนดหลักเกณฑ์การออกอากาศภาพยนตร์เพื่อการพัฒนากิจการภาพยนตร์

(5) กำหนดหลักเกณฑ์การโฆษณาในระหว่างการออกอากาศภาพยนตร์

 

1.2 กฎหมายลำดับรอง

 

เกี่ยวกับกิจการภาพยนตร์ค่อนข้างจะมีความหลากหลายและเป็นบทบัญญัติที่กำหนดรายละเอียดในการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และรัฐบัญญัติ ที่ 86-1067 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการภาพยนตร์โดยตรงมีอยู่ด้วยกัน  3 ฉบับ คือ

1.2.1 รัฐกฤษฎีกา ที่ 83-1084 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 1983 ว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติ โดยกำหนดให้จัดตั้งคณะกรรมการภาพยนตร์ภายใต้การกำกับ

ดูแลของรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านภาพยนตร์ เพื่อทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านนโยบายทั่วไปเกี่ยวกับกิจการภาพยนตร์

 

1.2.2 รัฐกฤษฎีกา ที่ 90-66 ลงวันที่ 17 มกราคม 1990 เพื่อการบังคับให้เป็นไปตามมาตรา 27 มาตรา 33 และมาตรา 70 แห่งรัฐบัญญัติ ที่ 86-1067 ลงวันที่ 30 กันยายน 1986 และกำหนดหลักเกณฑ์การนำภาพยนตร์และรายการวิทยุโทรทัศน์ออกอากาศทางโทรทัศน์

กฎหมายนี้ได้บัญญัตินิยามให้แก่คำต่าง ๆ เช่น ผลงานภาพยนตร์ ผลงานภาพยนตร์เรื่องยาว ผลงานวิทยุโทรทัศน์ ผลงานภาพยนตร์หรือวิทยุโทรทัศน์ของยุโรป เพื่อใช้ในรัฐกฤษฎีกานี้ รัฐกฤษฎีกานี้ยังกำหนดหลักเกณฑ์ในการเผยแพร่ผลงานภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ และรายละเอียดในเรื่องสัดส่วนของภาพยนตร์ฝรั่งเศสและภาพยนตร์ยุโรปที่นำออกอากาศ ช่วงเวลาออกอากาศ จำนวนภาพยนตร์ที่สามารถออกอากาศได้ โดยหลักเกณฑ์เหล่านี้มีลักษณะเป็นมาตรการส่งเสริมกิจการภาพยนตร์ ดังจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไป

 

1.2.3 รัฐกฤษฎีกา ที่ 90-174 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1990 เพื่อการบังคับให้เป็นไปตามมาตรา 19 ถึงมาตรา 22 แห่งประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์และการจัดประเภทภาพยนตร์ โดยมีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ (Commission de classification)” ทำหน้าที่เสนอความเห็นประกอบการพิจารณาตรวจลงตราภาพยนตร์

นอกจากการจัดประเภทของภาพยนตร์แล้ว กฎหมายนี้ยังกำหนดหลักเกณฑ์ในการนำภาพยนตร์ประเภทต่าง ๆ ออกเผยแพร่ด้วย โดยภาพยนตร์ที่นำออกเผยแพร่ต้องเป็นไปในรูปแบบเดียวกับที่ได้เสนอต่อคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ การละเมิดบทบัญญัติแห่งรัฐกฤษฎีกานี้ ผู้กระทำผิดต้องรับโทษตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์

 

 

 

 


บทที่ 2

หลักเกณฑ์ทั่วไปในการกำกับดูแลกิจการภาพยนตร์

 

ประเทศฝรั่งเศสค่อนข้างให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งกฎหมายที่เป็นฉบับหลักในเรื่องนี้ คือ ประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ บัญญัติต่าง ๆตั้งแต่เรื่องการประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ การตรวจลงตราและการจดทะเบียนภาพยนตร์ตลอดจนหลักเกณฑ์การนำเผยแพร่ภาพยนตร์และการเงินของกิจการภาพยนตร์ ก็ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้

 

2.1 การประกอบวิชาชีพเกี่ยวกับภาพยนตร์

 

มาตรา 14 แห่งประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้บัญญัติให้บริษัทที่ต้องการจะประกอบกิจการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ต้องได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่บริหารงานศูนย์ภาพยนตร์ ตลอดจนออกข้อบังคับต่าง ๆ ภายใต้อำนาจของรัฐมนตรีรับผิดชอบด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ การอนุญาตให้ประกอบกิจการอาจกำหนดระยะเวลาไว้ และอาจถูกเพิกถอนได้ โดยการขออนุญาตนั้น ผู้ขอต้องชำระค่าธรรมเนียมตามที่ศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติกำหนดไว้ นอกจากนี้ มาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าวยังกำหนดให้บุคลากรของบริษัทอุตสาหกรรมภาพยนตร์หรือบุคลากรที่มีส่วนร่วมในการสร้างภาพยนตร์ ต้องมีบัตรประจำตัวผู้ประกอบวิชาชีพที่ออกโดยศูนย์ฯจึงจะสามารถประกอบวิชาชีพได้  ซึ่งการออกบัตรและการเพิกถอนบัตรผู้ประกอบวิชาชีพเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยผู้อำนวยการศูนย์ฯ

การที่บริษัทอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไม่แจ้งรายได้หรือแจ้งรายได้ รวมถึงจำนวนลูกจ้างบุคลากรที่มีอยู่อันเป็นเท็จแก่ศูนย์ฯ อาจทำให้ผู้กระทำการดังกล่าวต้องรับโทษจำคุก3 เดือน ปรับ 18,000 ยูโรหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งผู้บริหารของบริษัทต้องรับผิดในการนี้เช่นเดียวกับผู้กระทำ หรือผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามมาตรา 18 นี้ไม่เป็นการตัดสิทธิในดำเนินการตามมาตรา 313-1 มาตรา 313-7 และมาตรา 313-8 แห่งประมวลกฎหมายอาญา[1]

โดยหลักเกณฑ์การดำเนินการตามบทลงโทษนี้ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและการเงิน และรัฐมนตรีรับผิดชอบด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์กำหนด ผู้อำนวยการศูนย์ฯหรือผู้มีส่วนได้เสียอาจสละสิทธิให้พนักงานอัยการเป็นผู้ทำหน้าที่โจทก์แทนในการดำเนินการฟ้องร้องคดี

 

2.2 การตรวจลงตราและการจดทะเบียน

 

หลังจากที่ได้กำหนดเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ไว้แล้ว การจะนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่นั้น มาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้กำหนดให้ต้องมีการตรวจลงตรา (Visa d’exploitation) โดยรัฐมนตรีรับผิดชอบด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ในขั้นตอนนี้จะมีการจัดประเภทภาพยนตร์ไปด้วย ซึ่งจะได้กล่าวในบทต่อไปการตรวจลงตรานี้ต้องเสียค่าธรรมเนียมแก่ศูนย์ฯ การนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่โดยที่มิได้ตรวจลงตรา หรือออกเผยแพร่โดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ในการตรวจลงตรา ประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้กำหนดบทลงโทษไว้ นอกจากจะถูกยึดฟิล์มภาพยนตร์แล้ว ยังต้องโทษปรับ 45,000 ยูโร และศาลยังอาจมีคำพิพากษาเพิ่มเติม ดังนี้ (1) ห้ามมิให้ผู้กระทำความผิดทำหน้าที่บริหารหรือประกอบวิชาชีพภาพยนตร์เป็นการชั่วคราวหรือถาวร (2) ลงโทษปรับบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้กระทำความผิด และลงโทษปรับนิติบุคคลในกรณีที่ผู้บริหารเป็นผู้กระทำความผิด

เมื่อได้ตรวจลงตราแล้ว ก่อนที่จะนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่ยังต้องมีการจดทะเบียนที่สำนักทะเบียนภาพยนตร์ ซึ่งมาตรา 31 แห่งประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์กำหนดให้ศูนย์ภาพยนตร์ฯจัดตั้งสำนักทะเบียนภาพยนตร์ขึ้นที่กรุงปารีส เพื่อทำหน้าที่รับจดทะเบียนภาพยนตร์ที่จะออกเผยแพร่ในฝรั่งเศส  ตลอดจนสัญญาต่าง ๆ ที่ทำขึ้นระหว่างผู้สร้าง ผู้จัดจำหน่ายและบุคคลอื่น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นผู้มีสิทธิต่าง ๆ ในภาพยนตร์นั้น  ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลที่อาจใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ต่อไป การจดทะเบียนนั้นต้องดำเนินการร้องขอโดยผู้ผลิตหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งต้องยื่นสำเนาสัญญาหรือสำเนาหนังสือการอนุญาตให้เผยแพร่ภาพยนตร์จากผู้ผลิต และระยะเวลาอนุญาตให้นำภาพยนตร์ออกเผยแพร่ด้วย

 

2.3 หลักเกณฑ์การนำออกเผยแพร่

 

ในการนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่นั้น ประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยังได้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรประโยชน์ระหว่างผู้ให้สิทธินำภาพยนตร์ออกเผยแพร่กับเจ้าของกิจการโรงภาพยนตร์ด้วย โดยได้กำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวอยู่ในมาตรา 23 ถึงมาตรา 30 ภาพยนตร์ที่นำออกเผยแพร่ โดยฉายเสร็จภายในโปรแกรมเดียว ต้องมีความยาวของฟิล์มไม่น้อยกว่า 1,600 เมตร และได้รับการตรวจลงตรามาแล้วไม่เกินห้าปี

การให้สิทธิแก่ผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ในการนำภาพยนตร์เรื่องยาวที่มีการตรวจลงตรามาแล้วไม่เกินห้าปีออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน จะกระทำได้ต่อเมื่อมีการจัดสรรรายได้ตามสัดส่วนในการฉายภาพยนตร์นั้น การให้สิทธิแบบจัดสรรรายได้ตามสัดส่วนนี้จะไม่ใช้บังคับกับกรณีที่โรงภาพยนตร์นั้นมีอัตราการเข้าชมประจำสัปดาห์ไม่เกิน  1,200 ที่นั่งต่อปี ซึ่งผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์เหล่านี้จะได้รับอนุญาตให้เช่าภาพยนตร์ในราคาที่กำหนดแน่นอนเป็นการล่วงหน้า

การคำนวณรายได้ตามสัดส่วนจะคำนึงถึงรายได้จากการขายบัตรเข้าชมภาพยนตร์ โดยยังไม่รวมภาษีและอากรแสตมป์ ซึ่งผู้อำนวยการศูนย์ฯจะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การเช่าภาพยนตร์ และอัตราต่ำสุดและอัตราสูงสุดของการจัดสรรรายได้ตามสัดส่วนในการเข้าชมภาพยนตร์

ผู้อำนวยการศูนย์ฯยังเป็นผู้อนุญาตให้การนำรูปแบบในการให้สิทธิเข้าชมภาพยนตร์หลายครั้ง (une formule d’accès au cinéma donnant droit à des entrées multiple) กล่าวคือเป็นลักษณะการซื้อบัตรชมภาพยนตร์เป็นจำนวนที่นั่ง รวมถึงการสมัครเป็นสมาชิก
โรงภาพยนตร์มาใช้ด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์การอนุญาตของผู้อำนวยการศูนย์ฯต้องเป็นไปดังนี้

(1) การให้สิทธิเข้าชมตามภาพยนตร์รูปแบบดังกล่าวจะคำนวณจากราคาของค่าเข้าชมต่อที่นั่งกับอัตราค่าเช่าที่ผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ได้ทำสัญญาไว้กับผู้จัดจำหน่ายตามสัญญาเช่า ทั้งนี้ โดยเป็นไปตามแนวปฏิบัติในเรื่องการแบ่งรายได้ตามสัดส่วนจากการขายบัตร
ที่เดียว
(du entrées vendues à l’unité) ราคาบัตรที่นั่งเดียวต้องสอดคล้องกับอัตราลดที่ใช้กันอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ด้วย

(2) ผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ที่มีอัตราการเข้าชมมากกว่าร้อยละ 25 หรือมีรายได้มากกว่าร้อยละ 3 ของรายได้ระดับชาติภายในเขตที่กำหนดไว้ หากมีการเสนอรูปแบบการสมัครเป็นสมาชิก (une foumule d’abonnement) ผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ต้องเสนอให้
ผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ในเขตเดียวกันที่มีอัตราการเข้าชมหรือรายได้น้อยกว่าร้อยละ
25 เข้าร่วมในรูปแบบการสมัครเป็นสมาชิกด้วย ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์นั้นมีอัตราการเข้าชมไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของอัตราการเข้าชมระดับชาติ การเสนอรูปแบบดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติและต้องประกันรายได้ขั้นต่ำของราคาต่อที่นั่งแก่
ผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์นั้น ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าจำนวนรายได้ต่อที่นั่งที่ได้รับจากผู้จัดจำหน่าย

ในการยื่นคำร้องขออนุญาตที่เสนอรูปแบบการให้สิทธิเข้าชมภาพยนตร์หลายครั้ง ผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์ต้องแจ้งรายการดังต่อไปนี้

(1) หลักเกณฑ์ทั่วไปของรูปแบบการให้สิทธิเข้าชมหลายครั้ง

(2) ข้อผูกพันระหว่างผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์กับผู้จัดจำหน่าย และผู้ผลิตภาพยนตร์ รวมทั้ง สัญญาความร่วมมือดังกล่าว ซึ่งสัญญานี้ไม่อาจกำหนดให้มีข้อสัญญาเกี่ยวกับรายการของโรงภาพยนตร์ หรือข้อสัญญาเกี่ยวกับการให้สิทธิพิเศษ

เมื่อเจ้าของกิจการโรงภาพยนตร์ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศูนย์ฯแล้ว ศูนย์ฯ ก็จะพิจารณาไปตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งหลักเกณฑ์การอนุญาตหรือการเพิกถอนการอนุญาต รวมถึง
ข้อสัญญาเกี่ยวกับระยะเวลาของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบกิจการโรงภาพยนตร์กับผู้จัดจำหน่าย ผู้ผลิต หรือผู้มีสิทธิ จะกำหนดโดยรัฐกฤษฎีกาที่ผ่านการพิจารณาของสภาแห่งรัฐ ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า รัฐกฤษฎีกานี้จะกำหนดสัญญาความร่วมมือในรูปแบบการให้สิทธิเข้าชมภาพยนตร์หลายครั้งด้วย

หลังจากที่ได้ทำสัญญาเช่าภาพยนตร์ออกเผยแพร่แล้ว คู่สัญญาคือผู้จัดจำหน่ายหรือผู้มิสิทธิกับเจ้าของกิจการโรงภาพยนตร์จะผูกพันตามสัญญา เมื่อพ้นระยะเวลาสามวันนับแต่วันที่แสดงตัวอย่างภาพยนตร์หรือวันที่ภาพยนตร์ออกเผยแพร่ครั้งแรก

 

2.4 มาตรการส่งเสริมกิจการภาพยนตร์

 

ตามที่ได้กล่าวแล้วว่า ประเทศฝรั่งเศสได้ให้ความสำคัญการช่วยเหลืออุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ต้องมีการแข่งขันเป็นอย่างสูงกับภาพยนตร์จากประเทศอื่น ๆ และภาพยนตร์ที่ใช้ภาษาอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศสจึงได้กำหนดมาตรการเพื่อช่วยเหลือทางการเงินแก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ฝรั่งเศสไว้ในบรรพ 4 ของประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เพื่อเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ อีกทั้งในรัฐบัญญัติ
ที่
86-1067 ว่าด้วยเสรีภาพในการสื่อสาร ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับวิทยุโทรทัศน์ก็ยังมีบทบัญญัติเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์

2.4.1 การช่วยเหลือทางการเงิน

เพื่อที่จะช่วยเหลือการผลิตภาพยนตร์ฝรั่งเศส ประเทศฝรั่งเศสจึงกำหนดให้มีบทบัญญัติว่าด้วยการช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ผลิตภาพยนตร์ โดยการให้เงินยืมล่วงหน้าจากกองทุนตามมาตรา 1 แห่งรัฐบัญญัติ ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 1940 เกี่ยวกับการให้เงินยืมล่วงหน้าแก่บริษัทตามรัฐกำหนดกฎหมาย ลงวันที่ 27 ตุลาคม 1939

การให้เงินยืมล่วงหน้าจะคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 4 และต้องใช้คืนภายในระยะเวลาไม่เกินสามปี จำนวนเงินยืมล่วงหน้าจะไม่เกินร้อยละ 65 ของประมาณการค่าใช้จ่ายที่กำหนดโดยศูนย์ฯ

ในการขอเงินยืมล่วงหน้าต้องทำเป็นคำร้องยื่นต่อศูนย์ฯโดยต้องมีความเห็นทางเทคนิคและต้องปฏิบัติตามคำแนะนำที่กำหนดไว้ในเอกสาร การพิจารณาการให้เงินยืมล่วงหน้าจะกระทำโดยคณะกรรมการพิจารณาเงินยืมล่วงหน้าเพื่อภาพยนตร์ (Comité d’attribution des avances au cinéma) ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง จำนวน 2 คน โดยคนหนึ่งจะทำหน้าที่ประธานกรรมการ ผู้แทนศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ จำนวน 2 คน และผู้แทนสถาบันเงินกู้แห่งชาติ (Crédit national) จำนวน 1 คน คณะกรรมการนี้จะเป็นผู้กำหนดจำนวนและรูปแบบของเงินยืมล่วงหน้า โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การชำระเงินคืนและผู้รับประโยชน์จากเงินยืมล่วงหน้า

เงินยืมล่วงหน้าจะถูกนำเข้าบัญชีธนาคารที่ได้รับอนุญาตจากศูนย์ฯ โดยการเบิกจ่ายเงินกระทำได้โดยความตกลงของศูนย์ฯ ซึ่งการอนุญาตให้ใช้จ่ายเงินจะกระทำได้ต่อเมื่อผู้ผลิตได้มีส่วนร่วมลงทุนด้วยแล้วอย่างต่ำร้อยละ 35 จำนวนค่าใช้จ่ายที่เกินกว่าจำนวนเงินที่ได้รับอนุมัติสำหรับภาพยนตร์ ผู้ผลิตต้องเป็นผู้รับผิดชอบจำนวนเงินที่เกินไปนั้น ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทต้องเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการพิจารณาเงินยืมล่วงหน้าภาพยนตร์ และหากคณะกรรมการนี้เห็นว่าต้องใช้วิธีการเรียกคืนเงินยืมล่วงหน้าก็จะดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของกรมบัญชีกลาง

สถาบันเงินกู้แห่งชาติและศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติจะทำความตกลงกันในเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารกองทุนร่วมที่ตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามเรื่องนี้ ในแต่ละเดือนสถาบันเงินกู้แห่งชาติจะรายงานเรื่องการเบิกจ่ายเงินและการคืนเงินที่อยู่ในความรับผิดชอบต่อกระทรวงการคลัง

2.4.2 กองทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์

นอกจากการให้เงินยืมล่วงหน้าแล้ว เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้กำหนดให้ตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ขึ้น โดยจะเรียกเก็บเงินเข้ากองทุน เมื่อมีการขอให้ตรวจลงตราภาพยนตร์และนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่ เงินที่จะเรียกเก็บเข้ากองทุนจะคำนวณตามความยาวของฟิล์มภาพยนตร์ฉบับสำเนาที่ตรวจลงตราตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

(1) ภาพยนตร์เรื่องยาวที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส คิดอัตรา 0.69 ยูโรต่อเมตร

(2) ภาพยนตร์เรื่องยาวต่างประเทศที่ใช้ภาษาต่างประเทศ คิดอัตรา 0.08 ยูโรต่อเมตร

(3) ภาพยนตร์เรื่องสั้น คิดอัตรา 0.08 ยูโรต่อเมตร


ทั้งนี้ การเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนจะยกเว้นให้แก่

(1) ภาพยนตร์ที่มิใช่เพื่อการพาณิชย์

(2) ภาพยนตร์ที่ออกเผยแพร่ในโรงภาพยนตร์เพื่อศิลปะและการทดลอง โดยมีข้อแม้ว่า การเผยแพร่นั้นต้องมีระยะเวลาไม่เกิน 4 สัปดาห์ในกรุงปารีสหรือไม่เกิน 12 สัปดาห์สำหรับนอกเขตกรุงปารีส

(3) ภาพยนตร์สำหรับเด็กที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นในศูนย์ฯ โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการจะกำหนดโดยประกาศกระทรวงของรัฐมนตรีรับผิดชอบด้านวัฒนธรรม

นอกเหนือไปจากภาพยนตร์ที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์แล้ว ประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมยังกำหนดให้ความตกลงแลกเปลี่ยนภาพยนตร์ระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศอื่น ๆ สามารถทำข้อตกลงในเรื่องการคืนเงินเรียกเก็บเข้ากองทุนที่ได้ชำระ เมื่อมีการนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่ในประเทศฝรั่งเศสได้โดยอาศัยหลักต่างตอบแทนทางภาษีอากร ทั้งนี้ เว้นแต่เป็นภาพยนตร์ของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป  ซึ่งการคืนเงินเรียกเก็บเข้ากองทุนต้องคำนึงถึงจำนวนภาพยนตร์ฝรั่งเศสที่ออกเผยแพร่ในประเทศนั้น ๆ ด้วย

เงินที่ใช้สนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ผลิตภาพยนตร์ฝรั่งเศสเรื่องยาวไม่อาจโอนหรือยึดได้และโดยยกเว้นมาตรา 2101 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง จำนวนเงินที่ช่วยเหลือแก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์นี้จะถูกจัดประเภทบุริมสิทธิ์ตามลำดับ ดังนี้

(1) เงินที่ต้องชำระคืนแก่รัฐ เว้นแต่เงินที่เรียกเก็บเข้ากองทุนพัฒนาภาพยนตร์

(2) เงินเดือนและค่าตอบแทนคนงาน ล่าม เจ้าหน้าที่เทคนิค ผู้กำกับบท เว้นแต่ค่าตอบแทนของผู้จัดการ ประธาน หรือผู้อำนวยการของบริษัทผู้ผลิต

(3) การโอนเงินหรือการหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับเงินเดือน

(4) ค่าใช้จ่ายสตูดิโอ การทำเทคนิคพิเศษ ห้องล้างฟิล์ม การเช่าอุปกรณ์ทางเทคนิค ซึ่งมีลักษณะเฉพาะและเกี่ยวกับการผลิตภาพยนตร์

นอกจากมาตรการช่วยเหลือทางการเงินและกองทุนเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์แล้ว ประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยังกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง มีอำนาจอนุมัติการค้ำประกันเงินทุนสำหรับการส่งออกภาพยนตร์ฝรั่งเศสไปยังต่างประเทศ การค้ำประกันจะพิจารณาโดยคณะกรรมการพิจารณาเงินยืมล่วงหน้าสำหรับภาพยนตร์ ซึ่งจะมีการเพิ่มผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศเป็นคณะกรรมการด้วย คณะกรรมการคณะนี้จะพิจารณาลักษณะและจำนวนของเงินทุนที่จะได้รับการค้ำประกัน การชำระคืน และความรับผิดต่อบริษัทที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้รับความเห็นชอบในการค้ำประกันของรัฐต้องมีบันทึกลงในสัญญาระหว่างสถาบันเงินกู้แห่งชาติกับบริษัทที่เกี่ยวข้อง

2.4.3 การพัฒนาการผลิตภาพยนตร์

รัฐบัญญัติ ที่ 86-1067 ว่าด้วยเสรีภาพในการสื่อสาร แม้จะมิใช่กฎหมายที่เกี่ยวกับภาพยนตร์โดยตรง แต่ก็มีบทบัญญัติบางประการที่มีลักษณะเป็นมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยในลักษณะ 5 แห่งรัฐบัญญัตินี้ได้บัญญัติถึงหลักเกณฑ์ในการพัฒนาการผลิตภาพยนตร์ไว้ โดยกำหนดให้สถานีโทรทัศน์ที่เผยแพร่ผลงานภาพยนตร์ โดยเฉพาะบริษัทตามมาตรา 44 ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ภาครัฐต้องส่งเงินเพื่อการพัฒนากิจกรรมภาพยนตร์แห่งชาติ ตามแบบและวิธีการที่กำหนดไว้ในหนังสือบริคณฑ์สนธิ ซึ่งข้อกำหนดเกี่ยวกับการเผยแพร่ผลงานภาพยนตร์ในหนังสือบริคณฑ์สนธิต้องกำหนดเรื่อง ดังต่อไปนี้

(1) จำนวนภาพยนตร์เรื่องยาวที่จะนำออกอากาศในแต่ละปี

(2) สัดส่วนของภาพยนตร์ที่จะนำออกอากาศต้องเป็นภาพยนตร์ยุโรปไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 และภาพยนตร์ฝรั่งเศสไม่น้อยกว่าร้อยละ 40

(3) ช่วงเวลาออกอากาศของภาพยนตร์เรื่องยาว

ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นนี้ใช้บังคับกับสถานีโทรทัศน์ที่เผยแพร่ตามปกติเท่านั้นกล่าวคือ ไม่ใช้บังคับกับสถานีโทรทัศน์ที่ต้องบอกรับเป็นสมาชิก

 

สัญญาที่ให้สิทธิในการนำภาพยนตร์ออกอากาศทางโทรทัศน์ต้องมีการกำหนดระยะเวลาที่สามารถนำภาพยนตร์นั้นออกเผยแพร่ได้ ข้อตกลงในลักษณะนี้ยังใช้บังคับกับกรณีที่เป็นการทำความตกลงระหว่างองค์กรวิชาชีพภาพยนตร์กับผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ด้วยและภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งรัฐบัญญัติ ที่ 85-660 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 1985 การนำภาพยนตร์ออกอากาศทางโทรทัศน์ไม่อาจจะคั่นโฆษณาเกินกว่าหนึ่งครั้งในช่วงที่ออกอากาศนั้นเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์

 

2.5 องค์กรในการกำกับดูแล

 

ตั้งแต่ขั้นตอนการดำเนินการสร้างจนถึงก่อนการนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่นั้น จะมีองค์กรที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการนี้อยู่ 2 องค์กรด้วยกัน คือ (1) คณะกรรมการภาพยนตร์ แห่งชาติ และ (2) ศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ


2.5.1 คณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติ

คณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติเป็นคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำแก่รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านภาพยนตร์ โดยจะให้คำปรึกษาแนะนำในด้านนโยบายทั่วไปเกี่ยวกับภาพยนตร์ การสร้างและการผลิตผลงาน การส่งเสริมและการเผยแพร่ทางพาณิชย์และทางวัฒนธรรมทั้งตลาดภายในและภายนอกประเทศ การเก็บรักษาและการรักษาซึ่งของภาพยนตร์อันมีคุณค่าเป็นสมบัติของชาติ ตลอดจนการให้การศึกษาในวิชาชีพภาพยนตร์

นอกจากให้คำปรึกษาแนะนำในด้านทั่ว ๆ ไปแล้ว คณะกรรมการยังมีอำนาจหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ทั้งระดับพระราชบัญญัติและระดับกฎหมายลำดับรอง การดำเนินการช่วยเหลือทางการเงินแก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ และปัญหาทางวิชาชีพที่เกี่ยวกับสาขาต่าง ๆ ของกิจกรรมภาพยนตร์

รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านภาพยนตร์จะทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติ โดยมีผู้อำนวยการศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติเข้าร่วมประชุมตามกฎหมาย เพื่อทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยบุคคล ดังต่อไปนี้

(1) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมาธิการกิจการวัฒนธรรม ครอบครัว สังคม และคณะกรรมาธิการการคลัง เศรษฐกิจ และแผนโครงการของสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 2 คน

(2) สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมาธิการกิจการวัฒนธรรมและคณะกรรมาธิการการคลัง การควบคุม งบประมาณและบัญชีทางเศรษฐกิจของชาติของวุฒิสภา จำนวน 2 คน

(3) ลูกจ้างประจำหรือชั่วคราวของบริษัทภาพยนตร์ที่คัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของสหภาพแรงงานหรือองค์กรผู้ประกอบวิชาชีพ จำนวน 10 คน

(4) ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่คัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของสหภาพแรงงานหรือองค์กรผู้ประกอบวิชาชีพ จำนวน 3 คน

(5) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 25 คน

(6) ผู้แทนรัฐมนตรีรับผิดชอบด้านเศรษฐกิจและการคลัง รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านงบประมาณ รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านแรงงาน รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านมหาดไทย รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านอุตสาหกรรมและการวิจัยรัฐมนตรีรับผิดชอบด้านการศึกษาแห่งชาติ รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านการค้าต่างประเทศ รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านเยาวชนและกีฬา รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านความร่วมมือ รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านการสื่อสารโทรคมนาคม รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านประชาสัมพันธ์ และรัฐมนตรีรับผิดชอบด้านการบริโภคและแผนโครงการ จำนวน 14 คน

การแต่งตั้งกรรมการตาม (3) (4) และ (5) ต้องทำเป็นประกาศกระทรวงของรัฐมนตรีรับผิดชอบด้านภาพยนตร์และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ สำหรับกรณีที่กรรมการขาดคุณสมบัติ ต้องพ้นจากตำแหน่ง ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเข้ามาแทนจะมีวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระการดำรงตำแหน่งที่เหลืออยู่ของกรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง

นอกจากคณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติแล้ว รัฐมนตรีรับผิดชอบด้านภาพยนตร์อาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิให้เข้าร่วมในการประชุมของคณะกรรมการได้ แต่จะไม่มีสิทธิออกเสียงในการประชุมของคณะกรรมการ สำหรับการประชุมคณะกรรมการจะประชุมสมัยสามัญอย่างน้อยปีละครั้ง โดยรัฐมนตรีรับผิดชอบด้านภาพยนตร์เป็นผู้เรียกประชุม และอาจประชุมสมัยวิสามัญได้ หากจำเป็นต้องให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

2.5.2 ศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ

ประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้บัญญัติให้มีศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติโดยให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(1) ศึกษาร่างกฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยเฉพาะกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ให้อุตสาหกรรมนี้มีสถานะทางกฎหมายที่เหมาะสมกับความจำเป็น

(2) ออกข้อบังคับที่จำเป็นในการประสานความร่วมมือของบริษัทอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างสมเหตุสมผล ปรับปรุงบริษัทให้ร่วมสมัย และพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฝรั่งเศส

(3) ควบคุมทางการเงินและรายได้ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์

(4) ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่การผลิตภาพยนตร์ ตลอดจนการรับชำระเงินคืน

(5) เป็นศูนย์กลางการเบิกจ่ายเงินเกี่ยวกับการผลิตและการนำภาพยนตร์ออกฉายการเบิกจ่ายเงินงบประมาณของกระทรวงหรือองค์กรมหาชนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ตลอดจนสมาคมหรือองค์กรที่อยู่ภายใต้การควบคุมตามมาตรา 5 แห่งรัฐกฤษฎีกา ลงวันที่20 มีนาคม 1939  ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 2 แห่งรัฐบัญญัติที่ 47-1465 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 1947

(6) ดูแลการเผยแพร่ภาพยนตร์สารคดี และการพัฒนาภาพยนตร์ที่มิใช่เพื่อการพาณิชย์ โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือการจัดเทศกาลภาพยนตร์ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ เพื่อเผยแพร่ภาพยนตร์ฝรั่งเศส โดยความร่วมมือกับสมาคมต่าง ๆ

(7) จัดฝึกอบรมทางวิชาการและเทคนิคสำหรับวิชาชีพภาพยนตร์

(8) ให้ความร่วมมือในงานทางด้านสังคมที่จัดขึ้น โดยบริษัทหรือกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ตลอดจนจัดการหรือบริหารการจัดการงานทางด้านสังคม

นอกจากนี้ ตามรัฐบัญญัติ ที่ 92-546 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 1992 ยังบัญญัติให้ศูนย์ฯมีหน้าที่ (1) การรวบรวมและเก็บรักษาวีดีโอที่เก็บในรูป รูปภาพทางเคมี (2) ร่วมในการจัดทำและเผยแพร่ สารบัญที่เกี่ยวข้องและเก็บรักษาเพื่อให้สาธารณชนสามารถตรวจดูได้ โดยการตรวจดูของสาธารณชนต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและสภาพของการเก็บรักษา หลักเกณฑ์การดำเนินการดังกล่าวข้างต้น จะถูกกำหนดโดยรัฐกฤษฎีกาที่ผ่านความเห็นชอบของสภาแห่งรัฐ

ศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติมีผู้อำนวยการศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ (ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐกฤษฎีกาของคณะรัฐมนตรีจากการเสนอชื่อของรัฐมนตรีรับผิดชอบด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์) เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด

ในกรณีที่มีการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ผู้อำนวยการศูนย์ฯจะเป็นผู้กำหนดมาตรการลงโทษตามความเห็นที่เสนอโดยคณะกรรมการ ซึ่งมีตุลาการศาลปกครองเป็นประธาน โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการเป็นไปตามที่กำหนดในรัฐกฤษฎีกาที่ผ่านการพิจารณาของสภาแห่งรัฐ คณะกรรมการสามารถรับพิจารณากรณีการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในประเภทกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ย้อนหลังไปได้ 3 ปี อย่างไรก็ตาม มาตรการลงโทษต้องได้สัดส่วนกับความร้ายแรงและไม่อาจจะรุนแรงกว่ามาตรการที่คณะกรรมการเสนอมาได้ ซึ่งมาตรการในการลงโทษอาจจำแนกได้เป็น

(1) การห้ามมิให้ผู้นั้นทำหน้าที่เป็นผู้บริหารในบริษัทอุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นการชั่วคราวหรือถาวร

(2) โทษปรับโดยสามารถกำหนดอัตราการปรับได้ถึงร้อยละ 20 ของรายได้จากการประกอบการ

(3) ปิดบริษัทเป็นระยะเวลาตั้งแต่หนึ่งสัปดาห์ถึงหนึ่งปี

(4) ลดความช่วยเหลือทางการเงินที่ให้แก่บริษัท

 

 

 


บทที่ 3

การจัดประเภทภาพยนตร์

 

โดยที่มาตรา 19 ถึงมาตรา 22 แห่งประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมได้กำหนดให้การนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่ต้องได้รับการตรวจลงตราและเสียภาษีแก่ศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติเสียก่อน  จึงจะนำออกเผยแพร่ได้ มิฉะนั้นอาจต้องได้รับโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 22 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว จึงได้มีการตรารัฐกฤษฎีกา ที่ 90-174 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1990 เพื่อบังคับการให้เป็นไปตามมาตรา 19 ถึงมาตรา 22 แห่งประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์และการจัดประเภทของภาพยนตร์ โดยรัฐกฤษฎีกานี้ได้บัญญัติถึงองค์กรที่ทำหน้าที่ในการจัดประเภทภาพยนตร์ เรียกว่า “คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์” ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการจัดประเภทภาพยนตร์ไว้

 

3.1 คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์

 

รัฐกฤษฎีกา ที่ 90-174 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1990 ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ขึ้น เพื่อทำหน้าที่จัดประเภทภาพยนตร์ก่อนที่จะนำออกเผยแพร่ตาม
โรงภาพยนตร์ ซึ่งคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ จะประกอบด้วย

(1) ประธานคณะกรรมการหนึ่งคน ประธานคณะกรรมการสำรองหนึ่งคน และ

(2) กรรมการ จำนวน 25 คน และกรรมการสำรอง จำนวน 50 คน โดยแบ่งออกเป็น4 คณะ คือ

                (2.1) คณะที่หนึ่งเป็นกรรมการจากภาครัฐ ประกอบด้วย กรรมการ จำนวน 5 คน และกรรมการสำรอง จำนวน 10 คน ซึ่งเป็นผู้แทนของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีกระทรวงการศึกษาแห่งชาติ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีกระทรวงกิจการสังคม และรัฐมนตรีกระทรวงเยาวชน

                (2.2) คณะที่สองเป็นกรรมการจากผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ ประกอบด้วย กรรมการ จำนวน 8 คน และกรรมการสำรอง จำนวน 16 คน ซึ่งรัฐมนตรีรับผิดชอบกระทรวงวัฒนธรรมเลือกจากผู้ประกอบวิชาชีพภาพยนตร์ ทั้งนี้ โดยได้มีการปรึกษาองค์กรหลักหรือสมาคมหลักในวิชาชีพภาพยนตร์

                (2.3) คณะที่สามเป็นกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วย

                                (2.3.1) กรรมการ จำนวน 4 คน และกรรมการสำรอง จำนวน 8 คน ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม โดยการเสนอของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีกระทรวงการศึกษาแห่งชาติ รัฐมนตรีกระทรวงกิจการสังคม และรัฐมนตรีกระทรวงเยาวชน  ทั้งนี้  โดยพิจารณาจากความรู้ความเชี่ยวชาญในการคุ้มครองเด็กและเยาวชน

                                (2.3.2) กรรมการ จำนวน 1 คน และกรรมการสำรอง จำนวน 2 คน ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม โดยการเสนอของคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์

                (2.3.3) กรรมการ จำนวน 2 คน และกรรมการสำรอง จำนวน
4 คน ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม โดยการเสนอความเห็นของสหภาพที่เกี่ยวกับครอบครัว(Union nationale des associations familiales) และสหภาพนายกเทศมนตรีแห่งฝรั่งเศส(Union nationale des maires de France)

                                (2.3.4) ผู้คุ้มครองเด็ก[2] (Défenseur des enfants) และกรรมการสำรองจำนวน 2 คน ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม โดยการเสนอของผู้คุ้มครองเด็ก

                (2.4) คณะที่สี่เป็นกรรมการจากเยาวชน ประกอบด้วย

                                (2.4.1) กรรมการ จำนวน 3 คน และกรรมการสำรอง จำนวน
6 คน ที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 25 ปีในวันที่ได้รับแต่งตั้ง ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม เลือกโดยได้มีการปรึกษากับคณะกรรมการการศึกษาทั่วไปและเยาวชน (Conseil national de l’éducation populaire et de la jeunesse)

                                (2.4.2) กรรมการ จำนวน 1 คน และกรรมการสำรอง จำนวน
2 คน ที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 25 ปีในวันที่ได้รับแต่งตั้ง ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมเลือกจากบัญชีรายชื่อผู้เสนอตัวเป็นกรรมการที่เสนอโดยผู้อำนวยการศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยประกาศกระทรวงวัฒนธรรม

ประธานคณะกรรมการและประธานคณะกรรมการสำรองจะแต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่ของสภาแห่งรัฐ โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี และเมื่อดำรงตำแหน่งครบวาระแล้วอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้อีก 2 ครั้ง โดยทำเป็นรัฐกฤษฎีกาของนายกรัฐมนตรี(décret du Premier ministre)

ตามรายงานของรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม สำหรับกรรมการอื่นและกรรมการสำรองมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี และเมื่อดำรงตำแหน่งครบวาระแล้วอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้อีก 2 ครั้ง โดยทำเป็นประกาศกระทรวงวัฒนธรรม ผู้อำนวยการศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติสามารถเข้าร่วมในการประชุมของคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ได้ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงมติ

คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์อาจประชุมเต็มองค์คณะหรืออาจประชุมเป็นคณะอนุกรรมการได้ โดยอำนาจหน้าที่และการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการจะกำหนดโดยประกาศกระทรวงวัฒนธรรม กรรมการและกรรมการสำรองอาจมีผู้ช่วยในการประชุมคณะกรรมการได้ ซึ่งผู้ช่วยเหล่านี้จะได้รับแต่งตั้งจากประธานคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ ภายใต้การอนุมัติของรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ผู้ช่วยกรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี และเมื่อดำรงตำแหน่งครบวาระแล้วอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้อีก 2 ครั้ง

 

3.2 การจัดประเภทภาพยนตร์ฝรั่งเศส

 

ตามมาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้กำหนดให้ภาพยนตร์ที่จะนำออกเผยแพร่ต้องได้รับการตรวจลงตรา โดยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมจะเป็น
ผู้อนุญาตการตรวจลงตราตามความเห็นของคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ในการตรวจลงตราจะมีการจัดประเภทภาพยนตร์ไปด้วยในคราวเดียวกัน ซึ่งการจัดประเภทภาพยนตร์จะมีผลต่อการนำภาพยนตร์ออกฉายตามโรงภาพยนตร์ เพราะจะต้องมีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้สำหรับภาพยนตร์แต่ละประเภท การจัดประเภทภาพยนตร์จะมีความแตกต่างอยู่บ้าง สำหรับภาพยนตร์ฝรั่งเศสและภาพยนตร์ต่างประเทศ ในที่นี้จะได้ศึกษาถึงการจัดประเภทภาพยนตร์ฝรั่งเศสเสียก่อน ในการจัดประเภทภาพยนตร์ คณะกรรมการจะจัดประเภทเพื่อตรวจลงตราทั้งภาพยนตร์และโฆษณา ซึ่งการจัดประเภทนี้เป็นดุลพินิจของคณะกรรมการ ความเห็นของคณะกรรมการอาจแบ่งออกได้เป็น

(1) การจัดประเภทตรวจลงตราที่อนุญาตให้เผยแพร่ต่อสาธารณชนทุกประเภท

(2) การจัดประเภทตรวจลงตราที่ห้ามเผยแพร่ต่อผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 12 ปี

(3) การจัดประเภทตรวจลงตราที่ห้ามเผยแพร่ต่อผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 16 ปี

(4) การจัดประเภทตรวจลงตราที่ห้ามเผยแพร่ต่อผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปี

(5) ภาพยนตร์ที่มีความรุนแรงหรือภาพยนตร์ทางเพศ ห้ามเผยแพร่ต่อผู้เยาว์อายุ
ต่ำกว่า
18 ปี

(6)  การห้ามเผยแพร่ภาพยนตร์ทั้งหมด

ความเห็นของคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ตาม (4) (5) และ (6) ต้องได้รับคะแนนเสียงมากกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่มาประชุม ซึ่งคณะกรรมการอาจเสนอให้มีมาตรการเตือนผู้ชมให้ทราบถึงสาระสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ เพื่อเป็นข้อมูลแก่ผู้ชม


หลังจากที่ได้รับความเห็นของคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมจะตรวจลงตราตามความเห็นของคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ที่ได้จัดประเภทไว้ การจัดประเภทตรวจลงตราทุกประเภท ต้องแสดงเหตุผลด้วย เว้นแต่การจัดประเภทตรวจลงตราที่อนุญาตให้เผยแพร่ต่อสาธารณชนทุกประเภทไม่จำเป็นต้องแสดงเหตุผลไว้  นอกจากนี้ รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมอาจวินิจฉัยเองหรือตามการเสนอของคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ให้มีมาตรการเตือนในเนื้อหาของภาพยนตร์ที่จะนำออกเผยแพร่ ณ บริเวณทางเข้าโรงภาพยนตร์ที่นำออกฉาย

หากรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ก็อาจร้องขอให้คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ทำการวินิจฉัยจัดประเภทใหม่ โดยแจ้งเหตุผลรวมทั้งข้อสังเกตต่าง ๆ ต่อคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ในกรณีที่รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมเห็นว่าควรใช้การจัดประเภทตรวจลงตราที่เข้มงวดกว่าการตรวจลงตราที่เสนอโดยคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมต้องร้องขอให้มีการจัดประเภทใหม่

ในกรณีที่เป็นการจัดประเภทตรวจลงตราที่ห้ามเผยแพร่ต่อผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 12 ปี การจัดประเภทตรวจลงตราที่ห้ามเผยแพร่ต่อผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 16 ปี การจัดประเภทตรวจลงตราที่ห้ามเผยแพร่ต่อผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 18 ปี การจัดประเภทตรวจลงตราภาพยนตร์ที่มีความรุนแรงหรือภาพยนตร์ทางเพศ ต้องมีข้อความห้ามอย่างชัดเจนและสามารถอ่านออกได้ ทั้งในใบปิดโฆษณา การโฆษณา เป็นต้น

ในกรณีที่เป็นการนำภาพยนตร์ออกอากาศทางวิทยุโทรทัศน์ต้องมีข้อความห้ามแก่สาธารณชน รวมทั้งข้อความเตือนในประกาศรายการทั้งทางหนังสือพิมพ์ ทางวิทยุ หรือทางโทรทัศน์

ในกรณีที่เป็นภาพยนตร์ที่บันทึกเป็นวีดีโอเพื่อการชมส่วนบุคคล การแสดงข้อความห้ามนี้ต้องแสดงอยู่บนวีดีโอเทปทุกตลับที่วางขายหรือให้เช่า รวมทั้งแสดงบนหีบห่อของวีดีโอดังกล่าวด้วย

นอกจากฟิล์มภาพยนตร์ที่ต้องมีการตรวจลงตราก่อนการนำออกเผยแพร่แล้ว อุปกรณ์โฆษณาต่าง ๆ ที่ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ได้ให้แก่เจ้าของกิจการโรงภาพยนตร์ เพื่อทำการโฆษณาภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ ยังต้องได้รับการตรวจลงตราจากคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ด้วย ซึ่งการโฆษณาที่มีรูปภาพหรือภาพของภาพยนตร์ประเภทที่ห้ามเผยแพร่ต่อผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 12 ปี อายุต่ำกว่า 16 และอายุต่ำกว่า 18 ปี ณ บริเวณที่โฆษณาของโรงภาพยนตร์ไม่อาจกระทำได้ เว้นแต่จะได้มีการรับรองจากคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์

การร้องขอให้ตรวจลงตรานั้นจะกระทำได้ต่อเมื่อได้สร้างภาพยนตร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยผู้ผลิตภาพยนตร์หรือผู้รับมอบหมายเป็นผู้ยื่นคำร้อง ภายในระยะเวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนก่อนวันที่จะมีการเผยแพร่ภาพยนตร์ต่อสาธารณชน ในการยื่นคำร้องขอต้องมีหลักฐานประกอบดังต่อไปนี้

(1) สำเนาภาพยนตร์ที่จะออกเผยแพร่ในประเทศฝรั่งเศส

(2) บทสนทนาทั้งหมด

(3) ใบเสร็จที่แสดงการเสียภาษีการตรวจลงตราตามมาตรา 20 แห่งประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์และที่กำหนดโดยมาตรา 2 แห่งรัฐกฤษฎีกา ที่ 67-543 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 1967 ซึ่งการตรวจลงตราจะเท่ากับเป็นการอนุญาตให้นำภาพยนตร์นั้นออกเผยแพร่ได้ทั่วประเทศฝรั่งเศส ยกเว้นดินแดนโพ้นทะเล

สำหรับภาพยนตร์ที่มิได้มีการจดทะเบียนไว้ที่หอทะเบียนของศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติไม่อาจร้องขอให้ตรวจลงตราได้ เว้นแต่จะเป็นภาพยนตร์ที่ใช้เพื่อการโฆษณาตามที่กำหนดไว้โดยประกาศกระทรวงวัฒนธรรม และการนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่ต้องเป็นภาพยนตร์ชุดเดียวกับที่เสนอขอให้ตรวจลงตราต่อคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ โดยในการฉายต้องมีการแสดงถึงลักษณะของภาพยนตร์ เลขที่และวันที่ได้รับการตรวจลงตรา หลังจากที่ขึ้นชื่อภาพยนตร์แล้ว

หลังจากที่ได้ตรวจลงตราและนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนแล้ว รัฐกฤษฎีกานี้ยังกำหนดให้มีมาตรการตรวจสอบว่าได้มีการปฏิบัติตามการจัดประเภทภาพยนตร์หรือไม่ โดยให้กรรมการจัดประเภทภาพยนตร์หรือเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมสามารถเข้าไปในโรงภาพยนตร์หรือสถานที่ซึ่งมีการเผยแพร่ภาพยนตร์นั้นได้ไม่ว่าจะต้องจ่ายค่าเข้าชมหรือไม่ก็ตาม  เพื่อตรวจสอบว่าได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในการตรวจลงตรา  อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่ากฎหมายฝรั่งเศสมิได้มีบทบัญญัติที่กำหนดมาตรการควบคุม
โรงภาพยนตร์เกี่ยวกับการปล่อยให้ผู้เข้าชมที่มีอายุไม่ถึงเกณฑ์ตามการจัดประเภทของภาพยนตร์ จึงควรเป็นความรับผิดชอบของผู้ปกครองหรือผู้เข้าชมเอง

 

3.3 การจัดประเภทภาพยนตร์ต่างประเทศ

 

สำหรับภาพยนตร์ต่างประเทศนั้น รัฐกฤษฎีกา ที่ 90-174 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการตรวจลงตราเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ที่ใช้การตรวจลงตราภาพยนตร์ฝรั่งเศส โดยนอกจากจะต้องร้องขอให้มีการตรวจลงตราภาพยนตร์ต่างประเทศในภาคภาษาฝรั่งเศสแล้ว ยังต้องมีการตรวจลงตราภาพยนตร์ในภาคภาษาต่างประเทศแยกต่างหากอีก หากผู้จัดจำหน่ายต้องการนำออกเผยแพร่ในภาคภาษาต่างประเทศ และมีการบรรยายเป็นหนังสือ(sub-title)เป็นภาษาฝรั่งเศส  ทั้งนี้ ต้องมีการตรวจลงตราภาพยนตร์ต่างประเทศในภาคภาษาต่างประเทศก่อน จึงจะร้องขอให้มีการตรวจลงตราภาพยนตร์ต่างประเทศในภาคภาษาฝรั่งเศสได้ และภายใต้เงื่อนไขว่าการทำภาพยนตร์ต่างประเทศในภาคภาษาฝรั่งเศสนั้น ได้ดำเนินการจัดทำโดยห้องอัดที่ตั้งอยู่ในประเทศฝรั่งเศสหรือประเทศอื่นที่เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปหรือประเทศที่มีความตกลงตามเขตเศรษฐกิจยุโรป ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 1992  อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขนี้จะไม่ใช้กับภาพยนตร์ของประเทศแคนาดาที่ได้อัดเสียงภาคภาษาฝรั่งเศสในประเทศแคนาดา

การจัดประเภทตรวจลงตราภาพยนตร์ต่างประเทศในภาคภาษาต่างประเทศนั้น ต้องเสนอต่อคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ในรูปแบบเดียวกับที่ต้องการนำออกเผยแพร่ในประเทศฝรั่งเศส และต้องมี (1) บทภาพยนตร์และคำแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส (2) คำบรรยายเป็นหนังสือเป็นภาษาฝรั่งเศส

 

3.4 บทกำหนดโทษ

 

การไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในเรื่องการจัดประเภทตรวจลงตราภาพยนตร์แห่งรัฐกฤษฎีกา ที่ 90-174 โดยเฉพาะกรณีการยื่นคำร้องขออันเป็นเท็จไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมอาจเพิกถอนการจัดประเภทตรวจลงตราหรือประกาศให้การจัดประเภทตรวจลงตรานั้นเป็นโมฆะได้ ส่วนผู้กระทำความผิดนั้นต้องได้รับโทษทางอาญาตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 22 แห่งประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ การนำภาพยนตร์ที่มิได้จัดประเภทตรวจลงตราออกเผยแพร่หรือออกเผยแพร่โดยไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในการจัดประเภทตรวจลงตรานั้น นอกจากจะถูกยึดฟิล์มภาพยนตร์และปรับเป็นเงิน 45,000 ยูโรแล้ว ผู้กระทำความผิดอาจถูกห้ามมิให้ทำหน้าที่บริหารหรือประกอบวิชาชีพภาพยนตร์เป็นการชั่วคราวหรือถาวรได้ การปรับนั้นอาจจะปรับทั้งบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้กระทำความผิดและนิติบุคคลในกรณีที่ผู้บริหารเป็นผู้กระทำความผิด

บทกำหนดโทษนี้ยังใช้บังคับกับการนำภาพยนตร์บันทึกในรูปแบบอื่น ๆ ด้วย กล่าวคือการนำภาพยนตร์บันทึกลงในรูปแบบวีดีโอ โดยไม่แสดงข้อความที่ห้ามเผยแพร่ต่อผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 12 ปี อายุต่ำกว่า 16 ปี อายุต่ำกว่า 18 ปี หรือข้อความแสดงว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีความรุนแรง หรือเป็นภาพยนตร์ทางเพศ ข้อความที่แสดงว่าเป็นภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ใน
โรงภาพยนตร์ ซึ่งการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นี้ ถือว่าเป็นความผิดอาจต้องโทษปรับขั้นที่
3

 

การนำอุปกรณ์โฆษณาซึ่งยังมิได้มีการตรวจลงตราออกเผยแพร่ หรือการโฆษณาณ บริเวณที่โฆษณาของโรงภาพยนตร์โดยที่ยังไม่มีการรับรองจากคณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์ก็ถือเป็นความผิด อาจต้องโทษปรับขั้นที่ 3

 

 


บทที่ 4

การเผยแพร่ภาพยนตร์ในทางอื่น ๆ

 

การเผยแพร่ภาพยนตร์ในทางอื่น ๆ จะกำหนดในรัฐบัญญัติ ที่ 86-1067 ว่าด้วยเสรีภาพในการสื่อสาร(Loi relative à la liberté de communication) ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการสื่อสารทางวิทยุโทรทัศน์ โดยทุกคนมีเสรีภาพที่จะใช้สิทธิเสรีภาพนี้ ภายใต้ข้อจำกัด คือ การเคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์ เสรีภาพและทรัพย์สินของผู้อื่น ความหลากหลายทางความคิดและความเห็น การรักษาความสงบเรียบร้อย ความจำเป็นในการป้องกันประเทศ ข้อบังคับของบริการสาธารณะข้อจำกัดทางเทคนิคในการติดต่อสื่อสาร และความจำเป็นในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ โดยมีคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์ (Conseil supérieur audiovisuel) ซึ่งเป็นองค์กรทางปกครองอิสระทำหน้าที่คุ้มครองการใช้เสรีภาพภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎหมายนี้

คณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์มีอำนาจหน้าที่ (1) รับรองการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ความเป็นอิสระและเป็นกลางของวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ (2) ดูแลและสนับสนุนให้มีการแข่งขันและการสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติระหว่างผู้ผลิตกับผู้จัดจำหน่าย (3) ดูแลคุณภาพและความหลากหลายของรายการ การพัฒนาการผลิตและการสร้างสรรค์รายการ ตลอดจนการรักษาไว้ซึ่งภาษาและวัฒนธรรมฝรั่งเศส

 

4.1 คณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์

 

คณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์ ประกอบด้วย กรรมการ จำนวน 9 คน มาจากการแต่งตั้งของประธานาธิบดี จำนวน 3 คน มาจากการแต่งตั้งของประธานสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 3 คน  และมาจากการแต่งตั้งของประธานวุฒิสภา จำนวน 3 คน ซึ่งการแต่งตั้งแบบนี้เป็นไปตามหลักความเป็นอิสระทางโครงสร้างขององค์กรทางปกครองอิสระ (AAI) ของฝรั่งเศสและการแต่งตั้งคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์ต้องทำเป็นรัฐกฤษฎีกาของประธานาธิบดี(Décret du Président de la République)

กรรมการต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปี ในวันที่ได้รับแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง คือ 6 ปี โดยต้องมีการแต่งตั้งกรรมการใหม่หนึ่งในสามทุก 2 ปี กรรมการไม่อาจถูกถอดถอนหรือแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่ง ประธานาธิบดีจะเป็นผู้แต่งตั้งประธานคณะกรรมการ ในกรณีที่ไม่อาจทำหน้าที่ได้ให้กรรมการที่มีอายุมากที่สุดทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม การลงมติใด ๆ ของคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาร่วมประชุมอย่างน้อย 6 คน โดยมติต้องเป็นไปตามเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ประธานจะเป็นผู้มีเสียงชี้ขาด

สำหรับคุณสมบัติอื่น ๆ ของกรรมการนั้น นอกจากที่บัญญัติไว้ในรัฐบัญญัติ ที่ 92-597 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 1992 ว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว กรรมการไม่อาจประกอบอาชีพรับค่าตอบแทน (เว้นแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่ง) หรือมีหุ้นในบริษัทวิทยุโทรทัศน์ บริษัทภาพยนตร์ บริษัทผลิตรายการ บริษัทสิ่งพิมพ์ บริษัทโฆษณา หรือบริษัทวิทยุโทรคมนาคม  ทั้งนี้ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ในกรณีที่กรรมการมีหุ้นอยู่ในบริษัทดังกล่าว กรรมการผู้นั้นมีเวลาสามเดือน สำหรับดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย การไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์นี้ กรรมการอาจต้องรับโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 432-12 แห่งประมวลกฎหมายอาญา  นอกจากนี้ กรรมการยังต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง งานของรัฐหรือวิชาชีพอื่น ๆ หากกรรมการประกอบอาชีพ หรือรับงาน หรือดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือไม่ปฏิบัติตามในเรื่องการมีส่วนได้เสีย  คณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์โดยมติสองในสามอาจให้กรรมการผู้นั้นพ้นตำแหน่งได้ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง ในระหว่างดำรงตำแหน่งกรรมการและหลังจากพ้นจากตำแหน่งเป็นระยะเวลาหนึ่งปีกรรมการต้องงดออกความเห็นใด ๆ อันเกี่ยวกับข้อมูลต่าง ๆ ที่กรรมการรู้หรือได้รู้หรือได้รับมาในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ มิฉะนั้น อาจต้องรับผิดตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 432-13 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

ประธานและกรรมการได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าระดับงานของรัฐนอกบัญชีเงินเดือน สองระดับและได้รับบำนาญหลังจากพ้นจากตำแหน่งเป็นระยะเวลาหนึ่งปี ทั้งนี้ เว้นแต่กรรมการผู้นั้นจะกลับไปประกอบอาชีพที่มีรายได้หรือผู้ที่เป็นข้าราชการหรือตุลาการได้กลับเข้ารับราชการ อีกประการหนึ่งที่ทำให้คณะกรรมการอาจมีมติสองในสามให้ระงับการจ่ายค่าตอบแทนได้ คือ กรรมการผู้นั้นเป็นผู้มีส่วนได้เสียในบริษัทต่าง ๆ

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์ ตามที่ได้กล่าวแล้วว่าจะดูแลงานด้านวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์เท่านั้น อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์จึงจำกัดอยู่ที่การควบคุมดูแลรายการที่ออกอากาศทางวิทยุโทรทัศน์ เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชน และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ การควบคุมดูแลมิให้ให้รายการที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางร่างกาย จิตใจหรือศีลธรรมออกอากาศทางวิทยุโทรทัศน์ได้  ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีการกำหนดเวลาออกอากาศหรือการใช้เทคนิคที่เหมาะสมไม่ให้ผู้เยาว์ได้เห็นหรือได้ยินสิ่งดังกล่าว โดยต้องจัดให้มีคำเตือนหรือสัญลักษณ์เตือนตลอดระยะเวลาออกอากาศ

นอกจากนั้นแล้ว คณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์ยังมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลมิให้รายการที่ออกอากาศทางวิทยุโทรทัศน์ มีลักษณะเป็นการแสดงความเกลียดชังหรือความรุนแรง ด้วยเหตุผลทางเชื้อชาติ เพศ ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนาหรือสัญชาติ


4.2 หลักเกณฑ์การเผยแพร่ภาพยนตร์ในทางอื่น ๆ

 

รัฐกฤษฎีกา ที่ 90-66 ลงวันที่ 17 มกราคม 1990 ซึ่งเป็นรัฐกฤษฎีกาที่บังคับการให้เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 27 มาตรา 33 และมาตรา 70 แห่งรัฐบัญญัติ ที่ 86-1067ลงวันที่ 30 กันยายน 1986 และกำหนดหลักเกณฑ์การออกอากาศภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์โดยผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ ได้ให้นิยามของคำว่า “ภาพยนตร์” ว่า (1) ภาพยนตร์ที่ได้รับการตรวจลงตราตามมาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เว้นแต่ภาพยนตร์สารคดีที่มีวัตถุประสงค์ที่จะนำออกเผยแพร่ทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศส (2) ภาพยนตร์ต่างประเทศที่ยังไม่ได้รับการตรวจลงตรา แต่เป็นภาพยนตร์เพื่อการพาณิชย์ในประเทศนั้น ๆ

ประเทศฝรั่งเศสจะมีหลักเกณฑ์การนำภาพยนตร์ไปเผยแพร่ในทางอื่น ๆ ไว้ซึ่งหลักเกณฑ์ทั่วไปประการหนึ่งที่ใช้บังคับกับการเผยแพร่ภาพยนตร์ในทางอื่น ๆ ทุกประเภท ก็คือ การกำหนดระยะเวลาที่จะนำผลงานภาพยนตร์ออกเผยแพร่ ดังสรุปได้ดังนี้

(1) การนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่ทางวิดีโอจะกำหนดไว้ที่หนึ่งปีนับแต่วันที่ภาพยนตร์ออกฉายครั้งแรก แต่ระยะเวลานี้อาจยกเว้นได้ ระยะเวลาโดยเฉลี่ยจึงอยู่ที่หกถึงเจ็ดเดือน

(2) การนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่ทางโทรทัศน์บอกรับสมาชิก จะกำหนดไว้ที่หนึ่งปีหรือมากกว่านั้น สำหรับภาพยนตร์ที่มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง

(3) การนำภาพยนตร์ออกเผยแพร่ทางโทรทัศน์ โดยทั่วไปจะกำหนดไว้ที่สามปี หรือสองปีสำหรับภาพยนตร์ที่สถานีโทรทัศน์เป็นผู้ร่วมผลิต แต่ถ้าระยะเวลาการเผยแพร่ภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ค่อนข้างจะสั้น สามารถร้องขอลดระยะเวลาที่สามารถนำออกเผยแพร่ได้ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาดังกล่าวไม่อาจจะน้อยกว่าสิบแปดเดือนได้

นอกจากการกำหนดระยะเวลาที่จะนำผลงานภาพยนตร์ออกเผยแพร่ในทางอื่น ๆ ไว้แล้ว รัฐกฤษฎีกานี้ ยังได้กำหนดสัดส่วนในการออกอากาศภาพยนตร์ไว้เป็นหลักทั่วไปว่าจำนวนภาพยนตร์ทั้งหมดที่ออกอากาศต้องมีสัดส่วน ดังนี้ (1) ภาพยนตร์ยุโรป ร้อยละ 60 (2) ภาพยนตร์ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส ร้อยละ 40 อีกทั้งการออกอากาศภาพยนตร์ยุโรปและภาพยนตร์ฝรั่งเศสยังต้องมีสัดส่วนเดียวกันในการออกอากาศระหว่างเวลา 20.30 นาฬิกา ถึงเวลา 22.30 นาฬิกา สำหรับโทรทัศน์ช่องภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ที่จ่ายเงินเป็นเรื่อง ๆ คือ ช่วงเวลาการออกอากาศระหว่าง 18.00 นาฬิกาถึงเวลา 02.00 นาฬิกา

ยังมีข้อยกเว้นอีกประการสำหรับรายการภาพยนตร์ที่ออกอากาศเป็นครั้งแรก นอกจากต้องเป็นไปตามสัดส่วนดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีหลักเกณฑ์เพิ่มเติมคือ (1) ภาพยนตร์ยุโรปต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนภาพยนตร์ทั้งหมดที่ออกอากาศหรือออกอากาศซ้ำในปีนั้น (2) ภาพยนตร์ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของจำนวนภาพยนตร์ทั้งหมดที่ออกอากาศหรือออกอากาศซ้ำในปีนั้น

ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้สำหรับการออกอากาศคือภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ต่อเยาวชนอายุต่ำกว่า 12 ปี และอายุต่ำกว่า 16 ปี ตามรัฐกฤษฎีกา ที่ 90-174 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1990ซึ่งไม่อาจนำมาใช้กับการออกอากาศทางโทรทัศน์ได้ ฝ่ายนิติบัญญัติจึงมอบอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากรายการโทรทัศน์แก่คณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์โดยให้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลการออกอากาศรายการโทรทัศน์ ซึ่งก็จะใช้วิธีการเตือนก่อนการออกอากาศภาพยนตร์ดังกล่าว

เนื่องจากในประเทศฝรั่งเศสมีทั้งช่วงโทรทัศน์ที่ไม่ต้องบอกรับเป็นสมาชิก (ฟรีทีวีซึ่งมีทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน) และช่วงโทรทัศน์ที่ต้องบอกรับเป็นสมาชิก หลักเกณฑ์อื่น ๆในการออกอากาศจึงมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าเป็นช่องโทรทัศน์ประเภทใด

4.2.1 ช่องโทรทัศน์ที่ไม่ต้องบอกรับเป็นสมาชิก

กฎหมายฝรั่งเศสจะกำหนดระยะเวลาที่สามารถนำภาพยนตร์ที่ออกเผยแพร่ทางโรงภาพยนตร์มาออกอากาศทางโทรทัศน์ไว้ เป็น 3 กรณีด้วยกันคือ

(1) หากเป็นการซื้อสิทธิจะสามารถนำออกอากาศทางโทรทัศน์ได้หลังจากพ้นระยะเวลาสามสิบหกเดือนนับแต่วันที่ได้รับการตรวจลงตรา

(2) หากเป็นการร่วมผลิตระหว่างผู้ผลิตภาพยนตร์กับสถานีโทรทัศน์ ระยะเวลาที่สามารถนำออกอากาศได้ขึ้นอยู่กับความตกลงของคู่สัญญา แต่ระยะเวลาดังกล่าวไม่อาจน้อยกว่าสองปี

(3) หากระยะเวลาในการเผยแพร่ภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ค่อนข้างจะสั้น ก็อาจขอยกเว้นระยะเวลาดังกล่าวต่อคณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาดังกล่าวก็ไม่อาจน้อยกว่าสิบแปดเดือน

 

รัฐกฤษฎีกา ที่ 90-66 ลงวันที่ 17 มกราคม 1990 ยังได้กำหนดจำนวนภาพยนตร์ที่สามารถนำออกอากาศทางโทรทัศน์ไว้ โดยสถานีโทรทัศน์ไม่อาจนำภาพยนตร์ออกอากาศได้เกินกว่า 192 เรื่องต่อปีปฏิทิน โดยจำนวนภาพยนตร์ที่นำออกอากาศในช่วงเวลาระหว่าง 20.00 นาฬิกา ถึงเวลา 22.30 นาฬิกาไม่อาจเกิน 120 เรื่องต่อปีปฏิทิน นอกจากภาพยนตร์ทั่วไปแล้ว สถานีโทรทัศน์อาจนำภาพยนตร์เพื่อศิลปะออกอากาศได้ไม่เกิน 52 เรื่องต่อปีปฏิทิน ทั้งนี้ ภาพยนตร์ เพื่อศิลปะดังกล่าวต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 1 แห่งรัฐกฤษฎีกา ที่ 91-1131 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 1991 และอยู่ในบัญชีรายชื่อที่จัดทำโดยผู้อำนวยการศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ

สำหรับระยะเวลาที่สามารถออกอากาศได้นั้น สามารถออกอากาศได้ตลอดเวลายกเว้น                       (1) คืนวันพุธ เว้นแต่ภาพยนตร์เพื่อศิลปะสามารถออกอากาศได้หลังเวลา 22.30 นาฬิกา

(2) คืนวันศุกร์ เว้นแต่ภาพยนตร์เพื่อศิลปะสามารถออกอากาศได้หลังเวลา 22.30 นาฬิกา

(3) วันเสาร์

(4) วันอาทิตย์ก่อนเวลา 20.30 นาฬิกา

4.2.2 ช่องภาพยนตร์โดยเฉพาะ

ในประเทศฝรั่งเศส ช่องภาพยนตร์โดยเฉพาะที่มีอยู่มักจะเป็นช่องโทรทัศน์ที่ต้องบอกรับเป็นสมาชิก ซึ่งช่องภาพยนตร์โดยเฉพาะนี้ไม่อาจนำภาพยนตร์ออกอากาศได้เกินกว่า 500 เรื่องต่อปีปฏิทิน ส่วนจำนวนภาพยนตร์ที่สามารถนำออกอากาศได้ในระหว่างเวลา 00.00 นาฬิกา ถึงเวลา 12.00 นาฬิกา จะต้องเป็นไปตามที่ได้ตกลงกัน

สำหรับช่องภาพยนตร์โดยเฉพาะนั้น นอกจากจะกำหนดจำนวนภาพยนตร์ที่ออกอากาศแล้ว ยังกำหนดเพิ่มเติมไว้อีกว่าภาพยนตร์เรื่องหนึ่งไม่อาจออกอากาศเกินกว่าเจ็ดครั้ง ภายในระยะเวลาสามสัปดาห์ การออกอากาศครั้งที่แปดอาจได้รับอนุญาตภายใต้เงื่อนไขว่าต้องมีการบรรยายเป็นอักษรสำหรับบุคคลที่มีปัญหาในการได้ยิน

ช่องภาพยนตร์โดยเฉพาะของประเทศฝรั่งเศสนั้นยังมีอีกประเภทหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นจ่ายเงินเป็นเรื่อง ๆ ที่ต้องการชม ซึ่งช่องประเภทนี้ไม่อาจออกอากาศได้เกินกว่า500 เรื่องต่อปีปฏิทิน

สำหรับระยะเวลาที่สามารถออกอากาศได้ก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกับช่องโทรทัศน์ที่ไม่ต้องบอกรับเป็นสมาชิก


บทสรุป

 

จากการศึกษาวิจัยระบบกฎหมายภาพยนตร์ของประเทศฝรั่งเศสจะพบว่ามีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องอยู่สองฉบับคือประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์และรัฐบัญญัติ ที่ 86-1067 ว่าด้วยเสรีภาพในการสื่อสาร สำหรับกฎหมายลำดับรองนั้นจะมีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน ซึ่งเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาพยนตร์จะมีเพียงสองสามฉบับเท่านั้น เมื่อพิจารณากฎหมายดังกล่าวข้างต้นจะเห็นว่าได้แนวคิดในเรื่องกฎหมายภาพยนตร์ของประเทศฝรั่งเศส
จะเป็นไปในลักษณะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ดังปรากฏในส่วนที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือทางการเงินแก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์

สำหรับองค์กรในการกำกับดูแลกิจการภาพยนตร์นั้น ก็อาจแบ่งได้เป็น (1) องค์กรที่กำกับดูแลด้านนโยบายและการดำเนินการให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ คือ คณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติและศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ และ (2) องค์กรที่กำกับดูแลด้านการเผยแพร่ภาพยนตร์ทั้งทางโรงภาพยนตร์และทางโทรทัศน์ ซึ่งได้แก่ คณะกรรมการจัดประเภทภาพยนตร์และคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์

ซึ่งตามที่ได้กล่าวแล้วว่า มาตรการด้านภาพยนตร์ของฝรั่งเศสเป็นมาตรการส่งเสริม  ดังนั้น หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้บังคับกับภาพยนตร์ จึงมักจะเป็นไปในลักษณะส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั้งในเรื่องการกำหนดระยะเวลาเพื่อนำภาพยนตร์ลงบันทึกเป็นวิดีโอ หรือออกอากาศทางโทรทัศน์ การจำกัดจำนวนภาพยนตร์ที่สามารถนำออกอากาศทางโทรทัศน์ได้ และการห้ามนำภาพยนตร์ออกอากาศทางโทรทัศน์ในบางเวลา  ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ชาวฝรั่งเศสได้ออกไปชมภาพยนตร์ตามโรงภาพยนตร์แทนที่จะอยู่หน้าจอโทรทัศน์ อันเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์อีกมาตรการหนึ่ง

จึงอาจสรุปได้ว่า กฎหมายภาพยนตร์ของประเทศฝรั่งเศสมุ่งเน้นที่จะส่งเสริมกิจการภาพยนตร์ให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยไม่ได้มุ่งที่การควบคุมในสาระของภาพยนตร์นั้น ๆทั้งนี้ เพื่อที่จะให้ภาพยนตร์ฝรั่งเศสสามารถแข่งขันกับภาพยนตร์ต่างประเทศและเทคโนโลยีสมัยใหม่อื่น ๆ ได้

 

 


บรรณานุกรม

 

1.  Cinéma et télévision, collection droit de l’audiovisuel, Presses universitaires

     D’Aix-Marseille, 1992.

 

2.  ประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์

 

3.  รัฐบัญญัติ ที่ 86-1067  ว่าด้วยเสรีภาพในการสื่อสาร

 

4.  รัฐกฤษฎีกา ที่ 83-1084  ว่าด้วยคณะกรรมการภาพยนตร์แห่งชาติ

 

5.  รัฐกฤษฎีกา ที่ 90-66  เพื่อการบังคับให้เป็นไปตามมาตรา 27 มาตรา 33 และมาตรา 71 แห่งรัฐบัญญัติ ที่ 86-1067 ลงวันที่ 30 กันยายน 1986 และกำหนดหลักเกณฑ์การนำภาพยนตร์และรายการวิทยุโทรทัศน์ออกอากาศทางโทรทัศน์

 

6.  รัฐกฤษฎีกา ที่ 90-179  เพื่อการบังคับให้เป็นไปตามมาตรา 19 ถึงมาตรา 22 แห่งประมวลกฎหมายอุตสาหกรรมภาพยนตร์และการจัดประเภทภาพยนตร์

 

 

 

 

 



                                [1]เป็นฐานความผิดเกี่ยวกับฉ้อโกง โดยผู้กระทำความผิดนอกจากจะต้องโทษจำคุก 5 ปีและปรับ 2,500,000 ฟรังค์แล้ว ยังอาจถูกตัดสิทธิพลเมือง สิทธิในการประกอบวิชาชีพ และอื่น ๆ รวมทั้งยังไม่อาจเข้าร่วมในการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐเป็นเวลาไม่เกินห้าปี

[2]ผู้คุ้มครองเด็ก (Défenseur des enfants) เป็นองค์กรทางปกครองอิสระของฝรั่งเศสที่มีอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิเด็ก กรรมการในปัจจุบันมีเพียงหนึ่งคน