หน้าแรก >กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ >ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙
 

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับ

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับ

ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

 

       เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าความ

เสียหายจะเกิดแก่หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลภายนอก ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย

หลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้กำหนดวิธี

ปฏิบัติในการที่จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาตัวผู้ที่จะต้องรับผิด จำนวนความ

เสียหาย และขั้นตอนการพิจารณาเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เอกชนที่ได้รับความ

เสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่  ซึ่งระเบียบนี้ได้กำหนดขั้นตอน

ในการดำเนินการไว้เป็นสองหมวด ดังนี้

       หมวดหนึ่ง  ว่าด้วยขั้นตอนและวิธีปฏิบัติกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อ

หน่วยงานของรัฐ ซึ่งหมวดนี้ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นราชการ

ส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม

ราชการส่วนภูมิภาค  ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือ

พระราชกฤษฎีกา และหน่วยงานอื่นของรัฐตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามพระราชบัญญัติ

ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งปัจจุบันมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้

หน่วยงานของรัฐเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ทั้งสิ้น ๒๔ หน่วยงาน คือ

    ๑.   มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

    ๒.   มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

    ๓.   สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

    ๔.   สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

    ๕.   สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

    ๖.   องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก

    ๗.  สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

    ๘.   สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

    ๙.   สถาบันพระปกเกล้า

    ๑๐.  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    ๑๑.  มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

    ๑๒.  สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

    ๑๓.  สำนักงานศาลปกครอง

    ๑๔.  สำนักงานศาลยุติธรรม

    ๑๕.  สำนักงานปฏิรูปการศึกษา

    ๑๖.  สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

    ๑๗.  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

    ๑๘.  โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

    ๑๙.  โรงพยาบาลบ้านแพ้ว

    ๒๐.  สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ

    ๒๑.  สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา

    ๒๒.  ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

    ๒๓.  กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

    ๒๔.  สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ

       หมวดสอง  ว่าด้วยขั้นตอนและวิธีปฏิบัติกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิด

ต่อบุคคลภายนอก ซึ่งหมวดนี้ใช้บังคับเฉพาะราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาคเท่านั้น

ไม่ใช้บังคับกับราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ

หมวดที่ ๑  ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติการดำเนินการกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อ

หน่วยงานของรัฐ

       ๑.๑ การรายงานความเสียหาย

       ในกรณีที่ทรัพย์สินของหน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจากการ

กระทำของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นเองหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น

หรือบุคคลภายนอก เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลทรัพย์สินหรือใช้ทรัพย์สินดังกล่าวจะต้องรายงานความ

เสียหายให้ผู้บังคับบัญชาตามสายงานของตนทราบ เมื่อผู้บังคับบัญชาทราบเรื่องก็จะต้อง

รายงานต่อไปตามลำดับชั้นจนถึงหัวหน้าหน่วยงานหรือบุคคลที่หัวหน้าหน่วยงานนั้นมอบหมาย

       ๑.๒ การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

ในกรณีที่หัวหน้าหน่วยงานได้รับรายงานความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของหน่วยงานและเมื่อ

พิจารณาจากรายงานดังกล่าวแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าความเสียหายดังกล่าวเกิดจาก

การกระทำของเจ้าหน้าที่ หัวหน้าหน่วยงานจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง

ความรับผิดทางละเมิดขึ้นทำการสอบสวน ในกรณีที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐไม่ยอมตั้ง

คณะกรรมการฯภายในเวลาอันสมควรหรือแต่งตั้งคณะกรรมการฯโดยไม่เหมาะสม ผู้บังคับ

บัญชาหรือผู้กำกับดูแลหรือควบคุมการปฏิบัติงานของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐซึ่งมีอำนาจตาม

ข้อ ๑๒  ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ อาจแต่งตั้งคณะกรรมการฯหรือเปลี่ยนแปลงตัว

บุคคลที่เป็นกรรมการแทนได้ตามที่เห็นสมควร  ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับดูแล

หรือควบคุมการปฏิบัติงานของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของ

หัวหน้าหน่วยงานได้ เป็นการป้องกันไม่ให้หัวหน้าหน่วยงานสมยอมกับเจ้าหน้าที่ผู้กระทำ

ละเมิดอันจะทำให้ทางราชการได้รับความเสียหายได้ การกระทำละเมิดอาจเกิดจากเจ้าหน้าที่

ในสังกัดหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของ  รัฐแห่งอื่น หรือเจ้าหน้าที่ของหลายหน่วยงานร่วมกัน

ทำละเมิด  ในกรณีนี้ให้หัวหน้าหน่วยงานที่ได้รับ  ความเสียหายและหัวหน้าหน่วยงานที่

เจ้าหน้าที่ผู้นั้นสังกัดอยู่ร่วมกันแต่งตั้งคณะกรรมการฯได้ ตามข้อ ๑๐ และข้อ ๑๑ ของระเบียบ

สำนักนายกรัฐมนตรีฯ ซึ่งจำนวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดนั้น

ข้อ ๘ วรรคสอง ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ กำหนดให้มีได้ไม่เกิน  ๕ คน

       ๑.๓ คุณสมบัติและข้อห้ามของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิด

ทางละเมิด

       ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯมิได้กำหนดเรื่องคุณสมบัติหรือข้อห้ามของผู้ที่

เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเอาไว้  ดังนั้น ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯ

จะแต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่คนหนึ่งคนใดภายในหน่วยงานของตนหรือจะแต่งตั้งจากเจ้าหน้าที่ของ

หน่วยงานของรัฐแห่งอื่นก็ได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้สั่งแต่งตั้ง แต่โดยหลักกฎหมายทั่วไป

การแต่งตั้งผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่ควรกระทำเพราะ

อาจทำให้ไม่ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนหรือข้อเท็จจริงอาจถูกบิดเบือนได้ เช่น แต่งตั้งผู้บังคับบัญชา

ของเจ้าหน้าที่ที่ยักยอกเงินของทางราชการเป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

ผู้บังคับบัญชาผู้นั้นอาจต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่ทางราชการร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้นั้นด้วย

เนื่องจากมีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ทำให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวมีโอกาสยักยอกเงินไปได้

       ๑.๔ การสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

       เมื่อคณะกรรมการฯได้ทราบคำสั่ง คณะกรรมการฯจะต้องทำการสอบสวนใน

เรื่องดังต่อไปนี้

       ก. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมูลเหตุของการกระทำละเมิด

       ข. ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนเท่าใด ในกรณีที่ทรัพย์สินมีค่าเสื่อมราคา

ก็จะต้องนำค่าเสื่อมราคาหักออกจากค่าเสียหายด้วย

       ค. ความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐหรือระบบการดำเนินงาน

ส่วนรวมมี หรือไม่ จะต้องนำมาหักออกจากค่าเสียหายด้วย (ถ้ามี)

       ง. ผู้ที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือผู้ใด และจะต้องชดใช้

เป็นจำนวนเท่าใด  โดยคำนึงถึงความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละ

กรณีไป ในกรณีที่คณะกรรมการฯเห็นว่าเจ้าหน้าที่ได้กระทำละเมิดโดยจงใจหรือประมาท

เลินเล่ออย่างร้ายแรง คณะกรรมการฯจะต้องพิจารณาด้วยว่าจะให้รับผิดเป็นจำนวนเท่าใด

ในกรณีที่การกระทำละเมิด เกิดจากเจ้าหน้าที่หลายคนจะให้เจ้าหน้าที่แต่ละคนรับผิด

เป็นจำนวนเท่าใด โดยคณะกรรมการฯ จะนำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้ในกรณีเจ้าหน้าที่กระทำ

ละเมิดไม่ได้

       เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวข้างต้น ข้อ ๑๔ ของระเบียบสำนักนายก

รัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงกำหนดให้คณะกรรมการฯมีหน้าที่

       (ก) ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกี่ยวกับการกระทำละเมิด

       (ข) รวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวงที่เกี่ยวข้อง

       (ค) รับฟังพยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยวชาญ

       (ง) ตรวจสอบเอกสาร วัตถุ หรือสถานที่

       สำหรับรายละเอียดในการดำเนินการสอบสวนนั้น กระทรวงการคลังได้มี

หนังสือที่ กค ๐๕๒๖.๖/ว ๓๔๐๘๖ ลงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๐ เวียนไปยังส่วนราชการ

ต่างๆ เพื่อกำหนดรูปแบบการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดโดยสังเขป ตลอดจนกำหนด

แบบบันทึกการสอบสวนไว้แล้วในระหว่างการสอบข้อเท็จจริง  คณะกรรมการฯต้องเปิดโอกาส

ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตน

อย่างเต็มที่และต้องให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายด้วย เมื่อคณะกรรมการฯสอบข้อเท็จจริงเสร็จ

เรียบร้อยแล้ว จะประชุมเพื่อเสนอความเห็นต่อหัวหน้าหน่วยงาน ในการประชุมของ

คณะกรรมการฯจะต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด

จึงจะเป็นองค์ประชุม เช่น กรรมการมีจำนวน ๕ คน องค์ประชุมจะต้องมีไม่น้อยกว่า ๓ คน

ในการประชุม ประธานกรรมการจะเป็นประธานในการประชุม แต่ในกรณีที่ประธานกรรมการ

ไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เช่น ป่วย ให้กรรมการที่มาประชุมเลือก

กรรมการคนใดคนหนึ่งขึ้นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม

       การพิจารณาวินิจฉัยของคณะกรรมการฯในการประชุม ใช้การลงมติโดยให้

ถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ตัดสิน แต่ข้อ ๑๓ วรรคสอง ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ

กำหนดให้กรรมการที่ไม่เห็นด้วยกับมติที่ประชุมสามารถทำความเห็นแย้งมติที่ประชุมได้

ความเห็นแย้งนี้คณะกรรมการฯจะต้องนำมารวมไว้ในความเห็นของคณะกรรมการฯด้วย

เนื่องจากความเห็นของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดยังไม่เป็นที่ยุติ

เพราะหลังจากที่คณะกรรมการฯ  ลงมติแล้ว คณะกรรมการฯจะต้องส่งความเห็นของตน

พร้อมทั้งความเห็นแย้ง (ถ้ามี) ไปให้ผู้สั่งแต่งตั้ง คือหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อวินิจฉัย

สั่งการต่อไป ในความเห็นของคณะกรรมการฯต้องประกอบ ไปด้วยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย

และมีพยานหลักฐานสนับสนุนประกอบด้วย เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของผู้สั่งแต่งตั้ง

คณะกรรมการฯ

       ระยะเวลาในการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ระเบียบสำนักนายก

รัฐมนตรีฯ ไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องทำการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาเท่าใด แต่

ระเบียบดังกล่าวให้ผู้สั่งแต่งตั้งฯ เป็นผู้ใช้ดุลพินิจกำหนดระยะเวลาการสอบสวนตามความ

จำเป็น    และกำหนดระยะเวลาไว้ในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯด้วย

       ๑.๕ การพิจารณาของผู้สั่งแต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิด

ทางละเมิด

       เมื่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯได้รับความเห็นของคณะกรรมการฯแล้ว ผู้สั่ง

แต่งตั้งจะต้องพิจารณาสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการฯอย่างละเอียด ทั้งในเรื่อง

ข้อเท็จจริง   และข้อกฎหมายที่คณะกรรมการฯเสนอ ตลอดจนพิจารณาพยานหลักฐาน

สนับสนุนอย่างละเอียด หากมีประเด็นใดที่ยังเป็นปัญหาอยู่หรือข้อเท็จจริงยังไม่ครบถ้วน ผู้สั่ง

แต่งตั้งสามารถให้คณะกรรมการฯทบทวนหรือให้สอบเพิ่มเติมได้ พร้อมทั้งกำหนดระยะเวลา

ให้คณะกรรมการฯดำเนินการให้เสร็จสิ้นไว้ด้วย

       ในกรณีที่เห็นว่าคณะกรรมการฯได้เสนอข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และพยาน

หลักฐานสนับสนุนครบถ้วนแล้ว หรือเห็นว่าคณะกรรมการฯได้ทบทวนความเห็นหรือสอบสวน

เพิ่มเติมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้สั่งแต่งตั้งจะเป็นผู้วินิจฉัยสั่งการว่าการกระทำละเมิดที่เกิดขึ้นมี

ผู้ต้องรับผิดชดใช้  ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใด ตามหลักเกณฑ์ใน

มาตรา ๕ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

       ในการพิจารณาและวินิจฉัยสั่งการ ผู้สั่งแต่งตั้งสามารถวินิจฉัยได้โดยไม่ถูก

ผูกมัดอยู่กับความเห็นของคณะกรรมการฯ ในกรณีที่ผู้สั่งแต่งตั้งมีความเห็นแตกต่างไปจาก

ความเห็นของคณะกรรมการฯ ผู้สั่งแต่งตั้งก็สามารถที่จะวินิจฉัยสั่งการเป็นอย่างอื่นได้

       เมื่อผู้สั่งแต่งตั้งมีคำวินิจฉัยแล้วยังไม่ต้องแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ เนื่องจาก

กระบวนพิจารณายังไม่เสร็จสิ้นตามข้อ ๑๗ ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวคือ ผู้สั่ง

แต่งตั้งจะต้องส่งสำนวนการสอบสวนไปให้กระทรวงการคลังตรวจสอบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่

ได้วินิจฉัยสั่งการ  แต่เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่หน่วยงานของรัฐมีจำนวนหลายเรื่อง

ทำให้กระทรวง  การคลังมีสำนวนการสอบสวนที่จะต้องตรวจสอบเป็นจำนวนมากตามไปด้วย 

ดังนั้น ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทาง

ละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ จึงได้กำหนดวิธีการแก้ไขไว้ดังนี้

ก.             ให้อำนาจกระทรวงการคลังในการออกประกาศกำหนดเรื่องที่ไม่ต้อง

รายงานให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ ซึ่งกระทรวงการคลังได้ออกประกาศและนำไปลง

ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่

๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ เป็นต้นไป เพื่อกำหนดเรื่องที่ไม่ต้องส่งสำนวนไปให้กระทรวงการคลัง

ตรวจสอบ คือ

    (๑) ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่หน่วยงานของรัฐ อันมีสาเหตุจากภัยธรรมชาติ

       (ก) สำหรับส่วนราชการ ค่าเสียหายครั้งละไม่เกิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท

       (ข) สำหรับราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ

       ค่าเสียหายครั้งละไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท

    (๒) ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่หน่วยงานของรัฐเกิดจากสาเหตุทั่วไป

       (ก) สำหรับส่วนราชการ ค่าเสียหายครั้งละไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท

       (ข) สำหรับราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ

       ค่าเสียหายครั้งละไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท

    (๓) ความเสียหายเกิดจากสัตว์เลี้ยงของหน่วยงานของรัฐ เฉพาะกรณีสัตว์เลี้ยงตาย

              อย่างไรก็ตาม ความเสียหายที่หน่วยงานของรัฐไม่ต้องส่งเรื่องให้กระทรวง

การคลังตรวจสอบดังกล่าว กระทรวงการคลังกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรายงานความ

เสียหายที่เกิดขึ้นไปให้กระทรวงการคลังทราบทุกระยะสามเดือนตามแบบที่กระทรวงการคลัง

กำหนด ซึ่งจะลดจำนวนสำนวนการสอบสวนได้มากพอสมควร

       ข. กำหนดให้กระทรวงการคลังรีบพิจารณาทบทวนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดย

ข้อ ๑๗ วรรคท้ายของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ กำหนดให้กระทรวงการคลังต้องพิจารณา

ให้แล้วเสร็จ   นานที่สุดไม่เกิน ๑ ปีครึ่ง  ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะต้องเหลือเวลาให้หน่วยงาน

ของรัฐสำหรับดำเนินการให้ผู้ที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือฟ้องเป็นคดีต่อศาลอย่าง

น้อยที่สุดหกเดือน ก่อนคดีขาดอายุความ ในกรณีของราชการส่วนท้องถิ่นหรือรัฐวิสาหกิจที่จัด

ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามพระราชกฤษฎีกา

ที่ออกตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ กระทรวงการคลังจะต้อง

พิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนอายุความ  สองปีสิ้นสุดไม่น้อยกว่าหนึ่งปี

       ค. ในกรณีที่กระทรวงการคลังไม่สามารถพิจารณาให้เสร็จภายในระยะเวลา

ตามข้อ ๒ ข้างต้น ข้อ ๑๗ วรรคท้าย ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ กำหนดให้หัวหน้า

หน่วยงานของรัฐ (ผู้แต่งตั้งคณะกรรมการฯ) มีคำสั่งตามที่เห็นสมควรและแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง

ทราบ และระหว่างที่รอผลการพิจารณาของกระทรวงการคลัง  หน่วยงานของรัฐจะต้องดำเนิน

การเตรียมเรื่องให้พร้อมสำหรับ  การออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ชำระค่าสินไหมทดแทนหรือเตรียม

พยานหลักฐานให้พร้อมสำหรับการฟ้องคดีมิให้ขาดอายุความสองปีนับแต่วันที่ผู้สั่งแต่งตั้ง

วินิจฉัยสั่งการ

       เมื่อกระทรวงการคลังพิจารณาเสร็จและส่งสำนวนคืนมาให้หน่วยงานของรัฐ

ข้อ ๑๘  ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ กำหนดให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ (ผู้สั่งแต่งตั้ง

คณะกรรมการฯ) ต้องมีคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลังและแจ้งคำสั่งนั้นให้ผู้ที่เกี่ยว

ข้องทราบ โดยหน่วยงานของรัฐจะต้องออกเป็นคำสั่งทางปกครองและในคำสั่งดังกล่าวต้องแจ้ง

ด้วยว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นมีสิทธิที่จะ ฟ้องคดีต่อศาลปกครองและอายุความฟ้องคดีต่อศาลด้วย

       อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐที่เสียหายเป็นราชการส่วนท้องถิ่น

หรือรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาหรือหน่วยงานของรัฐตาม

พระราชกฤษฎีกาที่ออกตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ หากหน่วย

งานของรัฐดังกล่าวไม่เห็นด้วยกับความเห็นของกระทรวงการคลัง ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับ

ดูแลหรือควบคุมหน่วยงานของรัฐเหล่านั้นวินิจฉัยสั่งการให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามที่เห็นว่า

ถูกต้อง แต่ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับดูแลหรือควบคุมหน่วยงานของรัฐจะสั่งการเป็น

อย่างอื่นตามที่เห็นว่าถูกต้อง จะต้องนำความเห็นของกระทรวงการคลังมาพิจารณาประกอบ

ด้วย และหากพิจารณาแล้วผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับดูแลหรือควบคุมหน่วยงานของรัฐยังคง

เห็นแตกต่างจากความเห็นของกระทรวงการคลังก็สามารถที่จะสั่งการเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นว่า

ถูกต้องได้ ทั้งนี้ การสั่งการดังกล่าวจะต้องมีเหตุผลที่ดีกว่าและสามารถหักล้างเหตุผลที่ปรากฏ

อยู่ในความเห็นของกระทรวงการคลังได้ หากผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับดูแลหรือควบคุม

หน่วยงานของรัฐไม่สามารถที่จะหาเหตุผลมาหักล้างเหตุผลของกระทรวงการคลัง ในกรณีที่

สั่งการแตกต่างไปจากความเห็นของกระทรวงการคลัง ผู้สั่งการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

ในบรรดาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการสั่งการของตนมีบางกรณีที่คณะกรรมการสอบ

ข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดและหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่มี

ผู้ใดต้องรับผิด และส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ ต่อมากระทรวงการคลังมีความเห็น

ว่ามีเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หัวหน้าของหน่วยงานของรัฐจะต้องมีคำสั่ง

ตามความเห็นของกระทรวงการคลังและแจ้งคำสั่งนั้นให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ แล้วดำเนินการออก

คำสั่งให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวชำระค่าสินไหมทดแทน หรือฟ้องเป็นคดีต่อศาล ภายใน ๑ ปี นับแต่

วันที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแจ้งคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทราบ

       ๑.๖ การตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดร่วมกัน

       ความเสียหายที่เกิดแก่หน่วยงานของรัฐ ในบางกรณีอาจเกิดจากการที่

เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่งทำให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐอีกแห่งหนึ่ง

หรือหน่วยงานของรัฐที่ได้รับความเสียหายมีมากกว่าหนึ่งแห่ง และหรือความเสียหายเกิดจาก

การกระทำของเจ้าหน้าที่ของหลายหน่วยงานก็ได้  ในกรณีนี้ให้หัวหน้าหน่วยงานที่ได้รับความ

เสียหายและหัวหน้าหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นสังกัดอยู่ร่วมกันแต่งตั้งคณะกรรมการฯ

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดร่วมกัน ขั้นตอนในการ

ดำเนินการสอบข้อเท็จจริง กระบวนการในการพิจารณาเสนอความเห็น การลงมติ ฯลฯ

เป็นอย่างเดียวกันกับขั้นตอนและการดำเนินการสอบสวนของคณะกรรมการฯ ที่แต่งตั้งขึ้น

ในกรณีที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งคนใดกระทำละเมิดแก่หน่วยงานของรัฐ

       เมื่อคณะกรรมการฯรายงานสำนวนการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ผู้สั่งแต่งตั้ง

เพื่อวินิจฉัยสั่งการกรณีที่มีผู้สั่งแต่งตั้งหลายคน ผู้สั่งแต่งตั้งทุกคนมีอำนาจที่จะทำคำวินิจฉัย

สั่งการได้  ซึ่งคำวินิจฉัยสั่งการอาจจะไม่ตรงกัน เมื่อทำคำวินิจฉัยสั่งการแล้วให้รายงานไปยัง

กระทรวงการคลัง  เพื่อพิจารณาต่อไป  และหากดำเนินการตามข้อ ๑๗ และข้อ ๑๘ ของ

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ แล้ว ในที่สุดยังมีความเห็นตามข้อ ๑๘ แตกต่างกันจนหาข้อยุติ

ไม่ได้ ให้เสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีวินิจฉัยชี้ขาด

หมวดที่ ๒ ขั้นตอนการดำเนินการกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก

       ๒.๑ ผู้เสียหายใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล

       ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐได้กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกใน

ขณะปฏิบัติหน้าที่ ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่เรียกค่าสินไหมทดแทนหรือฟ้องหน่วยงานของ

รัฐเป็นคดี เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถพิจารณาวินิจฉัยเรื่องได้อย่างรวดเร็วและทันเวลา ถ้า

เป็นการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในขณะปฏิบัติหน้าที่หรือไม่  ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

จึงกำหนดให้เจ้าหน้าที่  ที่กระทำละเมิดแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยไม่ชักช้าและให้ผู้บังคับ

บัญชารายงานเรื่องดังกล่าวตามลำดับชั้นของสายการบังคับบัญชาจนถึงหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ

ที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้นสังกัดอยู่

       เมื่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐได้รับรายงานแล้ว ข้อ ๓๑ ของระเบียบสำนัก

นายกรัฐมนตรี ฯ กำหนดให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิด

ทางละเมิดขึ้นทำการสอบสวน  สำหรับขั้นตอนในการแต่งตั้งคณะกรรมการ การสอบข้อเท็จจริง

การพิจารณาเสนอความเห็น การวินิจฉัยสั่งการ ตลอดจนการรายงานกระทรวงการคลัง ให้นำ

ขั้นตอนในการแต่งตั้งคณะกรรมการ การสอบข้อเท็จจริง การพิจารณาเสนอความเห็น การ

วินิจฉัยสั่งการ ตลอดจน   การรายงานกระทรวงการคลังที่ใช้ในกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำ

ละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐมาใช้  โดยอนุโลม กล่าวคือ นำมาใช้เท่าที่สามารถดำเนินการได้

ขั้นตอนใดที่ไม่สามารถดำเนินการได้ก็ไม่ต้องดำเนินการ แต่หากการดำเนินการดังกล่าว

จะต้องใช้เวลามาก อาจทำให้ยื่นคำให้การแก้ฟ้องไม่ทัน  หน่วยงานของรัฐก็สามารถรวบรวม

ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเท่าที่มีอยู่เพื่อประสานงานกับ พนักงานอัยการในการต่อสู้คดี

ตามข้อ ๓๕ ของระเบียบดังกล่าว

       ๒.๒ ผู้เสียหายร้องขอให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

       ในกรณีที่ผู้เสียหายจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ใช้

สิทธิตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙

ร้องขอให้หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดสังกัดอยู่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อ

หน่วยงานของรัฐดังกล่าวรับคำร้องและออกหนังสือรับคำร้องแล้ว จะต้องดำเนินการโดยไม่

ชักช้า กล่าวคือ หน่วยงานของรัฐจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ทำคำวินิจฉัย

สั่งการ รายงานกระทรวงการคลังพิจารณาและมีคำสั่งให้ผู้ร้องขอทราบว่า หน่วยงานของรัฐยินดี

ชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่อย่างไร เป็นจำนวนเท่าใด ในทำนองเดียวกันกับข้อ ๒.๑ ทั้งนี้

ตามข้อ ๓๒ ข้อ ๓๓ และ ๓๔ ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ

 


© สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2545. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. เงื่อนไขการใช้บริการ. นโยบายความเป็นส่วนตัว.